เส้นทางสายหนึ่ง ... สู่ร้อยเอ็ด

31 มีนาคม 2557 | โดย Sun Tzu (11,638 เข้าชม)
แบ่งปัน:

เส้นทางสายหนึ่ง ... สู่ร้อยเอ็ด

 

มีโอกาสได้เดินทางไกลอีกครั้ง  ครั้งนี้เราจะไปภาคอีสานกัน จุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไปทำงานวันนึงที่เหลือถือเป็นกำไรชีวิตเก็บเกี่ยวระหว่างทาง ขับกันไปเรื่อย ๆ ไม่รีบไม่ร้อน เช้าวันเดินทางอากาศเย็นสบาย ดูอุณหภูมิในรถอยู่ที่ 22 องศา เท่านั้น เป็นช่วงอุณหภูมิทางภาคเหนือและอีสานลดลง หวังว่าเราคงได้ไปสัมผัสอากาศหนาว ๆ

ก่อนไปหาข้อมูลจังหวัด ร้อยเอ็ดว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่ขึ้นชื่อเห็นจะมี "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" ถ้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติไม่ค่อยมีเท่าไหร่

อุทยานประวัติศาสตร์ภาคอิสาน

 

เก็บบรรยากาศระหว่างการเดินทาง ถนนหนทาง เส้นทางที่เรากำลังจะไป ได้อารมณ์ของการเดินทางดี เราใช้เส้นทางกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันออก แวะทานอาหารเช้ากันแถว ๆ วังน้อย อยุธยา ที่ "ร้านข้าวแกงบ้านสวน" มาครั้งก่อนเห็นมีตลาดน้ำกำลังเปิดใหม่ ชื่อ "ตลาดน้ำบัวชม" วางแผนว่าถ้าผ่านเส้นนี้อีกไม่พลาดแน่ ๆ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะว่าเค้ายังสร้างไม่เสร็จ ดูแล้วก็ใกล้แล้วล่ะจะเปิดประมาณเดือนกุมภานี้ป้ายเขียนไว้เช่นนั้น เดินทางกันต่อผ่านเขื่อนลำตะคอง บรรยากาศน่านั่งกินส้มตำจริงแต่ไม่ได้แวะ  ส่วนเป้าหมายที่จะแวะระหว่างทางคือ "วัดสรพงษ์"

เส้นทางสู่ภาคอิสาน

 

อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า "วัดสรพงษ์" เคยแวะมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่แล้วคนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ มาครั้งนี้ที่จอดรถเต็มไปหมด มีหลายทัวร์ ทั้งทัวร์นักเรียน ทัวร์นักท่องเที่ยว

ท้องฟ้ากำลังสวย มุมนี้ไม่ค่อยมีคน  เพราะเค้าไม่ให้เข้า เราเลยเลือกมาเก็บภาพมุมนี้ก่อน มีคนสวนเรียก บอกว่าทางนั้นเข้าไม่ได้ คงกลัวเราจะลัดสนาม เลยตอบกลับไปว่าถ่ายรูปเฉย ๆ ค่า ... เค้าก็โอเค

ป้ายบอกทางไปนมัสการหลวงพ่อโต กำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม ผู้คนที่มาบางส่วนก็มานมัสการหลวงพ่อโต บางส่วนก็มาชมความสวยงามของสถานที่ บางส่วนก็มาทัศนศึกษา โรงทานไม่ต้องพูดถึงต่อแถวคิวยาวเหยียด ได้ข่าวว่าราดหน้าอร่อย เสียดายไม่ได้ลิ้มลอง


อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โคราช

 

ด้านนี้อยู่ติดรั้วฝั่งถนนหลัก มีสนามหญ้าเป็นลานกว้าง เด่นตระหง่านมาแต่ไกล ที่แห่งนี้ก่อตั้งด้วยแรงศรัทธานำโดยคุณสรพงษ์  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นวิหารที่สวยงาม ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

 

เดินมาอีกด้าน เห็นทุ่งทานตะวันเหลืองอร่ามมาแต่ไกลดอกใหญ่ดูสมบูรณ์ดี เต็มไปด้วยผู้คนต่างก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก มาสายไปหน่อยใกล้จะเที่ยงแล้ว ทานตะวันเริ่มหน้างอ


อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


วิหารนี้อยู่ท่ามกลางทุ่งทานตะวัน สวยงามทีเดียว ยังสร้างไม่เสร็จดี

 

อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

 

เดินผ่านสะพานเพื่อไปนมัสการหลวงปู่โต มองผ่านจากบ่อน้ำที่มีการประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ด้านหน้าวิหาร มีการแปลอักษรด้วยดอกไม้บนผืนหญ้า "สวัสดีปีใหม่ 2556"


อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

 

การจัดสวน  รวมถึงประติมากรรมที่ถูกจัดวางไว้ได้อย่างลงตัว ให้ความร่มรื่น เย็นสบาย มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ เพลิดเพลินกับการดูหงส์ว่ายน้ำไปมา อยู่กันซักพักก็เดินทางกันต่อ


อุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

 

หากาแฟสดเย็น ๆ ให้ชื่นใจ เห็นร้านกาแฟเล็ก ๆ "February Coffee" ตกแต่งร้านน่ารักดี แต่แอบขำนิดนึงตอนจ่ายตังค์ ถามทางไปห้องน้ำ เธอไหว้ขอบคุณไม่ยอมบอก เอ๋อไปชั่วครู่ เพิ่งถึงบางอ้อ อ๋อนึกว่าเราติ๊บ 55 โอเคเลยตามเลย

เข้าเขตร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา คุ้นกับปราสาทหินพิมาย เคยมาครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ก่อนจะเลี้ยวเข้าปราสาทหินพิมาย ผ่าน "ร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก" สันนิษฐานว่ารสชาดคงเผ็ดจัด ขอลองซะหน่อย เราเลือกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กหมูรวม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเผ็ดจัดจ้านแล้วแต่ต้องการแค่ไหน หมูนุ่ม น้ำซุปมีกลิ่นเครื่องตุ๋นยาจีน  นอกจากก๋วยเตี๋ยวยังมีเมนูอย่างอื่น ข้าวขาหมู ลวกจิ้ม ฯลฯ น่าลิ้มลอง แต่ท้องรับไม่ไหว เลยหยุดไว้ที่ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว รสชาดถือว่าโอเค ผ่าน ^^


ร้านก๋วยเตี๋ยวเป่าปาก อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

อิ่มไปอีกมื้อ เข้าเขตอำเภอพิมายแล้ว ดูป้ายไว้ไม่มีหลง เจอป้ายปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 10 กม. ก็ถึง สถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ก็ต้องมีร้านรวง เตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ค่าเข้าตอนนี้อยู่ที่คนละ 20 บาท นักเรียนนักศึกษาเยอะหน่อย มากันเป็นหมู่คณะ ป้ายปราสาทหินพิมายด้านหน้าแทบจะไม่ว่างเว้น ใครมาก็ต้องถ่ายกับป้ายเป็นที่ระลึก ห้องน้ำมีพร้อมสรรพ มีการบูรณะกันมาเรื่อย ๆ เนื่องจากเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา



ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตั้งอยู่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ประกอบไปด้วยโบราณสถานสมัยอาณาจักรขอมที่ดูยิ่งใหญ่และงดงาม มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ได้ดูได้ชม

หาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเล็กน้อย สำหรับเมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะขอม ลักษณะเป็นเวียงสี่เหลี่ยม "พิมาย" น่าจะมาจาก วิมาย ซึ่งปรากฎอยู่ในศิลาจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบระเบียงคตด้านหน้าของ ปราสาท บ่งบอกว่าปราสาทหินพิมายเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16

เดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ต้นใหญ่มากอายุคงไม่น้อยเกินคาดเดา รูปทรงสวย ดูแข็งแรงดี ยืนใกล้ดูเราจะตัวเล็กไปถนัดตา


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

เริ่มปฏิบัติการตามรอยอารยธรรมขอมชมปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดินขึ้นมาบริเวณสะพานนาคราชเป็นด่านแรก มีประติมากรรมสิงห์ 2 ตัว  ตั้งเด่นสง่าอยู่ด้านหน้าเป็นเพศผู้ซึ่งดูจากบริเวณแผงขนที่เกาะบริเวณหน้า อกและอวัยวะเพศที่อยู่ใต้ท้อง สิงห์สองตัวเปรียบเสมือนองครักษ์ปกปักรักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้าไปด้านใน  ทางขึ้นจะเป็นบันได้ปีกกาทำเพื่อให้ข้ามธรณีประตู ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ที่ปลายราวสะพานทำเป็นรูปนาคราชชูคอแผ่พังพานเป็นรูปนาค 7 เศียร สะพานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตาม คติความเชื่อเรื่องจักรวาล เชื่อว่าเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ชม ไม่เร่งรีบยังพอมีเวลา กว่าจะถึงร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำสงสัยจะค่ำ  เข้ามาถึงโคปุระซึ่งเป็นภาษาเขมรแปลว่าซุ้มประตู บริเวณซุ้มประตูและกำแพงแก้วจะมีทับหลังอยู่หนึ่งชิ้นเป็นตอนที่นางอัปสร ร่ายรำทั้ง 8 นาง เพื่อเป็นการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน คนโบราณเชื่อว่าเลข 7,8 เป็นเลขมงคลของขอม


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

บริเวณชาลาทางเดิน เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างซุ้มประตูทางเข้าทางทิศใต้และระเบียงคต ลักษณะยกพื้นเป็นขอบขึ้นลงได้โดยรอบ จึงทำใ้ห้เกิดช่องว่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 4 ช่อง ทำให้แผนผังเป็นรูปกากบาทจากการขุดแต่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 พบหลักฐานเป็นหลุมเสาไม้ตลอดแนว ทางเดินเป็นคู่ ๆ ชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคา และบราลีดินเผา แสดงให้เห็นว่าเดิมชาลาทางเดินแห่งนี้มีหลังคาคลุมโดยมีเสาไม้รองรับสร้าง ขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 17


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

ไฮไลท์ของปราสาทหินพิมาย มุมมหาชน และดูจะสวยที่สุด  ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง มีปรางค์หินแดง หอพราหมณ์ ปรางค์พรหมทัต อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กัน


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา


เดินดูไปเก็บภาพไปเพลินดี


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา


ซุ้มประตู กำแพงด้านในด้านนอกสร้างจากหินทรายแดงเป็นหลัก

 

ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

เดินวนด้านข้างมาด้านหน้าปรางค์ประธาน ซึ่งก่อสร้างด้วยด้วยหินทรายขาว มีส่วนประกอบสำคัญ คือด้านหน้ามณฑปที่เชื่อมต่อกับเรือนธาตุโดยมีฉนวนคั่น ส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมหันหน้าไปทางทิศใต้ สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ภาพสลักโดยรอบปราสาทเป็นภาพเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ยกเว้นทางด้านใต้สลักเป็นพระศิวะนาฏราช ภายในปราสาทเป็นภาพสลักเกี่ยวกับพุทธศาสนาลัทธิมหายาน


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา


เมื่อเข้าไปในปรางค์ประธานจะเห็นพระพุทธรูปนาคปรก เป็นช่วงที่แสงส่องจากประตูรอบด้าน

 

ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

เดินไปจนสุดกำแพงด้านหลัง ตอนแรกเห็นหินระเกะระกะ คิดว่าคงเป็นส่วนที่ชำรุดแล้วเอาไปวางกอง ๆ กันไว้ พอเดินไปใกล้ ๆ ถึงบางอ้อ เหมือนที่วัดในอยุธยา นักท่องเที่ยวต่างชาตินำมาเรียงกันไว้ตามความเชื่อ


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

ด้านหลังกำแพงโดยรอบ มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมสถานที่โบราณแห่งนี้

 

ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

วนไปวนมาเข้าไปในปรางค์พรหมทัต ภายในมีประติมากรรมศิลารูปคนนั่งขัดสมาธิ ชาวบ้านเรียกกันว่าท้าวพรหมทัต แต่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นพระบรมรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

เดินออกมาทางเดิมยังมีร่มเงาให้หลบแดดเป็นบางช่วง เนื่องจากแดดข้างนอกร้อนใช้ได้เลย ใช้เวลาอยู่ที่ปราสาทหินพิมายประมาณชั่วโมงนึงพอดิบพอดี

 

ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

มองจากด้านข้าง บริเวณสะพานนาคราช สิ้นสุดของการมาเยี่ยมชมและระลึกความหลังที่ปราสาทหินพิมายที่มุมนี้ จะบ่ายสามแล้วต้องเตรียมตัวออกเดินทางต่ออีกหลายชั่วโมงเลย ยังมีผู้คนทยอยมาเยี่ยมชมกันเรื่อย ๆ


ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา

 

ก่อนจะออกจากพิมาย ผ่าน รพ. พิมาย ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน อย่างสวยรูปทรงการตกแต่งสีสันเข้ากับเมืองพิมาย  เดินทางต่อผ่านอำเภอพล ริมถนนมิตรภาพ โคราช - ขอนแก่น เห็น "หม่ำ" เยอะแยะเต็มไปหมดทั้งสองข้างทางทั้งขาเข้าและขาออก ลักษณะคล้ายไส้กรอก ทั้งหม่ำหมู หม่ำตับ  หม่ำเนื้อ หม่ำวัว ใจนึงก็อยากลิ้มลอง ใจนึงก็ โอ้ว ตากไว้ท่ามกลางฝุ่น ๆ ๆ ๆ ทั้งน้าน แต่แล้วก็อดไปตามระเบียบ

ไปถึงเมืองร้อยเอ็ดเกือบหกโมงเย็นแล้ว เราพักกันที่ "โรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น" เริ่มรู้สึกหนาวกว่าปกติเลยคว้าเอาเสื้อกันหนาวไว้ก่อน แล้วก็ออกไปหาของกิน เห็นร้านที่อยู่ตรงข้ามโรงแรม "ค้ำคูณ" กลางคืนเปิดไฟดูน่านั่งดี ลองดูไม่ไหวแล้วพยาธิมันขอร้อง สั่งจิ้มจุ่มชุดละแค่ 39 บาทเอง นอกนั้นก็มีอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง พลาดไม่ได้คือส้มตำ เห็นมีส้มตำปูม้าด้วยเลยลองสั่งไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ แต่ข้าวผัดปูอร่อยดี กินจิ้มจุ่มอยู่ข้าง ๆ เตาไฟได้ผิงไฟไปในตัว ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ ได้บรรยากาศดี

ค้างคืนอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด 2 คืน เสร็จธุระก็ออนเดอะทัวร์ต่อ ไหน ๆ มาแล้ว ที่พลาดไม่ได้ คือเราจะไป "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล"

เช้าวันใหม่แวะไปแถว ๆ  "บึงพลาญชัย" หาโจ๊กกินกัน กลับมาที่โรงแรมเก็บข้าวเก็บของ สาย ๆ ก็เดินทาง  เจอป้ายบอกระยะทางไป "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" 82 กม. แวะร้านกาแฟน่ารัก ๆ "Home Cafe" เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนถึงมีร้านค้ายาวเป็นทิวแถวแลเห็นชะลอมมาแต่ไกลเดาไม่ถูกว่าเป็นอะไร พอดูใกล้ ๆ ไหปลาร้านินา ของฝากจากร้อยเอ็ด

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ... ถึงแล้ว บริเวณถนนด้านหน้าก่อนจะขึ้นไปยังพระมหาเจดีย์ จอดรถด้านล่างเสียค่าจอด 10 บาท มีของที่ระลึกและของฝากขายอยู่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


เสมือนเป็นประตูเมือง แค่ทางเข้าก็น่าสนใจแล้ว ช่วงเวลานั้นมีผู้คนทยอยกันมาชมอย่างต่อเนื่อง เปิดตั้งแต่ 6.00 - 18.00 น.

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


เดินเข้าอีก 300 เมตร ตามป้ายเล็ก ๆ ที่ติดไว้กับต้นไม้ สองข้างถนนปกคลุมไปด้วยต้นไม้เป็นซุ้มทางเดิน มีรถบริการรับส่งแล้วแต่ว่าเราเลือกแต่ถ้าเดินก็นิดเดียวคิดว่าได้ออกกำลัง กายไปด้วยละกัน มองไปทางขนานด้านขวามือมีการสร้างทางเดินเหมือนทางเดินลอยฟ้า ว่าจะลองเดินขากลับแต่มันร้อนเลยเปลี่ยนใจกลับทางเดิมดีกว่า


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


ท้องฟ้าำกำลังสดใสเลยหรือเรียกอีกอย่างคือฟ้าเป็นใจนั่นเอง เราเดินกันมาถึงกำแพงทางเข้าพระเจดีย์มหามงคล รอบกำแพงมีต้นสนปลูกเป็นแนวสวย และมีดอกไม้สีเหลืองอยู่ต้นนึงคล้าย ๆ เจ้าดอกสุพรรณิการ์


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


ขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นผ่านประตูทางเข้าไปยังพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ค่อย ๆ สำรวจตั้งแต่ทางเข้าเลยมีกำแพงโดยรอบ เก็บภาพไปเรื่อย เพราะโอกาสจะย้อนรอยอีกครั้งคงน้อย


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ลวดลายความวิจิตร์ ดูกันใกล้ ๆ

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


เดินเข้าประตูนี้ก่อนจะได้ชมความอลังการของพระเจดีย์มหามงคล


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

มุมนี้ดูแล้วอลังการมาก ๆ แบบว่าตื่นตาตื่นใจดี สวยงามจริง ๆ ถ้ามาร้อยเอ็ดแล้วไม่ได้มาที่นี่คงเสียดายแย่ ผู้คนหลั่งไหลกันมาสักการะและเยี่ยมชม ต่างก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

"พระ มหาเจดีย์ชัยมงคล" ตั้งอยู่บริเวณผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม ต.ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด  มีลักษณะเป็นมหาเจดีย์ขนาดใหญ่วิจิตรพิสดาร ใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน เป็นการผสมระหว่างพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 3000 กว่าล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดย พระอาจารย์ศรี มหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


รูปหล่อพระที่มีรายนามสลักชื่อผู้บริจาคอยู่ด้านล่าง

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ออกแบบโดยกรมศิลปากร เป็นสีขาวตกแต่งตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ ในเนื้อที่ 101 ไร่ กว้าง 101 เมตร ยาว 101 เมตร สูง 101 เมตร รวมยอดทองคำเป็น 109 เมตร ใช้ทองคำหนัก 4750 บาท หรือหนักประมาณ 60 กก. ภายในพระมหาเจดีย์เหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ทางเดินสู่ตัวพระมหาเจดีย์ ส่วนใหญ่จะเป็นสีทองเหลืองอร่ามโดดเด่นในทุก ๆ จุด เนื่องจากบริิเวณรอบ ๆ พระมหาเจดีย์มีเจดีย์องค์เล็กล้อมรอบ สามารถถ่ายได้ทุกมุมแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ตอนแรกกะว่าจะไม่เดินขึ้น เผอิญใส่กางเกงขาสั้นมาต้องสวมผ้าถุงสีขาวที่เค้าจัดวางไว้ให้ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาแล้ว ตัดสินใจขึ้นดีกว่าไม่งั้นจะเกิดอาการเสียดายอีก ก่อนขึ้นต้องถอดรองเท้าซึ่งจัดที่วางไว้ด้านล่าง

สำหรับข้อปฏิบัติในการเข้าชม คือ
1. ถอดหมวก รองเท้า
2. อย่าส่งเสียงดัง ห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นบนพระมหาเจดีย์
3. กรุณาอย่าจับต้องลวดลายต่าง ๆ
4. ไม่นำอาหาร ขนม เครื่องดื่มขึ้นไปรับประทานบนพระมหาเจดีย์
5. กรุณาทิ้งขยะในที่เตรียมไว้ให้
6. ห้ามจุดธูปเที่ยนภายในพระมหาเจดีย์
7. กรุณาแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
8. ห้ามสูบบุหรี่และของมึนเมา

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ดอกกุหลาบปลูกเป็นแนว ดู ๆ ไป เหมือนเดินอยู่ในสวนอังกฤษ

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ผนังก่อนขึ้นไปชมด้านบน ลวดลายสลักเป็นรูปหนุมาน


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

นางคนโทเทน้ำ

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ภายในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล

ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ โอ่อ่า ผนังจารึกนามทาธิบดีต่าง ๆ ใช้เป็นห้องประชุม บำเพ็ญบุญ

ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถงโอ่อ่าเช่นกัน ผนังติดตั้งพุทธประวัติ ลวดลายวิจิตรพิสดาร

ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานรูปพระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีต เป็นรูปสลักเหมือนหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฎิปันโณ  101 องค์

ชั้นที่ 4 จัดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดวาอาราม สถานปฎิบัติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน ที่หลวงปู่ศรี เคยบำเพ็ญธรรมมา

ชั้นที่ 5 บันไดเวียน 119 ชั้น เป็นห้องโถงรูประฆัง 8 เหลี่ยม บรรจุพระบรมสาริกธาตุ


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

ความสวยงามของบันได ทางขึ้นกับทางลงอยู่คนละด้าน ผู้คนต่างก็ชื่นชมความอลังการงานสร้างภายในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล อยู่ด้านนอกร้อนแต่เข้ามาข้างในความเย็นเข้ามาแทนที่เลย


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


แหงนหน้ามองดูเพดานที่มีโคมไฟระยิบระยับด้วยสีเหลืองทอง

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

มองจากชั้นบน ระหว่างขึ้นลงบันได มองลงไปผู้คนกำลังกราบไหว้พระพุทธรูป

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 
ด้านนอกของ ชั้นที่ 4 สามารถชมวิวได้ทั่วทิศ

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


มองดูทิวทัศน์แล้วหันกลับมามองเบื้องล่างในมุมสูง จะเห็นความสวยงามของสวนและทางเดิน และบางส่วนของการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ สร้างกันมานมนานไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


น่าจะเป็นโคมไฟสีขาวรอบ ๆ ถ้าเปิดในเวลาค่ำคืนคงสวยไปอีกแบบ

 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด


ระหว่างลงบันไดเวียนที่มีรายละเอียดสวยงามอีก


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

การเดินทางสู่ร้อยเอ็ดก็เ็็ป็นอันเสร็จสิ้น เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว อาทิตย์ยามเย็นกำลังจะลับขอบฟ้าขณะเดินทางกลับบ้านกัน แถว ๆ โคราช รถค่อนข้างหนาแน่น มาติดเอาช่วงงานโคนม กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด

 

เที่ยวแดนอีสานครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นวัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ ซะส่วนใหญ่ แวะเที่ยว แวะกินกันตลอดทาง เลยเป็นการใช้เวลาเดินทางที่นานกว่าปกติ แต่ก็เป็นการเดินทางที่อิ่มอกอิ่มใจและมีความสุขม๊ากมาก กลับมาถึงบ้าน เอ ทำไมรู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว ถึงบางอ้อ คงเป็นการเดินที่พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเป็นแน่แท้ ^^

By Sun Tzu 

แสดงความคิดเห็น