โอโซนเต็มปอด พักผ่อนเติมพลัง ที่วังน้ำเขียว

26 ธันวาคม 2554 | โดย Janio (35,529 เข้าชม)
แบ่งปัน:

“หากจะหาที่เที่ยวอากาศบริสุทธิ์ “วังน้ำเขียว” นั้นตบเกียร์ห้าแล่นเข้ามาอยู่ในระบบความจำอย่างด่วนจี๋ ด้วยทำเลฝังตัวไม่ห่างจากบางกอกมากนัก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาการเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลและแลกสนทนากับผองเพื่อนที่เคยไปยลมาแล้ว ยิ่งกระตุ้นให้ต่อม “อยากไป” ทำงานขึ้นอย่างรุนแรง และเหล่านี้จึงกลายเป็นมูลเหตุที่ทำให้ทริปซบอก “วังน้ำเขียว” ของผมได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น...”


วังน้ำเขียว สูดโอโซน สวิสเซอร์แลนด์ประเทศไทย เที่ยววังน้ำเขียว โคราช ไร่องุ่นวังน้ำเขัยว

(Photo : d9man)

“แฮ่กๆๆ”  มีเพียงเสียงการทำงานของลมหายใจที่พวยพุ่งในจังหวะเร้งเร้า คอยทำหน้าที่เป็นทำนองคลอเคลียกับผมทุกครั้งเมื่อถึงโต๊ะทำงาน อันเป็นผลมาจากความเหนื่อยหอบที่เพิ่งเดินทางมาด้วยสภาพสะบักสะบอม ท่ามกลางแวดล้อมอันแสนวุ่นวายในเมืองกรุงยามรุ่งอรุณ ซึ่งยึดถือความศิวิไลซ์และความทันสมัยเป็นแม่แบบ

น้ำหอมกลิ่นรัญจวนที่เพิ่งปะพรมบนร่างกายก่อนออกมาจากบ้าน บัดนี้ถูกเวรคืนด้วยกลิ่นเขม่าของท่อไอเสียรถยนต์ เคล้าด้วยกลิ่นของปิ้งย่างเบี้ยบ้ายรายทางที่แห่แหนมาขายกันริมฟุตบาท รวมทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่นๆ อีกมากมาย ลุคสะอาดสะอ้านแบบหนุ่มสดชื่นที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ถูกหลอมละลายด้วยการแผดเผาของอุณหภูมิที่ทำตัวสูงศักดิ์ตลอดทั้งปี จนกลายร่างออกมาในรูปแบบเหงื่อไคลและความมอมแมม กระทั่งแปรบุคลิกให้กลายเป็นคนขะมุกขะมอมซะอย่างนั้น

เป็นแบบนี้นานวันเข้าร่างกายก็เริ่มอ่อนแรง เหมือนแบตไอโฟนที่ขึ้นขีดแดงโหยหาการชาร์จ พลันเหวี่ยงสายตาสแกนปฏิทินก็ไปป๊ะเข้ากับวันหยุด 3 วัน เข้าอย่างจังเบอร์ ด้วยเหตุที่เหนื่อยฉะนั้นและมีเวลา Holidays เพียงฉะนี้ จึงน่าจะเป็นิมิตรหมายอันดีที่จะหาสถานเติมพลังสร้างความคึกคักให้ชีวิต ด้วยการยักไหล่ใส่ความโมเดิร์นสักระยะ ก่อนจะโบยบินไปสู่ธรรมชาติที่อากาศดีๆ เหมาะแก่การเอกเขนกสักแห่ง

หากจะหาที่เที่ยวอากาศบริสุทธิ์ “วังน้ำเขียว” นั้นตบเกียร์ห้าแล่นเข้ามาอยู่ในระบบความจำอย่างด่วนจี๋ ด้วยทำเลฝังตัวไม่ห่างจากบางกอกมากนัก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาการเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลและแลกสนทนากับผองเพื่อนที่เคยไปยลมาแล้ว ยิ่งกระตุ้นให้ต่อม “อยากไป” ทำงานขึ้นอย่างรุนแรง และเหล่านี้จึงกลายเป็นมูลเหตุที่ทำให้ทริปซบอก “วังน้ำเขียว” ของผมได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น...

 

วังน้ำเขียว สูดโอโซน สวิสเซอร์แลนด์ประเทศไทย เที่ยววังน้ำเขียว โคราช ไร่องุ่นวังน้ำเขัยว

(Photo : d9man)

นาม “วังน้ำเขียว” ท่านได้แต่ใดมา

ไม่ปรากฏในพงศวดารใดว่าใครเรียกเป็นคนแรก รู้เพียงว่าด้วยพื้นที่ในแถบนี้จะมีวังน้ำที่มีสภาพใสแจ๋วอย่างเป็นธรรมชาติ ใสขนาดไหนน่ะเหรอครับ? ก็ใสซะจนมองเห็นเงาสะท้อนสีเขียวของเหล่าแมกไม้ที่ตั้งอยู่รายล้อมเลยน่ะสิ และนั่นจึงเป็นที่มาของชื่อเสียงเรียงนามว่า “วังน้ำเขียว” ด้วยประการฉะนี้

เสน่ห์วังน้ำเขียว เลี้ยวเข้ามาเลย

อำเภอดังทางตอนใต้ของจังหวัดนครราชสีมาแห่งนี้ ถูกจัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีโอโซนอันดับ 7 ของโลก (โอ้โห! ของเค้าดีจริง) ชุกชุมไปด้วยสภาพภูมิประเทศในรูปแบบภูเขาสูง ซึ่งก็แหงแซะว่าหากมีพี่ภูเยอะขนาดนี้ อากาศโดยรวมก็จะมีความเย็นสบายตลอดทั้งปี แถมยังมีน้องฝนพาเหรดพรั่งพรูอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งยังพบเฮียหมอกปรากฏตัวอยู่มากมาย จนมีการขนานสมญาให้เป็น “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน” กันเลยทีเดียว

 

ได้เวลา หาสถานเอกเขนก

เวลาเวียน รีสอร์ท (Veravian Resort)

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

กลุ่มกังหันลมสีขาวตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่าดูสวยงามอย่างน่าสนใจ เนื่องเพราะจะมีสักกี่แห่งในประเทศที่จะเอากังหันมาทำประโยชน์ได้แบบนี้ ว่าแล้วก็ชวนเท้าตัวเองวาดก้าวในองศาที่สูงจากพื้นดิน เหยียบลงไปในสนามหญ้านุ่มๆ ตอนนี้แทบทุกอณูในเลนส์คู่สายตาเต็มไปด้วยสีเขียวขจี ในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งจากผืนดินที่กำลังทรงตัว เหล่าบรรดาแมกไม้ในที่พัก ทอดอารมณ์ไปกับทัศนียภาพไกลสุดสายตาของอำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งเบื้องหลังเป็นขุนเขาขนาดใหญ่สวยงามเรียงตัวสลับซ้อนกัน รวมถึงยังมีมวลความเย็นคอยปลอบประโลม พร้อมอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ให้รู้สึกสดชื่นได้ทันทีที่เข้ามาใน “เวลาเวียน รีสอร์ท”

แค่ชื่อรีสอร์ทก็เล่นเอาสะดุดหูทุกคราที่ได้ยินแล้วใช่ไหมล่ะครับ แถมทำเลที่ตั้งก็ยอดเยี่ยมกับการฝังตัวอยู่บนเขา นั่นเท่ากับว่าใครที่กำลังเสิร์ชหาสถานบรรทมอากาศเย็นๆ ก็จดที่พักแห่งนี้เอาไปอยู่ในลิสต์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

เรื่องของการตกแต่งอาจจะดูเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความหรูหราสะดวกสบายแบบจัดเต็ม ผสมผสานกับความมีคอนเซปท์ในการดีไซน์โดยจะเน้นไปที่ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกังหันลมที่ไม่ได้เอามาตั้งแป้นแล้นกันเฉยๆ แต่เค้านำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าภายในห้องพัก แล้วยังติดแผงโซล่าเซลล์พร้อมปูสนามหญ้าบริเวณด้านบนห้องพัก เอาไว้ช่วยดูดซับแสงแดดเพื่อลดความร้อน ดังนั้นความเย็นจึงเพิ่มขึ้นมาอีกหลายดีกรี

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว SecondDeluxe

ในส่วนห้องพักของที่นี่ก็มีหลากหลายรูปแบบให้คุณเลือกสรร เริ่มจากแบบแรกห้อง Second Deluxe ภายในประกอบด้วยเตียงเดี่ยว 2 เตียง ความโดดเด่นอยู่ที่การใช้หินเป็นวัสดุหลักของห้อง จึงทำให้ได้รับไอความเย็นฉ่ำจากธรรมชาติที่กระจายตัวออกมาจากหิน (ราคาเริ่มต้น 2,500 บาท)

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

 ส่วนใครที่ชอบความกว้างขวางสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว แนะนำห้อง Minute Suite ซึ่งด้านในมีความโอ่โถงคอยต้อนรับอยู่ตรงหน้า ไพศาลกับพื้นที่ใช้สอยที่ให้คุณได้ลั้ลลาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะหันหรือเขยื้อนกายไปทางไหนสิ่งอำนวยความสะดวกก็ต่างรายล้อมอยู่รอบตัว ความเจ๋งอีกอย่างต้องยกให้ “ห้องน้ำ” ที่เห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่า “จะกว้างไปไหนครับพี่” แถมยังแยกโซนเปียก-โซนแห้งไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งส่วน Shower ก็มีให้เลือกทั้งแบบ In Door และแบบ Out Door ที่สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติได้อย่างแนบแน่น ไฮไลต์อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือการชมทิวทัศน์อันงดงามริมระเบียง กับจุดชมวิวในมุมที่สูงที่สุดของวังน้ำเขียว

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว พูลวิลล่าวังน้ำเขียว

หรือใครจะจัดหนักกับที่พักขนาดใหญ่เบิ้ม 2 ชั้น บรรยากาศแสนสงบ Hour Villa ภายในประกอบด้วย 2 ห้องนอนและ 2 ห้องน้ำ ไฮไลต์อยู่ที่สระว่ายน้ำส่วนตัวที่พร้อมให้คุณแหวกว่ายได้ทุกเวลา รวมทั้งระเบียงชมดาวและลานนั่งเล่น สำหรับเนรมิตปาร์ตี้สนุกๆ ในหน้าบ้านคุณเอง (ราคาเริ่มต้น 8,000 บาท)

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

และห้องพักรูปแบบใหม่ล่ามาแรงแฝงครีเอทีฟ Capsule เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มี “วิถีชีวิตก้ำกึ่ง” คือใจนึงก็รักความเป็นธรรมชาติออกลุยๆ แบบผจญภัย อารมณ์เหมือนมากางเต้นท์ แต่ก็ยังแอบมีเยื่อใยกับความสบายของฟูกนิ่มๆ แอร์เย็นเจี๊ยบอันเหมาะจะเอกเขนกอยู่ใต้ผ้าห่มหนาๆ ขอเชิญมาซุกตัวในบ้านท่อแห่งนี้ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งเครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์ LCD แถมบริเวณนั่งเล่นขนาดย่อมๆ หน้าบ้าน (ราคาเริ่มต้น 1,500 บาท)

ที่พักวังน้ำเขียว เวลาเวียนรีสอร์ท VeravianResort ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว ที่พักกางเต้นท์

แบบสุดท้ายสัมผัสธรรมชาติกันอย่างถึงอารมณ์กับการนอน Tent เพื่อรับลมหนาวของวังน้ำเขียวชนิดเต็ม สตรีม แต่หมดห่วงเรื่องของความสะดวกสบายเพราะทางรีสอร์ทมีทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำอุ่นไว้คอยบริการอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ทางรีสอร์ทยังมีกิจกรรมไว้ให้ผ่อนคลายอย่างมากมาย ทั้งการเติมความชุ่มฉ่ำกับสระว่ายน้ำใสๆ สุดหรูหรา, บรรเลงเพลงแข้งกับสนามฟุตบอล หรือออกกำลังกายฝึกความนิ่งในสนามเปตอง รวมทั้งยังมีอินเตอร์เน็ตไร้สายพร้อมให้คุณเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างทันใจ

ใครอ่านแล้วสนใจก็อย่ารอช้า แล่นฉิวจากอำเภอวังน้ำเขียวมุ่งหน้าสู่เขาแผงม้า ไปทางหมู่บ้านโพธิ์ทองพัฒนา ซึ่ง “เวลาเวียน รีสอร์ท” จะอยู่ใกล้กับเขาแผงม้าเลยครับ จุดสังเกตก็ไม่ต้องไปเมียงมองหาไกล ก็เจ้ากังหันลมนั่นเอง โทร. 083-111-5678 / 083-111-6789 (08:00-18:00น.)  และเข้าไปอ่านรีวิวได้ที่ www.painaidii.com หรือคลิ๊กเข้ามา www.veravian.com

 

บ้านไอดิน (Ban Idin)

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

เก้าอี้ลวดลายคลาสสิกใต้เงาของร่มเก๋ๆ ที่น่าจะวางอยู่ในร้านกาแฟสุดเดิร์น กลับถูกนำมาโชว์ตัวบนสนามหญ้าเขียวชอุ่มในที่พักดีไซน์อาร์ท ซึ่งมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่เหมือนใครนามว่า “บ้านไอดิน” โดยการตกแต่งเน้นไปที่ความมีสไตล์ปนความเป็นศิลปะ เติมแต่งด้วยลูกเล่นน่ารักๆ ที่พร้อมจะเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าได้อย่างไม่ขัดเขิน

บรรยากาศภายในที่พักเย็นฉ่ำด้วยไอหนาวเคล้าสายหมอกแห่งยามเช้า ในอ้อมกอดของขุนเขาที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์จากภาคอีสาน ให้คุณสูดโอโซนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ แถมเหมาะอย่างยิ่งสำหรับช่วงเวลาเย็นย่ำหรือรุ่งอรุณที่จะมานั่งละเลียดความหนาวคลายความระอุจากเมืองกรุง พร้อมยังสามารถจูงแขนแกว่งขาชวนกันมาสดชื่นกับเครื่องดื่มรสกลมกล่อมมากมาย ที่จะสร้างอารมณ์ชิลล์ๆ ในร้านสุดเก๋ไก๋ “หอมกรุ่นกาแฟ”

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

ตัดสลับมาเล่ากันถึงไฮไลต์ประจำรีสอร์ทกับห้องพักเก๋ๆ โดยทันทีที่เหยียบเข้าบ้านดิน มวลความรู้สึกแรกที่เล็ดลอดออกมาทักทาย คือความเย็นยะเยือกราวกับกำลังทรงตัวอยู่บนเนินเขาสูง เล่นเอาประทับใจในอากาศดีๆ ที่ไม่ต้องง้อแอร์กันยกใหญ่ รวมทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แต่ใช่ว่าจะดีไซน์ห้องพักแบบบ้านดินแล้วจบๆ กันไป เพราะภายในของแต่ละหลังได้ถูกรังสรรค์ออกมาในคอนเซปท์ที่แตกต่างกันออกไป จึงน่าจะทำให้ถูกใจสำหรับผู้ที่ต้องการผละออกจากความจำเจ

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

อย่าง “บ้านไอดิน ๑”  จะตกแต่งแบบเรียบง่าย มีมุ้งเก๋ๆ ครอบเตียงนุ่มๆ ไฮไลต์ของบ้านหนีไม่พ้นห้องน้ำที่ได้รับการออกแบบสไตล์ธรรมชาติอย่างสุดลิ่ม อันจะช่วยบิ้วต์อารมณ์ให้คุณเคลิบเคลิ้มราวกับกำลังซู่ซ่า อยู่ในพงไพรกลางน้ำตกใสไหลเย็น ต่อกันด้วย “บ้านไอดิน ๒” เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ควงแขนหวานใจมาทำสวีท เพราะตัวห้องถูกตกแต่งกันในสไตล์โมร็อคโค  ออกแบบเตียงนอนให้เป็นรูปหัวใจ โดยจะเน้นการใช้สีแดงอันแสดงถึงความรักเป็นสีหลักอีกด้วย

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

ส่วนใครที่หลงไหลในเสน่ห์ความเป็นอิงลิชแลนด์แดนผู้ดี ให้จรลีมายัง “บ้านไอดิน ๓”  ซึ่งตกแต่งในสไตล์อังกฤษคันทรี่ เน้นการประดับประดาด้วยดอกไม้ในทุกรายละเอียด แถมบริเวณบ้านยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอกกุหลาบอังกฤษที่ปลูกไว้รอบบ้านคอยขับกล่อม พร้อมด้วยชิงช้าเก๋ๆ หน้าบ้านให้คุณได้แกว่งไกวอย่างมีความสุข

บ้านไอดิน BaanIdin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว บ้านไอหมอก บ้านชมดาว บ้านเคียงดาว

สำหรับใครที่ยกขบวนกันมาหลายพระหน่อ ทางที่พักเองก็มีห้องไว้คอยต้อนรับอย่างเพียงพอ ได้แก่ “บ้านชมดาว” ที่พักกันได้ 6 คน (เต็มที่ได้ถึง 10 คน แต่ต้องเสริมฟูกนอนนะขอรับ) หรือจะนอนกันแบบไทยย้อนยุคใน “บ้านเคียงดาว” ตบท้ายเอาใจคนชอบแนวผจญภัยรักการกางเต้นท์ด้วย “บ้านไอหมอก” เป็นอารมณ์แบบเต้นท์รีสอร์ทที่ได้ทั้งความหรูหราสอดไส้กลิ่นอายความ Adventure ได้อย่างลงตัว

ใครสนใจลองเข้ามาพักกันได้ สนนราคาต่อคืนเริ่มต้นแค่ 2,000 บาท เท่านั้น การเดินทางมาก็ง่ายๆ ให้วิ่งมาเส้นทางหลวงหมายเลข 304 เข้าซอย อบต. ไทยสามัคคีประมาณ 300 เมตร จากนั้นก็เลี้ยวขวาไปอีก 150 เมตร แล้วสังเกตทางซ้ายมือก็จะเห็นบ้านไอดินตั้งโดดเด่นอยู่แล้วขอรับ โทรสอบถามรายละเอียดได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00น. - 18.00 น. 081-136-8323, 082-344-5050 หรือคลิ๊กเข้าไปอ่านรีวิวที่ www.painaidii.com หรือคลิ๊กมาที่ www.banidin.com



บ้านไร่สุจิรา

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

เหลียวซ้ายแลขวาสำรวจสมาชิกร่วมทริป หากมากันหลายชีวิตแล้วยังคิดหาทางออกกับที่พักไม่ได้ แนะนำให้มาที่ “บ้านไร่สุจิรา” เลยครับ รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณพุ่งชนกับความผิดหวังเป็นแน่แท้ เพราะที่นี่เรียกได้ว่าแทบจะมีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรรไม่น้อยหน้าห้างเมอรี่คิงส์ ทั้งบ้านพักขนาดใหญ่นอนได้จุใจ (หรือใครจะมานอนกันแค่ 2 คน ก็มีห้องไว้รองรับนะขอรับ) ต้นไม้, สนามหญ้าและพื้นที่กว้างขวางอันถูกห่อหุ้มด้วยอากาศบริสุทธิ์ ก็ทำให้เริ่มจะตกหลุมรักรีสอร์ทแห่งนี้เข้าโครมเบ้อเริ่ม หรือจะเป็นกิจกรรมสนุกถนัดขจัดความเบื่ออันหลากหลาย รวมทั้งใครที่หมายมั่นพาเจ้าตูบมาวิ่งเล่น ที่ “บ้านไร่สุจิรา” แห่งนี้ก็ยินดีต้อนรับไม่มีเกี่ยงงอน

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักทรงไทย รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

ได้เวลามาสาธยายถึงตัวห้องกันบ้าง โดยบ้านพักแต่ละหลังจะมาในสไตล์ “บ้านทรงไทย” ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการออกแบบ จึงทำให้คุณจะได้สัมผัสศิลปะแดนสยามและความร่มเย็นจากบ้านไม้กันอย่างเต็มที่ เช่น “เรือนสุจิรา 1” และ “เรือนสุจิรา 2” เป็นบ้านทรงไทยขนาดใหญ่พำนักกันได้ถึง 7 คน มีระเบียงไม้ ให้คุณทอดอารมณ์ซึบซับอุณหภูมิหนาวๆ และอากาศอันสดชื่น แถมยังมีศาลากลางบ้านสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนอารมณ์

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักทรงไทย รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักทรงไทย รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

ส่วนใครที่มากัน 4 คนแนะนำให้มานอนที่ “บ้านเพียงรัก” เป็นบ้านพักขนาดย่อมๆ แต่ความสุขที่ได้รับนั้นไม่ได้ย่อมตาม เพราะบรรจุความสะดวกสบายไม่แพ้ห้องอื่นๆ รวมทั้งมีศาลาไว้ให้ผ่อนคลายด้วยเช่นกัน หรือใครที่ขนกันมาร่วมๆ 8 คน โยกมาพักกันได้ที่ “บ้านพระนาง” กับบ้านแฝด 2 หลังติดกันราวปาท่องโก๋ เพียบพร้อมด้วย 4 ห้องพัก (นอนได้ห้องละ 2 ท่าน) โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่ใช้อิฐมอญสะท้อนอารมณ์วินเทจ ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักทรงไทย รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

สำหรับคนที่จัดกันมาแบบชุดใหญ่ใส่เต็มรักนับได้ 10 คน ขอให้ทุกท่านตรงดิ่งไปยัง “บ้านภูวิว 1” และ “บ้านภูวิว 2” บ้านทรงไทยไซส์จัมโบ้ที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์น ให้คุณสะดวกสุดฤทธิ์กับพื้นที่อันกว้างขวาง พร้อมด้วย 2 ห้องนอนใหญ่ และ 2 ห้องน้ำ ยามเย็นๆ มานั่งรับลมสูดกลิ่นอายธรรมชาติกันที่ระเบียงด้านหน้า จากนั้นช่วงพลบค่ำเข้าไปพักผ่อนกันต่อกับห้องนั่งเล่นด้านใน ให้คุณได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสนุกสนาน

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

กระนั้นก็ใช่ว่าจะเอาใจแต่คนที่มากันยกแก็งค์เพียงอย่างเดียว สำหรับใครที่ควงแขนหวานใจหรือเกี่ยวใครกันมา2 คน ก็มีที่ไว้ให้คุณพักผ่อนกายากับ “บ้าน 6 เหลี่ยม” ดีไซน์เก๋ไก๋ชนะเลิศ รังสรรค์ออกมาอย่างโมเดิร์นแฝงด้วยความหรูหราที่พร้อมจะสร้างความประทับใจให้กับคุณ หรือใครอยากค้างอ้างแรมแบบกางเต้นท์ที่นี่ก็มีไว้บริการ ด้วยพื้นที่สนามหญ้าเขียวชอุ่มอันกว้างใหญ่ รอให้คุณมาลงหลักพักผ่อนกันได้มากมาย

บ้านไร่สุจิรา Banraisujira ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว บ้านพักกิจกรรม ขับรถ ATV ขี่จักรยานเสือภูเขา ลานกางเต้นท์

ความพิเศษอีกอย่างของ “บ้านไร่สุจิรา”  อันเป็นผลพลอยได้จากพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นเชิงเขา ทางรีสอร์ทจึงเกิดปิ๊งไอเดียเนรมิตกิจกรรมเสริมสร้างความหรรษาขึ้นมา ทั้งแนวผจญภัยสะกิดความตื่นเต้นอย่างการขับรถ ATV, หรือใครอยากดื่มด่ำความ Natural ก็สามารถเลือกขับจักรยานเสือภูเขา ส่วนผู้ที่อยากทอดอารมณ์ชิลล์ๆ ก็สามารถนั่งถีบจักรยานน้ำในสระเย็นๆ แสนเพลิดเพลิน

เห็นที่พักแจ๋วแว้บขนาดนี้ แต่เชื่อไหมว่าราคาถู้ก ถูก เริ่มต้นคืนละแค่ 1,600 บาท เท่านั้นเองขอรับ การเดินทางเมื่อมาถึงวังน้ำเขียวแล้วให้ไปทางเขาแผงม้า แล้วมุ่งหน้าตรงไปประมาณ 30 กม. ผ่านสนามกอล์ฟทอสกานา จนถึงตลาดหนองคุ้ม จากนั้นข้ามสะพานคอนกรีต ซึ่งมีร้านกาแฟต้นตออยู่ด้านซ้าย พอตรงไปจะเจอวัดหนองซ่อมอยู่ขวามือและอีกประมาณครึ่ง กม.ก็จะเจอป้ายไร่สุจิรา ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปตามทาง เจอแยกเลี้ยวขวาอีกทีก็จะถึง
บ้านไร่สุจิราแล้วล่ะครับ ใครสนใจจะมาพักผ่อนโทรมาที่เบอร์ 084-944-4829, 089-020-1190 www.painaidii.com หรือคลิ๊กเข้ามาที่ www.baanraisujira.com

 

บ้านภูนรินทร์ (Ban Phu Narin)

บ้านภูนรินทร์ BanPhuNarin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักธรรมชาติ รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

“โค-ตะ-ระ เทพ” ขออณุญาตบรรยายคำอุทานที่เผลอทำหล่นทันใด พลันที่ได้สัมผัสกับทัศนียภาพแสนงดงามของทิวเขาใหญ่สุดเขียวขจี ซึ่งเบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าและหมู่มวลธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ที่ทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะด้วยความอึ้งปนประทับใจ กับวิวความสวยตระการตาชนิดที่รีสอร์ทหรู 5 ดาวหลายแห่งยังต้องโค้งคาราวะ

เขยิบไปอีกนิดกับอำเภอใกล้ชิดวังน้ำเขียว ไล่ขึ้นไปตามแนวเขาแห่งปากช่อง อันเป็นภูมิลำเนาลงหลักปักฐานของ “บ้านภูนรินทร์” ซึ่งพื้นที่ภายในอัดแน่นด้วยความร่มรื่นของหญ้าสีเขียวชอุ่ม มีมุมพักผ่อนหย่อนใจ และบริเวณเดินทอดน่องสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเพลิดเพลิน และด้วยทำเลที่ตั้งห่างออกไปจากตัวเมืองยังผลให้พื้นที่ของรีสอร์ทแห่งนี้ อบอวลไปด้วยความเงียบสงบ ส่งแรงกระเพื่อมให้เกิดความเป็นส่วนตัว จนพลอยทำให้นึกถึงการนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้ มีกาแฟรสกลมกล่อมวางข้างกาย พร้อมทอดสายตาละเลียดบรรยากาศอันแสนดีไปอย่างช้าๆ

บ้านภูนรินทร์ BanPhuNarin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักธรรมชาติ รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

ในส่วนของห้องพักจะเน้นการดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย ไม่ได้ปรุงแต่งด้วยความหวือหวา หรือหรูหราอลังการ หากยังคงออกแบบมาได้อย่างลงตัว และสามารถรองรับลูกค้าได้ในจำนวนที่หลากหลาย คือตั้งแต่ 2-20 คน เลยทีเดียว (โห! เยอะเนอะ) รวมทั้งราคาค่อนห้องพักที่ค่อนข้างคุ้มค่า ทางรีสอร์ทผู้แสนใจดียังได้รวมอาหารมื้อเช้าอย่างข้าวต้มเครื่องร้อนๆ เนื้อละมุน เคล้าด้วยเห็ดหอมจากยอดดอย หรือเลือกอิ่มอร่อยกับเสต็กรสเลิศ พร้อมกับเซ็ตมื้อเย็นจัดหนัก เช่น ปลาทับทิมทอดน้ำปลา, ต้มยำรสแซ่บ, ผัดผักสดๆ กรอบๆ ใส่กุ้ง ตบท้ายด้วยน้ำพริกจัดจ้าน แถมข้อสำคัญอีกประการคือในมื้อดินเนอร์ชุดนี้เติมได้ไม่อั้นคร้าบบ พี่น้องง! ถูกใจคนกินจุอย่างกระผมจริงๆ อุ๊บ!

บ้านภูนรินทร์ BanPhuNarin ที่พักวังน้ำเขียว ที่พักแนะนำวังน้ำเขียว บ้านพักธรรมชาติ รีสอร์ทน่าพักวังน้ำเขียว

 โดยจุดไฮไลต์แห่งความเจ๋ง จนผมอดจะยินยอมพร้อมมอบใจให้กับรีสอร์ทแห่งนี้ไปเสียมิได้ นั่นคือแค่คุณเหวี่ยงสายตาออกไปยังหน้าต่างในห้องพัก ก็จะได้เห็นวิวแจ่มจรัสของธรรมชาติในรัศมี 360 องศา ย้อมแสงสีส้มอ่อนช่วงพระอาทิตย์คล้อยต่ำในยามเย็น และถูกปกคลุมไปด้วยทะเลหมอกตัวแทนแห่งความหนาวสะท้านในห้วงอรุณสวัสดิ์ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ไปพักผ่อนกายาพร้อมทั้งซัดทิวทัศน์สวยๆ มาชนิดเต็มอิ่ม บอกได้คำเดียวว่า “สวดดดยอดดด” สร้างความประทับใจให้กับผมและหมู่คณะได้อย่างสูงลิ่ว

ใครอยากตัวปลิวมายลความงดงามร้อยแรงม้า ให้ขับไปทางอำเภอปากช่องแล้วตรงดิ่งไปทางค่ายทหารเพชรรัตน์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็จะเห็น “บ้านภูนรินทร์” โดดเด่นอยู่ด้านซ้ายมือแล้วล่ะครับ สนนราคาสำหรับสัมผัสความเทพเริ่มต้นเพียง 900 บาท / คืน / ท่าน เท่านั้นเอง สนใจลองโทรมาที่ 089-666- 4565, 085-108-8852 (www.banphunarin.com)

 

เริ่มหิวแล้วไซร้ หาอะไรใส่ท้อง

สุกี้ คุณต๋อย

ร้านคุณต๋อย สุกี้คุณต๋อย ร้านอาหารแนะนำวังน้ำเขียว ที่กินวังน้ำเขียว

“กรุงเทพก็มีนะ ฮ่าๆๆ” ประโยคกระเซ้าปนความเย้ยหยันนิดๆ จากปากเจ้าเพื่อนร่วมทริปตัวดี ที่พรั่งพรูออกมาหลังผมบอกจุดหมายปลายกระเพาะ ว่าจะไปดับหิวกันที่ร้านสุกี้เจ้าเด็ดแห่งวังน้ำเขียว ซึ่งผมก็ไม่รู้จะสาธยายให้เหล่า
เกลอก๊วนฟังได้อย่างไร ว่าเพราะเหตุไฉนความเด็ดสะระตี่ของเจ้านี้ถึงได้ดึงดูดให้ผมต้องแวะมาซู้ดโซ้ย เอาเป็นว่าคงต้องโดนกันด้วยตัวเองถึงจะรู้ซึ้งได้อย่างดี

เมื่อมาถึงอำเภอวังน้ำเขียวก็ล่องไปตามถนนหลวงหมายเลข 304 แล้วชวนพาหนะ 4 ล้อทะยานขึ้นเนินเขาเล็กๆ ก่อนจะแวะจอดที่ร้านอาหารที่มีการ์ตูนผู้หญิงหน้ากลมๆ ผมหยิกติดกิ๊บ มีไฝ คอยโปรยยิ้มราวกับกำลังกวักมือหยอยๆ คอยเรียกลูกค้า บางคนมาเห็นอาจจะนึกว่านี่เป็นรูปมัสค็อตประจำร้านหรือเปล่า? ไม่ต้องทายกันให้เมื่อยตุ้ม คำเฉลยอยู่ภายในร้าน เพียงคุณเดินเข้าไปถามหาเจ๊ต๋อยเท่านั้นแหละ พวกเราก็ถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว (แซวเล่นนะครับ ตัวจริงเจ๊แกเค้าน่าร้ากกก แถมยังใจดี)

เท้าความกับตำนานเล่าขานของร้านกันสักนิด เจ๊แกเปิดให้ความสำราญด้านกระเพาะมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าเป็นเจ้าแรกๆ ของอำเภอวังน้ำเขียว แถมวัตถุดิบที่เอามาปรุงเจ๊ก็การันตีว่าสดใหม่ซิงซิงมาจากต้น มีลูกค้าหลายร้านมาชิมก็ติดอกติดใจ จนกลายเป็นร้านแนะนำที่หากใครมาเยือนแดนโอโซนอันดับ 7 เป็นต้องมาเสร็จร้านคุณ(เจ๊)ต๋อยกันแทบทุกราย

บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเป็นแบบโอเพ่นรับลมธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสบายๆ สอดไส้ความเป็นกันเอง เหมือนมานั่งกินอยู่ที่บ้านเพื่อน ทั้งโต๊ะ-เก้าอี้ปลุกปั้นทำมาจากไม้ล้วนๆ ได้อารมณ์ความขลังสไตล์เจ้าเก่าไปอีกแบบ โดยเมนูทีเด็ดประจำร้านก็อย่างที่จั่วหัวกันไว้นั่นก็คือ “สุกี้” ซึ่งก็จะมีหลากหลายเวอร์ชั่น ถ้าใครอยากได้ความรวดเร็วเน้นประหยัด ก็สามารถสั่งเป็นแบบจานเดี่ยว หรือถ้าใครนิยมการลวกจิ้มก็สามารถสั่งมาเป็นชุด ที่เพียบพร้อมด้วยบรรดาเนื้อสรรพสัตว์ทั้งกุ้ง, ปลาหมึก, ไก่, หมู, ตับ และขบวนผักสารพัดกอดคอเห็ดสดมาสร้างความอร่อยอีกหลายอย่าง สนนราคาชุดเล็ก 300 บาท ชุดใหญ่ 350 บาท อิ่มกันได้อย่างน่าดูชม

ร้านคุณต๋อย สุกี้คุณต๋อย เห็ดหอมอบซีอิ๊ว ร้านอาหารแนะนำวังน้ำเขียว ที่กินวังน้ำเขียว

อาหารมาวางตรงหน้าอย่างละลานตา ผมแอนด์มายเฟรนด์รีบประเคนลงหม้อต้มอย่างไร้การรอรี จิ้มทีจุ่มกันพลวันความสนาน ซึ่งบอกได้เลยว่าเครื่องเคราที่คุณเจ๊จัดมาให้นั้นเยอะมาก คุ้มค่าทุกสตางค์ที่เสียไป หลังจากนั้นเพียงไม่ทันไรพ้นลมหายใจไม่กี่กระทอก กองทัพเนื้อจัดหนักและผักสดก็เริ่มสุกกันอย่างพร้อมหน้า ค่อยๆ คีบขึ้นมาแนบกับไอร้อนๆ ลอยคุ้งกลางอากาศ ก่อนฟาดเนื้อลงน้ำจิ้มสีสันจี๊ดจ๊าดจนชุ่มฉ่ำ แล้วขย้ำเข้าให้! อื้อหืมมมม   เนื้อนุ่มสดๆ ไคล์แม็กซ์อยู่ที่ตรงน้ำจิ้มที่บอกได้คำเดียวว่า “แซ่บบบบเว่อร์”  มันไม่ได้เผ็ดจัดจ้านแบบปากลิ้นพอง แต่เป็นความเผ็ดแบบลึกๆ ซี๊ดๆ อารมณ์พริกดอย บอกได้เลยว่าเจ๋งมากก ครับเจ๊

ร้านคุณต๋อย สุกี้คุณต๋อย ร้านอาหารแนะนำวังน้ำเขียว ที่กินวังน้ำเขียว

นอกจากนี้อาหารจานอื่นๆ ก็ยังมีความเอร็ดไม่น้อยหน้าพระยาสุกี้ เช่น “เห็ดหอมอบซีอิ๊ว” กลิ่นจรุง รสชาติหวานเข้มข้นปนกรุบกรอบจนอยากมอบโล่ ต่อด้วย “ไข่เจียวกรอบ” เมนูหน้าตาธรรมดาแต่ความโอชาเชิดหน้าชูตาได้เต็มภาคภูมิ ด้วยไข่กรอบกร๊วบกร๊าบทุกการเคี้ยว ผสมผสานกับเครื่องปรุงสูตรเฉพาะอันแสนกลมกล่อม ย่อมได้รับคำชมเป็นเรื่องธรรมดา โดยส่วนมากเท่าที่ได้สัมผัสกับอาหารของร้านนี้ พอจะสรุปภาพรวมในเรื่องรสชาติว่าจะออกไปโทนจัดจ้าน ถึงเครื่อง น่าจะถูกใจคออาหารในเวอร์ชั่นแรงๆ ได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงแต่จะมีโซนขายอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเจ๊ต๋อยยังแอบมีอารมณ์พลิ้วเนรมิตมุมกาแฟเก๋ๆ แต่งแต้มสีสันการประดับประดาที่เต็มไปด้วยความอาร์ท ที่ทำให้หลายคนอดใจหยิบกล้องตัวโปรดขึ้นมาลั่นชัตเตอร์เก็บความประทับใจเสียมิได้ พร้อมจำหน่ายของฝากของที่ระลึกให้ช้อปติดไม้ติดมือกันอีกด้วย

ใครไปวังน้ำเขียว อย่าลืมแวะมาพิสูจน์ความอร่อยกันได้ที่ร้านคุณต๋อย โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 21.00 น. โทร. 0-4422-8232-3, 081-760-1185 (www.khuntoi.com)

 

ปลาเผา เขาสลัดได

ยามนึกถึงเรื่องอาหารการกิน เมื่อมาเที่ยวสถานที่ละติจูดภูเขา หลายคนอาจกำลังมโนภาพผักสดๆ กรอบๆ ซึ่งแน่นอนว่าความอร่อยนั้นก็ต้องเหนือกว่าในเมืองอยู่แล้ว แต่ที่วังน้ำเขียวทีเด็ดไม่ได้มีดีแค่ผัก แต่จำพวกอาหารที่จับขึ้นมาจากน้ำอย่างน้องปลา เค้าก็เอร็ดไม่แพ้ใครเหมือนกันนะขอบอก ซึ่งร้านแถวหน้าของอำเภอเห็นจะไม่มีใครเกิน “ปลาเผา เขาสลัดได” เค้าแล้วแหละขอรับ

 ร้านนี้ทำเลอยู่ในระนาบเดียวกับร้านคุณต๋อย คือริมถนนทางหลวงหมายเลข 304 โดยร้านจะปักหลักในกิโลเมตรที่ 56 แรกประสพพบป้ายร้านทั้งป้ายไฟที่เขียนอยู่บนแบนเนอร์เบียร์ช้าง หรือจะเป็นป้ายไม้ที่พาดบนโฆษณาเป็ปซี่ ต่างสะท้อนอารมณ์ให้รู้สึกถึงร้านบรรยากาศอารมณ์ร้านอาหารแซ่บๆ ในสไตล์ดุดันที่เหมาะกับคอเมรัย หรือตกดึกอาจจะมีดนตรีเพื่อชีวิตมาขับกล่อม

กระนั้นเมื่อย่างเข้ามาในร้านก็พบคำตอบว่าผมคิดผิดถนัด เพราะการตกแต่งบอกได้เลยว่า “น่ารักอ่ะ” ทั้งป้ายบอกชื่อร้านด้านในที่ดูขัดแย้งกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง สวนหย่อมขนาดเล็กที่มีจักรยานคันเก๋ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นแบบคู่สำหรับการถ่ายภาพ  มีมุมกาแฟอาร์ทๆ ขายของที่ระลึก โปสการ์ด เสื้อยืด และอีกมากมายให้คุณได้เลือกสรร รวมทั้งยังเนรมิตมุมเก๋ๆ ไว้สำหรับการลั่นชัตเตอร์โดยเฉพาะ

เข้าสู่โซนรับประทานอาหาร 2 ชั้นท่ามกลางอากาศโปร่งสบายไม่ง้อแอร์  จากการถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจี ซึ่งทันทีที่เดินเข้าไปก็ต้องสะดุดตา กับกรอบรูปซึ่งห่อหุ้มดอกไม้นานาพันธุ์ช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้จิตใจ ไหนจะกำแพงร้านที่โชว์สีสันเจ็บจี๊ดโดนใจทั้งสีส้ม, เขียว, ม่วง กระตุ้นความคึกคักยามแลเห็น ส่วนของโต๊ะ-เก้าอี้จะทำจากไม้มีทั้งที่เคลือบเงาธรรมดา และชโลมด้วยสีขาวแสดงความสบายตา โดยรวมจะเน้นการตกแต่งที่ดูเป็นธรรมชาติ สอดแทรกด้วยศิลปะที่ผสมเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

 จากนั้นก็ได้เวลาลองลิ้มชิมรสกับเมนูพระเอกประจำร้าน “ปลาเผาสลัดได” ที่ใครๆ ต่างต้องถามหา เพราะเค้านำปลาช่อนตัวเขื่องจับมาสดๆ เอามาย่างให้สุกกำลังดี (เนื้อไม่เละหรือแข็งกระด้างจนเกินไป) แล้วเปิดหนังโชว์เนื้ออวบอิ่มขาวนวลผุดผ่องราวสาววัยแรกแย้ม ราดด้วยน้ำจิ้มสุดแซ่บ 2 แบบ 2 สไตล์ เคียงกับผักต้มร้อนๆ เพิ่มคุณค่าทางรสชาติและโภชนาการ พลันทุกอย่างเคลื่อนเข้าสู่กระพุ้งปาก ให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มปนหวานฉ่ำของเนื้อปลาสดจี๋ แถมความแซ่บจี๊ดจ๊าดของน้ำจิ้มอีก จานนี้เอาไปเลยครับ 5 ดาว

เมนูอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาดก็มีทั้ง “ผัดเห็ดหอม” สัมผัสได้ทั้งความกรุบกรับและความหอมของเห็ดสด ซดคู่กับ “แกงเลียงปลาช่อนทอด” ที่ได้ทั้งความเผ็ดร้อน และกรอบอร่อยในคราวเดียวกัน รวมทั้งอร่อยในสไตล์อีสานปนลาวกับ “สเต็กจิ้มแจ่ว” เนื้อแน่นๆ ชุ่มฉ่ำ จิ้มแจ่วแจ่วได้รสแซบจี๊ดจ๊าดสะท้านถึงทรวง ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มมาดนุ่มอันน่าละเลียดเข้าปาก ทั้งกาแฟEspresso, Blue Mountai, โกโก้ร้อน-เย็น หรือจะเป็นชามะนาว ชาแตงโม ก็มีเลือกซด ซึ่งจากที่ได้สัมผัสคุณภาพและปริมาณ บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่าสุดๆ อยากสนใจมาแวะฝากท้องทางร้านก็เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 21.00 น.

 

สวนอาหาร บ้านเลขที่ 5

ร้านอาหารอารมณ์บ้านสวนกระท้อน ที่คุณสามารถเด็ดผลมาชิมแถมยังซื้อหอบหิ้วกลับไปหม่ำที่บ้านได้อีกต่างหาก รวมทั้งยังได้ดื่มด่ำกับมวลอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ที่ปรากฏกายในรูปแบบสายลมเย็นๆ ปะทะร่างกายให้สดชื่น แล้วเติมอรรถรสให้ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนด้วยอาหารไทยและอาหารพื้นบ้าน ที่ปรุงรสมาแบบเข้มข้นแสนอร่อยจนต้องประทับใจ คือคำอธิบายโดยย่อหากมีใครถามผมถึง “สวนอาหาร บ้านเลขที่ 5” หนึ่งในเรสเตอรองค์ที่มักจะถูกแนะนำเป็นลำดับต้นๆ เมื่อผู้ใดริจะย่างกรายมายังวังน้ำเขียว

บรรยากาศของโซนที่นั่งภายในร้านเน้นความโล่งโปร่งสบาย เพื่อให้คุณลูกค้าทุกท่านได้รับลมธรรมชาติกันชนิดเต็มข้อ รวมทั้งออกแบบที่นั่งอย่างเป็นสัดส่วนและมีมุมส่วนตัวสำหรับผู้ที่อยากซะเวิ๊บกันแบบ Private ที่เด็ดกว่าใครก็คงต้องเป็นเรื่องวิวทิวทัศน์ของขุนเขา ที่ยืนบริการพร้อมให้ความสำราญทางดวงตาอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่องอาหารก็โดดเด่นเด็ดสะระตี่ เมนูแรกที่ต้องแนะนำ “แกงคั่วปลาเนื้ออ่อน”  แกงกะทิกลิ่นหอมฉุย โดยจะใช้ปลาเนื้ออ่อนซ๊ด สด ที่เพิ่งจับกันมาแบบเรียลลิตี้จากเขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำตะคอง ได้ทั้งความเข้มข้นของแกงและความหวานอร่อยจากเนื้อปลา นับได้ว่าสุดยอดเจงๆ ต่อด้วยอีกเมนูปลาที่ไม่ยอมน้อยหน้า “ต้มปลากดหน่อไม้ดอง” ใช้วิธีการต้มด้วยสูตรพื้นบ้าน อร่อยด้วยเนื้อปลากดใหม่ๆ เติมความจี๊ดจ๊าดจัดจ้านเป็นระยะ (แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเผ็ดจนเกินไปนัก ) ด้วยน้องพริก  กระนั้นโดยรวมยังคงให้รสชาติที่กลมกล่อม

ต่อด้วยรายการอาหารที่ครองใจใครหลายๆ คน “ไก่สลัดครีมมะนาว” ที่นอกจากจะได้รับความอร่อยจากไก่ทอดกรอบแล้ว ยังได้สุขภาพกันต่อกับผักสดนานาพันธุ์จากวังน้ำเขียว ไม่ว่าจะผักปลอดสารพิษหรือผักสลัดแก้ว แกล้มกับน้ำสลัดเปรี้ยวหวานสำราญปาก ตามด้วย “เห็ดอบซีอิ๊ว” กรุบกรอบระคนเข้มข้นปะปนมาในสัดส่วนกำลังดี ปิดท้ายด้วย “หอยจ๊อพุทรานมสด” เนื้อแน่นทอดมากรอบๆ เหลืองอร่าม อร่อยได้อย่างเต็มคำ สอดไส้ให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานจากพุทรานมสดผลไม้ขึ้นชื่อของถิ่นโอโซน

 ซึ่งหลังจากที่ได้ลิ้มลองอาหารอร่อยๆ กันจนสบายท้องแล้ว หากใครยังไม่อยากกลับบ้านก็สามารถหาอะไรหนุกๆ ทำในร้านได้ด้วยนะขอรับ ทั้งการสวมบทบาท “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” สอยคิวดวลสังเวียนสักกะหลาดในสนุ๊กเกอร์คลับ หรือพกคันเบ็ดเดินไปที่บ่อปลา หย่อนลงไปตกปลาตัวเขื่องหลายพันธุ์ เช่น ปลากระพงขาว, ปลาจีน เป็นต้น

  ใครสนใจมาสัมผัสทั้งความอร่อยและความสนุกในสถานแห่งนี้ ยังคงต้องเกาะมายังเส้นทางหลวงหมายเลข 304 อยู่เช่นเคย เมื่อขับมาถึงแล้วเห็นทางเข้าบ้านไทยสามัคคีให้รีบยูเทิร์นรถ แล้วเข้ามาจากซอยประมาณ 5 กิโลเมตร ใครมาไม่ถูกหรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมโทรมาสอบถามได้ที่เบอร์ 086-243-4411, 083-467-4411 หรือคลิ๊กมาที่ (www.baan5.maxmatelevision.com) ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 20.00 น.

 

A Cup of Love

ได้เวลามาตบท้ายมื้ออร่อยด้วยของหวาน ในสถานนามอุโฆษประจำสวิตเซอร์แลนด์แดนราบสูง กับร้านกาแฟสุดน่ารักที่เต็มไปด้วยความอาร์ท แถมยังต้องขอยกนิ้วชื่นชมไอเดียแจ่มๆ ทั้งการตกแต่งในทุกรายละเอียด ที่เสมือนเนรมิตให้รู้สึกราวกับกำลังอยู่ต่างประเทศ เสริมแรงด้วยอากาศดีๆ ที่ทำตัวหนาวเย็นยิ่งช่วยเพิ่มดีกรีความสุขให้ทะยานขึ้นอีกหลายอณู หากใครที่เป็นนักท่องเที่ยวน่าจะพอคุ้นหูกับชื่อของ “A Cup of Love” กันมาบ้าง แต่หากใครยังไม่มักคุ้นก็จะพาไปคลอเคลียให้ถ่องแท้

พื้นหญ้าสีเขียวสุดร่มรื่น มุมเก้าอี้ดีไซน์อาร์ท ตู้ไปรษณีย์เก๋ๆ ยืนคอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะกวาดสายตาไปในองศาใดก็สัมผัสได้ถึงความน่ารักของทุกสิ่ง ที่ทางร้านบรรจงพรีเซนต์ออกมาเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ และก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยมีหลายคนบอกว่าที่ร้าน “A Cup of Love” แห่งนี้ เปรียบเสมือนการเขย่ารวมกันออกมาเป็นผลลัพธ์สุดลงตัว ระหว่างร้านกาแฟสุดชิคแห่งเมืองปายอย่าง Coffee in Love และ Scenery สวนผึ้ง ที่กระผมก็ขอพยักหน้าเห็นด้วยอยู่เนืองๆ

ครั้นเมื่อทอดสายตาไปไกลอีกหน่อยก็จะแลเห็นหนองน้ำ ซึ่งอีกฝั่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่แห่งความสุข เพราะคุณจะได้พบปะกับฝูงแกะตัวน้อยในระดับ V.I.P. ชนิดคลุกวงใน  ลูบหัวจับตัวกันได้สดๆ แถมยังมีบริการจำหน่ายหญ้าเอามาป้อนน้องแกะให้อิ่มหนำสำราญกันได้อีก นอกจากนี้ยังมีโรงแกะแห่งแรกและแห่งเดียวในสยามให้เข้าไปเยี่ยมชม รวมทั้ง Land Mark ยอดฮิตสำหรับการแอ็คชั่นถ่ายภาพ คู่กังหันลมยักษ์สุดอลังการได้ฟิวส์แบบฟาร์มฮอลแลนด์เต็มเหนี่ยว แต่อ๊ะๆ! ช้าก่อนมิใช่จะเดินดุ่มๆ เข้าไปได้เลยนะขอรับ เพราะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเล็กน้อยแค่คนละ 50 บาท เพื่อรับเข็มกลัดรูปแกะเป็นตั๋วผ่านประตูได้ตลอดชีพ

ย้อนกลับมาส่วนร้านกาแฟกันอีกสักกระทอกอย่าเพิ่งออกจากความสนใจ บรรยากาศภายในโซนนี้มีทั้งความเก๋ไก๋สอดไส้ความชิลล์ด้วยบรรยากาศดีๆ และที่นั่งทำจากไม้ดูมีสไตล์ จากนั้นก็ไปสแกนในขบวนเมนูของร้านที่มีตัวชูโรงอย่างกาแฟ, โกโก้, น้ำผลไม้ โดยคอนเซปท์ของที่นี่จะเน้นการทำสดๆ เพื่อให้ได้อรรถรส ส่วนบรรดาของหวานก็สร้างความโดดเด่นด้วยสารพัดเค้กทั้ง เค้กนมสด, เค้กใบเตย, เค้กวนิลลา, เค้กส้ม และเค้กหน้านิ่มทั้งหลาย ผลการลงมติเป็นเอกฉันท์หลังได้ชิม ใจเพริศพริ้มหลังลิ้มเนื้อเค้กสัมผัสละมุน ความประทับใจหนีไม่พ้นตัวครีมสดที่แผ่หลาอยู่บนหน้า ที่ให้รสไม่หวานไม่เลี่ยนจนเกินไป ทำให้สามารถเรียกออเดอร์มาสังเวยความอร่อยได้อีกหลายจาน

นอกจากนี้ที่ร้านกิจการยังรุดหน้า ได้สร้างเป็นรีสอร์ตสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ หนำซ้ำยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เล่นอีกมากมาย ยังไงซะถ้าคุณได้มาวังน้ำเขียว แนะนำอย่างสูงลิ่วว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เรื่องการเดินทางหากมาทางถนนธนะรัชน์ เมื่อเจอแยกเข้าอำเภอวังน้ำเขียว ให้เลี้ยวซ้ายผ่านโค้ง ผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง พอขับมาถึงไร่องุ่นธันยพรแล้วให้สังเกตร้านจะอยู่ทางฝั่งตรงข้าม (เลยเขาแผงม้ามานิดเดียว) A Cup of Love เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 7.00 น. - 19.00 น. โทร. 084-388-1518, 084-338-1528, 081-752-3636  คลิ๊กอ่านรีวิวได้ที่ (www.painaidii.com) หรือ www.acup-oflove.com


ช้อปๆ เที่ยวๆ วังน้ำเขียวจัดให้

สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร

(Photo : www.wnk.go.th)

  แว่วเสียงกังวานแห่งสายคอร์ด ในท่วงทำนองที่ใครบนผืนโลกนิยามมันว่า “แนวคันทรี่” ผลมาจากการเริงระบำท่อนนิ้ว ของคุณลุงร่างผอมภายใต้หมวกแก็ปสีแดง กำลังนั่งถ่ายทอดบทเพลงเพื่อชีวิตในห้วงอารมณ์เพลิดเพลินอย่างที่สุด ซึ่งนี่ไม่ใช่ศิลปินที่ทางสวนเค้าจ้างมาร้องเพลงให้ลูกค้าฟัง และก็ไม่ใช่ดาราดังที่ไหนแวะมาโชว์สเต็ปลูกคอ หากเค้าผู้นี้ ก็คือ “ลุงไกร” นั่นแหละครับพี่น้อง  ไงล่ะเจอแบบนี้เข้าไป บอกได้คำเดียวว่าอินดี้สุดๆ ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งแรกที่ผมได้สัมผัส เมื่อย่างกรายมาถึง Farm Outlet ยอดฮิตแห่งวังน้ำเขียวนามว่า “สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร” ที่ใครๆ เป็นต้องแวะมาโดนกันแทบจะทุกราย

  แต่สำหรับคนที่ได้ศึกษาข้อมูลมาแล้วคงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากลุงไกรเจ้าของสวนนอกจากจะเลิฟลี่การปลูกผักเป็นชีวิตจิตใจ ยังหลงใหลในเสียงเพลงแนวคันทรี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น (แถมมี CD ที่ลุงทั้งร้องเอง เล่นเองวางขายด้วยนะขอบอก) และจากความรักต่อทั้งสองสิ่งเป็นยิ่งนัก ลุงไกรจึงปฏิบัติการฟิวชั่นด้วยการร้องเพลงกล่อมแปลงผักมันซะเลย! แต่ช้าก่อนหากใครคิดอยากขบขัน ขอให้กลืนเสียงหัวเราะลงลำคอ เนื่องเพราะจากการที่บรรดาน้องผักได้รับการขับกล่อมด้วยเพลงเพราะๆ แล้ว ผลลัพธ์คือกลับเจริญงอกงามสวยดกกันซะอย่างนั้น

หากถามว่ามาที่นี่แล้วจะได้อะไรบ้าง? อันดับแรกเลยก็ได้ไปเยี่ยมชมพืชผักเมืองหนาว ตามด้วยการเดินเลือกซื้อผักปลอดสารพิษเกรด A ที่มีพร้อมจำหน่ายให้คุณตลอดทั้งปี ทั้งสวนผักสลัดแล้วไหนจะสวนผักนานาชนิด เช่น ผักสลัดแก้ว, สลัดคอร์ส, กรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค, เรดลีฟ, บัตเตอร์เฮด, มะเขือเทศราชินี, มะเขือเทศเนื้อ, กะหล่ำปลี, ข้าวโพดหวาน, ฟักทอง, บีทรูท ซึ่งผักส่วนใหญ่ของสวนลุงไกร ได้รับการกล่าวขวัญอย่างพรั่นพรึงว่าทั้งสด กรอบ อร่อยเหาะ! แถมยังได้รับความเชื่อใจถึงขนาดถูกส่งขายให้กับบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโรงแรมชื่อดัง เช่น Pizza Hut, The Pizza Company, Sizzler, โรงแรมสีมาธานี, โรงแรมแชงกรีล่า, โรงแรมดุสิตธานี และโรงแรมโอเรียนเต็ล เลยทีเดียว

จริงเท็จอย่างไรลองไปพิสูจน์ รู้แต่เพียงว่าอย่างน้อยก็ทำให้คนยักไหล่ใส่ผักอย่างผม ก้มหน้าก้มตามาพิศมัยการกินผักได้ก็แล้วกัน...การเดินทางให้มาทางถนนหมายเลข 304 ขับมาเรื่อยๆ จนถึง ต.ไทยสามัคคี (จุดสังเกตุคือ ข้างถนนจะมีป้ายเยอะมากกกกก) แล้วเลี้ยวซ้ายจากปากทางไทยสามัคคีไปประมาณ 5 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาที่สามแยก ตรงเข้ามาอีก 5 กม. เลยอบต.ไทยสามัคคี, สเต็กนนทรีฮัท แล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามา 300 เมตร จบด้วยการเลี้ยวขวาเข้าสวน จะเห็นป้ายสวนลุงไกรเลยขอรับ โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 น. - 17.00 น. คลิ๊กเข้ามาดูรีวิวเพิ่มเติมกันได้ที่ (www.painaidii.com

 

village farm and winery

(Photo : www.wnk.go.th)


  มาวังน้ำเขียวทั้งทีหากไม่ได้แวะที่นี่แถวบ้านเรียก “พลาด” โดยเฉพาะคอไวน์และคนติดจาย (ใจ) องุ่น ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้ามาสัมผัสไร่องุ่นคุณภาพดี รวมทั้งยังเป็นโรงผลิตไวน์สไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการการันตีจากนักชิมตัวยง ที่ต่างพยักหน้าในรสชาติและยกนิ้วโป้งขึ้นเพื่อยอมรับในความสุดยอด

  บรรยากาศของ “village farm and winery” หยิบยื่นทั้งความร่มรื่นและละมุนละม่อมของอุณหภูมิที่เย็นสบายคลายระอุ เมื่อย่ำเข้ามาถึงในโซนไร่องุ่นคุณก็จะได้พบกับเจ้าพวงน้อย พวงใหญ่ห้อยโหนกันอย่างชุกชุม แต่ถ้าใครอยากเจอแบบจัดหนักกับองุ่นพวงเบ้งๆ แนะนำให้มาช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะในห้วงเดือนวาเลนไทน์ซึ่งจะตรงกับเวลาเก็บเกี่ยวประจำปี เค้าจะมีเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เกี่ยวเมล็ดเด็ดได้ด้วยตัวเองเลยแหละ

  สำหรับใครที่ไม่พิศมัยในเวอร์ชั่นเมล็ดก็อย่าเพิ่งหันหลังหนี เพราะที่นี่เค้ามีน้ำองุ่นรสเลิศและไวน์รสเยี่ยมฉบับปลอดสารพิษ ให้ละเลียดความละมุนดุนเข้าปากหรือซื้อกลับไปกระดกกันต่อที่บ้าน พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมโรงบ่มไวน์สุดอลังการ เป็นตำนานความอร่อยของไวน์ยอดนิยมแบรนด์ “village farm and winery” ที่วางจำหน่ายใน Shelf ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำอยู่มากมาย หรือใครอยากจะเบรคอารมณ์จากเรื่ององุ่นๆ ก็สามารถมาชมความงดงามจากสีสันของดอกเบญจมาศที่ชูชันผลิบาน ควรค่าแก่การแชะภาพอัพลงเฟสบุ๊คให้เก๋เลิศ

  หากใครติดใจในบรรยากาศสบายๆ ของไร่องุ่นจนไม่อยากขับเคลื่อนร่างกายไปทางไหน แนะนำให้เอกเขนกในรีสอร์ทของทางไร่ดูสักคืนก็คงจะชิลล์ไม่ใช่หยอก นอกจากนี้เค้ายังมีเปิดบริการร้านอาหารจานอร่อยกันอีกด้วย...อยากจะมากันแล้วล่ะสิ งั้นวิ่งมาทางถนนหมายเลข 304  ทางเข้าจัอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 59 - 60 โดยระหว่างทางบริเวณก่อนเข้าหมู่บ้านไผ่งาม จะเห็น “village farm and winery” อยู่ด้านซ้ายมือ โดยที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 18.00 น. โทร. 044-228-4078 (http://www.painaidii.com//business/96241/village-farm-winery-303700/lang/th/) หรือคลิ๊กมาที่  (www.villagefarm.co.th)

 

วังน้ำเขียวฟาร์ม

(Photo : www.wnk.go.th)

  “นี่ถ้าเป็นมาริโอ้ คงไม่มีทางตัวเล็กแหงๆ” ใครบางคนเอ่ยประโยคติดตลกนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับเกมส์กดสุดคลาสสิก “มาริโอ้” ซึ่งในเนื้อหาหากมาริโอ้ได้งาบเห็ดเมื่อไหร่ เป็นต้องตัวขยายใหญ่ได้ทุกที และแน่นอนครับในเมื่อพูดกันซะขนาดนี้ นั่นหมายความว่า ณ “วังน้ำเขียวฟาร์ม” คงจะเต็มปรี่ไปด้วยอะไรเสียมิได้ นอกจากสารพัดเห็ดนานาพันธุ์นั่นเอง

  ที่นี่ถูกยกให้เป็นฟาร์มเพาะเห็ดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ก็จะเป็นการพบญาติของบรรดาตระกูลเห็ดมากมาย ไม่ว่าจะเห็ดหอม, เห็ดนางฟ้า, เห็ดหลินจือ หรือเห็ดหัวลิง  โดยทันทีที่ถึงปั๊บ ถูกต้อนรับก่อนเลยด้วยขบวนอาหารหอมยั่วจมูกอย่าง “เฟรนซ์ฟรายส์เห็ด” ทอดกันสดๆ แท่งเหลืองกลิ่นกรุ่นจากความร้อนแสนยั่วยวนใจ ใกล้ๆ กันก็จะมีพวกผักสลัดสดๆ มาวางขาย นับว่าเป็นการทักทายแรกอย่างน่าสนใจ

  หลังทำสตางค์กระฉอกพอเป็นกระสัยจากสินค้าด้านหน้า เขยิบสองเท้าก้าวเข้ามาด้านใน ก็ได้เวลาละลานตากับบรรดาสินค้าแปรรูปมากมายที่ล้วนรังสรรขึ้นมาจากเห็ด โดยเค้าใช้ชื่อแบรนด์สุดเก๋ไก๋ว่า “Mr.Mushroom” ซึ่งผลิตภัณฑ์ก็เรียกได้ว่าทำออกมากันแทบทุกชนิดเท่าที่จะพลิกแพลงได้ เช่น พวกน้ำพริกที่ทำจากเห็ดทั้งน้ำพริกตาแดง, น้ำพริกนรก หรือจะเป็นการดองเกลือ ดองซีอิ๊ว รวมทั้งยังเอามาทำเป็นเห็ดแดดเดียว, เห็ดทุบ, เห็ดสามรส หรือจะเป็นเห็ดอบกรอบอารมณ์เหมือนกินมันฝรั่งเลย์ก็ยังมี อ้อ! เกือบลืมไปว่าเค้ายังเอามาทำพวกน้ำมันนวดได้อีกต่างหาก เรียกว่าสารพัดประโยชน์เสียจริงๆ นอกจากนี้ยังมีพวกเสื้อยืด หมวกแก็ป กระเป๋าสะพายลายน้องเห็ด ให้คุณซื้อเก็บเป็นที่ระลึก

  ส่วนสุดท้ายสำหรับใครที่อยากจะไปสัมผัสถึงแหล่งที่มาของเจ้าเห็ดทั้งหลาย ก็สืบเท้าเข้าด้านในเดินไปเยี่ยมชมฟาร์มเพาะเห็ดที่คุณจะได้รู้ทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก กระทั่งเจริญเติบโต และเก็บเกี่ยวอย่างชนิดไม่มีกั๊ก ...หากใครสนใจจะมาแวะนั้น การเดินทางมาก็ไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจ ให้ไปยังเส้นทางไปผาเก็บตะวันประมาณ 6 กิโลเมตรแล้วให้สังเกตก่อนถึงผาเก็บตะวัน จะเจอทาง แยกมีป้ายเขียนว่าวังน้ำเขียวฟาร์ม ก็เลี้ยวซ้ายขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงแล้วแหละครับ โดยที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 น. - 17.00 น. โทร. 044-228 991 (http://www.wnkfarm.com)


ยลธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์

ผาเก็บตะวัน (อุทยานแห่งชาติทับลาน)

(Photo : yakuzakorat)

  กิจกรรมหนึ่งที่ขาดไม่ได้ยามมาเที่ยวต่างจังหวัดในถิ่นภูเขา นั่นคือการควานหาที่ดูพระอาทิตย์ทิ้งดิ่ง แอนด์แลตะลึงกับทะเลหมอกอันงดงาม และที่วังน้ำเขียวก็มีสถานแห่งหนึ่งซึ่งได้ทำการรวมความประทับใจของทั้งสองสิ่ง มากำนัลเป็นขวัญตาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นวิวสวยๆ หรือสายลมเย็นๆ และอากาศที่แสนบริสุทธิ์จนนึกอยากจะอัดกระป๋องกลับไปใช้ต่อในกรุงเทพ

  โลดแล่นมาตามถนนหมายเลข304 จากนั้นให้เมียงมองหาซอยไทยสามัคคี แล้วกลับรถเข้าไปในซอย โดยให้มุ่งหน้าไปประมาณ 2 กม.กว่าๆ ก็จะถึงแยกไปผาชมตะวัน หรือตรงไปอีกประมาณ 10 กม. ก็จะถึงผาเก็บตะวันกันแล้วล่ะครับ โดยทางก่อนขึ้นผาคุณจะได้พบบรรดาร้านรวงขายเสบียงสุดท้ายก่อนจะไปลุยบนยอดสูง ดังนั้นใครที่คิดจะไปหาเอาดาบหน้า ก็แนะนำให้ซื้อเสียตั้งแต่ตรงนี้เลยจะดีกว่าครับ

  เมื่อเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ก็ได้พบพานบริเวณผากว้างใหญ่ ที่คุณสามารถทอดอารมณ์ไปกับทิวทัศน์ได้สุดสายตา ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง สำหรับการเป็นสักขีพยานในแอ็คชั่นสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และสัมผัสความตระการตาจากทะเลหมอกสีขาวนวลในยามเช้า

  นอกจากไฮไลต์สองสิ่งที่ดึงดูดใจให้ใครๆ ต่างต้องการทะยานขึ้นมาจับต้อง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเวลานี้คือความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ จากสมาชิกอย่างต้นลานและต้นมะค่าโมง ซึ่งทางอุทยานก็มีกิจกรรมไอเดียแจ่มให้นักท่องเที่ยวมาช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ที่กลมกลืนไปกับกิจกรรมสนุกๆ นั่นคือการ “ยิงหนังสติ๊กเมล็ดพันธุ์พืช” เข้าไปในป่า เพื่อเป็นการช่วยกันเพาะปลูกสู่ความเจริญงอกงามไปในตัว หากใครสนใจจะไปหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม กริ๊งกร๊างไปได้ที่เบอร์ 037-219-408 หรือคลิ๊กเข้าไปอ่านรีวิวได้ที่ (www.painaidii.com)

 

เขาแผงม้า

(Photo : Chaleeyo, www.wnk.go.th)

(Photo : Chaleeyo)

  “เฮ้ย! นั่นไงเห็นแล้วๆ” เสียงป่าวประกาศปนอารมณ์ความสำเร็จถูกคายออกมาจากปากเพื่อนร่วมทริป “ไหนเอามาดูมั่งดิ๊” ผมเรียกร้องสิทธิบ้าง ก่อนจะหันลำกล้องส่องทางไกลมาขนาบคู่สายตาทั้งสองดวง “โหยย สุดยอดอ่ะ ชัดแจ๋ว มากันทั้งฝูงเลย” ถ้อยสารภาพจากความรู้สึกผ่านสิ่งที่เห็นในลำกล้อง เคล้าจังหวะหัวใจในท่วงทำนองสั่นระรัว ราวกับกำลังนั่งดูช่อง Discovery Channel ในระบบสามมิติ และเป็นรายการทัศนาชีวิตกลุ่มวัวกระทิงอย่างชิดใกล้

  นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ไคลแมกซ์ที่ใครต่อใครต่างเป้าตั้งเอ้ย! ตั้งเป้าเข้ามาชมอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับการนั่งห้างส่องกล้องย่องดูกระทิงในกระต็อบไม้ไซส์กะทัดรัด ที่คุณจะได้พบการใช้ชีวิตตามธรรมชาติบนเขาแผงม้า เห็นความสวยงามของสัตว์ป่าหายากที่ปัจจุบันเริ่มลดน้อยลงไปทุกขณะ พร้อมยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นๆ อย่างเต็มปอดกับธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ซึ่งกว่าจะเห็นความเขียวขจีขนาดนี้ ตามประวัติศาสตร์ใช่จะได้มากันง่ายดายซะที่ไหน

  พลิกหน้าปูมย้อนรอยประวัติศาสตร์เขาแผงม้า ครั้งหนึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ถูกลักพาตัวไปด้วยความเจริญก้าวหน้าทางคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การเข้ายึดพื้นที่สัมปทานและการเฮละโลของประชาชนที่อพยพมายึดทำเล ก่อให้เกิดการทำลายป่าไม้อย่างไม่มีชิ้นดี จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยความแห้งผาก อันเป็นสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ป่านับครั้งไม่ถ้วน และได้รับสมญาว่าเป็น “ภูเขาไฟ” ในที่สุด

  กระทั่งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เสนอตัวเขาร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณเขาแผงม้า ทำการพัฒนาพื้นที่บริเวณป่าเขาให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ลดการตัดไม้ มีการระมัดระวังไฟป่าอย่างขันแข็ง จนที่สุดบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ชะมด อีเห็น เสือปลา หมี กระรอก กระต่าย รวมทั้งพี่ใหญ่อย่างกระทิงก็กลับมาพำนักอาศัยเช่นในปัจจุบัน

  อ่านแล้วใครอยากจะมาชมกระทิงที่เขาแผงม้า ขอให้เตรียมใจไว้นิดนึงว่าจะต้องเจอกับถนนหนทางในรูปแบบดินลูกรังเป็นหลุมบ่อ แต่ก็ไม่ได้เกินกำลังในการทะยานขึ้นสู่ยอดเขา โดยให้วิ่งตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว) ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายไปทางบริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราช จากนั้นก็ไปตามป้ายก็จะเจอแล้วล่ะครับ

 

ของฝากห้ามพลาด ขนาดเทพ

สารพันอันจะ “เห็ด”

  ของดีเชิดหน้าชูตาชาววังน้ำเขียว ต้องนึกถึงพี่ “เห็ด” เป็นอย่างแรก เนื่องด้วยรสชาติที่เป็นเลิศกว่าแห่งไหนๆ แถมยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เห็ดหลากสายพันธุ์ต่างพากันเจริญงอกงาม และมีความอุดมสมบูรณ์เป็นที่สุด จนมีการเอามาจำหน่ายทั้งในรูปแบบเห็ดสดและเห็ดแปรรูป เช่น เห็ดหอมสด, เห็ดโคนญี่ปุ่น, เห็ดออรินจิ, แหนมเห็ด, ข้าวเกรียบเห็ด, เห็ดสามรส เป็นต้น

เปรี้ยวหวานสุขกรุ่น “อุง่น” ช่วยได้

  แทบจะไม่เป็นสองรองจากเห็ด ในความขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นของฝากชั้นเลิศสำหรับ “องุ่น” ผลไม้ปลอดสารพิษจากวังน้ำเขียว ที่มาทั้งในเวอร์ชั่นเป็นผลไร้เม็ด และเป็นน้ำองุ่นเปรี้ยวหวานชื่นใจ จนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ที่มักจะมาถามหาหอบซื้อกลับไปอย่างไม่ขาดสาย ด้วยความสดอร่อยส่งตรงจากไร่ แถมยังมีราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป จึงไม่น่าแปลกใจหากใครๆ จะกด Like ให้ขนาดนี้

“ผักสด” ปลอดสาร หวานอร่อย

  ด้วยวิถีการเพาะปลูกที่ยึดถือหลักธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการเกษตรแบบอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น “ผักสด” ของวังน้ำเขียวจึงสามารถการันตีได้ถึงความปลอดภัยหายห่วงแถมได้สุขภาพ นอกจากนี้รสชาติยังอัดแน่นไปด้วยความสดกรอบ หวานอร่อย เช่น แครอท, สลัดเรดโอ๊ค, ดอกไม้จีน, ถั่วหวาน, ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ จนผู้ได้มาชิมต่างติดใจกันแทบทุกราย เพราะไม่ว่าจะนำมาต้ม ผัด แกง ทอด หรือทำอะไร ก็อร๊อย อร่อย ไปเสียทั้งหมด

 

ได้ฤกษ์เวลา สันทนาการกันหน่อย

ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ป่าเขาภูหลวง

ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าเขาภูหลวง ป่าเขาภูหลวง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ วังน้ำเขียว เที่ยวชิลล์ในวังน้ำเขียว

   หากจะนึกหากิจกรรมผ่อนคลายสไตล์ชิลล์ในวังน้ำเขียว แนะให้เลี้ยวมายัง “ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ป่าเขาภูหลวง” ซึ่งมีทั้งภูมิอากาศที่แสนเย็นสบายและได้สัมผัสกับสายหมอกในรุ่งสาง รวมทั้งความรมรื่นจากขุนเขาและป่าไม้ อันแสนอุดมสมบูรณ์กว่า 170,000 ไร่ คอยโอบล้อมคุณอยู่ตลอดเวลา แถมยังได้เติมความสดชื่นให้ชีวากันอีกก็อกจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อันเป็นแหล่งต้นน้ำให้กับเขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง และอ่างเก็บน้ำลำสำลายอีกด้วย

  โดยกิจกรรมที่โปรยยิ้มกวักมือต้อนรับก็มีให้เลือกมากมาย ใครที่ชอบความผจญภัยท้าทายอาจจะลองมา “เดินป่าศึกษาธรรมชาติ” ชมสภาพป่าดิบแล้งกันแบบใกล้ชิด ตามติดด้วยการดื่มด่ำธรรมชาติสวยๆ ตลอดเส้นทาง หรือใครพิศมัย “การเข้าค่าย” เค้าก็มีเปิดให้บริการเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น ค่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, ค่ายลูกเสือ-เนตรนารี, ค่ายศึกษาท้องฟ้า, ค่ายภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าเขาภูหลวง ป่าเขาภูหลวง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ วังน้ำเขียว

  ส่วนใครที่อยากชิลล์แบบเย็นสบาย แนะนำให้ไป “พายเรือ / ตกปลา” ในอ่างเก็บน้ำเขาโซ่อันกว้างใหญ่ ที่เหมาะแก่การเนรมิตความเพลิดเพลินไปกับวิวภูเขาสวยๆ ป่าไม้อันงดงามที่จะสร้างความสราญให้ไม่น้อยกว่ากิจกรรมอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆอย่าง “ปั่นจักรยานเสือภูเขา” ตามเส้นทางสายธรรมชาติ และกิจกรรม “ดูนก / ดูผีเสื้อ” ที่คุณจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตของนกนานาพันธุ์ และผีเสื้อแสนสวยที่กำลังสยายปีกกระจายความงามรอให้คุณมาชื่นชม

  การเดินทางใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 สายนครราชสีมา-ปักธงชัย-วังน้ำเขียว แล้วแยกเข้าถนนสาย 2072 ในเขต อำเภอปักธงชัย ผ่านไปยัง บ้านตะขบ ไปยังบ้านหนองปล้อง และ บ้านไทรงาม หรือจะเลยยังไปอำเภอวังน้ำเขียว แล้วแยกเข้าสู่ถนน 2235 บริเวณ ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียว โดยที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30 น – 16.30 น. โทร. 0-7256-7507 , 0-7869-0491 หรือ 0-4424-3008 ต่อ 135

  ทุกนาทีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังน้ำเขียว อาจเป็นช่วงเวลาไม่นานแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตความเป็นอยู่, อากาศ, สิ่งแวดล้อมต่างๆ จนรู้สึกราวกับได้มาบำบัด Detox ชีวิต เมินใส่เทคโนโลยีความทันสมัย ได้คลุกคลีกับธรรมชาติอย่างชิดใกล้ กระทั่งความสุขที่มอดลงในตัวเริ่มฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง  และแล้วแบตแห่งพลังชีวิตก็เขียวแปร๋นเต็มเปี่ยม พร้อมเผชิญกับวันหนักๆ ได้อีกครา...


การเดินทางไปวังน้ำเขียว

โดยรถยนต์

เส้นทาง :รังสิต - สระบุรี - มวกเหล็ก - ปากช่อง - ปักธงชัย - วังน้ำเขียว
  จากรังสิตใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านมาทางสระบุรี วิ่งตามถนนผ่าน มวกเหล็ก, ปากช่อง, สีคิ้ว แล้วเลี้ยวขวาเพื่อเข้าไปปักธงชัย จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (จะมีป้ายบอก ให้มาทางโชคชัย) แล้ววิ่งตามทางมาเรื่อยๆ ประมาณ 30 กม. เมื่อเจอไฟเขียวไฟแดงให้เลี้ยวขวา เพื่อเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 304 จากนั้นไปอีก ประมาณ 30 กม. ตรงไปวังน้ำเขียว

เส้นทาง :รังสิต - นครนายก - ปราจันบุรี - วังน้ำเขียว
  จากรังสิตใช้ทางหลวงหมายเลข 305 ตรงไปทางองค์รักษ์ผ่านนครนายก แล้วผ่านแยกขึ้นเขาใหญ่ไปทางปราจีนบุรี จากนั้นให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 พอถึงสี่แยกกบินทร์บุรีให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 304 เพื่อขึ้นผ่านอุทยานแห่งชาติทับลาน มุ่งตรงสู่วังน้ำเขียว

เส้นทาง :รังสิต - สระบุรี - มวกเหล็ก - ปากช่อง - วังน้ำเขียว
  จากรังสิตใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านสระบุรีแล้ววิ่งตามถนน ผ่านมวกเหล็ก, ปากช่อง จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนน 2090 ไปทางเขาใหญ่แล้วตรงไปเรื่อยๆ ให้สังเกตก่อนถึงด่านเก็บเงินขึ้นเขาใหญ่จะมีทางแยกให้เลี้ยวไปทางซ้าย เพื่อเข้าถนนหมายเลข 3052 จากนั้นตรงมาวังน้ำเขียว หรือจะเข้าทางมวกเหล็กเละเขาใหญ่โดยใช้ถนนเส้นเขาใหญ่ - เหวปลากั้ง แล้ววิ่งมาสู่ถนน 2090 จากนั้นเลี้ยวขวาตรงไปเรื่อยๆ แล้วบริเวณก่อนด่านเก็บเงินขึ้นเขาใหญ่จะมีแยกให้ไปทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนน หมายเลข 3052 แล้วตรงมายังวังน้ำเขียวได้เลย (เส้นนี้ระยะทางจะใกล้กว่าการเข้าทางปากช่อง แต่จะไม่ใช่ถนน 4 เลน)

โดยรถตู้
  จากกรุงเทพฯ ไปปักธงชัยเที่ยวแรก 6 โมงเช้า ไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งจะมีรถออกทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยสามารถขึ้นรถได้ที่หน้าโรงพยาบาลราชวิถี (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ส่วนเส้นทางเดินรถจะวิ่งจากกรุงเทพฯ รังสิต-นครนายก ประจันตคาม กบินทร์บุรี -วังน้ำเขียว-ไทยสามัคคี-ปักธงชัย โทรศัพท์ 081-838-5440


ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก
1. www.wnk.go.th
2.  d9man (http://d9man.multiply.com)
3. yakuzakorat (http://yakuzakorat.multiply.com)
4. Chaleeyo (http://chaleeyo.multiply.com)
5. ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ป่าเขาภูหลวง

แสดงความคิดเห็น