สิบเอ็ดวันสี่พันห้าฯ เที่ยวภูผา-ล่องแม่น้ำโขง-สัมผัสวัฒนธรรมล้านนา จ.เชียงราย

04 สิงหาคม 2557 | โดย sam watchara (8,112 เข้าชม)
แบ่งปัน:

การเดินทางทริปนี้เริ่มต้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต กรุงเทพ ผมนั่งรถทัวร์ปรับอากาศวีไอพี ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 12 ชั่วโมง ถึงปลายทางที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในช่วงเช้ามืด แสงแดดอ่อนๆและลมเย็นๆทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตาตื่นใจ สำหรับผมซึ่งเดินทางมาเป็นครั้งแรกของชีวิต และเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางคนเดียวออกต่างจังหวัด

 

ผมเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุภูเข้า-สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อเข้าที่พักซึ่งเป็นบ้านญาติผมและตั้งอยู่ติดกับวัดแห่งนี้ การพักบ้านญาติจึงทำให้ผมประหยัดเงินในส่วนค่าที่พักได้อย่างมาก รวมทั้งค่าอาหารในแต่ละมื้อด้วย ในบริเวณนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมชื่นชอบหลายแห่ง เช่น จุดชมวิววัดพระธาตุภูเข้า ที่สามารถมองเห็นพื้นที่บริเวณ"สามเหลี่ยมทองคำ"และสายน้ำโขงจากสองแผ่นดินที่ไหลมาบรรจบกันอย่างสวยงาม รวมทั้งวัดพระธาตุสี่มุมเมือง โดยทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่บนดอยเชียงเมี่ยงริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเดินลงจากดอยเชียงเมี่ยงสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่นได้ และเดินต่อไปประมาณ100เมตร จะมีพระพุทธรูปสีทองโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง คือ พระเชียงแสนนวล้านตื๊อ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานคู่เมืองเชียงแสน และเป็นสถานที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่มาไหว้พระและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยบริเวณองค์พระจะมีตุงล้านนาขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง รวมทั้งอนุสาวรีย์พญาแสนภูที่ชาวเชียงแสนเคารพบูชาและรูปปั้นช้างคู่ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินลอดท้องช้างเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ

สามเหลี่ยมทองคำ มุมมองจากจุดชมวิว วัดพระธาตุภูเข้า

พระเชียงแสนนวล้านตื๊อ พระองค์ใหญ่โดดเด่นเป็นสง่าริมแม่น้ำโขง

ตุงล้านนาขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ

ทุกวันที่อยู่บ้านญาตินี้ ผมจะวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ประมาณหกโมงเป็นต้นไป โดยวิ่งบนเส้นทางขึ้นดอยเชียงเมี่ยงเพื่อไปยังจุดชมวิววัดพระธาตุภูเข้า และได้สัมผัสไอเย็นยามเช้ากับบรรยากาศสดชื่นขณะที่พระอาทิตย์กำลังเริ่มสาดแสง ส่องสะท้อนกับสายน้ำโขงที่ไหลตลอดเวลา นับเป็นแสงแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ของวิถีชีวิตชาวเชียงแสน ที่มีการล่องเรือจับปลา ขับเรือข้ามฟาก พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านขาย และเวลาสายๆในพื้นที่บริเวณนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นจำนวนมาก ช่วงที่ผมอยู่เชียงแสนตรงกับวันวิสาขบูชา จึงทำให้ได้มีโอกาสเห็นประเพณีที่ชาวพื้นเมืองให้ความสำคัญ โดยคนในพื้นที่ใกล้วัดจะขึ้นดอยเชียงเมี่ยงเพื่อบูชาพระธาตุภูเข้าที่มีอายุนับพันปี และจัดพิธีกรรมตามแบบวัฒนธรรมล้านนา

สายน้ำโขงยามเช้า มองจากจุดชมวิววัดพระธาตุภูเข้า

จากที่พักของผมเดินทางเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองเชียงแสน โดยรถตู้หรือรถสองแถวก็ได้ ซึ่งในตัวอำเภอจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ให้เที่ยวชมและศึกษาเรียนรู้หลายแห่ง ที่ทำให้ผมประทับใจและหลงไหลเมืองเชียงแสน เช่น กำแพงเมืองเชียงแสน เมืองโบราณเชียงแสน วัดป่าสัก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน วัดเจดีย์หลวง วัดพระเจ้าล้านทอง ซึ่งสถานที่เหล่านี้สามารถเดินเที่ยวชมได้เพราะอยู่ใกล้ๆกัน หลังจากเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ในเวลาเย็นของทุกวันเสาร์จะมีกิจกรรม"ถนนคนเดินสี่ชาติ เชียงแสน"อยู่บนถนนเลียบริมแม่น้ำโขงซึ่งมีอาหารพื้นเมืองและผลไม้ให้เลือกซื้อเป็นจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย จีน พม่า ลาว และต่างชาติจะเดินซื้อสินค้ากัน เป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้เห็นถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำโขง และอีกสถานที่หนึ่งถ้ามาถึงเชียงแสนแล้วต้องไปคือ วัดพระธาตุจอมกิตติ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอและที่พักของผม บนพระธาตุมีสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมล้านนาที่สวยงามมาก รวมทั้งวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นได้กว้างไกล ทั้งป่าเขียวขจี ภูเขา สายน้ำ ความสดใสที่ผมได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก 

เมืองโบราณเชียงแสนวัดป่าสัก-วัดเจดีย์หลวง-วัดพระธาตุจอมกิตติ-ถนนคนเดินเชียงแสน

ไม่ ไกลจากที่พักของผมจะมีท่าเรือและมีผู้ประกอบการรับจ้างขับเรือพาล่องแม่น้ำ โขงจำนวนมาก โดยผมได้ชวนพี่ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เคยเรียนมัธยมด้วยกันและได้เดินทางมาเรียน ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ผมกับพี่ได้เหมาเรือเพื่อล่องแม่น้ำโขง โดยเส้นทางของเรือผ่านน่านน้ำของประเทศพม่า และน่านน้ำของประเทศลาว จึงเป็นการนั่งเรือเที่ยวเดียวแต่ได้ไปสามประเทศเพราะเป็นพื้นที่ชายแดนสาม แผ่นดินและนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ได้นั่งเรือเครื่องขนาดเล็กที่ขับ เร็วมาก และน่าตื่นเต้นมากด้วย

ล่องเรือแม่น้ำโขง

ไร่ชา ระหว่างทางขึ้นดอยแม่สลอง

หลังจากท่องเที่ยวในอำเภอเชียงแสนแล้ว ผมกับพี่ได้เดินทางไปเที่ยวดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.แม่จัน การเดินทางครั้งนี้โดยขับรถมอเตอร์ไซค์จากที่พักของผมสู่ยอดดอย ระหว่างทางขึ้นดอยผมและพี่ได้แวะเข้าเที่ยวชมไร่ชาฉุยฟง เพื่อถ่ายรูปที่ไร่ชาอันมีวิวทิวเขาสวยงาม หลังจากนั้นขับรถต่อไปเรื่อยๆ สองข้างทางจะเห็นป่าไม้ ภูเขา ก้อนเมฆ ท้องฟ้าที่สดใส และมุมชมวิวหลายแห่งที่สามารถแวะถ่ายรูปได้ รวมทั้งภูอื่นๆที่สวยงามเช่นกัน และไร่ชา101ที่มีชื่อเสียงที่ผมได้แวะเที่ยวชมด้วย เส้นทางขึ้นดอยผิวถนนเรียบดีไม่มีหลุมแต่ค่อนข้างลาดชัน จนบางจุดผมต้องลงเดิน ยิ่งขับรถขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆความเมื่อยล้าจากการนั่งรถก็หายไปเมื่อได้เห็นวิวที่มองไปสุดสายตาเห็นป่า เขา ธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อถึงบนดอยจะมีร้านขายสินค้าซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐาน ผมแวะดื่มชายอดน้ำค้างที่มีกลิ่นหอมหวานมาก และซื้อของฝากเช่น เมล็ดอัลมอนด์อบเนยซึ่งราคาถูกและคุณภาพดีกว่าที่อื่น และเดินทางต่อขึ้นไปยังพระธาตุบนดอยแม่สลอง เป็นจุดที่มองเห็นวิวหมู่บ้านชาวเขาเชื้อสายจีน และไร่ชา ไร่ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งหุบเขา เนินเขา ที่สวยงามเป็นศิลปะจากธรรมชาติที่ทำให้ผมต้องกล่าวคำว่า"สุดยอด"

ไร่ชาเขียวขจี ที่ไร่ชาฉุยฟง ระหว่างทางขึ้นดอยแม่สลอง

 

บรรยากาศบนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

เมฆสีขาวบนยอดดอยแม่สลอง

การเดินทางอีกครั้งหลังกลับจากดอยแม่สลอง ผมได้เดินทางจากที่พักเข้าสู่ อ.เมืองเชียงราย เพื่อไปค้างหอพักพี่ชาย และนัดเพื่อนที่ไม่เคยเจอกันมาสี่ปีเพื่อกินอาหารและพูดคุยกัน รวมทั้งเข้าไปเที่ยวชมภายในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วย ซึ่งมีความสะอาดและมีสถานที่สวยงามหลายจุดสำหรับนั่งเล่นและถ่ายรูป เช้าวันต่อมาผมกับพี่ออกเดินทางแต่เช้าด้วยการขับรถมอเตอร์ไซค์มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่วนอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า อ.เทิง จ.เชียงราย ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เดินทางถึงตัวอำเภอเทิง ผมกับพี่แวะซื้ออาหารแห้ง ขนม ของกิน เตรียมเสบียงไว้กินบนภูชี้ฟ้า ระหว่างทางขึ้นภูชี้ฟ้าจะเห็นเชิงเขาต่างระดับสลับเรียงกันตลอดทาง มีดอกหญ้าสีขาวบานอยู่เป็นพุ่ม ผมแวะศาลาริมทางเพื่อพักผ่อนและถ่ายรูปวิวทิวเขา ซึ่งจะมีกลุ่มควันลอยเป็นสายยาวขึ้นสู่ท้องฟ้า น่าจะเกิดจากการที่ชาวบ้านที่ทำการเกษตรได้จุดไฟเผาหญ้า เส้นทางขึ้นภูแห่งนี้ลาดชันมากและมีทางโค้งที่แคบและอันตราย บางจุดมีหลุมขรุขระที่ต้องระมัดระวังขณะขับรถ ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้านชาวเขาที่สามารถเห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และจะเห็นชาวบ้านที่ทำไร่ผักผลไม้เป็นระยะๆตลอดเส้นทาง

บรรยากาศระหว่างทางขึ้นภูชี้ฟ้า

เวลาประมาณบ่ายสองโมง ผมและพี่เดินทางถึงถึงภูชี้ฟ้า ช่วงที่ผมไปขณะนั้นคือเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นปลายฤดูร้อนย่างเข้าฤดูฝน และเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นภูชี้ฟ้าน้อยมากๆ เพราะคนส่วนใหญ่จะนิยมเที่ยวฤดูหนาว จึงทำให้การเที่ยวครั้งนี้ของผมไม่ต้องแย่งกับใคร ทั้งมุมถ่ายภาพ จุดชมวิว อาหาร และที่พัก ซึ่งมีราคาถูกกว่าฤดูท่องเที่ยวมากๆโดยห้องที่ผมพักราคา250บาท เจ้าของที่พักบอกว่าถ้ามาหน้าหนาวราคาจะอยู่ที่800บาทขึ้นไป บนภูชี้ฟ้าจะมีชุมชนชาวเขาอาศัยอยู่จำนวนมากรวมทั้งรีสอร์ทก็มีให้เลือกหลายที่ และในฤดูท่องเที่ยวมีบริการเต้นท์ฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวที่ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ หลังจากเก็บของเข้าห้องพักและกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ผมกับพี่ก็เดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ฟ้า ซึ่งมีระยะทางประมาณ3กิโลเมตร และมีความชันมาก ขณะเดินขึ้นผมรู้สึกเมื่อยขาจึงหยุดพักตามจุดชมวิวข้างทาง เวลาประมาณสี่โมงครึ่งผมเดินถึงศาลาพักบริเวณทางขึ้นยอดภู เป็นบริเวณที่มีเสื้อผ้าของที่ระลึกและเครื่องดื่มขายให้บริการนักท่องเที่ยว พอความเมื่อยลดลง ผมก็เริ่มเดินขึ้นต่อไปด้วยเส้นทางเดินเท้า ซึ่งเป็นลูกรังหินทราย เริ่มสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติอย่างแท้จริง ยอดภูชี้ฟ้าที่มองเห็นอยู่ไม่ไกลทำให้ผมเร่งเดินไปให้ถึงก่อนพระอาทิตย์ตก 

บริเวณทางขึ้นยอดภูชี้ฟ้ามีความสวยงามมาก ต้นหญ้าเขียวขจี มีวัวของชาวบ้านกำลังกินหญ้า ผมมองไปรอบตัวเห็นความเขียวขจีของภูเขาลูกอื่นๆ รู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมร่างกายด้วยภูเขา เมื่อเดินขึ้นจนถึงจุดสูงสุดของยอดภูชี้ฟ้า เหงื่อที่ไหลชโลมตัวเหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็น เพราะอากาศเย็นกำลังดี ความตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ผมได้เห็นตรงหน้าทำให้ความเหนื่อยเมื่อยล้าหายไปทันที บนยอดภูสามารถมองเห็นหมู่บ้านฝั่งลาวด้วย และมีผาชะง่อนที่ยื่นออกไปบริเวณหุบเขา ซึ่งเป็นจุดที่เข้าไปนั่งถ่ายภาพได้และผมคิดว่าน่าหวาดเสียวมากเมื่อได้นั่งในบริเวณนั้น ด้วยการที่ผมชอบความท้าทาย แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น จึงกล้าปีนป่ายไปตามผาทีสูงชันหวาดเสียวด้วยไม่ประมาท ผมคิดว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบผจญภัย เดินป่า และชอบท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ควรมีโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต เวลาประมาณหกโมงครึ่ง แสงอาทิตย์เริ่มหายไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า นักท่องเที่ยวสามสี่คนที่ขึ้นมาเยือนก็ทยอยกลับลงไป เหลือผมกับพี่บนยอดเขาสูงที่กำลังเดินลงกับไปเช่นกัน แต่ภาพความสวยงามน่าประทับใจเหล่านี้ผมได้ถ่ายภาพไว้จำนวนมาก และเมื่อกลับถึงห้องพักก็ได้อัพเดทโพสต์รูปลงเฟสบุ๊คอวดเพื่อนๆที่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศในสถานที่จริง

หลังจากท่องเที่ยวที่ภูชี้ฟ้าสองวันหนึ่งคืน ผมกับพี่ก็ขับรถเดินทางต่อไปยังดอยผาตั้ง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ระหว่างทางจะเห็นวิถีชีวิตของชาวเขาที่ทำไร่ทำสวนและมองเห็นภูเขาลูกอื่นๆอย่างสวยงาม เมื่อถึงจุดท่องเที่ยวดอยผาตั้งผมและพี่ได้ติดต่อห้องพักบริเวณนั้น และได้ห้องพักราคาไม่แพง ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ภูชี้ฟ้า คือ เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ชาวเขาและชาวพื้นเมืองบริเวณนี้เป็นชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานนานแล้ว ทำให้สามารถพบเห็นสถาปัตยกรรมแบบจีน อาหารจีน โรงเรียนจีน เป็นต้น

ช่วงเย็นประมาณห้าโมง ผมได้เดินขึ้นดอยผาตั้งเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่ติดกับประเทศลาว เมื่อขึ้นสู่ยอดดอยจึงมองเห็นสายน้ำโขงและเทือกเขาฝั่งลาวที่สวยงามสลับกับเมฆหมอกสีขาว อากาศค่อนข้างเย็นแม้จะไม่ใช่ฤดูหนาว กับแสงแดดยามเย็นช่วงที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าทำให้ผมมีความสุขและสดชื่นมาก วันต่อมาผมออกจากที่พักแต่เช้า เพื่อไปสัมผัสอากาศสดชื่นอีกครั้ง แต่เปลี่ยนมุมคือผมเดินเท้าไปตามเส้นทางใหม่ที่กำลังจะพัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ หลังจากเดินระยะทางประมาณสามสี่กิโลก็ถึงสถานที่ชมวิว ซึ่งยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักและไปถึงมากนัก ด้วยความไกลและต้องเดินเท้าไปเท่านั้น

นอก จากสถานที่ดังกล่าวมาแล้ว ทริบนี้ของผมยังมีสถานที่อื่นๆในตัวเมืองเชียงรายอีกหลายแห่งที่มีชื่อเสียง หากบทความนี้ได้รับความสนใจจากผู้อ่านก็จะเป็นแรงบันดานใจสำหรับผม ในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆที่อาจมีประโยชน์และเป็นแนวทางให้กับผู้อ่านครับ  ขอบคุณที่ติดตามอ่านบทความนี้จนจบ  สวัสดีครับ

เขียนโดย sam watchara

แสดงความคิดเห็น