"ตลาดน้ำโบราณบางพลี...สุนทรียะเเห่งเมืองปราการ"

06 พฤษภาคม 2557 | โดย KonBobo (13,474 เข้าชม)
แบ่งปัน:

"ตลาดน้ำโบราณบางพลี...สุนทรียะเเห่งเมืองปราการ"



 ถ้าหากคุณเกิดปิ๊งไอเดียว่าปลายเดือนนี้หลังรับซองขาวจนร่ำรวย คุณจะพาคนที่คุณรักมากที่สุดไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ภาพแรกที่คุณคิดแว๊บปิ๊ง!!!  ขึ้นมาในหัวของคุณคืออะไร  จะเป็น ท้องทะเลครามสุดตา   ภูเขาสูงเสียดฟ้าจับใจ      น้ำตกเย็นฉ่ำเอื่อยไหล   รีสอร์ทหรูกลางป่าใหญ่  หรือตากแอร์ให้ชื่นใจ  ในห้างสรรพสินค้าหลังใหญ่ๆสักที่……?     แต่กระผมก็มิอาจจะกล้าไปข่มเหง     บังคับความคิดของคุณได้เลยแม้แต่นิด    เพราะเรื่องการออกทริปท่องเที่ยวนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป

  แต่ถ้าหากจะพูดถึง   “ตลาดน้ำ” หลายคนอาจจะเมินหน้าหนี      เพราะไม่รู้จะไปเที่ยวในรูปแบบไหน          มีกิจกรรมอะไรให้เล่น  ไปแล้วคงเปลืองน้ำมันฟรี  ไม่อยากไปเพราะกลัวน้ำ…!!!  หรืออาจจะคิดว่า  ก็ไม่เห็นจะมีอะไรก็แค่มีป้าแก่ๆพายเรือ  เอาของมาขายก็เท่านั้นและอีกหลากหลายเหตุผลที่คนเราจะคิดแย้งขึ้นมา   หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อ  ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำลำพญา  ตลาดน้ำอัมพวา หรือ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง   ที่ถ้ามีใครถาม    หรือแม้แต่เอ่ยชื่อให้ได้ยินปุ๊บ   จะร้อง  “อ๋อ” ทันที แต่ถ้าผมถามคุณกลับบ้างว่า      แล้ว           “ตลาดน้ำโบราณบางพลี”ละ….คุณเคยเที่ยวหรือยัง……?  กระผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่คุ้นหูกันนักกับชื่อนี้ แถมยังทำหน้าเบ้  คิ้วชนกันอีกต่างหาก

 


ถ้าจะเปรียบเทียบกับดาราแล้วตลาดแห่งนี้   ก็คงจะไม่ใช้ดาราหน้าใหม่แต่อย่างใด  หากแต่เพราะเป็นดารารุ่นคุณยาย   ที่ก่อร่างสร้างตัวจนเป็นตลาดไม้โบราณริมน้ำ   ที่อายุเก่าแก่กว่า140 ปีนะสิ  เรียกได้ว่ามีประสบการณ์ของคนรุ่นอดีตฝังแนบแน่นอยู่บนแผ่นไม้ทุกๆกระดานที่วางทอดแนวเลยก็ว่าได้  แม้ตลาดแห่งนี้อาจจะแคบเล็ก หลบมุมซุกซ่อนตัวอยู่ริมคลองสำโรงย่านชุมชนเก่าบางพลี     ชื่อเสียงอาจจะไม่โด่งดังเท่ากับตลาดน้ำใหญ่             แห่งอื่นๆแต่รับรองว่าเมื่อคุณได้รู้จักกับสถานที่แห่งนี้แล้ว     คุณจะหลงเสน่ห์เข้าอย่างจัง…!!!  จนอยากจะกลับมาเยือนอีกเป็นหนที่สอง  หนที่สาม หรือก็ไม่อยากจะไปเที่ยวตลาดน้ำที่อื่นๆ อีกเลยก็เป็นได้

 


หากคุณเริ่มสนใจกระผมขออนุญาตมัดมือชก  บอกข้อมูลการเดินทางที่แสนจะสะดวกสบายก่อนเลยแล้วกัน    นั่นคือ ใครที่อุตส่าห์บึ่งรถมาจากกรุงเทพก็ให้จับพวงมาลัยแน่นๆ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรปราการโดยใช้ถนนสุขุมวิท แล้วเลี้ยวซ้ายที่สี่แยกบางนาเข้าถนนบางนาตราด ชมวิวข้างทางตรงไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วหักพวงมาลัยกลับรถเข้าถนนกิ่งแก้ว - บางพลี   หลังจากนั้นตีไฟหมุนข้อมือเลี้ยวซ้ายจอดรถที่วัดบางพลีใหญ่ในก็เป็นอันสำเร็จ จากนั้นก็อย่าลืมดับเครื่องล็อครถให้รัดกุม  แล้วเดินออกกำลังกายขาอีกนิดหน่อยก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตลาดเก่าแล้วหรือใครจะเดิน วัดใจข้ามคลองสำโรงจากทางด้านหลังบิ๊กซี สาขาบางพลี โดยมีเรือเก่ามัดผูกติดกัน  ยอดรวมราคาสุทธิ  เบ็ดเสร็จแล้วก็ครั้งละ 1 บาท  ไปกลับ 2 บาท หรือถ้าหากไปแล้วไม่ข้ามกลับก็ได้นะ ก็ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกระผมเองก็ขออุดหนุนเส้นทางดังว่านี้ตั้งแต่เช้าตรู่   ในวันหยุดปลายสัปดาห์

 


 ทันทีที่เท้าของผมได้ก้าวแตะไม้กระดานของตลาดโบราณแห่งนี้ เสมือนกับได้เข้าไปอีกยุคสมัยหนึ่งซึ่งก็มิได้เขียนจนโอเว่อร์จากที่ได้สัมผัสแต่อย่างใด   เพราะความที่เป็นตลาดน้ำติดกับชุมชนเล็กๆสิ่งเดียวที่กระผมสัมผัสได้คือความเงียบสงบ ความเรียบง่ายของผู้คนที่มีวิถีชีวิตอยู่ริมคลอง  ภาพการดำรงชีวิตโดยการพายเรือเร่ขายพืชผักผลไม้พื้นบ้านของคุณลุงคุณป้าที่ค่อยๆ จางหายไป  ยามแสงแดดทอขึ้นช่วงสายๆ  สายลมเย็นที่พัดอัดใบหน้าจากคลองสำโรงอีกฝั่ง   ในขณะที่กระผมยืนชักภาพบนเชิงสะพาน  อุทานได้เลย “นี่คือสวรรค์ต่างจังหวัดที่ไม่ห่างกรุงชัดๆ!!!”

 


 ถ้าคุณผู้อ่านมีโอกาสมาเยือนแล้วเจอะเจอกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่ริมคลองดั้งเดิม  คุณลองแวะสนทนาพูดคุยกับเขาสักหน่อย   แล้วจะได้รับรู้และมุมมองที่เกี่ยวกับตลาดน้ำแห่งนี้อีกมากมาย  สำหรับประวัติพอคร่าวๆ ของตลาดน้ำแห่งนี้    ไม่ว่ากระผมจะสอบถามจากคุณปู่คุณตา        หรือว่าคุณย่าคุณยายก็คงจะได้รับคำตอบที่คล้ายๆ กันว่าตลาดน้ำโบราณบางพลีนี้เป็นตลาดเก่าแก่ริมคลองสำโรงที่แม้แต่พื้นตลาด  ก็ยังปูด้วยแผ่นไม้เก่าตลอดแนวยาวกว่า 500 เมตร

 

ซึ่งดั้งเดิมจริงๆนั้นชื่อ  ตลาดศิริโสภณ  ในอดีตนั้นมีชาวจีนเข้ามาบุกเบิกเปิดร้านในตลาดนี้ราวพ.ศ.2400 จวบจนทุกวันนี้หากจะบวกลบคูณหารนับนิ้วกันแล้วก็น่าสักประมาณ156 ปีเห็นจะได้ ซึ่งเป็นตลาดโบราณริมคลองสำโรงเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากไฟไหม้    และยังคงสภาพเดิมเหมือนแรกสร้าง  ด้วยเหตุนี้เองชาวบางพลีจึงเชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์และบารมีขององค์หลวงพ่อโต  เพราะตลาดบางบ่อ ตลาดจระเข้ ตลาดคลองด่าน ล้วนแล้วแต่ถูกไฟไหว้จนวอดมาแล้วทั้งสิ้น 

        


 หากจะลองนึกย้อนภาพกลับไปในอดีตดั่งละครทวิภพ     กลิ่นอายชายทุ่งบ้านนาของบรรยากาศ          ที่ผุดขึ้นในมโนภาพก็คงจะเป็นภาพของอากงแดนมังกรที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ   บ้างก็พาย บ้างก็แจว และบ้างก็ล่องเรือมา     ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอยู่เนืองๆ เสียงเจรจาในภาษาที่คนไทยฟังไม่ได้ศัพท์จอแจแน่นขนัด   แลดูคลองสำโรงนั้นแคบลงทันตา  เผยถึงความรุ่งเรืองของตลาดน้ำแห่งนี้ซึ่งเป็นตลาดขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจากภาคตะวันออกสู่กรุงเทพมหานคร 

 

                                 ดั่งกลอนบทหนึ่งที่ท่านสุนทรภู่ได้แต่งเมื่อครั้งได้ล่องเรือมาถึงบางพลีที่ว่า……..



                                                “… ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
                                                 ดูระกะดาษทางไกลไปกลางทุ่ง
                                                 เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
                                                 ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง
                                                    ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
                                                เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
                                                    แจวตะกูดเกะกะประกะเชียง
                                                 บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย …”

 

 

 

 


ถ้าหากจะถามว่าสินค้าที่ขายในตลาดแห่งนี้มีอะไรขึ้นหน้าขึ้นตาไม่แพ้สิวบ้าง    กระผมก็ตอบได้อย่างเต็มปากเลยว่ามีสินค้าทุกชนิดให้เลือกสรรกันจนหน้ามืดตาลาย      ตั้งแต่ต้นกระบองเพชรประดับระเบียงไปยันตะเกียงเจ้าพายุ  แต่จะเน้นหนักไปตรงที่มีของเล่นโบราณที่เราๆ เคยเห็นกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก  ที่ทุกวันนี้หาซื้อที่ไหนคงไม่มีใครอยากขาย  แต่ที่นี่มีให้เลือกซื้อเล่นกันได้โดยไม่ต้องอายวัย  เช่น   ป๋องแป๋ง น้ำเต้าปูปลา ของเล่นที่ทำจากสังกะสี  หรือแม้แต่อาหารเคี้ยวเล่นของคนเฒ่าคนแก่อย่าง เม็ดหมากใบพลู   ยาเส้น  ปูนแดง ครกจิ๋วตำหมาก  หรือกระทั่งเทียนพรรษา  ฝาชี กระติ๊บข้าวเหนียว  สากกะเบือ  สังฆทานไปยันกุมารทองก็มี

 

 

 


บางครั้งกระผมแอบได้ยินพ่อแม่    เล่าเรื่องราวของเล่นในวันวานที่เขาเคยเล่นเมื่อยังเด็ก    ให้กับลูกๆหลานๆของเขาได้ฟัง   ก็ถือเป็นการย้อนกลิ่นอายอดีตของคนสองรุ่นไปพร้อมๆกัน   ขนมโบราณที่กระผมเองไม่เสียดายเงินเลยและต้องหยุดแวะซื้อชิม      ทุกครั้งที่ผ่านเพื่อเรียกน้ำย่อยก็คือ     ขนมพริกขี้หนูของเปรี้ยวสุดโปรดปรานเมื่อยังเด็ก   หมากฝรั่งตรานกแก้วที่แกะเคี้ยวทีเดียวหกเม็ด  ไอติมตัดโบราณที่หวานลิ้นเย็นชื่นใจ 

 

 

 

 


สะบัดก้นออกจากร้านเดินบึ่งลงมายังท้ายตลาดเพื่อหาของหวานล้างลิ้นจากกลิ่นคราว ที่นี่ก็มีให้เลือกชิมมากมายไม่ว่าจะเป็น  ขนมถ้วยฟู ขนมถ้วยโบราณ  ขนมกล้วย ขนมหม้อแกง  ข้าวเกรียบปากหม้อ         ข้าวเหนียวปิ้งทั้งไส้กุ้ง   ไส้สังขยา  ไส้ฟักทอง ไส้เผือก ไส้หมูหยอง ไส้มัน  ไส้ถั่วแดง ถั่วดำ  มีกันมาพร้อมขายกันถูกๆแค่อันละ 10 บาทเท่านั้น   แต่ถ้าอยากจะชิมกันทุกไส้ ก็แนะนำให้เหมากันทั้งร้านไปเลยจะได้ไม่ขาดตกบกพร่องหรือถ้าหากชิมของหวานมากไปแล้วน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นจนหน้ามืด  กระผมก็ขอแนะนำของเปรี้ยวๆอย่างผลไม้แช่อิ่มตามฤดูกาล  อาทิ กระท้อน มะม่วง  มะยม  มะดัน ก็มีให้เลือกชิมกันจนต่อมน้ำลายกระฉอก

 

 

 


 แล้วไปอัดท้องกับของหนักๆ ณ ร้านเด็ดที่กระผมเต็มใจแนะนำก็คือ ร้านโกเซียน ก๋วยจั๊บน้ำข้นริมคลองที่อดแปลกใจในทุกๆครั้งที่แวะมา   ก็คือลูกค้าที่แน่นร้านทั้งวัน    การันตรีด้วยการออกรายการโทรทัศน์มาอย่างโชกโชน  เรียกได้ว่าหายใจเข้าออกเป็นเส้นก๋วยจั๊บกันเลยทีเดียว  น้ำซุปจากกระดูกที่เข้มข้น  เครื่องในตุ๋นเครื่องเทศเลิศรส  บวกเส้นแป้งที่ขาวนวลเหนียวนุ่มลิ้น  ทุกคำที่เข้าปากบอกได้อย่างเดียวเลยว่า “โอชา”


  แต่ถ้าคุณเดินเพลินจนเพิ่งนึกออกว่าขาคุณเริ่มอ่อนล้าเพราะความเมื่อยที่นี่ยังมีบริการนวดผ่อนคลายอีกด้วย ทั้งนวดตัว  นวดฝ่าเท้า  นวดกดจุด นวดอโรม่า     ลูกค้าก็เลือกกันตามสะดวก  สนนราคาก็แค่หลักร้อยต่อชั่วโมงเท่านั้นเองกระผมก็อดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปใช้บริการกับเขาสักหน่อย  ใครที่ชอบให้นวดเบาๆ หรือหนักๆ โหดๆ ก็บอกป้าๆเขานะคับ  ป้าเขาฝากบอกมาว่ามีจัดให้ทุกรูปแบบ  แต่ต้องขอเตือนท่านสุภาพบุรุษนะคับ  เพราะที่นี่มีแต่ร้านนวดแผนไทยเท่านั้น!!!!  

 

 


 และเมื่อได้อิ่มท้อง และสบายตัวกันไปพักใหญ่แล้ว  ช่วงบ่ายๆ กระผมไม่ลืมที่จะเดินลัดเลาะไปตามพื้นไม้ของตลาดเพื่อไปโผล่ยังท้ายตลาดของอีกฝั่งหนึ่ง  เพื่อจะได้อิ่มบุญและสบายใจกับการไปนมัสการองค์หลวงพ่อโตแห่งวัดบางพลีใหญ่ใน   ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย   ที่ทั้งองค์พระเป็นทองสำริดทั้งองค์  โดยในตำนานมีการเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อประมาณ200 กว่าปีก่อน    มีพระพุทธรูป  3 องค์ ลอยลงมาจากทางเหนือตามลำน้ำเจ้าพระยาองค์ที่ 1 ไปโผล่ที่แม่น้ำท่าจีนคือ  หลวงพ่อวัดบ้านแหลม ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดเพชรสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม  องค์ที่ 2 โผล่ที่แม่น้ำบางปะกง  คือ   หลวงพ่อโสธร  ประดิษฐานอยู่ที่ วัดโสธรวราราม   จังหวัดฉะเชิงเทรา    และองค์ที่3 มาโผล่ที่คลองสำโรง     นั่นก็คือ หลวงพ่อโต ที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดบางพลีใหญ่ใน  จังหวัดสมุทรปราการ โดยเหตุที่ตั้งชื่อว่าหลวงพ่อโต  ก็เพราะว่าเป็นองค์พระที่โตที่สุดในบรรดา 3องค์ที่โผล่ขึ้นพ้นจากน้ำนั่นเอง

 

 

 

 


          อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้าวัดนี้  ก็คือ สุขาไฮเทคที่ครั้งแรกฟังชื่อแล้วอาจจะงุนงงอยู่พักใหญ่ๆ แต่พอเข้าไปใช้บริการแล้ว      บรรยากาศข้างในนอกจากจะไฮเทคแล้วยังไฮโซ  เหมือนกับว่าที่นี้ไม่ใช่ห้องน้ำ…!!!! เพราะมีการจัดสวนด้วยไม้ดอกนานาพรรณชวนให้คนที่เข้ามาทำธุระส่วนตัว  จะต้องควักกล้องขึ้นมาเก็บภาพทุกครั้งก่อนที่จะเดินออกไป  มันคงไม่มีบรรยากาศแบบนี้ในห้องน้ำที่ไหนๆที่คนจะมานั่งโพสท่า  ถ่ายรูป ชูสองนิ้วสู้ตาย  เหมือนกับในสวนสาธารณะ   กระผมก็พึ่งเคยเห็นที่นี่แหละ ครั้งแรกของชีวิตที่ได้เห็นห้องน้ำประดุจดั่งห้องพักในโรงแรมระดับห้าดาว...!!!!ที่ผมพร้อมจะมานอนได้ทุกเมื่อ ถ้าหากรถเมล์หมด       จน อด กลับบ้าน...!!!!

 

 

 

 

กว่ากระผมจะเดินเท้าทำบุญและแบกเป้เที่ยวจนทั่วในวันนี้    ก็เล่นเอาเย็นย่ำแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด แต่ก็คุ้มค่ากับหนึ่งวันของชีวิตที่ได้สูญเสียไปกับการมาเยือนบางพลีแห่งนี้   ค่ำคืนนี้กระผมโชคดีมากๆเพราะในวัดมีการจัดงานย้อนยุคแบบงานวัดสมัยก่อนที่มีทั้งชิงช้าสวรรค์  ลิเก  การละเล่นต่างๆมากมายทั้งแสงสีเสียง เสมือนเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายของวันให้กับผมได้สนุกสนานต่อยามค่ำคืน     และท้ายที่สุดเลยที่กระผมอยากจะบอกก่อนจบทริปนี้ก็คือไม่อยากให้คุณได้พลาด  งานประเพณีรับบัวและนมัสการหลวงพ่อโตที่จะจัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง วันขึ้น  14ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี  โดยจะมีการจัดขบวนเรือแห่หลวงพ่อโตจำลองเพื่อรับดอกบัวที่ผู้คนถวายเป็นพุทธบูชา   ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกชุมชนตลาดน้ำทั้งสองฟากฝั่ง ก็จะตื่นเช้าออกมาร่วมกันโยนบัว   เพื่อสักการะองค์หลวงพ่อโตที่ล่องเรือมาตามลำคลองสำโรง ทุกครั้งที่กระผมได้มาร่วมประเพณีรับบัวที่มีการจัดเพียงครั้งเดียวในรอบปี กระผมรู้สึกได้ถึงความผูกพันของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ที่มีความรักกับสายน้ำ  ความศรัทธาที่มีต่อองค์หลวงพ่อโต  และความผูกพันของทุกสิ่งอย่างสมควรอนุรักษ์ฟื้นฟูให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและหวงแหนวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรพบุรุษชนนี้สืบไป….END

 

 

 

 

 

 

By….KonBobo  (นายอธิปพล  บุญเกิด ผู้เขียน)

แสดงความคิดเห็น