พาเที่ยวทั่วไทยตามรอย 8 ตำนาน-ความเชื่อ

22 พฤษภาคม 2561 | โดย PauLLie (57,879 เข้าชม)
แบ่งปัน:

ไปเที่ยวตามตำนานกันไหม? ใครจะเชื่อว่า ยักษ์ พญานาค ช้าง  สุนัข หรือเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ ที่เล่าสืบต่อกันมา จะกลายเป็นที่มาของสถานที่ต่างๆได้ เพราะเรื่องราวเหล่านั้นล้วนเกินจริง เหลือเชื่อ และประกอบไปด้วยอภินิหารต่างๆมากมาย  PaiNaiDii พาคุณๆเดินตามรอยที่เที่ยวตามตำนาน ไปดูกันว่าที่เที่ยวไหนมีตำนานเรื่องเล่าว่าอย่างไร จะสนุก เหลือเชื่อ หรือโศกสลดอย่างไรกันบ้าง ไปชมกัน!!! 

 

1. สามพันโบก จ.อุบลราชธานี  : จากสุนัขผู้ซื่อสัตย์ ก่อเกิดแก่งหิน “แกรนด์แคนย่อนเมืองไทย”

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

ขอบคุณภาพจาก wikipedia

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

ขอบคุณภาพจาก Guide Ubon

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

ขอบคุณภาพจาก น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

ขอบคุณภาพจาก โอลีฟ

“สามพันโบก” ประติมากรรมหินทรายที่เกิดจากแรงวนน้ำกัดเซาะเมื่อหลายพันปี ก่อเกิดเป็นแอ่งเล็กแอ่งใหญ่มากกว่า สามพันแอ่ง หรือ สามพันโบก (ในภาษาอีสาน) กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ลักษณะของแก่งหินมีรูปร่างแตกต่างกันไปคล้ายภูเขาหินกลางลำน้ำโขงก่อเกิดความงามทางธรรมชาติ คล้ายสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก “แกรนแคนย่อน” ในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินเหล่านี้ซ่อนตัวจมหายไปใต้ลำน้ำโขง แต่จะปรากฏอวดโฉมความงามทางธรรมชาติให้ได้เห็นกันเฉพาะหน้าแล้งราวช่วงเดือน ธันวาคม – พฤษภาคม เท่านั้น

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

สามพันโบก อุบลราชธานี ตำนานหินรูปสุนัข

ขอบคุณภาพจาก tourphoshi

ตำนานหินหัวสุนัข : ทางเข้าของ “สามพันโบก” แกรนแคนยอนแห่งแม่น้ำโขง มีหินสวยงามลักษณะคล้ายหัวสุนัข ตั้งอยู่ ซึ่งมีเรื่องเล่าก่อนจะมาเป็น “สุนัข” เฝ้าหน้าที่เที่ยวแห่งนี้ว่า แต่ก่อนมีเจ้าเมืองเป็นผู้เรืองอำนาจประทับใจความงามของสามพันโบกจึงได้ส่งเสนามาศึกษาเพิ่มเติม เมื่อมาแล้วพบขุมทรัพย์เป็นทองคำจึงให้ “สุนัข” เฝ้าทางเข้าจนกว่าเจ้าเมืองจะออกมา เมื่อเจ้าเมืองได้เห็นสมบัติเกิดความโลภกลัวว่าเสนาจะได้ส่วนแบ่งจึงได้ออกไปทางอื่น สุนัขผู้ภักดีก็เฝ้ารออยู่ตรงนั้นจนตายในที่สุด บางตำนานก็ว่า ลูกพญานาคในลำน้ำโขงเป็นผู้ขุดแอ่ง แก่ง ให้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดลำน้ำอีกสายหนึ่งและได้มอบหมายให้สุนัขเป็นผู้เฝ้าทางระหว่างการขุดซึ่งการขุดนี้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน จนกระทั่งสุนัขได้ตายลง และกลายเป็นหินรูปสุนัขเฝ้าปากทางเข้าในที่สุด  


(Thanks : shutterphoto)

 

2. แก่งคุดคู้  จ.เลย : เพราะความโกรธของนายพรานก่อเกิดตำนานแก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ เลย ภูควายเงิน ตำนานแก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ เลย ภูควายเงิน ตำนานแก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ เลย ภูควายเงิน ตำนานแก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ แก่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เกิดจากการทอดตัวของแนวหินลงไปในลำน้ำโขง โดยแนวหินเหล่านี้จะเป็นหินก้อนใหญ่จำนวนมากที่เมื่อจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน จะเกิดสีสันตามธรรมชาติที่แปลกตา เมื่อยามหน้าน้ำหลาก น้ำในลำน้ำโขงจะไหลเชี่ยวกราก แต่เมื่อยามน้ำลดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ก้อนหินต่างๆที่จมอยู่ก็จะค่อยๆโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ สามารถมองเห็นเกาะแก่งและหาดทรายสีขาวขนาดใหญ่ ที่แซมด้วยหินก้อนกลมเงานับร้อยนับพันก้อนเต็มชายหาด ในช่วงดังกล่าวนักท่องเที่ยวสามารถเดินลงบันไดจากจุดชมวิว ไปเหยียบเล่นและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันได้

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

แก่งคุดคู้ เลย ภูควายเงิน ตำนานแก่งคุดคู้

ตำนานความคดเคี้ยวของแก่งคุดคู้ : มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ “ตาจึ่งขึ่งดังแดง” มีรูปร่างสูงใหญ่ชนิดที่เด็กๆ สามารถเข้าไปวิ่งเล่นในฮูดัง (จมูก) ได้  วันหนึ่งแกตามล่าควายเงินมาจากฝั่งลาว และเฝ้ามองจนกระทั่งควายเงินมานอนแช่น้ำอยู่ที่แก่งคุดคู้ในปัจจุบัน  ระหว่างที่พรานป่ากำลังยกหน้าไม้หมายจะยิง ก็บังเอิญมีพ่อค้าถ่อเรือผ่านมาพอดี ทำให้ควายเงินตื่นตกใจวิ่งหนีขึ้นไปบนภูเขา ภูเขาลูกนั้นจึงได้ชื่อว่า “ภูควายเงิน” พรานป่าแค้นเคืองคนที่นั่งเรือไปมาตามแม่น้ำโขงเป็นอย่างมาก จึงได้แบกเอาก้อนหินมาถมกั้นแม่น้ำไว้  สร้างความเดือนร้อนให้ชาวบ้านในละแวกนั้นไปทั่ว เมื่อพระอินทร์ที่อยู่บนสวรรค์เห็นดังนั้น ก็ทรงแปลงกายลงมาเป็นเณรน้อย และได้ออกอุบายหลอกให้พรานป่าใช้ไม้ไผ่หรือไม้เฮี้ยะมาทำเป็นคานแบกก้อนหินแทน และด้วยน้ำหนักของหินที่มากเกินไป เลยทำให้ไม้คานหักบาดคอตาจึ่งขึ่งดังแดงตายอยู่ในท่าคุดคู้ แก่งแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “แก่งคุดคู้” ตามนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้นี่เอง

(Thanks : นพ สะบายดี)

 

3. อ่าวถ้ำพระนาง จ.กระบี่ : เพราะความรัก  ความแค้น ความตาย และคำสาป ก่อเกิดที่เที่ยวที่สวยงาม

หาดถ้ำพระนาง กระบี่ อ่างถ้ำพระนาง กระบี่ ตำนานถ้ำพระนาง

หาดถ้ำพระนาง กระบี่ อ่างถ้ำพระนาง กระบี่ ตำนานถ้ำพระนาง

หาดถ้ำพระนาง กระบี่ อ่างถ้ำพระนาง กระบี่ ตำนานถ้ำพระนาง

หาดถ้ำพระนาง กระบี่ อ่างถ้ำพระนาง กระบี่ ตำนานถ้ำพระนาง

ขอบคุณภาพจาก Unseen Tour Thailand

 อ่าวถ้ำพระนาง หรือ หาดถ้ำพระนาง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ อช.แห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เป็นอีก 1 ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวทางทะเลของกระบี่ที่ไม่ควรพลาด จุดเด่นของที่นี่จะอยู่ที่ถ้ำพระนาง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสุดชายหาด ภายในถ้ำจะมีขนาดไม่กว้างนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมปีนขึ้นไปที่บริเวณปากถ้ำ และมองย้อนลงมาด้านล่าง จะเห็นวิวของชายหาดพระนางซึ่งมีความสวยงามเป็นพิเศษ หรือ เมื่อเดินเข้าไปภายในถ้ำมองออกมาที่ปากถ้ำจะเห็นปากโพรงถ้ำ มีหินย้อยลงมาเป็นฉากระย้า สวยงาม มีท้องทะเลกว้างและเกาะน้อยใหญ่เรียงรายเป็นฉากหลัง เมื่อเดินทะลุมาอีกด้านนึง ก็จะพบกับจุดชมวิวที่สวยงามมากๆ ทีเด็ดที่สำคัญอีกอย่างสำหรับที่นี่ก็คือ ในคืนเดือนมืด จะมีปรากฎการณ์ “พรายน้ำ” เกิดขึ้น เมื่อโยนก้อนหิน ก้อนกรวด หรือนำร่างกายลงไป สัมผัสกับพื้นผิวน้ำบริเวณด้านหน้าอ่าวถ้ำพระนาง ก็จะเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

หาดถ้ำพระนาง กระบี่ อ่างถ้ำพระนาง กระบี่ ตำนานถ้ำพระนาง

ขอบคุณภาพจาก Unseen Tour Thailand

ตำนานของความรักและความแค้น ก่อนถูกสาป กลายเป็น ถ้ำพระนาง :  เรื่องเล่าของถ้ำแห่งนี้มีอยู่ว่า นานมาแล้วมีหญิงสาวสวยคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ปราสาทริมทะเล ด้วยความงามของนางทำให้มีชายหนุ่มมาหมายปองเป็นจำนวนมาก แต่นางไม่รับรักใครเลย อยู่มาวันหนึ่งมีชายหนุ่มจากเกาะหัวขวานมาหาและขอความรักจากนาง แต่นางไม่รับรัก ชายหนุ่มผู้นั้นจึงใช้กำลังฉุดคร่าจะเอาตัวนางไปให้ได้ ทันใดนั้นเองมีชายหนุ่มจากเกาะนาคผ่านมาเห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วย นางจึงยอมตกลงจะแต่งงานกับชายหนุ่มเกาะนาค เมื่อถึงวันนัดแต่งงานชายหนุ่มเกาะนาคก็ยกขันหมากมา ทำให้ชายหนุ่มอื่นๆ ทราบข่าว และไม่ยอม จึงยกขบวนมาแย่งชิงนาง เกิดรบพุ่งกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด พระฤาษีที่จำศีลอยู่ในถ้ำได้ยินจึง ออกมาห้ามปรามไว้แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง จึงสาปให้เป็นหินไปทั้งหมด นางผู้เลอโฉมกลายเป็นถ้ำนาง ส่วนชายหนุ่มได้กลายเป็นเกาะหัวขวาน เกาะปอดะ เขาหงอนนาค เขาหางนาค ขันหมากที่จมลงในทะเลกลายเป็นภูเขารูปขันหมากอยู่หน้าถ้ำนาง ส่วนข้าวเหนียวกวนที่นำมาในงานแต่งงานได้กลายเป็นสุสานหอย

(Thanks : Anuk Somphong)

 

4. ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี  จ.อุดรธานี:  ตำนานรัก“ผาแดง-นางไอ่”

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ขอบคุณภาพจาก ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี 

“ทะเลบัวแดง” หรือ “ทุ่งบัวแดง” อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ของจังหวัดอุดรธานี ที่นี่คุณจะได้พบกับเหล่าดอกบัวแดงจำนวนมากมาย ที่พากันเบ่งบานงอกงามทั่วท้องน้ำ สุดลูกหูลูกตานับเป็นหมื่นๆ ไร่ เมื่อสีแดงอมชมพูของดอกบัวเบ่งบานขึ้นพร้อมๆ กัน ก็จะกลายเป็นภาพความงามอันวิจิตรสุดลูกลูกตาราวกับเนรมิตบนผืนผ้าใบ  นอกจากนี้บริเวณโดยรอบบึงก็สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ การมาเที่ยวชมที่นี่ระยะเวลาที่ดีที่สุดคือ ช่วงเดือนมกราคม ของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่เหล่าดอกบัวจะพากันเบ่งบานชูช่อแตกกอเต็มบึง ทางจังหวัดอุดรธานีก็จะถือโอกาสช่วงนี้จัดเทศกาล ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปี ขึ้นเป็นประจำ

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

ทะเลบัวแดง ทุ่งบัวแดง หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี ตำนานรักผาแดง นางไอ่

ความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ นาคและน้ำ ก่อเกิดเรื่องราว ผาแดง-นางไอ่ แห่ง หนองหานกุมภวาปี :  ตำนานแห่งนี้มีว่า “นางไอ่คำ” เป็นธิดาของพระราชาเมืองขอม ซึ่งมีสิริโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่าง ๆ มีอยู่ปีหนึ่งเมืองขอมประสบปัญหาฝนแล้ง เจ้าเมืองขอมจึงจัดการแข่งขันบั้งไฟ เพื่อเสี่ยงทายขอฝน โดยมีกติกาว่า หากบั้งไฟของใครขึ้นสูงที่สุดจะยอมยกธิดาให้เป็นภรรยา มีเจ้าชายหลายนครเข้าแข่งขัน รวมทั้งท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพง และ ท้าวภังคีโอรสของพญานาคในนครบาดาล เมื่อแข่งเสร็จปรากฎว่าบั้งไฟของภังคีไม่ชนะ แต่เมื่อภังคีได้ยลโฉมนางไอ่คำ ก็ไม่สามารถถอนใจรักได้ จึงปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกวิ่งเข้าไปในสวนดอกไม้ของนางไอ่คำ  ด้วยเคราะห์แต่ชาติปางก่อน นางไอ่คำเกิดอยากกินเนื้อกระรอกเผือก จึงสั่งให้นายพรานไปตามล่ามาปรุงอาหาร และนายพรานก็ยิงกระรอกเผือกได้ ก่อนตายภังคีได้อธิษฐานว่า ใครก็ตามที่ได้บริโภคเนื้อของตนจงจมน้ำตายในบาดาล นางไอ่คำได้นำเนื้อกระรอกเผือกมาปรุงอาหาร และแจกจ่ายให้ประชาชนทั้งเมืองกิน ในคืนนั้นเองเกิดพายุฝนแผ่นดินไหวน้ำท่วม พัดพาผู้คนลงสู่หนองหานและท้องบาดาล  (เกิดเป็นคุ้งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือ ทุ่งบัวแดงในปัจจุบัน) ท้าวนาคราชบิดาของภังคีโกรธที่โอรสถูกฆ่า จึงพาพญานาคจากเมืองบาดาลออกอาละวาดถล่มเมืองขอมจนสิ้น ส่วนท้าวผาแดงเมื่อเห็นเมืองขอมถล่ม จึงพานางไอ่คำขึ้นม้าควบหนีไปทางทิศเหนือ หนีน้ำและบรรดาพญานาคที่ตามพ่นไฟไล่หลังมา แม้ตัวจะหนีพ้นไปแต่ทั้งสองหามีความสุขไม่ เพราะวิญญาณแค้นของภังคีได้วนเวียนมาทวงความแค้นทุก ๆ ชาติไป

(Thanks : Pongtanit Sukprasert)

 

5. ถ้ำผานางคอย จ.แพร่ : ตำนานรักต่างชนชั้นของเจ้าหญิงจากอาณาจักรแสนหวี

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

 ขอบคุณภาพจาก ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่

อีก 1 ที่เที่ยวที่มีตำนานมายาวไกล ไปกันที่ ถ้ำผานางคอย หรือ ถ้ำนางคอย  จ.แพร่ ที่นี่จัดเป็นถ้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม ตัวถ้ำอยู่บนผาสูงประมาณ 50 เมตร หน้าถ้ำมีลานหินกว้าง ตัวถ้ำมีความลึกประมาณ 150 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ภายในถ้ำเป็นพี้นดินเรียบ บางตอนมีเหวลึก ผนังถ้ำมีหินงอก หินย้อยที่สวยงาม (ส่วนใหญ่จะเป็นหินงอกหินย้อยที่ตายแล้ว) ส่งแสงสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ เมื่อต้องแสงสว่างไปตลอดความยาวของถ้ำ  บริเวณกลางถ้ำมีหินงอกขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายผู้หญิงอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน เรียกว่า ผานางคอย ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของถ้ำนี้  เกือบถึงปลายถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ให้ประชาชนได้นมัสการ ปัจจุบันทางจังหวัดได้เข้าไปเดินสายไฟฟ้าและติดหลอดไฟให้แสงสว่าง เมื่อแสงไฟกระทบหินงอกหินย้อย ก็จะเกิดความงามที่แปลกตาน่าชมเป็นอย่างยิ่ง

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

ถ้ำผานางคอย แพร่ ถ้ำนางคอย แพร่ ตำนานความรักต่างชนชั้น เจ้าหญิงแสนหวี

  ขอบคุณภาพจาก ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่

รักระหว่างชนชั้น สู่ ตำนาน ถ้ำนางคอย : ที่ถ้ำนางคอยแห่งนี้ มีเรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันมา เกี่ยวกับเรื่องรักระหว่างชนชั้น ของ ทหารต่ำศักดิ์กับเจ้าหญิงสูงศักดิ์คู่ หนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อ พ.ศ.1700 อาณาจักรแสนหวีมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีกษัตริย์ปกครองอย่างสงบสุข พระองค์ทรงมีราชธิดาองค์หนึ่งมีสิริโฉมงดงาม มีน้ำพระทัยดี มีพระนามว่า เจ้าหญิงอรัญญานี วันหนึ่งเจ้าหญิงได้เสด็จโดยชลมารคแล้วเรือล่ม หัวหน้าฝีพายได้ช่วยเหลือเจ้าหญิงไว้ได้ ทั้งสองจึงเกิดรักกัน จนเจ้าหญิงทรงครรภ์ พระราชบิดาทราบเรื่องก็ทรงพิโรธ จึงได้ขังเจ้าหญิงไว้ แต่ฝ่ายชายก็หาโอกาสช่วยพาหนีลงมาทางใต้ โดยมีกองทหารไล่ตามอย่างกระชั้นชิด เมื่อมาทันที่หุบเขาแห่งหนึ่ง เจ้าหญิงถูกยิงด้วยธนู ฝ่ายชายจึงพาไปหลบซ่อนในถ้ำเพื่อรักษาพยาบาล เจ้าหญิงเห็นว่าทหารกำลังตามมา จึงให้ฝ่ายชายหนีไปก่อน และบอกว่าจะคอยฝ่ายชายอยู่ในถ้ำนี้ตลอดไป ด้วยแรงอานุภาพสัจจะ นางจึงกลายเป็นหิน เงยหน้ามองปากถ้ำ รอคอยการกลับมาของชายคนรักจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

(Thanks : Jakkrit Chamnanrith)

 

6. แพะเมืองผี จ.แพร่ : เรื่องเล่าสมบัติแต่โบราณ ก่อเกิดตำนาน วนอุทยานแพะเมืองผี

แพะเมืองผี แพร่ ตำนานตามล่าหาสมบัติ

แพะเมืองผี แพร่ ตำนานตามล่าหาสมบัติ

แพะเมืองผี แพร่ ตำนานตามล่าหาสมบัติ

แพะเมืองผี แพร่ ตำนานตามล่าหาสมบัติ

 ขอบคุณภาพจาก ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่

“แพะเมืองผี” ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งโฮ่ง ของอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่  เป็นอีกหนึ่งประติมากรรมหินทรายที่เกิดจากปรากฎการณ์ธรรมชาติโดยการกัดเซาะ ของกระแสน้ำเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บางส่วนของภูเขาพังทลายลงไป กลายไปเนินหินสูงต่ำสลับกันไปมา บริเวณหน้าผาและเสาดินมีรูปทรงแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความสวยงามและแปลกตา  ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีความสำคัญ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดแพร่ 

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

แพะเมืองผี แพร่ ตำนานตามล่าหาสมบัติ

 ขอบคุณภาพจาก ท่องเที่ยวจังหวัดแพร่

เรื่องเล่าสมบัติแต่โบราณ ก่อเกิดตำนาน วนอุทยานแพะเมืองผี : เล่ากันว่า แต่ก่อนบริเวณป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่น มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก วันหนึ่งมีหญิงชราคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ ย่าสุ่ม ” เข้าไปหาผัก หน่อไม้ เป็นอาหาร แต่หลงป่าแล้วไปบังเอิญไปพบหลุมเงิน ทองคำ จึงได้นำเงิน และทองคำ ใส่ถุงแล้วเตรียมหาบกลับบ้าน แต่เกิดหลงป่าไม่สามารถนำเอาหาบเงิน ทองคำ ออกมาได้  ย่าสุ่มจึงวางหาบแล้วหาไม้มาคาดเป็นราว (ราวไม้) ต่อมาจนสามารถกลับบ้านได้ เมื่อถึงบ้านก็ตัดสินใจกลับไปยังจุดที่ทิ้งหาบเงินหาบทองอีกครั้ง โดยเดินกลับไปตามราวไม้ที่คาดไว้ ( ราวไม้นี้ปัจจุบันเป็นร่องทางน้ำ จากบ้านน้ำชำ ไปยังแพะเมืองผี) โดยครั้งนี้ย่าสุ่ม ได้ชักชวนชาวบ้านให้เข้าไปด้วยกัน ปรากฏว่า เมื่อไปตามราวไม้จนถึงจุดที่ ย่าสุ่มวางหาบ ก็ไม่พบเงินและทองคำในหาบแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าหายไปไหน ชาวบ้านจึงขนานนามสถานที่นั้นว่า “ แพะย่าสุ่มคาดราว ” และเมื่อช่วยกันค้นหาจนทั่วก็พบรอยเท้าคนเดิน ย่าสุ่ม และชาวบ้านจึงเดินตามรอยเท้าเหล่านั้นไปจนกระทั่งมาถึงพื้นที่ซึ่งชาวบ้าน ขนานนามว่า “ แพะเมืองผี ” ในปัจจุบัน ก็ไม่พบรอยเท้าคนอีกเลย

(Thanks : geniuscampphrae)

 

7. หินตาหินยาย : เพราะการยึดมั่นในคำสัญญา เกิดปรากฎการณ์หินประหลาดให้โลกยล

หินตาหินยาย เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ตำนานการรักษาสัญญา

หินตาหินยาย เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ตำนานการรักษาสัญญา

หินตาหินยาย เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ตำนานการรักษาสัญญา

ที่เที่ยวสุดฮิตไปแล้วต้องแวะถ่ายรูปของเกาะสมุย คือ หินขนาดมหึมาตั้งอยู่ชายทะเล ที่เรียกกันว่า “หินตา – หินยาย” โดยสาเหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้มาจากลักษณะภายนอกของหินดังกล่าว ที่มีรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายและหญิง โดยหินทั้ง 2 ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน นอกจากนักท่องเที่ยวจะมาเยี่ยมชมที่นี่เพราะทึงในความแปลกของหินที่ธรรมชาติ เสกสรรค์แล้วนั้น ที่นี่ยังเป็นอีกจุดชมพระอาทิตย์ตกน้ำที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะสมุยอีก ด้วย  

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

หินตาหินยาย เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ตำนานการรักษาสัญญา

จากคำสัญญาที่ต้องรักษา สู่ที่มา หินตา – หินยาย :  มีตำนานเล่าว่า นานมาแล้วมีตายายคู่หนึ่งชื่อตาเครงกับยายเรียม เป็นชาวปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เดินทางโดยเรือใบเพื่อไปสู่ขอลูกสาวของตาม่องล่ายที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่ลูกชาย ครั้นเรือแล่นมาถึงแหลมละไม เกิดพายุใหญ่ทำให้เรือล่ม ทั้งตาและยายซึ่งเป็นคนรักษาสัจจะวาจา เกรงว่า ตาม่องลาย จะโกรธ หาว่าพวกตนผิดสัญญาไม่มาขอลูกสาวตามที่ตกลงไว้ ก่อน ตายจึงได้อธิษฐานว่าขอให้ทั้งคู่ได้เกิดเป็นสัญลักษณ์อะไรก็ได้ ที่ทำให้ตาม่องล่ายได้ทราบว่า ทั้ง 2 มาหาแล้ว มิได้ผิดคำสัญญาแต่ประการใด ดังนั้นเมื่อตาและยายเสียชีวิต คลื่นได้ซัดร่างมาเกยชายหาด กลายมาเป็นหินตาและหินยายจนถึงปัจจุบัน

(Thanks : TheJmentsstudio)

 

8. วัดถ้ำเอราวัณ จ.หนองบัวลำพู : วัดที่มีทีมาจากเรื่องราวนางผมหอมตามหาพ่อบังเกิดเกล้า

วัดถ้ำเอราวัณ หนองบัวลำพู ตำนานเจ้าหญิงผมหอมตามหาพ่อช้าง

วัดถ้ำเอราวัณ หนองบัวลำพู ตำนานเจ้าหญิงผมหอมตามหาพ่อช้าง

ที่เที่ยวตามตำนานเรื่องเล่าแหล่งสุดท้าย ที่ PaiNaiDii พาคุณๆมาชมอยู่กันที่ จ. หนองบัวลำภู กับ “วัดถ้ำเอราวัณ” วัดในถ้ำท่ามกลางขุนเขาที่มีรูปร่างคล้ายช้างหมอบ ในบ้านโนนภูทอง ต.วังทอง อ.นาวัง ตัวถ้ำมีขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม การจะไปถึงตัวถ้ำได้ต้องเดินขึ้นบันไดจำนวน 611 ขั้นขึ้นไป เมื่อไปถึงจะพบกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่  ภายในถ้ำช่วงแรกมีหินถ้ำลักษณะคล้ายอ่างน้ำน้อยใหญ่อยู่ตามผนังด้านข้าง ช่วงกลางถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง มีหินงอกหินย้อยและเสาหินขนาดใหญ่ รวมถึงหินก้อนใหญ่รูปคล้ายช้างหมอบอยู่บนพื้น อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำ ต่อจากนั้นก็เป็นห้องที่มีหินงอกก้อนใหญ่คล้ายปะการังซึ่งยังมีน้ำหยดลงมา อยู่ เมื่อเดินทะลุไปออกที่โพรงถ้ำอีกด้านจะพบปากถ้ำกว้างอยู่ข้างบน เดินขึ้นบันไดไปออกบริเวณปากถ้ำจะเป็นจุดชมทิวทัศน์ ที่สามารถมองเห็นวิวโดยรอบซึ่งมีความงดงาม

จากตำนานสู่ที่เที่ยว

วัดถ้ำเอราวัณ หนองบัวลำพู ตำนานเจ้าหญิงผมหอมตามหาพ่อช้าง

จากเรื่องเล่า “นางผมหอม” สู่ตำนาน ถ้ำเอราวัณ : ว่ากันว่า กาลครั้งหนึ่ง นางสีดาลูกสาวเจ้าเมืองนครศรีไปเที่ยวป่ากับนางสนมกำนัล และเกิดพลัดหลงรอนแรมไปในป่า ด้วยความหิวกระหายจึงไปดื่มน้ำในรอยเท้าช้าง และรอยเท้าวัวกระทิงป่า ต่อมานายพรานไปพบเห็นเข้าจึงช่วยนำนางกลับมาส่งยังเมืองนครศรี แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า กาลต่อมา นางสีดาได้เกิดตั้งท้อง และคลอดลูกมาเป็นหญิง 2 คน คือ "นางผมหอม" และ "นางลุน” เวลาโตมาเด็กทั้ง 2 เติบโตขึ้น ก็มักจะถูกล้อว่าเป็นลูกช้าง-ลูกวัว ทำให้ทั้งสองตัดสินใจขออนุญาตแม่ออกตามหาพ่อจนมาพบฝูงช้างป่าที่จะเข้าทำร้าย แต่เด็กทั้งสองคนได้ร้องขอชีวิตไว้ พร้อมทั้งบอกว่าที่ออกเดินทางรอนแรมมาเพื่อต้องการตามหาพ่อพญาช้างสาร พญาช้างสารจึงให้เด็กทั้งสองทดลองปีนไต่ขึ้นงาไปนั่งบนหลังช้าง โดยอธิษฐานว่า หากเป็นลูกจริงก็ให้เดินขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้ ผลปรากฏว่า นางผมหอมไต่ขึ้นไปนั่งบนหลังช้างได้ และถูกนำตัวกลับมาอยู่ด้วยกันที่ถ้ำเอราวัณ ส่วนนางลุนพยายามไต่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และเกิดพลัดตกลงมา พญาช้างจึงใช้เท้าเหยียบตายอยู่ ณ ที่นั่นเอง

(Thanks : Honey Wisuda)

 

8 เรื่องเล่า 8 ตำนาน สู่ 8 สถานที่จริงที่ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อในปัจจุบัน แม้จะไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่รู้แน่คือ “คนไทย” ผูกชีวิตติดกับเรื่องเล่าปรัมปรามาช้านาน และเรื่องราวส่วนใหญ่ มักแฝงแง่คิดเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมทั้งสิ้น ก็ได้แต่หวังว่า ในยุค “2014” ที่มีความขัดแย้งมากมายในสังคม สุดท้ายแล้วจะหาทางแก้ไขปัญหา โดยคงไว้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมเช่นเดิม “สาธุ!!!” 

แสดงความคิดเห็น