เที่ยวพม่า... สัมผัสดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์ ไปกับผู้จัดละครคนสวยคุณตู่ ปิยวดี มาลีนนท์ (ตอนจบ)

03 มิถุนายน 2558 | โดย Araiwah Aooddy (4,028 เข้าชม)
แบ่งปัน:

หลังจากหลงเสน่ห์พม่ากันไปนาน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์หาทางกลับเมื่องไทยได้ซักที  มาต่อกันเลยกับช่วงเวลาที่หลืออีก 2 วัน ในพม่าครับ

สำหรับท่านที่พลาดชมตอนแรกนะครับ :
http://goo.gl/9sEupR

เช้าวันที่ 3 ของการมาทำบุญที่พม่า เราจะเดินทางโดยเรือข้ามแม่น้ำอิยวดี เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง มิงกุน โดยใช้เวลานั่งเรือข้ามแม่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง



โดยสะพานไม้ที่ใช้ในการลงเรือจะมีเพียงไม้พาดระหว่างเรือกับฝั่งเท่านั้น ส่วนไม้ราวจับ จะเป็นไม้ไผ่ มีคนถือจับปลายไว้ทั้งสองด้าน ดูลุ้นดีครับเวลาข้ามแต่ล่ะที ผมนี่กลัวจะตกสะพานจริงๆ เพราะไม้วางก็ไม่ใหญ่มาก


เมื่อขึ้นฝั่งมาแล้วเราจะพบโบราณสถานจุดแรกที่มีชื่อว่า เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ




Mya Thein Tan Pagoda (เมี๊ยะเต็งดาน)




หากอินเดียมีทัชมาฮาล ที่พม่าก็มี เมี๊ยะเต็งดาน (Mya Thein Tan Pagoda) หรือ เจดีย์ชินพิวเม ที่เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาในพระเจ้าปดุง ทรงสร้างไว้แด่พระมหาเทวีชินพิวมิน ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มอิรวดี”




การเดินทางจากท่าเรือมายังสถานที่แห่งนี้สามารถใช้บริการ เกวียน สามล้อ หรือถ้าใครไม่รีบก็เดินชมวิวกันได้ตามสะดวกครับ หากนั่งรถหรือเกวียน จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที




Mingen Bell (ระฆังมิงกุน)



ไม่ไกลจากฐานเจดีย์มิงกุน คือระฆังมิงกุน ที่พระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างโดยสำเร็จ เพื่ออุทิศถวายแก่เจดีย์มิงกุน จึงต้องมีขนาดใหญ่ที่คู่ควรกัน ระฆังมิงกุนมีเส้นรอบวงถึง 10 เมตร สูง 3.70 เมตร น้ำหนัก 87 ตัน



ปัจจุบันระฆังใบนี้ถือว่าเป็นระฆังยักษ์ที่เล็กกว่าระฆังแห่งพระราชวังเคลมลินในกรุงมอสโคเพียงใบเดียว แต่ระฆังเคลมลินนั้นแตกร้าวไปแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก ชาวพม่าจึงภาคภูมิใจว่าระฆังมิงกุนเป็นระฆังยักษ์ที่ยังคงส่งเสียงก้องกังวานได้จริงๆที่เหลืออยู่บนโลก ทั้งนี้เคยมีการทดสอบความกว้างใหญ่ของระฆังใบนี้ โดยให้เด็กตัวเล็กๆไปยืนรวมกันอยู่ใต้ระฆังได้ถึง 100 คน




Mingun Pagoda (เจดีย์มิงกุน)




เจดีย์มิงกุน สร้างโดยพระเจ้าผดุง (กษัตริย์พม่าที่ยกทัพไปตีเมืองยะไข่เพื่อเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่ เมืองมัณฑะเลย์) โดยพระเจ้าผดุงต้องการสร้างเจดีย์ให้ยิ่งใหญ่กว่า มหาเจดีย์ในสมัยพุกามและเจดีย์พระปฐมเจดีย์ในไทย จึงนำเชลยและข้าทาสใน เมืองยะไขมาสร้างเจดีแห่งนี้ ระหว่างนั้นเกิดสงครามระหว่างพม่า-อังกฤษ แถมสร้างไปได้เพียงแค่ 7 ปี พระเจ้าผดุงก็เสด็จสวรรคต เจดีย์นี้จึงสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยไว้เป็นเพียงแค่ฐานภูเขาอิฐความสูง 50 เมตร



ส่วนรอยแตกร้าวตรงกลางฐานเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2381 และแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดปี 2012 ทำให้รอยร้าว ปริหนักเข้าไปอีก รัฐบาลพม่าจึงสั่งห้ามปีนขึ้นเด็ดขาด และคาดกันว่าหากเกิดแผ่นดินไหวหนักๆที่พม่าอีก อาจจะทำให้รอยร้าวที่แยกออก พังลงมาก็เป็นได้ ฉะนั้นมีโอกาสรีบไปเที่ยวชมกันก่อนที่จะสูญหายหนักไปกว่านี้ครับ

หลังจากสักการะสิ่งศักธิ์สิทธิ์ของเมืองมิงกุนกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางกลับมายังเมืองมัณฑะเลย์อีกครั้ง เพื่อรับประทานอาหารกลางวันและเดินทางเที่ยวชมเมืองมัณฑะเลย์กันต่อครับ


Mandalay Palace (พระราชวังมัณฑะเลย์)



พระราชวังมัณฑะเลย์ ถูกก่อสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้ามินดง หลังการย้ายเมืองหลวงจากอมระปุระมายังมัณฑะเลย์ เพื่อหนีทหารของจักรวรรดิอังกฤษ ระหว่างสงครามพม่า-อังกฤษ





ตามความเชื่อเล่าว่า เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียเลยก็ว่าได้ มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองด้วย



ในประวัติศาสตร์พม่า เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองพม่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางอังกฤษคิดว่าพระราชวังแห่งนี้เป็นแหล่งซ่องสุมของทหารญี่ปุ่น จึงได้ทำลายพระราชวังนี้ ด้วยการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน พระราชวังตกอยู่ในความเสียหายมาโดยตลอด จนปัจจุบัน และได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลพม่า โดยการลอกแบบโครงสร้างเดิม



หลังจากที่ได้เดินชมและฟังประวัติของพระราชวังมัณฑะเลย์จากไกด์น้องหอมแล้ว รู้สึกว่า บรรยากาศที่นี่น่ากลัวและวังเวงยังไงชอบกล เกิดเรื่องประหลาดใจบางอย่างเมื่ออยู่ๆระหว่างเดินชมภายในตัวอาคาร เกิดมีไม้ที่กั้นที่ประทับของพระเจ้ามินดง ล้มลงเสียงดัง ทำเอาผมตกใจวิ่งมาตั้งหลักแทบไม่ทัน 555+ ผมไม่ได้กลัวนะครับ แต่ตกใจ



Shwenandaw Kyaung (วัดชเวนันดอ)



วิหารชเวนันดอร์ ในอดีตนั้นเคยเป็นวัดชเวนันดอร์มาก่อน ซึ่งปัจจุบันตั้งในเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างยุคสมัยของพระเจ้ามินดงเพียงหลังเดียวที่ยังเหลือรอด



งานไม้แกะสลักที่สวยงาม ประดับตกแต่งด้วยไม้แกะสลักที่เป็นรูปเทวดาต่างๆ วิจิตรงดงาม มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี และที่นี่ เคยเป็นที่ประทับนั่งสมาธิของพระเจ้ามินดง




เป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ยิ่งทำให้ที่นี่น่าสนใจ ความอลังการ ความงดงาม และความวิจิตรตระการตา ทำให้ที่นี่เป็นที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของเมืองมัณฑะเลย์เลยครับ


Kuthodaw Pagoda (วัดกุโสดอร์)



เป็นวัดที่พระเจ้ามินดง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 และพระองค์ทรงให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น ถือเป็นพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก



และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี และได้นำมาประดิษฐานในมณฑป อยู่รอบพระเจดีย์มหาโลกมารชิน สูง 30 เมตร ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม



ซึ่งปัจจุบัน UNESCO ได้ขึ้นทะเบียน "พระไตรปิฎกหินอ่อน" ของวัดกุโสดอให้เป็น "มรดกความทรงจำแห่งโลก" เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว


Mandalay Hill (มัณฑะเลย์ฮิลล์)




มัณฑะเลย์ฮิลล์ ตั้งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์ มีความสูง 236 เมตร เป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีปูชนียสถานสำคัญๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน ทั้งธรรมชาติ การชมทิวทัศน์อันสวยงามที่สุด และสามรถมองเห็นเมืองมัณฑะเลย์ ได้เกือบทั้งหมด เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างพากันแวะเวียนมาสัมผัส โดยเฉพาะในยามพระอาทิตย์ตกครับ


โดยจากลานจอดรถเราสามารถขึ้นมายังจุดชมวิวด้านบนด้วยบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ก็ได้ครับ โดยบริเวณด้านบนจะสามารถมองเห็นวิวได้อย่างสวยงาม



ได้เวลาเดินทางกลับที่พักกันแล้วครับ วันนี้เดินทางกันมาเหนื่อยทั้งวันแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ เพราะแต่ละสถานที่สวยๆทั้งนั้น และยังได้บุญกันอีกด้วย
วันที่ 4 วันสุดท้ายของทริปมาหาบุญในประเทศพม่าครับ เช้าวันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมล้างพระพักตร์ ของพระมหามัยมุนีกัน ที่ Mahar Myat Mhuni Temple กันครับ



พระมหามัยมุนี เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง เป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถาน ของพม่า อยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ เป็นพระที่งดงามและน่าเลื่อมใส มีความสูงเกือบ 4 เมตร หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ ทรงประดับด้วยเครื่องกษัตริย์ของมีค่า



ชาวพม่าเชื่อกันว่า พระมหามัยมุนีนั้นมีชีวิต ยังมีลมหายใจ จึงต้องล้างหน้าแปรงฟัน แล้วใช้ผ้าที่ผู้คนนำมาถวายเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวาย เชื่อว่าใครได้เข้าร่วมพิธีจะได้บุญกุศลบารมีอย่างยิ่ง


หลังจากพิธีกรรมล้างพระพักตร์เสร็จ ทางวัดจะให้ผู้เข้าร่วมพิธีสามารถขึ้นปิดทองคำได้ แต่จะอนุญาติให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงจะต้องฝากผู้ชายขึ้นไปปิดแทนครับ



โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 ครึ่ง ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากครับ

หลังจากเสร็จพิธีก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พักเพื่อเก็บของเดินทางกลับบ้านเรากันแล้วครับ แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่หมดครับ ก่อนกลับเรายังได้พักชิมอาหารเช้าของชาวพม่ากันด้วย มาชมและชิมด้วยกันเลยครับ



เช้านี้ขอจัดเต็มครับ มื้อสุดท้ายที่พม่าแล้ว เค้าบอกว่ากาแฟที่นี่อร่อยมากครับ ปกติผมเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ แต่ไหนๆมาแล้วก็เลยขอลองสั่งซักหน่อยครับ แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ อร่อยมากๆครับ ยิ่งทานคู่กับปลาท่องโก๋ด้วยแล้ว บอกได้คำเดียวครับว่า ฟินเวอร์ เหมาะแก่อากาศเย็นๆยามเช้าเป็นอย่างยิ่ง



ชาวพม่าส่วนมากเค้าไม่เน้นทานข้าวตอนเช้ากันครับ และทานกันคนล่ะนิดหน่อย แต่เรานี่จัดเต็มกันเลยทีเดียว ก็ด้วยรสชาติที่ถูกปาก จะให้ทานคนล่ะนิดคงไม่ไหว


เมื่ออิ่มบุญ อิ่มท้อง กันแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกันแล้วครับ โดยสายการบินไทย (Thai Airways) เที่ยวบิน TG 310


หลังจากเครื่องขึ้นได้ซักพัก อาหารก็มาเสิร์ฟเช่นเคย เป็นยำไก่ รสแซบ กับข้าวเหนียวถั่วดำครับ ผมว่าอาหารการบินไทยนี่ถูกปากผมมากครับ อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวนะครับ


ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เดินทางถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ จบทริป ไหว้พระทำบุญ ทีประเทศพม่ากันแล้วครับ



จากการเดินทางทริปนี้ อิ่มท้อง อิ่มบุญ และอิ่มใจ พม่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เริ่มเข้าไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมากแล้ว หลังจากที่พม่าเริ่มเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้เห็นเสน่ห์หลายๆอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ตามเมืองต่างๆ เป็นสิ่งที่สวยงามและยังไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน



พม่า เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำบุญไหว้พระ นักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ และที่ขาดไม่ได้คือ นักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายรูปแนวธรรมชาติ มีที่ให้ถ่ายรูปและเก็บบรรยากาศมากมาย ผมได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว กลับมาผมยังคิดหาโอกาสกลับไปอีกแน่นอนครับ เนื่องด้วยอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมาก และเป็นดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ที่อาจเล่าได้ไม่ดีเท่าไปลองสัมผัสกันด้วยตัวเองครับ

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ Wonderfulpackage , สายการบินไทย ผู้ร่วมเดินทางทุกๆท่าน และเพื่อนๆทุกท่านที่ได้ติดตามไปเที่ยวชมความสวยงามของประเทศพม่าด้วยกันครับ หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

การเดินทางในทุกๆครั้ง ทำให้ผมได้เปิดโลกกว้างและประสบการณ์ใหม่ๆอยู่เสมอ วันนี้ขอลากันไปเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า

ขอบคุณและสวัสดีครับ

ที่มา : Ariawah Auddy


แสดงความคิดเห็น