เมื่อคุณแขไข(โบว์ เบญจวรรณ) จากเพลิงฉิมพลี (ช่อง3) พักบทร้าย แล้วมาชิลสบายๆ @บาหลี

03 มิถุนายน 2558 | โดย Araiwah Aooddy (6,809 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆท่านครับ
วันนี้จะขอมาแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับจากทริปล่าสุด เพื่อให้เพื่อนๆได้ติดตามชมเพื่อความบันเทิงกันครับ
ทริปนี้มีโอกาสได้เดินทางร่วมกับนักแสดงจากช่อง3 คุณแขไข(โบว์ เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์) จากละครเรื่อง เพลิงฉิมพลี
และผู้ร่วมเดินทางอีกท่าน เป็นนางแบบสาวประเภทสอง ที่ดังระดับโลก
และเป็นสาวประเภทสองคนแรกของไทยและเอเชียที่ได้เป็นนางแบบนั้นก็คือคุณ ส้มโอ ยลรตี โคมกลอง
วันนี้ทั้งคู่สลัดคราบความสวยและพร้อมจะไปชิวด้วยกันกับเรา หากทุกท่านพร้อมกันแล้ว มาออกเดินทางไปทัวร์บาหลีด้วยกันครับ
 
มาเริ่มต้นเช็คอินไปด้วยกันเลยครับ การเดินทางไปบาหลีในครั้งนี้ เราเดินทางโดยสายการบิน Garuda Indonesia อยู่ที่เคาร์เตอร์ G

ไหนๆก็ได้มาเจอดาราตัวเป็นๆแล้ว ไม่ได้บ้าดารานะแต่ขอแชะภาพไว้เป็นที่ระลึกซักหน่อยเถอะ อิอิ
ก่อนขึ้นเครื่องเรามาเช็คกันก่อนดีกว่า ว่าเราได้อะไรกันมาบ้าง

มี Welcome Drink สามารถแลกเครื่องดื่มก่อนขึ้นเครื่อง และวอยเชอร์ส่วนลดจาก King Power ไว้สำหรับขาช้อปด้วยจ้า เสร็จฉันล่ะ
และยังมีของพรีเมียมไว้ใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมอนรองคอ , Tag ติดกระเป๋า
ที่สำคัญหัวแปลงปลั๊กไฟ สะดวกสบายไม่ต้องกังวลเมื่อเดินทางไปต่างประเทศจ้า
ได้เวลาขึ้นเครื่องกันแล้วจ้า อย่ามัวแต่ฟินกับดารากันอยู่ (บอกตัวเอง) อิอิ

แว่วมาว่า สายการบิน Garuda Indonesia ได้รับรางวัลต่างๆมามากมาย โดยปีล่าสุด 2014 คือรางวัล The World’s Best Cabin Staff จาก Skytrax กับ Best Airline in Asia & Australasia จาก APEX มีรางวัลการันตีคุณภาพขนาดนี้ เลยต้องขอเก็บภาพบรรยากาศมาพิสูจน์กันหน่อย ว่าคู่ควรกับรางวัลที่ได้รับหรือไม่

โดยเมื่อขึ้นเครื่องไปจะพบที่นั่งสำหรับ Business Class อยู่ด้านหน้า เป็นที่นั่งคู่เรียงกัน 3 แถว ดูกว้างขวาง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
คงนั่งสบายน่าดู แต่มันไม่ใช่ที่ของเรา 555+ เลยเดินต่อไปที่ด้านในของเครื่อง ก็จะเป็นที่นั่งสำหรับ Economy Class ถือว่าไม่เล็ก ไม่ใหญ่
พื้นที่ใช้สอยกำลังดีครับ

ที่นี้เรามาต่อกันด้วยเรื่องของอาหารกันบ้างดีกว่า เค้ามีอาหารสำหรับให้บริการบนเครื่องด้วยครับ

หน้าตาอาหารหลายๆอย่างดูคล้ายอาหารใต้บ้านเราครับ รสชาติถือว่าโอเคเลย ถึงแม้จะไม่จัดจ้านเท่าอาหารบ้านเรา แต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศ และที่ชอบที่สุดคือซอสพริกครับ ขอบอกเลยว่าซอสพริกของเค้าอร่อยมาก ถึงขั้นต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมากินที่บ้านกันเลยทีด้วย

โดยรวมแล้วถือว่ารางวัลที่ได้มานั้น เหมาะสมและคู่ควรกับสายการบิน Garuda Indonesia แล้วครับ ที่สำคัญ ราคาไม่แพงสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ
โดยการเดินทางในครั้งนี้เรามุ่งหน้าจากสุวรรณภูมิ ไปยัง จากาตาร์ และต่อเครื่องมายัง สนามบิน Denpasar หรืออีกชื่อคือ Ngurah Rai International Airport ใช้เวลาประมาณ 4.30 ชม. ก็เดินทางมาถึงบาหลีแล้วครับ
หลังจากเดินทางมาถึงสนามบิน Denpasar @Bali กันแล้ว พวกเราก็เดินทางมุ่งหน้ามายังที่พักกันครับ โดยคืนนี้เราพักกันที่ Centara Grand Villas Nusa Dua แว่วมาอีกแล้วว่าเป็นโรงแรมหรู ระดับ 5 ดาวกันเลยทีเดียว (เสร็จฉันล่ะ) ปกติไม่ค่อยจะมีโอกาสได้นอนโรงแรม 5 ดาว วันนี้จะจัดให้หนำใจเบยยย โดยที่พักอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 15 กิโลเมตร และใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 10 - 15 นาทีเท่านั้น

และเมื่อมาถึงห้องพัก ภาพแรกที่เราเห็นก็คือ...

สระว่ายน้ำส่วนตัว และบ้านหลังใหญ่ 2 ชั้น นี่มันใหญ่กว่าบ้านที่อยู่อีกนะเนี่ย ทราบภายหลังว่าห้องที่เราพัก คือห้อง Two Bedroom Luxury Pool Villa นี่มันวิมานของการพักผ่อนชัดๆ กว้างขวางใหญ่โต รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ แถมยังมีสระว่ายน้ำส่วนตัวให้ด้วยอีก ถ้าไม่ติดว่าต้องไปไหนต่อนะ จะจัดซะให้เต็มเหนี่ยวกันเลย

หลังจากจัดแจงเก็บของและสัมภาระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย จึงรีบจับกล้องคู่ใจ มาเก็บภาพบรรยากาศของห้องพักกันต่อ รู้สึกคันไม้คันมือจริงๆ คงได้ลั่นชัตเตอร์กันมันล่ะทีนี้ โดยมาเริ่มกันทีสระว่ายน้ำส่วนตัวกันเลยครับ
หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศบริเวณริมสระว่ายน้ำกันแล้ว เชิญมาต่อกันที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องโถงบริเวณชั้นล่างของตัวบ้านพักกันครับ

มีการตกแต่งด้วยไม้สไตล์บาหลีเพื่อให้คงความเป็นศิลปะและวัฒนธรรม ให้ผู้ที่ได้มาพักผ่อน ได้สัมผัสถึงบรรยากาศบาหลีอย่างแท้จริง
ห้องกว้างและมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึงเคาร์เตอร์บาร์ ยังสามารถหยิบดื่มและทานได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้ฟรีหมดครับ
แหม!! เกือบไม่ได้ไปต่อกันแล้ว ณ จุดๆนี้
มาฟินกันต่อที่ห้องนอนชั้นล่างกันก่อนครับ ห้องกว้างมาก เตียงใหญ่นอน 2 คน สบายชิวๆ

แต่จริงๆนอนซัก 11 คน ตั้งทีมเตะฟุตบอล ผมว่าน่าจะได้อยู่นะครับ 555+
และอีกจุดหนึ่งที่รู้สึกฟินไม่แพ้กันต้องที่นี่เลย

ใช่แล้วจ้า ห้องอาบน้ำนั่นเอง โดยอ่างอาบน้ำจะแยกออกมาเป็นส่วนตั๊ว...ส่วนตัว จากอ่างล้างหน้าและห้องอาบน้ำแบบปกติ
เห็นแบบนี้แทบจะวิ่งกระโดดพุ่งหลาวลงไปนอนแช่น้ำกันซะให้สบายตัวกันไปเลย
แล้วเรามาต่อกันด้วยห้องนอนชั้น 2 กันครับ ห้องนี้กว้างใหญ่ ไม่แพ้ห้องชั้นล่างแน่นอนครับ มาตามไปดูกันต่อ

สไตล์การตกแต่ง สิ่งของที่ใช้ รวมไปถึงโทนสี เข้ากันได้ดี ทำให้รู้สึกได้ถึงความสบาย สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก คืนนี้นอนหลับกันยาวๆแน่นอน

คืนนี้นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์จ้า
เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาท้องก็ร้องจ๊อกๆ เราเดินไปหาอะไรทานกันดีกว่าครับ เดินจากห้องพักมาไม่ไกลนักก็ถึงห้องอาหารกันแล้วจ้า

โดยห้องอาหารจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านนอกห้องแอร์

และส่วนภายในห้องแอร์หรือเรียกว่าห้องอาหาร The Long Table ห้องนี้เปิดตลอด 24 ชม. หิวเมื่อไหร่ก็เดินมา

แหม!! ยาวสมชื่อจริงๆครับ

มาดูหน้าตาอาหารของที่นี่กันบ้างดีกว่าครับ อาหารเช้าของที่นี่เราสามารถสั่งได้ตามใจชอบเลยจ้า ดูเมนูมาแล้วเลือกกันตามสบาย
ด้วยความที่ภาษาอังกฤษค่อนข้างแข็งแรง เลยต้องใช้การชี้โน้น นี่ นั่น พนักงานก็ยิ้มรับออเดอร์กันอย่างงงๆ 555


รสชาติอาหารอร่อยใช้ได้เลยทีเดียวครับ ถึงแม้จะสู้อาหารบ้านเราไม่ได้ แต่ก็ทำให้รู้ถึงวัฒนธรรมและการปรุงอาหารสไตล์บาหลีกันไป
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เรามาเดินสำรวจบริเวณโดยรอบโรงแรมกันครับ โดยเริ่มจากด้านหน้าของห้องอาหารจะเป็นสระว่ายน้ำรวม
หากท่านใดไม่อยากเล่นน้ำคนเดียว ก็สามารถมาเล่นน้ำที่สระว่ายน้ำรวมได้ครับ จะได้มีเพื่อน
มาดูห้อง Type อื่นๆของโรงแรมกันว่ามีห้องอะไรกันบ้าง เพราะจนท.แจ้งว่าแต่ละห้องจะมีสไตล์การตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป
เริ่มกันที่ Two Bedroom Luxury Pool Villa อีกห้องกันครับ

บริเวณด้านหน้าหลังจากเดินเข้าประตูมา จะพบกับสระว่ายน้ำส่วนตัวและมุมนอนชิวสบายๆริมสระกัน



ด้านในจะประกอบไปด้วยห้องนอนขนาดใหญ่ 2 ห้องนอนและมีห้องน้ำ 2 ห้องเช่นเดียวกันครับ

ต่อกันด้วยห้องสปา มีทั้งแบบ นวดอโรม่า และ สปาน้ำร้อนน้ำเย็น เหมาะสำหรับคนที่ชอบการพักผ่อน หลังจากเที่ยวกันมาจนเหนื่อย


ห้องถัดมา รับรองห้องนี้คุณผู้หญิงต้องชอบกันแน่ๆ

ห้องเสริมความงามนั่นเองจ้า...
เดินชมกันมาจนเหนื่อยแล้ว ก็เตรียมตัวมาทานอาหารกลางวันกันต่อเลยจ้า


หลังจากทานอาหารกันอิ่มเรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมตัวเดินทางออกไปเที่ยวบาหลีกันแว้วววว
 
ที่แรกที่เราจะไปกันคือ Uluwatu Temple (วัดอูลูวาตู) เป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมทะเล บนหน้าผาสูงชัน เห็นวิวที่สวยงามมากๆ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก
ภายในบริเวณวัดมีฝูงลิงมากมาย ไกด์เตือนไว้ว่า ห้ามใส่หมวก แว่นตา เด็ดขาด ไม่งั้นอาจจะโดนพวกลิงหยิบฉวยเอาไปได้
โดยก่อนเข้าวัดบาหลีเค้ามีประเพณีกันว่า ไม่ว่าชายหรือหญิงจะต้องมีผ้ารัดที่เอวหรือใส่ผ้าถุงคลุมก่อนเข้าภายในบริเวณวัดด้วย


วิวหน้าผาสูงภายในบริเวณวัด


เป็นที่น่าเสียดาย ในวันที่เราไปนั้นมีการปิดปรับปรุงบริเวณตัววัด เลยทำให้ไม่ได้เข้าไปชมความสวยงามด้านในของวัดกัน
ระหว่างตอนเดินกลับกันนั้น ก็ได้เห็นเจ้าลิงน้อยที่ไกด์เค้าเตือนไว้ตั้งแต่แรกออกฤทธิ์
หลังจากนั้นเราก็ดิ่งไปยัง หาดจิมบารัน (Jimbaran Beach) เพื่อรับประทานอาหารค่ำกัน พร้อมชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกกันครับ


ร้านอาหารบริเวณนี้คนเยอะมาก เนื่องจากบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตกสวยมากๆ ทำให้นักท่องเที่ยวแห่กันมาโดยมิได้นัดหมาย
เหลือบไปเห็นรถเข็นขายข้าวโพดย่าง เลยอยากรู้ว่ารสชาติจะสู้บ้านเราได้ไหม เลยต้องพิสูจน์กันหน่อย
ปรากฏว่ารสชาติอร่อย หอม หวานไม่แพ้บ้านเราเลยครับ ทุกคนลงมติให้นี่ล่ะมันใช่เลย 555+
โดยระหว่างรออาหารที่สั่งกันไป เราก็ได้เดินเก็บบรรยากาศสุดชิวริมหาดจิมบารันกันต่อ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ บรรยากาศดีมาก



เท่านั้นยังไม่พอ พวกเรายังมีดนตรีมาบรรเลงให้ฟังกันสดๆ ไม่รู้มาจากไหน 555+ เหมือนดนตรีเปิดหมวกบ้านเราครับ แต่เค้าเดินไปเรื่อยๆตามชายหาด
บรรยากาศสุดโรแมนติคมากๆ ถ้ามากับคนรู้ใจ งานนี้ยังไงก็ต้องมีเคลิ้มกันบ้างแหล่ะน่า
หลังจากที่เรารับประทานอาหารและดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติกกันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปยังที่พักกันต่อครับ
โดยคืนนี้เราพักกันที่ Centra Taum Seminyak Bali
เมื่อเช็คอินและจัดเก็บสิ่งของเสร็จเรียบร้อย ก็รีบหยิบกล้องคู่ใจมาเดินเก็บบรรยากาศรอบๆ บริเวณที่พักกันครับ

ทางเข้าด้านหน้าของโรงแรม จะตกแต่งด้วยสนามหญ้า ต้นไม้ และมีบ่อน้ำ เพิ่มความรู้สึกสดชื่นและได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติ

เมื่อเดินผ่าน Lobby Check in เข้ามาจะมีโซนนั่งพักผ่อนหรืออ่านหนังสืออยู่ด้านใน โดยตกแต่งด้วยโทนสีขาว ม่วง ชมพู สดใส น่านั่งทีเดียวครับ

ส่วนด้านล่างบริเวณห้องนั่งเล่น บริเวณ Lobby Check in จะมีบันใดลงไปด้านล่าง ซึ่งด้านล่างประกอบด้วย ห้องอาหาร และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่

สระว่ายน้ำที่นี่ยาวววววมากและอีกฝั่งของสระก็มีการตกแต่งด้วยต้นไม้และพื้นหญ้าเล็กๆให้ความรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
หากได้ลงเล่น คงรู้สึกผ่อนคลายและได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนเต็มที่
หลังจากสำรวจสถานที่กันเรียบร้อย ก็ได้เวลานอนพักผ่อนกันแล้วครับสำหรับคืนที่ 2 ของการเดินทางมาทัวร์บาหลีในครั้งนี้ Good Night
 
เช้าวันที่ 3 แล้ว ตื่นมาเราก็ต้องทานกันนะครับ ไปสำรวจบริเวณห้องอาหารกันดีกว่า ว่ามีอะไรให้เราทานกันบ้าง

เป็นอาหารบุฟเฟ่ห์ สามารถเดินตักกันได้ตามสบายครับ บริเวณห้องอาหารติดกับสระว่ายน้ำ
แหม!! บรรยากาศมันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ มีทั้งอาหารท้องและอาหารตาไปในตัว

 
หลังจากอิ่มจากอาหารตาและอาหารใจกันแล้ว มาสำรวจพื้นที่บริเวณอื่นกันบ้าง ว่าทางโรงแรมมีบริการอะไรไว้รองรับลูกค้ากันบ้าง

พื้นที่สำหรับนอนอาบแดดจ้า สำหรับลูกค้าที่ชอบอาบแอบ มีพื้นที่ไว้รองรับกันด้วย
แต่สำหรับผมคงไม่ได้มาอาบแดด แต่คงมาแอบดูคนอาบแดดซะมากกว่า อิอิ

ได้เวลาออกไปเที่ยวกันแล้ว วันนี้เราจะไปไหว้พระกันที่ วัดเบซากีห์ (Besakih Temple) เป็นวัดที่มีความสำคัญที่สุดบนเกาะบาหลี
คนบาหลียกให้เป็นวัดหลวง (Mother Temple) เป็นวัดในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดของบาหลี ยังถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอีกด้วย

ใช้เวลานั่งรถจากที่พักถึง วัดเบซากีห์ (Besakih Temple) ประมาณ 2.30 ชม. เนื่องจากถนนที่บาหลีเป็นถนนแบบวิ่งสวนกันและค่อนข้างแคบ
ทำให้รถติดและใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างนาน และเราก็มาถึงกันแล้ว วัดที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์ที่สุดของบาหลี

ตามธรรมเนียมของวัดที่นี่ก็อย่างที่เคยเล่าให้ฟังตอนแรกครับ ต้องผูกผ้าคาดเอวหรือนุ่งผ้าถุงคลุมให้เรียบร้อย โดยด้านหน้าบริเวณทางเข้าจะมีร้านขายเรียงรายกันให้เลือกมากมาย และหากซื้อแล้ว คนที่ไปด้วยก็สามารถยืมผ้าคาดเอวจากที่นี่ได้เช่นกันครับ คุณโบว์และคุณส้มโอ จัดการไปคนล่ะหลายผืน แต่ที่นี่ไม่ได้แอ้มตังค์ผมหลอก ผมเลยขอยืมผ้าคาดเอวจากร้านค้าบริเวณนี้ไป

หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินชมความงามของศิลปะ วัฒนธรรมของวัดที่บาหลีกันแล้วครับ



วัดที่นี่สวยมากๆครับ เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่แกะสลักด้วยไม้และเจดีย์ที่เรียงรายกันเป็นชั้นๆ ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก
เห็นแล้วก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และดีใจที่ได้มาสัมผัสด้วยตาตัวเอง แนะนำว่าถ้าใครมาบาหลี ไม่ควรพลาดวัดนี้เป็นอันขาดครับ



โดยในวันที่ไปก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถวนั้น โดยได้มีการนำของและสิ่งต่างๆมาไหว้และทำบุญกันอย่างมากมาย


หลังจากเดินชมกันจนเหนื่อย ก็ได้เวลาไปเที่ยวที่อื่นต่อกันแล้วครับ
 
ที่ต่อมาเราจะไปกันคือ Ubud Market คนที่มาบาหลี นิยมมาที่ตลาดแห่งนี้กันมาก เพราะว่าของถูก และเป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปะที่บ่งบอกถึงบาหลี
ของที่ระลึก งานไม้แกะสลัก งานวาดเขียน งานศิลปหัตถกรรม งานแกลอรีมากมาย ทำให้พวกเราหลงใหลและเดินชมบรรยากาศอุบุดกันอยู่ครู่ใหญ่


ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆกับถนนข้าวสารของบ้านเราเหมือนกันนะเนี่ย
หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พักของเรากันแล้วครับ ด้วยวันนี้เดินทางไปหลายที่เหน็ดเหนื่อยกันพอสมควร เมื่อถึงที่พักก็สลบกันเป็นแถว
 
เช้าวันสุดท้ายในบาหลีกันแล้ว เรามาลองสำรวจห้องพักอื่นๆกันก่อนดีกว่า ว่ามีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

ห้องแรกเป็นห้อง Private Pool Duplex ตรงตามชื่อเลยจ้า มีสระว่ายน้ำส่วนตัวอยู่ในห้องนั่นเอง

ห้องนี้จะมีโซนสระว่ายน้ำอยู่บริเวณชั้นล่าง และด้านล่างยังมีห้องโถงไว้สำหรับห้องพักผ่อนและมีโซนที่เป็น เคาร์เตอร์บาร์ ไว้สำหรับดื่มเครื่องดื่มชิวๆ



ส่วนชั้นบนจะเป็นห้องนอน ห้อง Private Pool Duplex จะมี 1 ห้องนอน และ 2 ห้องน้ำ โดยห้องน้ำจะมีทั้งชั้นล่างและชั้นบนครับ

อีกห้องที่เราจะพาไปชมกันคือห้อง Deluxe Space

ห้องนี้บริเวณด้านหน้าห้องจะมีพื้นที่สำหรับนอนอาบแดดด้วย และด้านในเมื่อเข้าไปจะเป็นห้องนั่งเล่น ไว้สำหรับพักผ่อนดูทีวีสบายๆ


บริเวณระเบียงด้านนอกจะเป็นพื้นที่สำหรับทำอาหาร และเป็นที่นั่งสำหรับดื่มเครื่องดื่มเบาๆ

ห้อง Deluxe Space จะประกอบไปด้วย ห้องนอนใหญ่ 1 ห้อง และห้องนอนเล็กอีก 1 ห้อง พร้อมกับ 2 ห้องน้ำ


ได้เวลาออกไปเที่ยวชายหาดเซมินยัค (Seminyak Beach) กันแล้ว โดยชายหาดอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที ก็ถึงแล้ว

ทะเลที่นี่คลื่นค่อนข้างแรง เหมาะสำหรับเล่นเซิร์ฟ ซึ่งนักเซิร์ฟส่วนใหญ่นิยมมาเล่นกันที่หาดที่บาหลีกันค่อนข้างมาก
แดดที่นี่ร้อน แต่ไม่เท่าที่บ้านเรา ทำให้อากาศกำลังสบายๆ เหมาะแก่การพักผ่อน
เรามาเดินเก็บภาพบรรยากาศของหาด และเก็บภาพดาราเป็นที่ระลึกกันดีกว่า



มาทะเลแล้วเค้าบอกว่าให้ถ่ายภาพกระโดด ถึงจะได้ชื่อว่าได้เก็บภาพถ่ายได้สมบูรณ์แบบ เลยขอจัดซักหน่อยส่งท้ายทริป


 
หลังจากเที่ยว ชม ช๊อป กันมาหลายวันแล้ว ก็ถึงเวลาต้องกลับบ้านเราแล้ว รู้สึกยังเที่ยวไม่เต็มอิ่มยังไงไม่รู้ 555+ สงสัยต้องได้กลับมาอีกแหงๆ
เราเดินทางกลับโดยสายการบิน Garuda Indonesia เช่นเดิมครับ และขากลับเราก็ได้นั่งริมหน้าต่างสมใจ ได้ชิมวิวระหว่างทางบินกลับ จาการ์ต้า ด้วย
เลยเก็บภาพบรรยากาศของการเดินทางในครั้งนี้มาฝากด้วยครับ


ณ จุดๆนี้ มีภูเขาไฟค่อนข้างเยอะ น่ามาเที่ยวมากๆ เห็นแค่ด้านบนแล้วยังสวยงามขนาดนี้ ถ้าไปเดินชมวิวด้านล่างคงฟินไม่น้อย
ทำให้อยากกลับมาบาหลีอีกครั้งและต้องมาสร้าง LandMark ที่นี้ในครั้งต่อไปไม่พลาดแน่นอน นี่อาจจะเป็นข้อดีของการต่อเครื่องก็เป็นได้

 
สุดท้ายและท้ายที่สุดได้เวลาโบกมือลา บาหลี กันแล้วครับ เลยขอเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากทริปนี้คือ
การเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณีของบาหลี ทั้งสิ่งปลูกสร้าง อาหาร วัด และได้ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมต่างๆมากมาย
และยังมีที่เที่ยวอีกมากมายที่รอการค้นหาจากนักเดินทางทุกท่าน บาหลีเป็นเมืองที่สวยงาม ที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย
เหมาะสำหรับท่านที่อยากมาสัมผัสกับศิลปะ วัฒนธรรมในต่างแดนมากๆครับ มีอะไรที่บ้านเราไม่มีเยอะมาก
สำหรับทริปนี้ประทับใจและได้ประสบการณ์ในการเดินทางไปอีกก้าวหนึ่ง และจะต้องกลับมาเก็บที่ที่ยังไม่ได้ไปให้ครบ

และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนถึง ณ จุดนี้ และขอขอบคุณสถานที่ เพื่อนร่วมเดินทาง และทุกๆท่านที่เกี่ยวข้อง
ผมตั้งใจทำรีวิวนี้ออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกท่านได้รับชมและได้เห็นในมุมที่อาจจะยังไม่เห็น และได้รับความบันเทิงไปพร้อมๆกัน
หากผิดพลาดประการต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย และหวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านไม่มากก็น้อย
และพบกันใหม่ทริปหน้าครับ
 
ที่มา : Ariawah Auddy

แสดงความคิดเห็น