โอโซนเต็มปอด พักผ่อนเติมพลัง ที่วังน้ำเขียว ตอน 2

26 ธันวาคม 2554 | โดย Janio (11,644 เข้าชม)
แบ่งปัน:

          "หลังได้พักเอาแรงและหาอะไรใส่ท้องกันไปบ้างแล้ว เรามาสานต่อความอร่อยกันให้หนำกระเพาะ ก่อนจะไปเที่ยวละล่อง ทั้งท่องทั้งช้อปกันตามอัธยาศัย"

โอโซนเต็มปอด พักผ่อนเติมพลัง ที่วังน้ำเขียว

กลับไปอ่าน ตอน 1                                                                                                    พาสูดบริสุทธิ์ By Janio
www.PaiNaiDii.com

ปลาเผา เขาสลัดได

          ยามนึกถึงเรื่องอาหารการกิน เมื่อมาเที่ยวสถานที่ละติจูดภูเขา หลายคนอาจกำลังมโนภาพผักสดๆ กรอบๆ ซึ่งแน่นอนว่าความอร่อยนั้นก็ต้องเหนือกว่าในเมืองอยู่แล้ว แต่ที่วังน้ำเขียวทีเด็ดไม่ได้มีดีแค่ผัก แต่จำพวกอาหารที่จับขึ้นมาจากน้ำอย่างน้องปลา เค้าก็เอร็ดไม่แพ้ใครเหมือนกันนะขอบอก ซึ่งร้านแถวหน้าของอำเภอเห็นจะไม่มีใครเกิน “ปลาเผา เขาสลัดได” เค้าแล้วแหละขอรับ

          ร้านนี้ทำเลอยู่ในระนาบเดียวกับร้านคุณต๋อย คือริมถนนทางหลวงหมายเลข 304 โดยร้านจะปักหลักในกิโลเมตรที่ 56 แรกประสพพบป้ายร้านทั้งป้ายไฟที่เขียนอยู่บนแบนเนอร์เบียร์ช้าง หรือจะเป็นป้ายไม้ที่พาดบนโฆษณาเป็ปซี่ ต่างสะท้อนอารมณ์ให้รู้สึกถึงร้านบรรยากาศอารมณ์ร้านอาหารแซ่บๆ ในสไตล์ดุดันที่เหมาะกับคอเมรัย หรือตกดึกอาจจะมีดนตรีเพื่อชีวิตมาขับกล่อม

          กระนั้นเมื่อย่างเข้ามาในร้านก็พบคำตอบว่าผมคิดผิดถนัด เพราะการตกแต่งบอกได้เลยว่า “น่ารักอ่ะ” ทั้งป้ายบอกชื่อร้านด้านในที่ดูขัดแย้งกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง สวนหย่อมขนาดเล็กที่มีจักรยานคันเก๋ๆ เหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นแบบคู่สำหรับการถ่ายภาพ  มีมุมกาแฟอาร์ทๆ ขายของที่ระลึก โปสการ์ด เสื้อยืด และอีกมากมายให้คุณได้เลือกสรร รวมทั้งยังเนรมิตมุมเก๋ๆ ไว้สำหรับการลั่นชัตเตอร์โดยเฉพาะ

          เข้าสู่โซนรับประทานอาหาร 2 ชั้นท่ามกลางอากาศโปร่งสบายไม่ง้อแอร์  จากการถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจี ซึ่งทันทีที่เดินเข้าไปก็ต้องสะดุดตา กับกรอบรูปซึ่งห่อหุ้มดอกไม้นานาพันธุ์ช่วยเพิ่มความร่มรื่นให้จิตใจ ไหนจะกำแพงร้านที่โชว์สีสันเจ็บจี๊ดโดนใจทั้งสีส้ม, เขียว, ม่วง กระตุ้นความคึกคักยามแลเห็น ส่วนของโต๊ะ-เก้าอี้จะทำจากไม้มีทั้งที่เคลือบเงาธรรมดา และชโลมด้วยสีขาวแสดงความสบายตา โดยรวมจะเน้นการตกแต่งที่ดูเป็นธรรมชาติ สอดแทรกด้วยศิลปะที่ผสมเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

          จากนั้นก็ได้เวลาลองลิ้มชิมรสกับเมนูพระเอกประจำร้าน “ปลาเผาสลัดได” ที่ใครๆ ต่างต้องถามหา เพราะเค้านำปลาช่อนตัวเขื่องจับมาสดๆ เอามาย่างให้สุกกำลังดี (เนื้อไม่เละหรือแข็งกระด้างจนเกินไป) แล้วเปิดหนังโชว์เนื้ออวบอิ่มขาวนวลผุดผ่องราวสาววัยแรกแย้ม ราดด้วยน้ำจิ้มสุดแซ่บ 2 แบบ 2 สไตล์ เคียงกับผักต้มร้อนๆ เพิ่มคุณค่าทางรสชาติและโภชนาการ พลันทุกอย่างเคลื่อนเข้าสู่กระพุ้งปาก ให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มปนหวานฉ่ำของเนื้อปลาสดจี๋ แถมความแซ่บจี๊ดจ๊าดของน้ำจิ้มอีก จานนี้เอาไปเลยครับ 5 ดาว

          เมนูอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาดก็มีทั้ง “ผัดเห็ดหอม” สัมผัสได้ทั้งความกรุบกรับและความหอมของเห็ดสด ซดคู่กับ “แกงเลียงปลาช่อนทอด” ที่ได้ทั้งความเผ็ดร้อน และกรอบอร่อยในคราวเดียวกัน รวมทั้งอร่อยในสไตล์อีสานปนลาวกับ “สเต็กจิ้มแจ่ว” เนื้อแน่นๆ ชุ่มฉ่ำ จิ้มแจ่วแจ่วได้รสแซบจี๊ดจ๊าดสะท้านถึงทรวง ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มมาดนุ่มอันน่าละเลียดเข้าปาก ทั้งกาแฟEspresso, Blue Mountai, โกโก้ร้อน-เย็น หรือจะเป็นชามะนาว ชาแตงโม ก็มีเลือกซด ซึ่งจากที่ได้สัมผัสคุณภาพและปริมาณ บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่าสุดๆ อยากสนใจมาแวะฝากท้องทางร้านก็เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 21.00 น. โทร. 01-566-5144, 06-868-0504

สวนอาหาร บ้านเลขที่ 5

          ร้านอาหารอารมณ์บ้านสวนกระท้อน ที่คุณสามารถเด็ดผลมาชิมแถมยังซื้อหอบหิ้วกลับไปหม่ำที่บ้านได้อีกต่างหาก รวมทั้งยังได้ดื่มด่ำกับมวลอากาศอันแสนบริสุทธิ์ ที่ปรากฏกายในรูปแบบสายลมเย็นๆ ปะทะร่างกายให้สดชื่น แล้วเติมอรรถรสให้ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนด้วยอาหารไทยและอาหารพื้นบ้าน ที่ปรุงรสมาแบบเข้มข้นแสนอร่อยจนต้องประทับใจ คือคำอธิบายโดยย่อหากมีใครถามผมถึง “สวนอาหาร บ้านเลขที่ 5” หนึ่งในเรสเตอรองค์ที่มักจะถูกแนะนำเป็นลำดับต้นๆ เมื่อผู้ใดริจะย่างกรายมายังวังน้ำเขียว

          บรรยากาศของโซนที่นั่งภายในร้านเน้นความโล่งโปร่งสบาย เพื่อให้คุณลูกค้าทุกท่านได้รับลมธรรมชาติกันชนิดเต็มข้อ รวมทั้งออกแบบที่นั่งอย่างเป็นสัดส่วนและมีมุมส่วนตัวสำหรับผู้ที่อยากซะเวิ๊บกันแบบ Private ที่เด็ดกว่าใครก็คงต้องเป็นเรื่องวิวทิวทัศน์ของขุนเขา ที่ยืนบริการพร้อมให้ความสำราญทางดวงตาอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

          เรื่องอาหารก็โดดเด่นเด็ดสะระตี่ เมนูแรกที่ต้องแนะนำ “แกงคั่วปลาเนื้ออ่อน”  แกงกะทิกลิ่นหอมฉุย โดยจะใช้ปลาเนื้ออ่อนซ๊ด สด ที่เพิ่งจับกันมาแบบเรียลลิตี้จากเขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำตะคอง ได้ทั้งความเข้มข้นของแกงและความหวานอร่อยจากเนื้อปลา นับได้ว่าสุดยอดเจงๆ ต่อด้วยอีกเมนูปลาที่ไม่ยอมน้อยหน้า “ต้มปลากดหน่อไม้ดอง” ใช้วิธีการต้มด้วยสูตรพื้นบ้าน อร่อยด้วยเนื้อปลากดใหม่ๆ เติมความจี๊ดจ๊าดจัดจ้านเป็นระยะ (แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเผ็ดจนเกินไปนัก ) ด้วยน้องพริก  กระนั้นโดยรวมยังคงให้รสชาติที่กลมกล่อม

          ต่อด้วยรายการอาหารที่ครองใจใครหลายๆ คน “ไก่สลัดครีมมะนาว” ที่นอกจากจะได้รับความอร่อยจากไก่ทอดกรอบแล้ว ยังได้สุขภาพกันต่อกับผักสดนานาพันธุ์จากวังน้ำเขียว ไม่ว่าจะผักปลอดสารพิษหรือผักสลัดแก้ว แกล้มกับน้ำสลัดเปรี้ยวหวานสำราญปาก ตามด้วย “เห็ดอบซีอิ๊ว” กรุบกรอบระคนเข้มข้นปะปนมาในสัดส่วนกำลังดี ปิดท้ายด้วย “หอยจ๊อพุทรานมสด” เนื้อแน่นทอดมากรอบๆ เหลืองอร่าม อร่อยได้อย่างเต็มคำ สอดไส้ให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานจากพุทรานมสดผลไม้ขึ้นชื่อของถิ่นโอโซน

          ซึ่งหลังจากที่ได้ลิ้มลองอาหารอร่อยๆ กันจนสบายท้องแล้ว หากใครยังไม่อยากกลับบ้านก็สามารถหาอะไรหนุกๆ ทำในร้านได้ด้วยนะขอรับ ทั้งการสวมบทบาท “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” สอยคิวดวลสังเวียนสักกะหลาดในสนุ๊กเกอร์คลับ หรือพกคันเบ็ดเดินไปที่บ่อปลา หย่อนลงไปตกปลาตัวเขื่องหลายพันธุ์ เช่น ปลากระพงขาว, ปลาจีน เป็นต้น

          ใครสนใจมาสัมผัสทั้งความอร่อยและความสนุกในสถานแห่งนี้ ยังคงต้องเกาะมายังเส้นทางหลวงหมายเลข 304 อยู่เช่นเคย เมื่อขับมาถึงแล้วเห็นทางเข้าบ้านไทยสามัคคีให้รีบยูเทิร์นรถ แล้วเข้ามาจากซอยประมาณ 5 กิโลเมตร ใครมาไม่ถูกหรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมโทรมาสอบถามได้ที่เบอร์ 086-243-4411, 083-467-4411 หรือคลิ๊กมาที่ (www.baan5.maxmatelevision.com) ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 20.00 น.

A Cup of Love

          ได้เวลามาตบท้ายมื้ออร่อยด้วยของหวาน ในสถานนามอุโฆษประจำสวิตเซอร์แลนด์แดนราบสูง กับร้านกาแฟสุดน่ารักที่เต็มไปด้วยความอาร์ท แถมยังต้องขอยกนิ้วชื่นชมไอเดียแจ่มๆ ทั้งการตกแต่งในทุกรายละเอียด ที่เสมือนเนรมิตให้รู้สึกราวกับกำลังอยู่ต่างประเทศ เสริมแรงด้วยอากาศดีๆ ที่ทำตัวหนาวเย็นยิ่งช่วยเพิ่มดีกรีความสุขให้ทะยานขึ้นอีกหลายอณู หากใครที่เป็นนักท่องเที่ยวน่าจะพอคุ้นหูกับชื่อของ “A Cup of Love” กันมาบ้าง แต่หากใครยังไม่มักคุ้นก็จะพาไปคลอเคลียให้ถ่องแท้

          พื้นหญ้าสีเขียวสุดร่มรื่น มุมเก้าอี้ดีไซน์อาร์ท ตู้ไปรษณีย์เก๋ๆ ยืนคอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะกวาดสายตาไปในองศาใดก็สัมผัสได้ถึงความน่ารักของทุกสิ่ง ที่ทางร้านบรรจงพรีเซนต์ออกมาเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ และก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยมีหลายคนบอกว่าที่ร้าน “A Cup of Love” แห่งนี้ เปรียบเสมือนการเขย่ารวมกันออกมาเป็นผลลัพธ์สุดลงตัว ระหว่างร้านกาแฟสุดชิคแห่งเมืองปายอย่าง Coffee in Love และ Scenery สวนผึ้ง ที่กระผมก็ขอพยักหน้าเห็นด้วยอยู่เนืองๆ

           ครั้นเมื่อทอดสายตาไปไกลอีกหน่อยก็จะแลเห็นหนองน้ำ ซึ่งอีกฝั่งนับได้ว่าเป็นพื้นที่แห่งความสุข เพราะคุณจะได้พบปะกับฝูงแกะตัวน้อยในระดับ V.I.P. ชนิดคลุกวงใน  ลูบหัวจับตัวกันได้สดๆ แถมยังมีบริการจำหน่ายหญ้าเอามาป้อนน้องแกะให้อิ่มหนำสำราญกันได้อีก นอกจากนี้ยังมีโรงแกะแห่งแรกและแห่งเดียวในสยามให้เข้าไปเยี่ยมชม รวมทั้ง Land Mark ยอดฮิตสำหรับการแอ็คชั่นถ่ายภาพ คู่กังหันลมยักษ์สุดอลังการได้ฟิวส์แบบฟาร์มฮอลแลนด์เต็มเหนี่ยว แต่อ๊ะๆ! ช้าก่อนมิใช่จะเดินดุ่มๆ เข้าไปได้เลยนะขอรับ เพราะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเล็กน้อยแค่คนละ 50 บาท เพื่อรับเข็มกลัดรูปแกะเป็นตั๋วผ่านประตูได้ตลอดชีพ

          ย้อนกลับมาส่วนร้านกาแฟกันอีกสักกระทอกอย่าเพิ่งออกจากความสนใจ บรรยากาศภายในโซนนี้มีทั้งความเก๋ไก๋สอดไส้ความชิลล์ด้วยบรรยากาศดีๆ และที่นั่งทำจากไม้ดูมีสไตล์ จากนั้นก็ไปสแกนในขบวนเมนูของร้านที่มีตัวชูโรงอย่างกาแฟ, โกโก้, น้ำผลไม้ โดยคอนเซปท์ของที่นี่จะเน้นการทำสดๆ เพื่อให้ได้อรรถรส ส่วนบรรดาของหวานก็สร้างความโดดเด่นด้วยสารพัดเค้กทั้ง เค้กนมสด, เค้กใบเตย, เค้กวนิลลา, เค้กส้ม และเค้กหน้านิ่มทั้งหลาย ผลการลงมติเป็นเอกฉันท์หลังได้ชิม ใจเพริศพริ้มหลังลิ้มเนื้อเค้กสัมผัสละมุน ความประทับใจหนีไม่พ้นตัวครีมสดที่แผ่หลาอยู่บนหน้า ที่ให้รสไม่หวานไม่เลี่ยนจนเกินไป ทำให้สามารถเรียกออเดอร์มาสังเวยความอร่อยได้อีกหลายจาน

          นอกจากนี้ที่ร้านกิจการยังรุดหน้า ได้สร้างเป็นรีสอร์ตสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ หนำซ้ำยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เล่นอีกมากมาย ยังไงซะถ้าคุณได้มาวังน้ำเขียว แนะนำอย่างสูงลิ่วว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เรื่องการเดินทางหากมาทางถนนธนะรัชน์ เมื่อเจอแยกเข้าอำเภอวังน้ำเขียว ให้เลี้ยวซ้ายผ่านโค้ง ผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง พอขับมาถึงไร่องุ่นธันยพรแล้วให้สังเกตร้านจะอยู่ทางฝั่งตรงข้าม (เลยเขาแผงม้ามานิดเดียว) A Cup of Love เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 7.00 น. - 19.00 น. โทร. 084-388-1518, 084-338-1528, 081-752-3636  คลิ๊กอ่านรีวิวได้ที่ (http://www.painaidii.com//business/133709/a-cup-of-love-30370/lang/th/) หรือ www.acup-oflove.com

ช้อปๆ เที่ยวๆ วังน้ำเขียวจัดให้

สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร (Photo : www.wnk.go.th)

          แว่วเสียงกังวานแห่งสายคอร์ด ในท่วงทำนองที่ใครบนผืนโลกนิยามมันว่า “แนวคันทรี่” ผลมาจากการเริงระบำท่อนนิ้ว ของคุณลุงร่างผอมภายใต้หมวกแก็ปสีแดง กำลังนั่งถ่ายทอดบทเพลงเพื่อชีวิตในห้วงอารมณ์เพลิดเพลินอย่างที่สุด ซึ่งนี่ไม่ใช่ศิลปินที่ทางสวนเค้าจ้างมาร้องเพลงให้ลูกค้าฟัง และก็ไม่ใช่ดาราดังที่ไหนแวะมาโชว์สเต็ปลูกคอ หากเค้าผู้นี้ ก็คือ “ลุงไกร” นั่นแหละครับพี่น้อง  ไงล่ะเจอแบบนี้เข้าไป บอกได้คำเดียวว่าอินดี้สุดๆ ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งแรกที่ผมได้สัมผัส เมื่อย่างกรายมาถึง Farm Outlet ยอดฮิตแห่งวังน้ำเขียวนามว่า “สวนผักปลอดสารพิษลุงไกร” ที่ใครๆ เป็นต้องแวะมาโดนกันแทบจะทุกราย

          แต่สำหรับคนที่ได้ศึกษาข้อมูลมาแล้วคงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากลุงไกรเจ้าของสวนนอกจากจะเลิฟลี่การปลูกผักเป็นชีวิตจิตใจ ยังหลงใหลในเสียงเพลงแนวคันทรี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น (แถมมี CD ที่ลุงทั้งร้องเอง เล่นเองวางขายด้วยนะขอบอก) และจากความรักต่อทั้งสองสิ่งเป็นยิ่งนัก ลุงไกรจึงปฏิบัติการฟิวชั่นด้วยการร้องเพลงกล่อมแปลงผักมันซะเลย! แต่ช้าก่อนหากใครคิดอยากขบขัน ขอให้กลืนเสียงหัวเราะลงลำคอ เนื่องเพราะจากการที่บรรดาน้องผักได้รับการขับกล่อมด้วยเพลงเพราะๆ แล้ว ผลลัพธ์คือกลับเจริญงอกงามสวยดกกันซะอย่างนั้น

          หากถามว่ามาที่นี่แล้วจะได้อะไรบ้าง? อันดับแรกเลยก็ได้ไปเยี่ยมชมพืชผักเมืองหนาว ตามด้วยการเดินเลือกซื้อผักปลอดสารพิษเกรด A ที่มีพร้อมจำหน่ายให้คุณตลอดทั้งปี ทั้งสวนผักสลัดแล้วไหนจะสวนผักนานาชนิด เช่น ผักสลัดแก้ว, สลัดคอร์ส, กรีนโอ๊ค, เรดโอ๊ค, เรดลีฟ, บัตเตอร์เฮด, มะเขือเทศราชินี, มะเขือเทศเนื้อ, กะหล่ำปลี, ข้าวโพดหวาน, ฟักทอง, บีทรูท ซึ่งผักส่วนใหญ่ของสวนลุงไกร ได้รับการกล่าวขวัญอย่างพรั่นพรึงว่าทั้งสด กรอบ อร่อยเหาะ! แถมยังได้รับความเชื่อใจถึงขนาดถูกส่งขายให้กับบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโรงแรมชื่อดัง เช่น Pizza Hut, The Pizza Company, Sizzler, โรงแรมสีมาธานี, โรงแรมแชงกรีล่า, โรงแรมดุสิตธานี และโรงแรมโอเรียนเต็ล เลยทีเดียว

          จริงเท็จอย่างไรลองไปพิสูจน์ รู้แต่เพียงว่าอย่างน้อยก็ทำให้คนยักไหล่ใส่ผักอย่างผม ก้มหน้าก้มตามาพิศมัยการกินผักได้ก็แล้วกัน...การเดินทางให้มาทางถนนหมายเลข 304 ขับมาเรื่อยๆ จนถึง ต.ไทยสามัคคี (จุดสังเกตุคือ ข้างถนนจะมีป้ายเยอะมากกกกก) แล้วเลี้ยวซ้ายจากปากทางไทยสามัคคีไปประมาณ 5 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาที่สามแยก ตรงเข้ามาอีก 5 กม. เลยอบต.ไทยสามัคคี, สเต็กนนทรีฮัท แล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามา 300 เมตร จบด้วยการเลี้ยวขวาเข้าสวน จะเห็นป้ายสวนลุงไกรเลยขอรับ โดยเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 น. - 17.00 น. คลิ๊กเข้ามาดูรีวิวเพิ่มเติมกันได้ที่ (http://www.painaidii.com//business/135902/suan-lung-krai-30370/lang/th/)

village farm and winery (Photo : www.wnk.go.th)


          มาวังน้ำเขียวทั้งทีหากไม่ได้แวะที่นี่แถวบ้านเรียก “พลาด” โดยเฉพาะคอไวน์และคนติดจาย (ใจ) องุ่น ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้ามาสัมผัสไร่องุ่นคุณภาพดี รวมทั้งยังเป็นโรงผลิตไวน์สไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการการันตีจากนักชิมตัวยง ที่ต่างพยักหน้าในรสชาติและยกนิ้วโป้งขึ้นเพื่อยอมรับในความสุดยอด

          บรรยากาศของ “village farm and winery” หยิบยื่นทั้งความร่มรื่นและละมุนละม่อมของอุณหภูมิที่เย็นสบายคลายระอุ เมื่อย่ำเข้ามาถึงในโซนไร่องุ่นคุณก็จะได้พบกับเจ้าพวงน้อย พวงใหญ่ห้อยโหนกันอย่างชุกชุม แต่ถ้าใครอยากเจอแบบจัดหนักกับองุ่นพวงเบ้งๆ แนะนำให้มาช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะในห้วงเดือนวาเลนไทน์ซึ่งจะตรงกับเวลาเก็บเกี่ยวประจำปี เค้าจะมีเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เกี่ยวเมล็ดเด็ดได้ด้วยตัวเองเลยแหละ

          สำหรับใครที่ไม่พิศมัยในเวอร์ชั่นเมล็ดก็อย่าเพิ่งหันหลังหนี เพราะที่นี่เค้ามีน้ำองุ่นรสเลิศและไวน์รสเยี่ยมฉบับปลอดสารพิษ ให้ละเลียดความละมุนดุนเข้าปากหรือซื้อกลับไปกระดกกันต่อที่บ้าน พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมโรงบ่มไวน์สุดอลังการ เป็นตำนานความอร่อยของไวน์ยอดนิยมแบรนด์ “village farm and winery” ที่วางจำหน่ายใน Shelf ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำอยู่มากมาย หรือใครอยากจะเบรคอารมณ์จากเรื่ององุ่นๆ ก็สามารถมาชมความงดงามจากสีสันของดอกเบญจมาศที่ชูชันผลิบาน ควรค่าแก่การแชะภาพอัพลงเฟสบุ๊คให้เก๋เลิศ

          หากใครติดใจในบรรยากาศสบายๆ ของไร่องุ่นจนไม่อยากขับเคลื่อนร่างกายไปทางไหน แนะนำให้เอกเขนกในรีสอร์ทของทางไร่ดูสักคืนก็คงจะชิลล์ไม่ใช่หยอก นอกจากนี้เค้ายังมีเปิดบริการร้านอาหารจานอร่อยกันอีกด้วย...อยากจะมากันแล้วล่ะสิ งั้นวิ่งมาทางถนนหมายเลข 304  ทางเข้าจัอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 59 - 60 โดยระหว่างทางบริเวณก่อนเข้าหมู่บ้านไผ่งาม จะเห็น “village farm and winery” อยู่ด้านซ้ายมือ โดยที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 18.00 น. โทร. 044-228-4078 (http://www.painaidii.com//business/96241/village-farm-winery-303700/lang/th/) หรือคลิ๊กมาที่  (www.villagefarm.co.th)

วังน้ำเขียวฟาร์ม (Photo : www.wnk.go.th)

          “นี่ถ้าเป็นมาริโอ้ คงไม่มีทางตัวเล็กแหงๆ” ใครบางคนเอ่ยประโยคติดตลกนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับเกมส์กดสุดคลาสสิก “มาริโอ้” ซึ่งในเนื้อหาหากมาริโอ้ได้งาบเห็ดเมื่อไหร่ เป็นต้องตัวขยายใหญ่ได้ทุกที และแน่นอนครับในเมื่อพูดกันซะขนาดนี้ นั่นหมายความว่า ณ “วังน้ำเขียวฟาร์ม” คงจะเต็มปรี่ไปด้วยอะไรเสียมิได้ นอกจากสารพัดเห็ดนานาพันธุ์นั่นเอง

          ที่นี่ถูกยกให้เป็นฟาร์มเพาะเห็ดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ก็จะเป็นการพบญาติของบรรดาตระกูลเห็ดมากมาย ไม่ว่าจะเห็ดหอม, เห็ดนางฟ้า, เห็ดหลินจือ หรือเห็ดหัวลิง  โดยทันทีที่ถึงปั๊บ   ถูกต้อนรับก่อนเลยด้วยขบวนอาหารหอมยั่วจมูกอย่าง “เฟรนซ์ฟรายส์เห็ด” ทอดกันสดๆ แท่งเหลืองกลิ่นกรุ่นจากความร้อนแสนยั่วยวนใจ ใกล้ๆ กันก็จะมีพวกผักสลัดสดๆ มาวางขาย นับว่าเป็นการทักทายแรกอย่างน่าสนใจ

          หลังทำสตางค์กระฉอกพอเป็นกระสัยจากสินค้าด้านหน้า เขยิบสองเท้าก้าวเข้ามาด้านใน ก็ได้เวลาละลานตากับบรรดาสินค้าแปรรูปมากมายที่ล้วนรังสรรขึ้นมาจากเห็ด โดยเค้าใช้ชื่อแบรนด์สุดเก๋ไก๋ว่า “Mr.Mushroom” ซึ่งผลิตภัณฑ์ก็เรียกได้ว่าทำออกมากันแทบทุกชนิดเท่าที่จะพลิกแพลงได้ เช่น พวกน้ำพริกที่ทำจากเห็ดทั้งน้ำพริกตาแดง, น้ำพริกนรก หรือจะเป็นการดองเกลือ ดองซีอิ๊ว รวมทั้งยังเอามาทำเป็นเห็ดแดดเดียว, เห็ดทุบ, เห็ดสามรส หรือจะเป็นเห็ดอบกรอบอารมณ์เหมือนกินมันฝรั่งเลย์ก็ยังมี อ้อ! เกือบลืมไปว่าเค้ายังเอามาทำพวกน้ำมันนวดได้อีกต่างหาก เรียกว่าสารพัดประโยชน์เสียจริงๆ นอกจากนี้ยังมีพวกเสื้อยืด หมวกแก็ป กระเป๋าสะพายลายน้องเห็ด ให้คุณซื้อเก็บเป็นที่ระลึก

          ส่วนสุดท้ายสำหรับใครที่อยากจะไปสัมผัสถึงแหล่งที่มาของเจ้าเห็ดทั้งหลาย ก็สืบเท้าเข้าด้านในเดินไปเยี่ยมชมฟาร์มเพาะเห็ดที่คุณจะได้รู้ทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก กระทั่งเจริญเติบโต และเก็บเกี่ยวอย่างชนิดไม่มีกั๊ก ...หากใครสนใจจะมาแวะนั้น   การเดินทางมาก็ไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจ ให้ไปยังเส้นทางไปผาเก็บตะวันประมาณ 6 กิโลเมตรแล้วให้สังเกตก่อนถึงผาเก็บตะวัน จะเจอทาง แยกมีป้ายเขียนว่าวังน้ำเขียวฟาร์ม ก็เลี้ยวซ้ายขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงแล้วแหละครับ โดยที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 น. - 17.00 น. โทร. 044-228 991 (http://www.wnkfarm.com)

ยลธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์

ผาเก็บตะวัน (อุทยานแห่งชาติทับลาน) (Photo : yakuzakorat)

          กิจกรรมหนึ่งที่ขาดไม่ได้ยามมาเที่ยวต่างจังหวัดในถิ่นภูเขา นั่นคือการควานหาที่ดูพระอาทิตย์ทิ้งดิ่ง แอนด์แลตะลึงกับทะเลหมอกอันงดงาม และที่วังน้ำเขียวก็มีสถานแห่งหนึ่งซึ่งได้ทำการรวมความประทับใจของทั้งสองสิ่ง มากำนัลเป็นขวัญตาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกันอย่างชื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นวิวสวยๆ หรือสายลมเย็นๆ และอากาศที่แสนบริสุทธิ์จนนึกอยากจะอัดกระป๋องกลับไปใช้ต่อในกรุงเทพ

          โลดแล่นมาตามถนนหมายเลข304 จากนั้นให้เมียงมองหาซอยไทยสามัคคี แล้วกลับรถเข้าไปในซอย โดยให้มุ่งหน้าไปประมาณ 2 กม.กว่าๆ ก็จะถึงแยกไปผาชมตะวัน หรือตรงไปอีกประมาณ 10 กม. ก็จะถึงผาเก็บตะวันกันแล้วล่ะครับ โดยทางก่อนขึ้นผาคุณจะได้พบบรรดาร้านรวงขายเสบียงสุดท้ายก่อนจะไปลุยบนยอดสูง ดังนั้นใครที่คิดจะไปหาเอาดาบหน้า ก็แนะนำให้ซื้อเสียตั้งแต่ตรงนี้เลยจะดีกว่าครับ

          เมื่อเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ก็ได้พบพานบริเวณผากว้างใหญ่ ที่คุณสามารถทอดอารมณ์ไปกับทิวทัศน์ได้สุดสายตา ซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง สำหรับการเป็นสักขีพยานในแอ็คชั่นสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และสัมผัสความตระการตาจากทะเลหมอกสีขาวนวลในยามเช้า

          นอกจากไฮไลต์สองสิ่งที่ดึงดูดใจให้ใครๆ ต่างต้องการทะยานขึ้นมาจับต้อง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเวลานี้คือความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ จากสมาชิกอย่างต้นลานและต้นมะค่าโมง ซึ่งทางอุทยานก็มีกิจกรรมไอเดียแจ่มให้นักท่องเที่ยวมาช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ที่กลมกลืนไปกับกิจกรรมสนุกๆ นั่นคือการ “ยิงหนังสติ๊กเมล็ดพันธุ์พืช” เข้าไปในป่า เพื่อเป็นการช่วยกันเพาะปลูกสู่ความเจริญงอกงามไปในตัว หากใครสนใจจะไปหรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม กริ๊งกร๊างไปได้ที่เบอร์ 037-219-408 หรือคลิ๊กเข้าไปอ่านรีวิวได้ที่ (http://www.painaidii.com//business/135690/pha-kep-tawan-30370/lang/th/)

เขาแผงม้า (Photo : Chaleeyo, www.wnk.go.th)

(Photo : Chaleeyo)

          “เฮ้ย! นั่นไงเห็นแล้วๆ” เสียงป่าวประกาศปนอารมณ์ความสำเร็จถูกคายออกมาจากปากเพื่อนร่วมทริป “ไหนเอามาดูมั่งดิ๊” ผมเรียกร้องสิทธิบ้าง ก่อนจะหันลำกล้องส่องทางไกลมาขนาบคู่สายตาทั้งสองดวง “โหยย สุดยอดอ่ะ ชัดแจ๋ว มากันทั้งฝูงเลย” ถ้อยสารภาพจากความรู้สึกผ่านสิ่งที่เห็นในลำกล้อง เคล้าจังหวะหัวใจในท่วงทำนองสั่นระรัว ราวกับกำลังนั่งดูช่อง Discovery Channel ในระบบสามมิติ และเป็นรายการทัศนาชีวิตกลุ่มวัวกระทิงอย่างชิดใกล้

          นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ไคลแมกซ์ที่ใครต่อใครต่างเป้าตั้งเอ้ย! ตั้งเป้าเข้ามาชมอย่างใจจดใจจ่อ สำหรับการนั่งห้างส่องกล้องย่องดูกระทิงในกระต็อบไม้ไซส์กะทัดรัด ที่คุณจะได้พบการใช้ชีวิตตามธรรมชาติบนเขาแผงม้า เห็นความสวยงามของสัตว์ป่าหายากที่ปัจจุบันเริ่มลดน้อยลงไปทุกขณะ พร้อมยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นๆ อย่างเต็มปอดกับธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ซึ่งกว่าจะเห็นความเขียวขจีขนาดนี้ ตามประวัติศาสตร์ใช่จะได้มากันง่ายดายซะที่ไหน

          พลิกหน้าปูมย้อนรอยประวัติศาสตร์เขาแผงม้า ครั้งหนึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ถูกลักพาตัวไปด้วยความเจริญก้าวหน้าทางคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การเข้ายึดพื้นที่สัมปทานและการเฮละโลของประชาชนที่อพยพมายึดทำเล ก่อให้เกิดการทำลายป่าไม้อย่างไม่มีชิ้นดี จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยความแห้งผาก อันเป็นสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ป่านับครั้งไม่ถ้วน และได้รับสมญาว่าเป็น “ภูเขาไฟ” ในที่สุด

          กระทั่งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ เสนอตัวเขาร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณเขาแผงม้า ทำการพัฒนาพื้นที่บริเวณป่าเขาให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ลดการตัดไม้ มีการระมัดระวังไฟป่าอย่างขันแข็ง จนที่สุดบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ชะมด อีเห็น เสือปลา หมี กระรอก กระต่าย รวมทั้งพี่ใหญ่อย่างกระทิงก็กลับมาพำนักอาศัยเช่นในปัจจุบัน

          อ่านแล้วใครอยากจะมาชมกระทิงที่เขาแผงม้า ขอให้เตรียมใจไว้นิดนึงว่าจะต้องเจอกับถนนหนทางในรูปแบบดินลูกรังเป็นหลุมบ่อ แต่ก็ไม่ได้เกินกำลังในการทะยานขึ้นสู่ยอดเขา โดยให้วิ่งตามทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี- วังน้ำเขียว) ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายไปทางบริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราช จากนั้นก็ไปตามป้ายก็จะเจอแล้วล่ะครับ

ของฝากห้ามพลาด ขนาดเทพ

สารพันอันจะ “เห็ด”

          ของดีเชิดหน้าชูตาชาววังน้ำเขียว ต้องนึกถึงพี่ “เห็ด” เป็นอย่างแรก เนื่องด้วยรสชาติที่เป็นเลิศกว่าแห่งไหนๆ แถมยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เห็ดหลากสายพันธุ์ต่างพากันเจริญงอกงาม และมีความอุดมสมบูรณ์เป็นที่สุด จนมีการเอามาจำหน่ายทั้งในรูปแบบเห็ดสดและเห็ดแปรรูป เช่น เห็ดหอมสด, เห็ดโคนญี่ปุ่น, เห็ดออรินจิ, แหนมเห็ด, ข้าวเกรียบเห็ด, เห็ดสามรส เป็นต้น

เปรี้ยวหวานสุขกรุ่น “อุง่น” ช่วยได้

          แทบจะไม่เป็นสองรองจากเห็ด ในความขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นของฝากชั้นเลิศสำหรับ “องุ่น” ผลไม้ปลอดสารพิษจากวังน้ำเขียว ที่มาทั้งในเวอร์ชั่นเป็นผลไร้เม็ด และเป็นน้ำองุ่นเปรี้ยวหวานชื่นใจ จนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ที่มักจะมาถามหาหอบซื้อกลับไปอย่างไม่ขาดสาย ด้วยความสดอร่อยส่งตรงจากไร่ แถมยังมีราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป จึงไม่น่าแปลกใจหากใครๆ จะกด Like ให้ขนาดนี้

“ผักสด” ปลอดสาร หวานอร่อย

          ด้วยวิถีการเพาะปลูกที่ยึดถือหลักธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการเกษตรแบบอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น “ผักสด” ของวังน้ำเขียวจึงสามารถการันตีได้ถึงความปลอดภัยหายห่วงแถมได้สุขภาพ นอกจากนี้รสชาติยังอัดแน่นไปด้วยความสดกรอบ หวานอร่อย เช่น แครอท, สลัดเรดโอ๊ค, ดอกไม้จีน, ถั่วหวาน, ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ จนผู้ได้มาชิมต่างติดใจกันแทบทุกราย เพราะไม่ว่าจะนำมาต้ม ผัด แกง ทอด หรือทำอะไร ก็อร๊อย อร่อย ไปเสียทั้งหมด

ไปอ่านต่อใน ตอน 3 (ตอนจบ) กันเลยดีกว่าขอรับ

แสดงความคิดเห็น