Three Day Trip สุราษฎร์ฯ - เขื่อนรัชชประภา เที่ยวเพลินๆ เดินชิลล์ๆ

15 มีนาคม 2560 | โดย น้องอังน้อย ด้อยความรัก (7,037 เข้าชม)
แบ่งปัน:

"ไปมั้ยแจ่มจันทร์ไปเที่ยวด้วยกันกับพี่"
วันนี้ เราจะพาไปเที่ยวสุราษฎร์ ไปล่องเรือหารักกันที่เขื่อนรัชชประภา แล้วต่อด้วยเที่ยวชิลล์ๆกันในตัวเมืองสุราษฎร์ พร้อมแล้วไปกันเล๊ยยยยย

เดินทางเมื่อวันที่ 19-22 กุมภา 2560
มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 2 คนถ้วน

เบอร์โทร แพนางไพร
093-6933621 คุณสุพจน์ แพนางไพร สอบถามเจ้าหน้าที่บนแพมาเลยค่ะ

เบอร์รถตู้ไปเขื่อน
คิวรถตู้สุราษฎร์ฯ-ตาขุน-เขื่อน บริษัทพันทิพย์
คิวรถที่สุราษฎร์ 077-287059
คิวรถจากเขื่อน 087-2641493

 

ไปรถไฟ กลับเครื่องบิน


“เชื่อว่ารักที่แท้ต้องมีที่มา ฉันเชื่อว่ารักทุกรักต้องมีเหตุการณ์”

ที่มาของทริปนี้เกิดจากการที่เราจองตั๋วเครื่องบินผิด

ในส่วนของขากลับนั้น เราได้ไปช่วงชิงตั๋วโปรโมชั่นของ air asia ได้มา ในราคาคนละสองร้อยกว่าบาท ส่วนขาไป ด้วยเราคิดกันว่าจะเดินทางวันเสาร์ อาทิตย์ จึงได้เพียงขากลับจากสุราษฎร์-กทม มาในวันอังคารที่ 22 กุมภา 2560 เป็นการจองตั๋วที่ข้ามปีกันเลยทีเดียว

ในส่วนตั๋วขาไปนั้น ก็ยังคงใจเย็นเรื่อยมา เพราะตอนนั้นเรายังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน เลยไม่มั่นใจว่าจะลาได้รึป่าว จนใกล้ถึงวันเดินทาง ก็เป็นที่แน่นอนว่าเราสามารถลางานได้ ไม่รอช้า ทำการจองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งจะบินในวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภา กดจองผ่านเว็ปค้นหาสายการบินเว็ปหนึ่ง ได้ของสายการบินหนึ่งมา ด้วยราคาคนละแปดร้อยกว่าบาท รีบกดจองโดยไว ตัดบัตรโดยพลัน ตอนนั้นคิด เห้ยย ถูกว่ะ นี่ขนาดใกล้วันเดินทางละนะ โชคช่วยกล้วยทอดจริงๆ

เสร็จแล้วรีบไปบอกแฟน “เธอๆ นี่เราจองตั๋วขาไปได้แล้วนะ เราได้เที่ยวแน่ อุ่นใจได้”

จนสามวันผ่านไป มานั่งดูตั๋วที่จอง ปรากฏว่าวันผิดจ้า วันอาทิตย์ที่ 19 เหมือนกัน แต่เป็นคนละเดือน

เอาวะ สายการบินไม่รอด บอกแฟนอีกรอบ “เธอๆ เราลองไปรถไฟนอนดูมะ? เรายังไม่เคยขึ้นรถไฟลงใต้เลยว่ะ” แฟนโอเค ตกลงปลงใจ เพื่อความชัวร์ เราไม่จองผ่านเว็ปแล้วจ้า ไปซื้อที่สถานีบางซื่อเลย ได้รถนอนขบวนที่ 85 ราคาเตียงบน 714 บาท เตียงล่าง 804 บาท ออกจากสถานีบางซื่อตอน 17.55 น.
การเดินทางโดยรถไฟลงใต้ครั้งแรก จึงได้เริ่มต้นขึ้น.....

 

 

เจ็ดโมงเช้า วันอาทิตย์

“ถ้าไม่เคยลองทำตามหัวใจจะรู้ได้ไหมว่าเราจะไปได้ไกลซักเท่าไร”

รถไฟมาถึงสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี เวลาเจ็ดโมงกว่าๆ ตรงตามเวลาในตั๋ว
ลงรถไฟมาก็เดินหารถไปตลาดเกษตร เพื่อจะไปขึ้นรถตู้ไปเขื่อน ถามคุณป้าใจดีที่สถานีรถไฟ คุณป้าให้เราเดินมาหน้าสถานี เพื่อขึ้นรถมินิบัสสีส้ม สุราษฎร์-พุนพิน ราคาคนละ 15 บาท โดยรถจะมาสิ้นสุดที่ตลาดเกษตร 1 ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ

รถบัสจะมาจอดที่ตลาดเกษตร 1 ส่วนรถตู้ที่จะไปเขื่อนนั้นอยู่ที่ตลาดเกษตร 2 (สอบถามมาจากคนขับรถกะป๊อ) เราก็ไม่รู้ว่าไกลกันมั้ย เลยนั่งรถกะป๊อพี่เค้าไป คิดค่ารถคนละ 15 บาท ตกลงปลงใจกับพี่รถกะป๊อเสร็จ พี่ก็ขับรถกะป๊ออกมา วนมาทางหลังตลาดเกษตร 1 ออกมาทางข้างตลาด พุ่งข้ามถนนด้านหน้าตลาดเกษตร 1 แล้วจอดลงอย่าสงบที่ท่ารถตู้พันทิพย์ อื้อหืออออ นี่มันหยามกันชัดๆ แค่เดินข้ามถนนมาเอง ตะเตือนไตตตตต
ค่ารถตู้นั้นคนละ 150 บาท ไปส่งถึงท่าเรือเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ส่วนขากลับ ต้องโทรจองนะคะ พี่เค้าจะเข้าไปรับที่ท่าเรือ (มีรถไปสนามบินด้วยนะคะ)

พอไปถึงท่าเรือ ก็ติดต่อเรือที่จองไว้ พี่เจ้าของเรือพาไปจัดการจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานเรียบร้อย คนละ 40 บาท
เสร็จแล้วก็ขึ้นเรือ เตรียมเดินทางได้เลยยย  Let’s go
(ค่าเรือ ไปแพนางไพรนั้น เหมาลำละ 2,000 บาทไทยนะคะ อันนี้เป็นราคากลาง มีป้ายราคาติดไว้เลย ส่วนแพอื่นๆ ก็จะแพงขึ้นไปหน่อยเพราะไกลออกไป)

คำเตือน : ตอนต่อจากนี้ไป จะเป็นตอน “คนอวดรูป” 55555 จะเป็นการลงรูปแบบรัวๆ แล้วนะคะ พร้อมแล้วไปดูเลยยยย

 

 

ล่องเรือหารักกันที่เขื่อนรัชชประภา

บรรยากาศระหว่างทางไปแพนางไพร

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีก็ถึงที่พักของเราในคืนนี้ แพนางไพร นั่นเองงงง
ค่าที่พักนั้น คิดเป็นรายคน คนละ 900 บาท รวมอาหารสามมื้อ
อาหารเที่ยงนั้น จะเริ่มที่เวลาเที่ยงครึ่งนะคะ

ทานอาหารเสร็จ มานั่งพักผ่อน รอแดดร่มลมตก ค่อยไปเล่นน้ำ พายเรือกันค่า

งานพายเรือก็มา

เล่นน้ำกันจนเหนื่อย ก็เดินมารอทานอาหาร เจอน้องคนขับเรือ มาพาเราไปชมพระอาทิตย์ตก โอ้โห้วววววว สวยจนเกินบรรยายเลยล่ะฮะ ท่านผู้โชมมมมมมมมมมมม

 

อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน


ตื่นเช้ามาจัดแจงแต่งตัว ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศนิดหน่อย ก็ถึงเวลาทานอาหารเช้า เวลา 07.30 น. อาหารมื้อเช้านี้ เป็นข้าวต้ม และผัดหมี่ (จะบอกว่าผัดหมี่อร่อยมากกกก ก.ไก่ ล้านตัวววว)

หลังจากทานอาหารเสร็จ เตรียมเก็บของ ออกเดินทางกลับ โดยขากลับนี้ เรือจะพาเราไปชมเขาสามเกลอ หรือที่เราเรียกกันว่า กุ้ยหลินเมืองไทย นั่นเอง มีแต่คนบอกว่า ที่พักของเรานั้น อยู่ตรงข้ามกับเขาสามเกลอ เราพยายามมองเท่าไรก็มองไม่ออก จนเรือแล่นเข้าไปใกล้เท่านั้นแหละ จึงเห็นได้ชัด


ชมบรรยากาศเสร็จ ก็เดินทางกลับมายังท่าเรือ เราต้องโทรจองรถตู้ เพื่อให้เค้าเข้ามารับที่เขื่อนนะคะ เบอร์โทรแทรกไว้แย้วด้านบนเน้อ

 

ว่าด้วยเรื่องที่พัก

แพนางไพร เป็นที่พักของทางอุทยาน ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าจะสะดวกสบายนะคะ
ที่พักไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ภายในห้องมีเพียงหน้าต่างเท่านั้น ตอนกลางวันอากาศร้อน กลางคืนเย็นสบายค่ะ
ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แยกหญิง-ชายค่ะ
จะมีการปั่นไฟตอนหกโมงเย็น ไม่มีปลั๊กไฟในห้อง ถ้าจะชาร์จแบตต้องไปชาร์จที่ส่วนกลาง ปลั๊กมีไม่เยอะ ถ้าจะให้ดี เอาปลั๊กสามตาไปค่ะ เผื่อแผ่คนอื่นด้วย

สัญญาณโทรศัพท์ มีเพียงอันเดียว คือ 12call ค่ะ คาดว่าน่าจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์รึป่าวไม่แน่ใจนะคะ แต่วันที่เราไปใช้ได้แค่สองทุ่ม ก็ไม่มีสัญญาณเลย พอสายๆมาก็ใช้ได้ปกติค่ะ ถ้าจะให้ชัวร์ ติดต่อคนที่บ้านไว้ก่อนดีกว่า

อาหารของที่นี่ พี่เค้าจะจัดเป็นชุดๆไว้ให้เลยค่ะ สามารถเติมได้ตลอด ไม่อั้นเลย แค่อาหารอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ
อาหารเที่ยงจะเริ่มตอนเที่ยงครึ่ง

อาหารเย็นเริ่มตอนหกโมงครึ่ง

อาหารเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่งค่าาา

 

ในเมืองสุราษฎร์ฯก็ชิลล์ได้

ที่พักในเมืองของเรานั้น เราพักที่ Cheaper Room จองผ่านอโกด้า ได้มาในราคา 320 บาท อยู่ไกลในเมืองซักหน่อย แต่ราคาโอเค พี่คนขับรถตู้จอดให้เราลงตรงศาลหลักเมือง เพื่อต่อรถเข้าที่พัก ค่ารถกะป๊อเข้าที่พักนั้น คนละ 40 บาท (คิดในใจ ลุงไม่หลอกหนูอีกแล้วใช่มั้ยคะ?) นั่งรถมานานพอสมควร โล่งใจ สี่สิบบาทของเราใช้คุ้มค่าแล้วว่ะ
ถึงแม้ที่พักของเราจะไกลจากตัวเมือง แต่ก็มีบริการมอไซค์ให้เช่า วันละ 150 บาท เราตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซค์ดีกว่า ใช้บริการรถกะป๊อคงไม่ไหว โดนหลอกตั้งแต่วันแรกเลยฮะ

ถึงเวลาชิลล์ในเมืองกันแล้วววววว
ที่แรกที่เราไปกัน ก็คือไปไหว้ศาลหลักเมืองก่อนเลยค่ะ เพื่อความเป็นศิริมงคล

ต่อด้วย เกาะลำพู

เกาะลำพูเป็นสวนสาธารณะ มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางแม่น้ำ มีต้นลำพูเยอะมาก คงเป็นที่มาของชื่อเกาะมั้งคะ 55555
โดยปกติ นักท่องเที่ยวมักจะเช่าเรือในตอนกลางคืน เพื่อมาดูหิ่งห้อยกันค่ะ เพราะหิ่งห้อยจะมาอยู่ที่ต้นลำพูเยอะ (อ่านข้อมูลจากในเว็ปมา)
ที่นี่จะมีนกพิราบเยอะมากกกก คนส่วนใหญ่ก็มักจะมาให้อาหารนกกัน

เมื่อวานไปดูพระอาทิตย์ตกที่เขื่อน วันนี้เราลองมาดูพระอาทิตย์ตกในเมืองกันบ้าง ที่สะพานศรีสุราษฎร์

นั่งดูพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ท้องก็ร้อง ถึงเวลาข้าวเย็นพอดี
จากการสอบถามพี่ๆในเมืองมา มีแต่คนแนะนำให้มา ตลาดศาลเจ้า
อู้วววหู้ววววว ของกินเยอะมากค่าาา เดินไปกินไป ชิลล์จริงๆ

เดินเข้าไปในตลาด จะสังเกตเห็นร้านนึง คนยืนต่อแถวเยอะมาก เราก็เลยเดินเข้าไปดู เห็นป้ายเขียนว่า เนื้อปลาทอดมันย่าง ก็งงๆ ว่าคืออะไร หันไปบอกแฟน "เธอๆ คนยืนรอเพียบเลย เราว่าอร่อยชัวร์" 55555555 ยอมยืนต่อแถวรอเพื่อจะชิม คือถ้าเป็นที่รู้กัน เค้าจะก็เดินมาสั่ง ละเดินไปซื้อของ พอขากลับก็จะแวะมาเอาแบบนี้ เพราะนานมากกกก บางทีเห็นยืนรอ 2-3 คนก็ใช่ว่าจะถึงคิวเราเร็วนะคะ ไม่ีเลยค่ะ มีคนแวะมาสั่งไปก่อนหน้าที่เราจะมาแล้ว แต่ก็สมกับที่รอค่ะ อร่อยมากๆ มันก็คือทอดมันที่เอามาห่อไม้ แล้วก็นำมาย่างแทนการทอด ป้าจะขายเป็นชุด 5 ไม้ 20 บาท ถ้าใครได้ไปเดินตลาดศาลเจ้า อย่าลืมแวะไปชิมนะคะ

เช้าสุดท้ายที่สุราษฎร์

"หมดเวลาแล้ว เธอคงต้องไป แต่สิ่งที่เหลือในใจยังอยู่ คือความคิดถึงที่เธอนั้นไม่รู้"

วันสุดท้ายในสุราษฎร์ เราตื่นมาตอนเช้า เพื่อไปหาของกิน เตรียมตัวเดินทางกลับ โดยจากที่พักเรานั้น มีวิธีการเดินทางไปสนามบินได้สองทาง
1. นั่งรถกะป๊อ ไปที่ท่ารถพันทิพย์ ทางที่พักจะโทรเรียกรถกะป๊อให้ ค่ารถกะป๊อ 100 บาท
2. เหมาแท็กซี่ให้ไปส่งที่สนามบินเลย ราคาเหมา 350 บาท เห้ยยยยย มันถูกว่ะแกรรรร รถมารับถึงที่พักเลย ไม่ต้องกะเวลาเดินทางมาก เราจึงเลือกใช้วิธีที่สองกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงสนามบิน

ทุกการเดินทางย่อมต้องมีสิ้นสุด สุดท้ายเราก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตกันต่อไป
โบกมือลาสุราษฎร์ แล้วเราจะมาพบกันใหม่นะ สุราษฎร์

การเดินทางนั้นทำให้ร่างกายอ่อนล้า แต่ว่าดีต่อใจ
อย่าลืมหาเวลาไปพักใจกันบ้างนะคะ


ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ

 

ขอบคุณรูปภาพและบทความโดย น้องอังน้อย ด้อยความรัก

แสดงความคิดเห็น