KONNICHIWA! พาทัวร์ Japanese Town

27 ธันวาคม 2554 | โดย Lucifer (12,858 เข้าชม)
แบ่งปัน:

KONNICHIWA! พาทัวร์ Japanese Town

พากินพาเที่ยว โดย Lucifer
www.PaiNaiDii.com

KONNICHIWA jAPANESETOWN สุขุมวิท กรุงเทพ เจแปนนิสทาวน์

          ไม่รู้ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์แห่งความสุขนี้ นึกครึ้มใจอะไรขึ้นมา จึงหยิบซีดีเพลงญี่ปุ่นของวง J-Rock สุดรักที่ฝุ่นจับตัวหนามาหลายปีแล้วออกมาฟังอีกครั้ง ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ และความรู้สึกแบบญี่ปุ่นก็หวนกลับมาในสมอง ก็เลยคิดได้ว่าในกรุงเทพฯ ฟ้าอมรของเรานั้นมีแหล่งที่ชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่หรือมีร้านค้าอะไรที่ขายสินค้าแบบญี่ปุ่นบ้างไหม จะได้ไปเปิดหูเปิดตาและหาซื้อของฝากแบบคิขุอาโนเนะสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

          ว่าแล้วก็เริ่มต้นลงมือขุดหาข้อมูลทั้งจากเพื่อนๆ และอินเทอร์เน็ตจึงได้ความว่า แถวสุขุมวิทช่วงประมาณซอย 30-39 ถือว่าเป็นย่านที่มีชาวญี่ปุ่นมาอาศัยอยู่เยอะและมีร้านรวงพอสมควร ไหนๆ วันนี้ก็ว่างแล้ว จึงสลัดคราบหนุ่มเซอร์ หยิบเอาเสื้อกล้ามสีขาวสวมทับด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำ เข้าชุดกับกางเกงหนังสีเข้ม สวมรองเท้าพื้นหนา ตามแบบฉบับร็อกเกอร์หนุ่มที่เคยใส่เมื่อนานมาแล้ว ออกบินเดี่ยวเที่ยวคนเดียว โดยใช้รถไฟฟ้ามุ่งหน้าสู่สถานีพร้อมพงษ์...และการเดินทางสู่ Japanese Town ก็เริ่มต้นขึ้นครับ

          เมื่อเจ้าม้าเหล็กติดเทอร์โบ จอดสนิทที่สถานีพร้อมพงษ์ ทันทีที่ประตูเปิดออกก็รู้ได้เลยครับว่ามาถึงถิ่นพี่ยุ่นแล้ว เพราะป้ายโฆษณาต่างๆ ทั้งสปา ร้านอาหาร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งสิ้น ก็ยิ้มออกว่าไม่หลงทางแล้วเรา จึงเดินหน้าลงสู่พื้นดิน ระหว่างเดินก็เห็นชายหนุ่มตาเล็กคิ้วเข้มแต่งตัวดูทันสมัย และสาวๆ ผิวขาวเนียนในชุดน่ารักเดินพูดจาภาษาบ้านเกิด (ญี่ปุ่น) กันขวักไขว่อยู่บนถนน และวัยรุ่นไทยที่แวะเวียนกันมาสัมผัสวัฒนธรรมแบบชาวญี่ปุ่นกันที่นี่เช่นเดียวกัน โดยในทริปนี้จะขอแยกเป็นหมวดเช่นเคย โดยแต่ละร้านก็มีความน่าสนใจและโดดเด่นที่แตกต่างกัน จะมีอะไรบ้างตามมาอ่านกันครับ

"อร่อยแบบญี่ปุ่นขนานแท้”

          มาเที่ยวถึง Japanese Town ทั้งทีก็ต้องขอลองอาหารญี่ปุ่นซักหน่อย จะได้อินไปกับทริป กับความอร่อยหลากหลายรูปแบบ ทั้งแนวฟิวชั่น ราเม็ง ซูชิ และปิดท้ายด้วยของหวาน มาเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่กำลังจะไปเที่ยวแถวนั้นครับ

ISAO

ร้านอาหารอิซาโอะ ร้านญี่ปุ่นในไทย ซอยสุขุมวิท31 ISAOJapanes ร้านญี่ปุ่นแนะนำ

          เริ่มต้นกันที่ซอยสุขุมวิท 31 ก่อนครับ กับร้านอาหารญี่ปุ่น “ISAO” ที่เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวฟิวชั่น ที่มีกลิ่นอายของอาหารตะวันตกเข้ามาด้วย  ทำให้อาหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่ที่มีรสชาติแบบที่ไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน รวมทั้งรูปร่างหน้าตาที่น่ารักน่าทานอีกด้วย

          แม้ว่าจะเป็นร้านอาหารเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กนะครับ “โออิชิ มว๊ากกกกกๆ”  การตกแต่งร้านให้บรรยากาศเป็นเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นโบราณด้วยการตกแต่งไม้ไผ่ ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์ที่ทันสมัย โดยคุณๆสามารถเลือกนั่งมุมบาร์ หรือนั่งสังสรรค์ร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ก็ได้ 

          เมื่อมาถึงโต๊ะ  เกิดหิวน้ำขึ้นมา จึงสั่งชาเขียวเย็นมาดับกระหายกันก่อน รสชาติหอมใบชา มีกลิ่นจางๆ ของข้าวคั่วอีกด้วย (ยกนิ้วโป้งให้ 10 นิ้วเลยครับ) ส่วนเมนูที่น่าสนใจก็มีอยู่ด้วยกันหลายอย่างครับ แต่ถ้าจะต้องแนะนำ ก็ขอเป็น “Vocano” หรือ “หอยเชลล์อบซอส” ที่เสิร์ฟมาทั้งเปลือกหอยราดด้วยซอสสีสดเหมือนภูเขาไฟที่กำลังรอคอยการระเบิด รสชาติเข้มข้นสมชื่อ หรือลอง “Jackies” (ฟังชื่อแล้วอาจงงว่ามาเกี่ยวกับอาหารได้ไง) เป็นข้าวห่อกุ้งราดด้วยซอสหอมๆ ที่วางเรียงกันและแต่งหน้าใส่ลูกตาให้กลายเป็นมังกรหน้าตาน่ารัก น่าหม่ำ ซึ่งรสชาติก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ จิ้มกับวาซาบิกับซอสโชยุ อร่อยกลมกล่อมเชียวล่ะ และอีกเมนูที่ต้องลองเมื่อมาร้านนี้ครับ “Catapillar” หรือ “ข้าวห่อสาหร่ายสอดไส้ปลาไหลและอโวคาโด้” นั่นเอง ที่มาในรูปแบบเดียวกับ Jackies แต่เป็นสีเขียว เป็นการผสมผสานที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ถ้าอยากรู้ว่าลงตัวขนาดไหนคงต้องมาลิ้มรสกันเองครับ

          ร้าน ISAO เปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์ - ศุกร์ ให้บริการเวลา 11.00-14.30 น. และ 17.50 - 22.00 น. ส่วนวันเสาร์ - อาทิตย์ ให้บริการเวลา 11.00 - 22.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 02-258-0645-6หรือทางเว็บไซต์  www.isaotaste.com การเดินทางจากถนนสุขุมวิท ให้เลี้ยวเข้าซอย 31 ไปประมาณ 100 เมตร จะเห็นร้านตั้งตระหง่านอยู่ทางซ้ายครับ     

Tsubaki-ya

Tsubakiya ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพ ร้านอาหารซึบากิยะ ร้านแนะนำสุขุมวิท

          หากเดินย้อนเข้ามาในซอยสุขุมวิท 33/1ซึ่งเป็นจุดที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากมาย และมีร้านอาหารละลานตาไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเข้าร้านไหนดี ลองมาที่ Tsubaki-ya ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยมากเป็นพิเศษ เพราะด้วยรสชาติอาหารต้นตำรับที่อร่อยได้ไม่อั้นแล้ว ราคาก็ยังไม่แพงอีกต่างหาก มีให้เลือกทั้งบุฟเฟต์ชุดเล็ก ราคาประมาณ 180 บาท (เลือกทานได้ 6 จาน) และชุดกลาง ราคาประมาณ 240 บาท (เลือกทานได้ 8 จาน) และชุดทานไม่อั้น ราคา 270 บาทต่อหัว กำหนดเวลาในการทาน 3 ชั่วโมง หรือจะสั่งแบบอาหารจานเดี่ยวก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะมากับเพื่อนจอมโซ้ยขณะที่ตัวเราอยู่ในระหว่างไดเอ็ตก็สามารถมาอร่อยร่วมกันได้ครับ

          ด้านหน้าร้านตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่ป้ายชื่อร้านที่สลักลงบนแผ่นไม้สีเข้ม ขนาบข้างด้วยโคมไฟแบบโบราณขนาดใหญ่ รวมทั้งป้ายโฆษณาข้างหน้าร้านที่ระบุราคาเอาไว้อย่างชัดเจน ด้วยราคาที่ดึงดูดใจ จึงก้าวเท้าเปิดประตูเข้าไปโดยมีภาพของซูชิหน้าปลาต่างๆ ลอยเวียนอยู่ในหัว

          ด้านในดูเป็นสไตล์ร้านอาหารญี่ปุ่นย้อนยุค ด้วยแสงไฟสีนวลตา มีโซนซูชิบาร์ให้มองเห็นขั้นตอนการการปั้นซูชิ ก่อนที่ซูชิคำโตจะนอนนิ่งอยู่บนจานขนาดย่อม และไหลปรู๊ดมาตามสายพานให้ลูกค้าเลือกหยิบจานที่รักที่ชอบขึ้นมาทานได้เลย (ซึ่งทั้ง 3 แพ็คเกจ จะสามารถเลือกได้แต่เฉพาะจานที่ราคาไม่เกิน 100 บาท ซึ่งจะมีบอกไว้ที่เมนูอาหาร และไม่รวมค่าเครื่องดื่ม) อันไหนไม่ชอบก็ปล่อยผ่านไป โดยเมนูยอดฮิต อย่าง ซูชิหน้าปลาไหล ปลาฮามาจิ ปลามากูโร่ ฯลฯ สดใหม่ ไร้ซึ่งความคาว อร่อยทุกคำ และเมนูที่คุ้นเคย อย่างไก่คาราเกะ ทาโกะยากิ เกี๊ยวซ่า และอีกเพียบจนหยิบแทบไม่ทัน หันกลับมาอีกทีก็ถึงกับตะลึงกับจานเล็กๆ ที่วางเรียงตัวสูงขึ้นเป็นคอนโดจานเชียว คาดว่ามื้อนี้น้ำหนักคงขึ้นอีกหลายเลยล่ะครับ    

          อยากอร่อยแบบประหยัดกับอาหารญี่ปุ่นสูตรต้นตำรับได้ทุกวัน ก็แวะมากันที่ Tsubaki-ya อยู่ในซอยสุขุมวิท 33/1 เข้ามาในซอยประมาณ 200 เมตร เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00 น. - 22.00 น. หมายเลขโทรศัพท์ 02-259-7655-6, 082-645-6336

Bankara Ramen

          BankaraRamen บังคาระรางเม็ง ราเม็งต้นตำรับญี่ปุ่น ซอยสุขุมวิท39 ราเม็งแบบดั้งเดิม ร้านอาหารญี่ปุ่นแนะนำ ที่กินอาหารญี่ปุ่น

          สำหรับคนที่ชอบทานราเม็งแบบต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่นขนานแท้แล้ว อดใจรอสักนิดแล้วเดินมายังซอยสุขุมวิท 39 ที่อาคาร The Manor จะพบกับร้าน “Bankara Ramen” ซึ่งเป็นแฟรนไชส์อันโด่งดังจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดให้บริการกันถึงเมืองไทย ให้ชาวญี่ปุ่นที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่เมืองไทยได้สัมผัสรสชาติอาหารที่คุ้นเคย ส่วนคนไทยก็จะได้ลิ้มลองราเม็งของแท้ว่ารสชาติเด็ดเพียงไร

          ขอเริ่มต้นที่การออกแบบร้าน ที่เน้นความคลาสสิกของแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยบานประตูไม้ เปิดเข้ามาภายในคงสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ทั้งมุมโต๊ะนั่งและแสงไฟสีนวลอบอุ่นก็ช่วยให้นึกถึงบรรยากาศแบบในภาพยนตร์ญี่ปุ่นในยุคโบราณออกในทันที รวมทั้งลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ (คงเพราะรสชาติอาหารที่ใกล้เคียงกับที่ญี่ปุ่นมากๆ) ก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานมากยิ่งขึ้น

          ในส่วนเมนูที่อยากจะแนะนำ อย่างแรกเลยก็ต้อง “Kakuni tsukemen” คือบะหมี่เย็นหน้าหมูตุ๋น เสิร์ฟพร้อมซุปสีแดงรสเข้ม จากบะหมี่เส้นเหนียวอันจืดชืดเปลี่ยนเป็นร้อนแรงและจัดจ้านขึ้นมาทันทีเมื่อจุ่มลงในซุป (ที่มีหมูชาชูชิ้นเล็กๆ ผสมกับพริกเผา โรยด้วยงาขาว) ทานคู่กับเนื้อหมูตุ๋นรสชาติมัน หวาน เค็ม เผ็ดนิดๆ ครบทุกรส ต่อด้วย “Kakuni Bankara” เป็นราเม็งซุปกระดูกหมู โดยมีหมู 3 ชั้นชิ้นใหญ่วางเรียงกันยั่วน้ำลายอยู่ในชาม รสชาติหวานหอมกระดูกหมู เส้นเหนียวนุ่ม ชิ้นหมูนุ่มนิ่มละลายในปาก...อาหย่อยเด็ดครับผม และสุดท้ายกับ “Bankara Ramen” เมนูเดียวกับชื่อร้าน ส่วนเรื่องรสชาติไม่ผิดหวัง เส้นราเม็งนั้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกระดูกหมูที่ผ่านการเคี่ยวกว่า 15 ชั่วโมง รสที่ได้จึงเข้มข้นทุกหยาดหยดผสมกับซอสโชยุ รสออกเค็มนิด หอมกลิ่นโชยุหน่อยๆ ทานพร้อมกับหมูชาชูชิ้นยักษ์ อร่อยสมกับนำมาตั้งชื่อร้านจริงๆ ครับ

          นอกจากนี้ยังมีเมนูจากญี่ปุ่นแท้ๆ อีกหลายอย่างที่เด็ก (ชอบทาน) เส้นต้องมาพิสูจน์รสชาติกันเอง ที่ “Bankara Ramen” ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 หรือใครที่ลงรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ ก็มาลงทางลงฝั่ง ซอย 39 ได้เลยครับ เข้าซอยมาประมาณ 400 เมตร จะพบอาคาร The Manor อยู่ทางขวามือ ซึ่งร้านจะอยู่ในตึกนั้นเลยครับ มีป้ายบ่งบอกอย่างชัดเจน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2662-5162-3 

Custard Nakamura

CustardNakamura คัสตาร์ดนากามูระ เบเกอรี่ญี่ปุ่น ขนมปังแบบญี่ปุ่น ร้านเบเกอรี่แนะนำ  ร้านอาหารญี่ปุ่น เบเกอร์รี่สไตล์ญี่ปุ่น สุขุมวิท33

          อิ่มท้องกับอาหารมื้อหลักกันแล้วก็มาต่อกันด้วยของหวาน กับร้านขนมปังและเบเกอรี่อร่อยๆ สไตล์ญี่ปุ่นอันขึ้นชื่อลือชาของคนย่านนี้ “Custard Nakamura” ร้านนี้ได้รับความนิยมมากๆ จากชาวญี่ปุ่นและชาวไทย มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจนแน่นขนัดร้านตลอดวัน แถมราคาก็ยังไม่แพงอีกต่างหาก

          ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้ซะเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ที่ด้านหน้าของร้านที่มีชื่อร้านขนาดใหญ่สีเหลืองเป็นภาษาอังกฤษและกำกับด้วยภาษาญี่ปุ่นด้านล่างอีกครั้ง เมื่อเปิดประตูเข้ามาด้านใน ก็เห็นว่าร้านไม่กว้างมากนัก ส่วนบนชั้นวางหรือถาดสำหรับเลือกขนมก็เป็นไม้แทบจะทั้งหมด ลักษณะเหมือนกับร้านขนมในซีรี่ส์ญี่ปุ่นน่ะครับ ระหว่างเดินเลือกขนมก็จะได้ยินเสียงคนไทยผสมปนเปไปกับภาษาญี่ปุ่น บรรยากาศเหมือนมาเที่ยวญี่ปุ่นเลยครับ

          หลังจากซึมซับบรรยากาศและกลิ่นหอมๆ ของขนมนานาชนิดที่แวะเวียนมาเตะเสยเข้าที่ปลายจมูกจนจับกลิ่นไม่ถูกว่าเป็นขนมอะไร เหลือบไปเห็นคู่รักชาวญี่ปุ่นคู่หนึ่งที่กำลังสวีทหวานกันไปเลือกขนมกันไป เห็นเค้าหยิบ “แซนด์วิชหมูทอด” กับเจ้าหมูทอดชิ้นโตกับผักกรอบๆ หน้าตาน่าทานเหลือเกิน จึงเอากับเขาบ้าง (ชิ้นนี้หมูรสชาติออกเค็มนิด แต่ก็อร่อยดีครับ) จากนั้นก็เห็นทั้งคู่เดินมาที่ตู้เบเกอรี่หยิบ “คัสตาร์ดพุดดิ้ง” จึงหยิบตามเค้าไปอีก คัสตาร์ดสีเหลืองนวล ราดด้วยคาราเมลหอมหวาน รสชาติสุโค่ยมากครับ จากนั้นก็ผละสายตาออกจากทั้งคู่หันมาคีบเจ้าโดนัทแกงกระหรี่ที่ไส้เข้าถึงรสเครื่องแกงได้เป็นอย่างดี และโดรายากิแสนนุ่มเป็นการปิดท้าย อร่อยถูกใจไม่ผิดหวังเลยสักชิ้นครับ

          มาอร่อยกับขนมและเบเกอรี่สูตรพิเศษจากประเทศญี่ปุ่นกันได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ร้านอยู่ในซอยสุมขุมวิท 33/1 เข้าซอยมาประมาณ 100 เมตรก็จะเจอร้านอยู่ทางขวามือครับ หมายเลขโทรศัพท์ 02-259-9355, 02-259-9630

ได้เวลาช้อปแล้ว!

          อิ่มท้องกับของคาวและของหวานกันไปจนพุงกางกันแล้ว ก็ได้เวลาออกมาเดินย่อยอาหารและอิ่มเอมไปกับการเดินดูตรอกซอกซอยของย่านญี่ปุ่นแห่งนี้  ซึ่งจุดที่มีบรรดาร้านค้าแบบญี่ปุ่นมากที่สุดเห็นจะเป็น ซอยสุขุมวิท 33/1 ซึ่งเป็นจุดที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มาก ผมก็เลยตั้งใจว่าจะวนเวียนอยู่แถวนี้สักพักใหญ่ และเมื่อได้ซึมซับบรรยากาศจนหนำใจแล้วก็ได้เวลาช้อปปิ้งแล้วล่ะครับ มาดูกันว่าคนญี่ปุ่นเค้าไปซื้อของกันที่ไหน และมีร้านไหนน่าสนใจบ้าง

NEO 3 Prices Shop

NEO3PricesShop ของใช้สไตล์ญี่ปุ่น แหล่งช๊อปปิ้งแบบญี่ปุ่น ของเล่นญี่ปุ่น  ซอยสุขุมวิท33

          ร้านค้าร้านแรกที่เราจะนำคุณๆมาในวันนี้ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ร้าน Custard Nakamura นีเองครับ โดยคุณๆ ต้องเดินขึ้นมาอีกนิด ก็จะเจอ “NEO 3 Prices Shop” ร้านนี้มีของใช้แทบทุกอย่างให้ได้เลือกสรร ทั้งของใช้ภายในบ้าน ของเล่น และอุปกรณ์แต่งสวน และของกระจุกกระจิกดีไซน์น่ารักๆ อีกมากมายให้ได้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน

          การมาร้านนี้ คำว่า “หลงทาง” ลบทิ้งไปได้เลยครับ เพราะร้านเค้าตั้งโดดเด่นมองเห็นแต่ไกล (ในซอยสุขุมวิท 33/1) ด้วยป้ายร้านสีน้ำเงิน และตัวอักษร NEO สีขาวตัวใหญ่เบิ้ม เมื่อผ่านประตูเข้ามาภายใน ก็จะเจอกับพนักงานสาวทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น (ประมาณว่ายินดีต้อนรับ) ภายในร้านมีขนาดกว้างขวางมาก แอร์เย็นฉ่ำ แสงไฟสีขาวส่องสว่างมองเห็นตัวสินค้าได้ชัดเจน ของบางชิ้น (ที่แปลกๆ) ทางร้านก็มีสินค้าตัวอย่างให้หยิบจับสัมผัสกันได้ โดยสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าได้ตามใจชอบ บรรยากาศสบายๆ มีเพลงญี่ปุ่นเพราะๆ ให้ฟังตลอดการช้อปด้วย

          ที่นี่ทุกท่านจะได้พบสินค้าไอเดียสุดบรรเจิดตามสไตล์เมืองญี่ปุ่นเค้าล่ะ  ออกแบบได้อย่างน่ารักน่าใช้งานทั้งสิ้น โดยสินค้ามีทั้งที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น และผลิตจากประเทศอื่นๆ อย่าง จีน เกาหลี ศรีลังกา ฯลฯ สามารถดูได้จากป้ายที่ติดกับแพ็คเกจสินค้าครับ การจัดเรียงสินค้าก็แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้ง่าย เช่น เครื่องเขียน เครื่องครัว ของเล่นเด็ก อาหาร ฯลฯ มีราคาระบุไว้อย่างชัดเจน (มี 3 ราคา ได้แก่ 50, 60 และ 70 บาท) ชอบชิ้นไหนก็หยิบใส่ตระกร้าแล้วมาคิดเงินที่หน้าเคาน์เตอร์ แถมยังมีโปรโมชั่นแลกซื้อสินค้าเก๋ๆ ในราคาสุดพิเศษได้อีก เช่น เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลขนาดบางเฉียบ ถ้าสนใจก็ซื้อหากันได้ครับ (ในที่สุดก็จัดหูฟังวิทยุเท่ๆ สีขาวมา 1 คู่ ถูกใจมากๆ) 

          NEO 3 Prices Shop สาขานี้ตั้งอยู่ในซอย สุขุมวิท 33/1 อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านขนม Custard Nakamura ครับ สามารถโทรสอบถามรายละเอียดของร้านได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9344775, 089-7806922 และยังสามารถสั่งสินค้าแบบออนไลน์ได้ทาง www.neo3priceshop.com

UFM Fuji Market

UFMFujiMarket ซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นในไทย สุขุมวิท39 สินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น SupermarketJapanes

          เดินต่อมาสุดซอยบริเวณจุดจอดรถ จะพบ “UFM Fuji Market” ซูเปอร์มาร์เก็ตอันเก่าแก่ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 ซึ่งถือเป็นสาขาแรกในเมืองไทย ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 4 สาขาครับ (สาขาใกล้ๆ อีกแห่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39) โดยสินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นซะเป็นส่วนใหญ่ นอกจากลูกค้าชาวญี่ปุ่นเองแล้ว ชาวไทยก็นิยมเข้ามาจับจ่ายซื้อของกันที่นี่เยอะเหมือนกัน

          ภายนอกของซูเปอร์มาร์เก็ตเน้นโทนสีส้ม ตั้งแต่หลังคา ป้ายชื่อร้าน รวมทั้งกันสาดบริเวณหน้าร้านก็เป็นสีแดงส้มเด่นสะดุดตา บริเวณนี้สามารถจอดรถที่ด้านหน้าของ Supermarket ได้อีกหลายคัน และด้านหน้าทางเข้าก็ยังมีร้านขนมแบบญี่ปุ่นและอาหารสดให้เลือกซื้อก่อนกลับอีกด้วย

          เข้ามาด้านในของซูเปอร์มาร์เก็ต มีลักษณะเหมือนกับตามห้างฯ ทั่วไป แบ่งโซนออกเป็นหมวดหมู่บนชั้นวาง แต่จะแตกต่างก็ตรงที่สินค้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งอาหารสด ขนม นม เนย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มชนิดต่างๆ และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านอีกหลายสิ่ง สนนราคาอาจจะแพงไปสักนิดสำหรับคนไทยเรา แต่ในเรื่องคุณภาพสินค้าแบบญี่ปุ่นแท้ Made in Japan คงทำให้การตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากใช่ไหมล่ะครับ แถมไม่ต้องบินไปซื้อไกลถึงประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย (สุดท้ายก็ได้ช็อกโกแลตในแพ็คเกจน่ารักๆ กลับมาเป็นของฝากด้วยครับ) 

          มาสัมผัสบรรยากาศซูเปอร์ฯ ของญี่ปุ่นกันที่ UFM Fuji Market เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 22.00 น. สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-258-0697-9 หรืออัพเดตข้อมูลสินค้าใหม่ๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.ufmfujisuper.com    

Book of World    

BookofWorld สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค การ์ตูนญี่ปุ่น งานศิลปะญี่ปุ่น งานประดิษฐ์ญี่ปุ่น

          ระหว่างเดินขึ้นสะพานรถไฟฟ้า (สถานีพร้อมพงษ์) เพื่อเดินทางกลับบ้านเรา  ก็ได้ยินเสียงของชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังยืนอ่านหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คกันอยู่ และหัวเราะคิกคักอย่างออกรสออกชาติ  จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้รู้ว่าที่นี่เป็นร้านหนังสือมือ 2 จากประเทศญี่ปุ่น นามว่า “Book of World”

          ซึ่งร้านนี้มีหนังสือหลายประเภท ทั้งนิยาย, Magazine, การ์ตูน, Photobook และหนังสือประเภท How to เกี่ยวกับงานประดิษฐ์ประดอย และหนังสือสำหรับเด็ก ให้เลือกเปิดอ่านได้จนกว่าจะพอใจ โดยมีราคาตั้งแต่ 20 – 500 บาทโดยประมาณ หรือกำลังหาเล่มไหนอยู่ก็ลองสอบถามพนักงานขายได้เลยครับเผื่อฟลุ๊คเจอ

          หลังจากเปิดอ่านไปได้ 10 กว่าเล่ม ก็คิดว่าคงไม่ได้สักเล่มแน่ๆ แต่แล้วก็หันไปเจอหนังสือรวมภาพวงร็อคระดับตำนาน ขวัญใจตลอดกาลวางอยู่กองที่พื้นเข้าพอดี ซึ่งเป็นเล่มที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้มาครอบครองเพราะไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย แถมราคาก็ไม่แพงมากเสียด้วย สภาพก็ถือว่าใช้ได้ จึงไม่รีรอที่จะคว้าขึ้นมากอดเอาไว้แนบกาย และรีบไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์ทันที ประทับใจมากๆ ครับกับสินค้าที่ได้มาในวันนี้

          หากใครกำลังหาร้านหนังสือญี่ปุ่นสำหรับฝึกภาษา กำลังหา Magazine วงการบันเทิงไม่ว่าจะเป็นสาวก J-Rock หรือ J-pop ก็ลองมาสำรวจแผงหนังสือที่นี่ได้ อาจเจอเล่มที่กำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้นะครับ ร้านอยู่ตรงบริเวณทางออกที่ 2 สถานีรถไฟฟ้า อยู่ตรงข้ามกับร้านรับผลิตแผ่นซีดี (ร้านที่มีรูปดาราญี่ปุ่นติดอยู่ที่หน้าร้านเยอะๆ) ก็เจอร้าน Book of World  แล้วครับ 

ลองสปาแบบญี่ปุ่นกันบ้าง!

          ในย่านญี่ปุ่นนี้นอกจากร้านอาหารและร้านขายของแบบญี่ปุ่นแล้ว ธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่มีให้บริการเยอะมากเหลือเกินเห็นจะเป็นสปา ที่เปิดตัวกันเป็นดอกเห็ดมัตซึตาเกะ ถ้าต้องแนะนำกันไดอารี่นี้คงต้องเขียนกันหลาย Part แน่ๆ จึงคัดเลือกสปาที่มีความพิเศษเฉพาะที่ใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าบุคลิกในวันนี้จะดูขัดกับการเข้าสปาไปสักหน่อย แต่ด้วยความเมื่อยกับเจ้ารองเท้าพื้นสูงที่ใส่มาจึงจำเป็นต้องใช้บริการแล้วล่ะครับ

MINOHANA

MINOHANA สปาแบบญี่ปุ่น มิโนฮาม่า สปาหินร้อน กัมบังโยกุ  สุขุมวิท39 สปาต้นตำรับญี่ปุ่น

          เจ้าแรกที่อยากแนะนำก็เพราะเป็นสปาแบบ Japanese แท้ๆ ครับ ที่ “MINOHANA” กับสปาหินร้อนหรือ “กัมบังโยกุ” เป็นการสปาสูตรต้นตำรับของชาวอาทิตย์อุทัย ที่ช่วยลดความปวดเมื่อยตามร่างกายโดยไม่ต้องใช้วิธีขัด ไม่ต้องนวดแต่สามารถทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย สุขภาพดี และยังมีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ

          เมื่อมาถึงด้านหน้าของตึก Grand 39 ทาวเวอร์ ในซอยสุขุมวิท 39 จะเห็น MINOHANA Spa ได้ทันที เพราะอยู่ที่ชั้น 1 ด้านนอกตกแต่งได้เหมือนมาทำสปาที่ญี่ปุ่นจริงๆ ด้วยโลโก้สีดำที่ติดอยู่กับผนังหน้าร้าน และป้ายสีขาวตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นสีแดง (มีภาษาอังกฤษกำกับอยู่ด้านล่างจึงรู้ว่ามาถึงแล้ว) เมื่อเข้ามาข้างในก็เจอเจ้าหน้าที่แสนสวยคอยให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมนำเสนอแพ็คเกจสปาดีๆ ที่เหมาะกับความต้องการของเรา ก่อนจะเดินนำทางไปตามทางเดินที่เปิดไฟสีนวลชวนนอน เมื่อมาถึงห้องสปาก็สัมผัสได้กับบรรยากาศอันอบอุ่นแบบประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณด้วยอุณหภูมิห้องและเตียงหินภูเขาไฟ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเริ่มต้นให้การผ่อนคลายผิว

          “กัมบังโยกุ” ถือเป็นสปายอดฮิตของชาวญี่ปุ่นในขณะนี้ โดยมีขั้นตอนการทำที่น่าสนใจมากๆ เริ่มต้นด้วยการนอนลงบนเตียงหินธรรมชาติที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น ภายในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 40 ํC ด้วยพลังงานน้ำ เป็นการชำระล้างร่างกายอย่างล้ำลึก เผาผลาญไขมันส่วนเกินและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกมาทางเหงื่อ ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดอาการปวดเมื่อย ภูมิแพ้ ปวดประจำเดือน และท้องผูก พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย  

          หรือใครที่ชอบฝึกโยคะอยู่แล้วที่นี่ก็มีโปรแกรม “โยคะแม๊กม่า” ที่คุณจะได้ยืด-คลายกล้ามเนื้อ พร้อมขจัดสารพิษภายในร่างกาย โดยมีคุณครูโยคะผู้ชำนาญการคอยดูแลต่อด้วยการพักผ่อนบนเตียงหินธรรมชาติ โปรแกรมดีๆ อย่างนี้สาวๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

          MINOHANA  ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ตึก Grand 39 ทาวเวอร์ อยู่ในซอยสุขุมวิท 39 สนใจสามารถโทรจองล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-662-8314  หรือรับชมข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ http://ausshopthailand.com/minohana/index.htm

Cherry Blossom Spa

CherryBlossomSpa เชอรร๊่บอสซั่มสปา สปาสไตล์ญี่ปุ่น สปาชาวญี่ปุ่น สปาตัวครบวงจร  สุขุมวิท31  Japanesetown

          ขอปิดท้ายด้วยสปาแบบทันสมัยสไตล์ญี่ปุ่นที่ “Cherry Blossom” กับการผ่อนคลายโดยสัมผัสนุ่มๆ กับศาสตร์การนวดที่นอกจากความผ่อนคลายไปกับการนวดแล้ว ยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณของสาวๆ และหนุ่มๆ ให้มีสุขภาพดี เปล่งปลั่งแบบชาวญี่ปุ่น โดยใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สกัดมาจากธรรมชาติจากประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

          เมื่อเข้ามาภายในร้านก็ต้องตกใจกับโทนสีชมพูหวานแหวว ตกแต่งเหมือนวังเจ้าหญิงในการ์ตูน (แวบแรกคิดจะชิ่งออกไปและ) แต่เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาเทคแคร์ดูแลเป็นอย่างดี จึงใจอ่อนยอมเข้ารับบริการ จึงได้รู้ว่าที่นี่เป็นสปาแบบครบวงจร ดูแลทั้งผิวหน้า ผิวกาย และเท้า โดยทางร้านจะใช้ผลิตภัณฑ์ “Libote” ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีกรรมวิธีการผลิตโดยใช้น้ำแร่ธรรมชาติจากบ่อน้ำพุร้อน Izu มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต และมีขั้นตอนการดูแลตามสภาพผิวของลูกค้าแต่ละคน อย่างเช่น การนวดหน้าที่จะช่วยกระชับผิวหน้าด้วยโฟมเนื้อละเอียดจากถ่านหินภูเขาไฟ ตามด้วยเจลผลัดเซลล์ผิว และการมาร์คหน้า ปิดท้ายด้วยการกระชับรูขุมขน เพื่อผิวหน้าที่กระจ่างใส เปล่งปลั่ง เนียนนุ่ม หรือการผ่อนคลายผิวกายด้วยการนวดครีมเนื้อเข้มข้นที่ได้มาจากน้ำแร่บริสุทธิ์ กับสัมผัสการนวดอันนุ่มนวลของเจ้าหน้าที่สปา สบายผิวเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำแร่เลยครับ

          และการสปาเท้าที่มีให้เลือกอยู่หลายแบบ จึงขอแบบนวดกดจุด Traditional Thai Massage โดยเจ้าหน้าที่ให้การนวดได้อย่างผ่อนคลาย ความปวดบริเวณน่อง ข้อเท้า และฝ่าเท้าหายเป็นปลิดทิ้ง และแล้วเวลา 1 ชั่วโมงก็ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว และผลลัพธ์ที่ได้จากการนวดเท้าก็ช่วยให้ผมสามารถกลับมาเดินโลดแล่นอยู่บนย่านญี่ปุ่นได้อีกครั้งครับ

          นอกจากแพ็คเกจที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้วก็ยังมีสปาอีกหลายรูปแบบ และยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์สปาของทางร้านกลับไปใช้เองที่บ้านด้วยนะครับ Cherry Blossom Spa อยู่ที่ชั้น G โรงแรม S31  ในซอยสุขุมวิท 31 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 น. - 22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-662-2454, 080-445-5050 หรือเลือกชมแพ็คเกจและผิตภัณฑ์ได้ทางเว็บไซต์ www.cherryblossomthailand.com

          แม้ว่า Japanese Town ในเมืองไทยแห่งนี้จะไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมายนัก แต่ก็ได้กลิ่นอายบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย และยังได้ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่น ได้ซื้อของดีมีคุณภาพในราคาย่อมเยา รวมทั้งสปาจากแดนปลาดิบขนานแท้ 100% แถมการเดินทางก็สะดวกสบาย เพราะอยู่ใจกลางเมือง จะนั่งรถยนต์ส่วนตัว รถเมล์ หรือรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีพร้อมพงษ์ก็ได้

          เป็นการเที่ยวในวันหยุดที่นับว่าคุ้มและประทับใจมากๆ คิดว่าอีกไม่นานต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกสักครั้งอย่างแน่นอน...ได้เวลาเดินทางกลับบ้านพักผ่อนสักที หากวันหยุดนี้ทุกท่านไม่รู้ว่าจะไปเดินเล่นพักผ่อนใจที่ไหนดีก็มาเดินเล่นที่นี่ได้นะครับ...SAYONARA 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง :

แสดงความคิดเห็น