LOVE IS A JOURNEY | พาแฟนไปแอ่วไหนดีที่เชียงใหม่

28 กุมภาพันธ์ 2560 | โดย เพราะความรักคือการเดินทาง (15,505 เข้าชม)
แบ่งปัน:

จังหวัดแรกในภาคเหนือที่คุณจะนึกถึงเมื่ออยากไปสัมผัสกับธรรมชาติและอากาศหนาวคือจังหวัดไหน? จังหวัดแรกของพวกเราคือ "เชียงใหม่" จังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกมากมายหลากหลายรูปแบบ เที่ยวเท่าไหร่ก็เที่ยวไม่ครบและเที่ยวได้ไม่มีเบื่อ จนกลายเป็นทริปประจำที่ต้องมาเยือนเชียงใหม่ให้ได้ทุกปี โดยครั้งนี้พวกเรามีเวลาทั้งหมด 3 วัน 2 คืน กับจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจสองแห่ง นั่นก็คือ ดอยอ่างขางและม่อนแจ่ม ส่วนจะพาแฟนไปแอ่วที่ไหนได้บ้างนั้น ตามมาๆ

คำเตือน : รีวิวนี้รูปเยอะมาก โปรดใช้ไวไฟในการรับชม

 

DAY 1

วันแรกที่เราไปถึงมีสายฝนโปรยปรายลงมาเป็นระยะ ประกอบกับอากาศที่หนาวเย็น ทำให้รู้สึกหนาวแบบชื้นๆ แต่ก็รู้สึกดีต่อใจ

การเดินทางในครั้งนี้พวกเราเช่ารถยนต์เอาไว้ล่วงหน้า แต่เช่ากระชั้นชิดไปหน่อยเลยเหลือแค่รถกระบะคันนี้ ที่ช่วยกันแดด กันฝน และกันหนาวให้กับพวกเราตลอดทั้งทริป

เมื่อพร้อมแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง โดยมีจุดหมายแรกคือการแวะทานข้าวกลางวันที่ร้านเสน่ห์ดอยหลวง ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมถนนเส้นเลี่ยงเมือง อ.เชียงดาว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ช.ม 30 นาที

บรรยากาศของร้านตกแต่งแบบล้านนา หากมาร้านนี้ในช่วงที่ท้องฟ้าเปิดจะสามารถเห็นวิวของดอยหลวงเชียงดาวได้ด้วยนะ

ทานเสร็จก็ออกเดินทางต่อท่ามกลางสายฝนที่โปร่ยปราย จากอ.เชียงดาวสามารถเดินทางต่อไปยังดอยอ่างขางได้ 2 เส้นทาง โดยเส้นทางแรก (เส้นสีเทา) คือ อ.เชียงดาว - อ.ฝาง ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร มีเส้นทางขึ้นเขาช่วงสุดท้ายประมาณ 5 กิโลเมตรที่ค่อนข้างชันถึงชันมาก ไม่เหมาะกับคนที่ขับรถไม่แข็งและไม่ชำนาญเส้นทาง โดยเฉพาะใช้ช่วงที่ฝนตกหรือมีหมอกหนา

เส้นทางที่ 2 (เส้นสีฟ้า) คือ อ.เชียงดาว - บ้านอรุโณทัย ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร เส้นทางนี้ไม่ชันแต่โค้งค่อนข้างเยอะ สำหรับเราเลือกเส้นทางที่สองเพราะเส้นทางนี้ขับง่ายและวิวสองข้างทางก็สวยมาก

ประมาณช่วง 20 กิโลเมตรสุดท้ายจะเป็นทางขึ้นเขา ซึ่งวันนั้นหมอกลงหนามาก ยิ่งขึ้นสูงหมอกก็ยิ่งหนา บางช่วงสามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้แค่ระยะประมาณ 3 เมตร ค่อนข้างอันตรายมาก ใช้ความเร็วได้แค่ประมาณ 20-40 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น

ปกติจากเชียงดาวมาอ่างขางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่วันนั้นเราใช้ไป 2 ชั่วโมงครึ่ง สุดท้ายก็มาถึงที่พักได้อย่างปลอดภัย โดยคืนแรกเราพักกันที่ "รีสอร์ทธรรมชาติอ่างขาง"

หลังจากเช็คอินเข้าที่พักและเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราขับรถออกไปหาข้าวเย็นกินแถวหน้าสถานีเกษตรหลวงอ่างขางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก โดยเลือกร้านถิง ถิง โภชนา ที่มีเมนูแนะนำอย่างขาหมู หมั่นโถวยูนนาน

และเห็ดหอมอบซีอิ้ว

กินเสร็จก็ออกมาเดินย่อยดูของอีกนิดหน่อย ร้านค้าส่วนใหญ่ก็เริ่มจะปิด เพราะคนไม่ค่อยเยอะและอากาศหนาว

นี่คือห้องพักของพวกเราในคืนนี้ ห้องกว้างมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พื้นปูด้วยพรม (ยกเว้นบริเวณหน้าห้องน้ำ)

และไฮไลด์ที่สำคัญที่ทำให้พวกเราเลือกพักที่นี่ ก็คือ เจ้าเตียงอุ่นๆ ปรับระดับอุณหภูมิได้ นอนอุ่นหลับสบายตลอดทั้งคืน จนไม่อยากจะลุกออกจากเตียงไปไหน เหมาะกับคนขี้หนาวอย่างพวกเราสองคนมาก

ส่วนห้องน้ำเป็นที่ที่ไม่ค่อยอยากจะมาสักเท่าไหร่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะมันเย็นมากกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) อุ่นอยู่แค่สองอย่างคือ เครื่องทำน้ำอุ่นกับไดร์เป่าผม นอกนั้นเย็นหมด แม้แต่ฝาชักโครกที่เย็นจนนั่งไม่ได้ต้องยองๆฉี่ แต่ดีที่โรงแรมมีรองเท้าแตะแบบผ้าให้ใส่เดินไปมาในห้องได้ค่อยอุ่นเท้าหน่อย

DAY 2

เช้าวันต่อมาตั้งใจว่าจะไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกที่จุดชมวิวม่อนสน แต่พอไปถึงบรรยากาศด้านบนกลับเต็มไปด้วยหมอก มองไม่เห็นพระอาทิตย์แม้แต่น้อย ได้แต่แหวกว่ายไปมาอยู่ในสายหมอก แต่ก็สวยไปอีกแบบ

นั่งรอพระอาทิตย์อยู่เกือบชั่วโมง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าหมอกจะสงบ เลยกลับมากินอาหารเช้าที่โรงแรม

ห้องอาหารจะอยู่ด้านข้างของ Lobby มีทั้งแบบ Indoor และ Outdoor

ตอนแรกพวกเรานั่งด้านนอก เพราะบรรยากาศดีและวิวสวย แต่สู้กับละอองหมอกไม่ไหวเลยย้ายไปนั่งข้างในแทน

อาหารมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบมาตรฐานโรงแรมทั่วไป แต่ที่แตกต่างน่าจะเป็นพวกผักและผลไม้สดๆที่นำมาจากโครงการหลวง กินแล้วรู้สึกได้ถึงความสด โดยเฉพาะเมนูกระหล่ำปลีผัดน้ำปลาที่สดและกรอบมาก

อีกอย่างที่ชอบคือขนมปังปิ้งที่มีแยมรสชาติต่างๆให้เลือกเยอะมาก อย่างสตรอเบอรี่ ลำใย ลิ้นจี่ กีวี่ หรือลูกพีช ชอบที่สุดคือลำใย

หลังจากกินเสร็จพวกเราออกไปเดินถ่ายรูปเล่นรอบๆโรงแรม มีต้นดอกซากุระกำลังออกดอกเบ่งบานอวดความงามอยู่หลายต้นแถวหน้าห้องพัก

ละอองหมอกยามเช้าค่อนข้างหนา ดอกซากุระเลยเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ มีนกตัวเล็กๆบินมากินน้ำหวานกันอย่างคึกคัก

เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เช็คเอาท์ แล้วออกเดินทางต่อไปยังไร่สตรอเบอรี่บ้านนอแล

ขับรถฝ่าสายหมอกมาเรื่อยๆ ไม่นานก็มาถึงไร่สตรอเบอรี่ รูปนี้ถ่ายจากวิวด้านหลังลานจอดรถ

สายหมอกเริ่มจางลงจนสามารถมองเห็นแปลงสตรอเบอรี่ ไปถ่ายรูปเล่นกันเถอะ

ที่นี่ชาวบ้านอนุญาตให้สามารถลงมาถ่ายรูปเล่นในแปลงสตรอเบอรี่ได้ประมาณ 5 ชั้นจนถึงเขตรั้วที่ชาวบ้านกันเอาไว้

และห้ามแอบเก็บสตรอเบอรี่ก่อนได้รับอนุญาต แต่ก็ไม่มีให้เก็บหรอก เพราะชาวบ้านเก็บไปส่งให้โครงการหลวงหมดแล้วตั้งแต่เช้ามืด จะเหลือก็แต่ลูกเล็กๆที่ยังไม่โตเต็มที่หรือดอกของมัน

และที่สำคัญต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะช่องทางเดินแคบและลื่นมาก เดี๋ยวจะล้มไปทับแปลงปลูกของชาวบ้านเสียหายเอาได้

ถ่ายรูปเล่นอยู่สักพัก ลมก็พัดสายหมอกกลุ่มใหญ่มาปกคลุมแปลงสตรอเบอรี่อีกครั้งจนมองอะไรไม่เห็น พวกเราจึงขอเข้ามาหลบในบ้านของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ และอุดหนุนสินค้าหัตธกรรมฝีมือของชาวบ้านกลับไปเป็นของที่ระลึก

ตามทางเดินเต็มไปด้วยเจ้าไส้เดือนตัวใหญ่ยักษ์ กระดึบไปมา ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปไหนกันแน่ เดี๋ยวก็เดินหน้า เดี๋ยวก็ถอยหลัง บางตัวโคตรโชคร้ายโดนรถทับตายคาที่ น่าสงสารสุดๆ

รูปน้องล่อสองตัวนี้ตากลมเป็นคนถ่ายระหว่างทางกลับจากไร่สตรอเบอรี่ เปิดกระจกออกมากดถ่ายแค่หนึ่งทีล่อก็วิ่งหนีเข้าป่าไป เธอเลยรู้สึกภูมิใจกับภาพนี้มากเป็นพิเศษที่สามารถถ่ายได้ทันก่อนที่มันจะวิ่งหนีไป

จากไร่สตรอเบอรี่ขับย้อนกลับมาทางเดิมเล็กน้อย แล้วเลี้ยวเข้าไปยังหมู่บ้านขอบด้ง ขับไปจอดที่โรงเรียนหน้าร้านเส้นศิลป์ ร้านขายของฝากและของที่ระลึก งานหัตธกรรมชนเผ่าฝีมือนักเรียน เพื่อนำรายได้ไปเป็นทุนการศึกษา

สินค้าส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติอย่างหญ้าอิบูแค หญ้าศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชนเผ่าลาหู่นะที่ช่วยคุ้มครองจากภัยอันตราย โดยนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เช่น กำไลข้อมือ สร้อยคอ ปิ่นปักผม หรือพวงกุญแจ

หมู่บ้านขอบด้งเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถมาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก แต่วันนี้หมอกมาเยอะไปหน่อยเลยมองไม่ค่อยเห็นอะไรสักเท่าไหร่

อากาศก็หนาว กลับบ้านไปนอนดีกว่า น้องหมาได้กล่าวไว้

จากหมู่บ้านขอบด้งก็มาต่อกันที่ไร่ชา 2000

ไร่ชา 2000 เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปทะเลหมอกบางๆลอยตัวเหนือแปลงปลูกชา แต่วันนี้หมอกลอยไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว

ที่นี่บรรยากาศดี อากาศบริสุทธิ์ วิวก็สวย แต่ที่จอดรถน้อยไปหน่อย แถมเป็นทางตัน ต้องขับย้อนกลับทางเดิม และถนนค่อนข้างแคบ ถ้าเป็นช่วงเทศกาลน่าจะไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ แนะนำให้จอดที่โรงคัดแยกชา แล้วเดินลงมาจะดีที่สุด

จากไร่ชาพวกเราขับกลับมาหาข้าวกินแถวหน้าสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และไปจบที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

ทานเสร็จก็ขับรถเข้าไปข้างในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

แวะจุดแรกแถวๆลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ชาวบ้านพาน้องล่อมาให้นักท่องเที่ยวขี่ชมบรรยากาศ แถมด้านข้างมีสวนบ๊วยด้วยนะ

จุดต่อมาคือ สวน 80 หรือ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สวนที่รวบรวมและจัดแสดงพันธุ์ไม้และดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์ให้ได้เยี่ยมชมและถ่ายรูปกันอย่างจุใจ

โดยเฉพาะต้นซากุระจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันที่กำลังออกดอกเบ่งบานมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมและจะบานไปจนถึงเดือนมกราคม

ตรงข้ามกับสวน 80 มีร้านค้าโครงการหลวง ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายของฝาก ของที่ระลึก และผลผลิตที่รับมาจากชาวบ้าน

สตรอเบอรี่สดๆจากไร่ของชาวบ้านบางส่วนก็ถูกส่งมาขายที่นี่

"กาแฟสักแก้ว โปสการ์ดสักใบ ถึงใครสักคน" คือสโลแกนของร้านนี้

จุดต่อมาคือแปลงรวบรวมพันธุ์บ๊วย

ช่วงระหว่างเดือน ธ.ค - ม.ค เป็นช่วงที่บ๊วยกำลังออกดอกเหมาะแก่การมาถ่ายรูป

และจุดสุดท้ายสำหรับสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง คือ แปลงปลูกกระหล่ำประดับ

แปลงกุหลาบ

และร้านขายของฝากที่อยู่ติดกัน

จากนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางต่อ เพื่อย้อนกลับไปนอนค้างที่ม่อนแจ่ม ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 162 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

โดยคืนนี้พวกเรามาพักกันที่ ม้ง ฮิลไทร์ป ลอจ์ด รีสอร์ท (Hmong Hilltribe Lodge) ซึ่งอยู่ใกล้กับม่อนแจ่ม จุดท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

ช่วงประมาณ 2 ทุ่มของทุกวัน หลังอิ่มหน่ำจากอาหารเย็น ทางโรงแรมได้มีการจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่น และการจำลองวิถีชีวิตของชนเผ่าม้ง ชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆที่พัก เพื่อต้อนรับแขกผู้มาเข้าพักที่โรงแรมแห่งนี้

ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลด์ที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ ขอขอบคุณรูปภาพจาก : www.hmonghilltribeLodge.com

สำหรับห้องพักทั้งหมดของที่นี่จะออกแบบสไตล์หมู่บ้านม้งผสมลอฟท์ ตกแต่งภายนอกด้วยวัสดุธรรมชาติ อย่างไม้ไผ่สานบุทับฝาผนังปูน หรือหลังคาที่ทำจากหญ้าแฝก และใช้แสงไฟโทนส้มให้ความรู้สึกอบอุ่น

ด้านในจะมีโถงขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และแบ่งออกเป็นอีก 4 ห้องย่อยๆ หลังที่พวกเราพักจะมีห้องแบบ Superior 3 ห้อง และแบบ Deluxe 1 ห้อง

ห้องที่พวกเราพักเป็นแบบ Superior มีเตียงนอน 2 เตียง ตกแต่งด้วยผ้าคลุมเตียงและผ้าม่านทอจากฝ้ายลวดลายม้ง

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก ได้แก่ พัดลม, เครื่องทำความร้อน, อุปกรณ์ชงชา-กาแฟ, หม้อต้มน้ำร้อน และตู้เย็น

แต่จะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะที่นี่อากาศจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี และไม่มีทีวีกับไวไฟ เพราะอยากให้ผู้เข้าพักได้อยู่กับธรรมชาติในบรรยากาศที่เงียบสงบอย่างเต็มที สำหรับไวไฟจะมีที่บริเวณห้องอาหาร

มีผ้าห่มเพิ่มให้พิเศษอีกสองผืน ซึ่งได้ใช้งานจริงๆเพราะอากาศหนาวมาก ห่มสองผืนอุ่นสบายกำลังดี

ส่วนโซนห้องน้ำ มีการแยกห้องอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และห้องส้วมออกจากกันอย่างชัดเจน

ห้องอาบน้ำเป็นฝักบัวแบบน้ำฝน พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น และมีเจลอาบน้ำและแชมพูจัดเตรียมไว้ให้

ตรงข้ามกับห้องอาบน้ำเป็นห้องส้วม

DAY 3

เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศที่สดชื่น เย็นสบายกำลังดี ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี

เมื่อมีแสงสว่างจึงทำให้รู้ว่าพวกเรากำลังพักอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่มีสายหมอกบางๆพัดผ่าน และรายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่

สำหรับโซนที่พวกเราพักจะมีบ้านหลังใหญ่ทั้งหมด 3 หลัง ตรงกลางมีลานกว้าง พร้อมที่นั่งและกองไฟ ให้ออกมานั่งผิงไฟ นั่งเล่นพูดคุยกันได้อย่างอบอุ่น

อากาศและบรรยากาศดีดีแบบนี้ เหมาะแก่การตื่นเช้าออกไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธ์เป็นอย่างมาก ออกไปสำรวจที่พักกัน ตามมาๆ

ห้องอาหารของที่นี่จะมีทั้งหมด 2 โซน โดยโซนแรกจะเป็นแบบ Indoor สำหรับอาหารเช้า หรืออาหารเย็นในวันที่ฝกตกหรือหมอกลงจัด

โซนที่สองจะเป็นแบบ Outdoor ใกล้กับสระว่ายน้ำและบาร์ มีวิวด้านข้างเป็นแปลงนาขั้นบันไดและทิวเขา สำหรับอาหารเย็น

มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมแปลงนาขั้นบันไดและภูเขา

มีเตียงไม้ให้สามารถมานั่งชิวชมวิวได้อย่างเพลิดเพลินจนไม่อยากจะลุกออกไปไหน

ถ้าไม่ติดว่าอากาศหนาวก็ว่าจะลงไปว่ายน้ำเล่นสักหน่อย

ถัดจากสระว่ายน้ำจะเป็นโซนห้องพักแบบ Standard ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 หลัง แต่ละหลังมีห้องพักด้านใน 4 ห้อง

พอดีบ้านหลังที่อยู่ริมสุดติดกับแปลงนาขั้นบันไดว่าง เราเลยขออนุญาตพนักงานเข้าไปสำรวจด้านใน เพื่อเอามาฝากท่านผู้ชมสักหน่อย

ทุกห้องจะมีระเบียงส่วนตัวยื่นออกมา และมีเก้าอี้ไม้ไผ่ให้นั่งเล่น

ตรงนี้เป็นประตูทางเข้าหลักของบ้าน

เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็จะพบกับโถงขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นห้องนั่งเล่น ตรงกลางมีกองไฟและช่องระบายอากาศอยู่ด้านบน

เหมาะสำหรับคนที่มาเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการพื้นที่สังสรรค์ส่วนตัว

การตกแต่งภายในห้องจะเหมือนกับห้องแบบ Superior และ Deluxe แต่ขนาดของห้องจะเล็กกว่า

โคมไฟใส่หมวกม้งด้วยนะ น่ารักดี

เราชอบห้องนี้ เพราะตรงหัวเตียงมีหน้าต่างที่สามารถมองออกไปเห็นวิวภูเขาและแปลงนาขั้นบันได

สิ่งอำนวยความสะดวกมีเหมือนกับห้องแบบอื่นๆ

ห้องน้ำแยกพื้นที่อ่างล้างหน้า ห้องอาบน้ำ และห้องส้วมอย่างชัดเจน แต่พื้นที่จะเล็กกว่าห้องแบบอื่นๆ

เดินเล่นสักพักเริ่มหิว เลยมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง

เมนูที่เราชอบที่สุดก็คือ ข้าวต้มไก่ในหม้อดินเผา อุ่นร้อนๆ น้ำซุปรสชาติเข้มข้น

ทานอาหารเสร็จก็กลับมาเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ และขอแวะเข้าไปสำรวจห้องแบบ Deluxe ที่อยู่ติดกันกับห้องของพวกเรา

ห้องกว้างและอลังการมาก ภายในห้องพักเป็นเตียงเดี่ยวขนาดใหญ่ 1 เตียง

ตกแต่งสไตล์ม้งเหมือนกับห้องแบบอื่นๆ

มีเตียงเล็กๆ และระเบียงด้านนอกให้นั่งเล่น

มีสิ่งอำนวยความครบครัน (ยกเว้นทีวี ไวไฟ และเครื่องปรับอากาศ)

ห้องน้ำกว้างและแยกส่วนใช้สอยอย่างชัดเจน

พวกเราเห็นตรงกันว่าชอบที่นี่มาก เพราะด้วยบรรยากาศของรีสอร์ทที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ การตกแต่งที่อบอุ่น พนักงานเป็นกันเอง และที่สำคัญคือเงียบสงบเป็นส่วนตัวมากๆ เหมาะกับการมาพักผ่อนและตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายได้เป็นอย่างดี

หลังจากเก็บของและเช็คเอาท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงออกเดินทางต่อไปยังม่อนตะวันและม่อนแจ่ม ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร

ขับรถขึ้นมาชมวิวบนม่อนตะวันเป็นจุดแรก ตอนนั้นเวลาประมาณบ่ายโมง แต่หมอกยังเยอะอยู่เลย บรรยากาศดีมากๆ

ถ่ายรูปเพลินจนตากลมเริ่มหิว เลยพาไปกินข้าวกลางวันที่ม่อนแจ่ม โดยจอดรถไว้ด้านล่างแล้วเดินขึ้นมาอีกประมาณ 500 เมตร

บริเวณด้านบนม่อนแจ่มจะมีร้านอาหารของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยคอยให้บริการนักท่องเที่ยว โดยมีที่นั่งทานอาหารให้เลือกสองแบบ แบบแรกจะเป็นโต๊ะยาวเรียงติดกันอยู่ด้านบน บริเวณตัวอาคารของร้านอาหาร

ส่วนแบบที่สองจะเป็นกระต๊อบไม้เป็นหลัง ตั้งเรียงกันอยู่ริมหน้าผา ด้านหน้าเป็นวิวทิวเขาและทะเลหมอก แต่วันนี้หมอกลอยตัวสูงเลยขาวโพนไปหมดจนมองไม่เห็นอะไรเลย

การสั่งอาหารจะต้องขึ้นไปสั่งด้านบน และจะมีพนักงานตามลงมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ระหว่างที่รอมีเจ้าถิ่นมาคอยต้อนรับ

และขยับมานอนหลับบนตักพวกเราเฉยเลย สงสัยจะหนาวเลยมาหาที่อุ่นๆนอน

อาหารมีตั้งแต่ราคาหลักสิบจนถึงหลักร้อย พวกเราสั่งกับข้าวมา 3 อย่าง ข้าวเปล่า 2 จาน และน้ำดื่ม หมดไปประมาณ 300 กว่าบาท

พอเติมพลังเรียบร้อยแล้ว ก็ออกไปเดินถ่ายรูปเล่นกันต่อ

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง และเดินทางกลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่

และแวะเข้าไปนั่งเล่นชมวิวย้อนความหลังสมัยตอนจีบกันใหม่ๆที่อ่างแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ก่อนจะพาตากลมไปทานอาหารเย็นที่ร้านโปรดของเธอ ร้านสุกี้ช้างเผือก สาขาหลัง มช. ร้านที่เธออ้อนให้พามากินทุกครั้งที่มาเที่ยวเชียงใหม่

กับเมนูสุกี้แห้ง เพิ่มวุ้นเส้นเยอะๆ เมนูโปรดของเธอ เห็นตัวเล็กๆแบบนี้แต่จุมาก เคยสั่งมากินคนเดียว 2 ชาม

หลังจากกินอิ่มพวกเราก็รีบบึ่งไปที่สนามบิน เพื่อคืนรถและเช็คอินท์ ช่วงวันหยุดผู้โดยสารเยอะมาก รถก็ติดเกือบตกเครื่องเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็เดินทางถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจ ถึงแม้ว่าเชียงใหม่จะไม่ใหม่สำหรับพวกเรา แต่ก็เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ เพราะพวกเราตกหลุมรักเชียงใหม่เข้าให้แล้ว

เส้นทางดอยอ่างขาง - ม่อนแจ่ม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสุดโรแมนติกที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ เหมาะที่จะพาแฟนไปพักผ่อน ถ่ายรูปกับเหล่าดอกไม้ และสัมผัสอากาศหนาว โดยสามารถเที่ยวได้ในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สรุปรายละเอียดการเดินทางตามนี้เลย

DAY 1
1. เดินทางถึงสนามบินเชียงใหม่
2. เช่ารถยนต์และเดินทางไปยังดอยอ่างขาง ระยะทางประมาณ 160 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (ไม่รวมแวะพัก) โดยสามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ เชียงใหม่ - อ.เชียงดาว - อ.ฝาง และ เชียงใหม่ - อ.เชียงดาว - บ้านอรุโณทัย ทั้งสองเส้นทางมีระยะทางพอๆกัน แต่แนะนำให้ไปเส้นบ้านอรุโณทัย เพราะทางไม่ชันและขับง่ายกว่า
3. คืนแรกพักที่ "รีสอร์ทธรรมชาติอ่างขาง" (Highlight : เตียงอุ่น ปรับอุณหภูมิได้)
4. อาหารเย็นร้านถิงถิงโภชนา (Highlight : ขาหมูหมั่นโถว เห็ดหอมอบซีอิ้ว)
5. ถนนคนเดินอ่างขาง (Highlight : นมสดร้อน)

DAY 2
1. ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่จุดชมวิวม่อนสน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)
2. ไร่สตรอเบอรี่บ้านนอแล
3. ไร่ชา 2000
4. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง (Highlight ชมดอกซากุระที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา และชมแปลงรวบรวมพันธุ์บ๊วย)
5. เดินทางกลับมายังม่อนแจ่ม
6. คืนที่สองพักที่ "ม้ง ฮิลไทร์ป ลอจ์ด รีสอร์ท" (Highlight : บรรยากาศเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ และการแสดงพื้นเมืองของชาวม้ง)

ช่องทางการติดต่อที่พัก : Website : https://www.hmonghilltribelodge.com/
Facebook : https://www.facebook.com/HmongHilltribeLodge

DAY 3
1. ชมวิวทะเลหมอกที่ม่อนตะวัน
2. ทานข้าวกลางวันบนม่อนแจ่ม (Highlight : นั่งทานในกระต๊อบริมหน้าผา)
3.ชมวิวและถ่ายรูปเล่นบนม่อนแจ่ม (Highlight : แปลงดอกป๊อบปี้)
4. เดินทางกลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่
5. แวะนั่งเล่นอ่างแก้ว มช.
6. อาหารเย็นที่ร้านสุกี้ช้างเผือก สาขาหลัง มช. (Highlight : สุกี้แห้ง)
7. สนามบินเชียงใหม่ และเดินทางกลับ

สำหรับปีนี้ยังเหลือเวลาให้ออกไปสัมผัสอากาศหนาวกันอีกประมาณ 1 เดือน แถมช่วงนี้ดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย น่าจะกำลังออกดอกเบ่งบานเต็มที่ อ้อนแฟนให้พาไปจนกว่าจะใจอ่อน อยากไปต้องได้ไป

คิ้วหนา & ตากลม

Love is a journey | เพราะความรัก คือ การเดินทาง...

แสดงความคิดเห็น