1 Day Trip in Ranong : เที่ยวเมืองระนอง ต้องลองมันให้สุด!

06 เมษายน 2560 | โดย ภรรยาหา สามีใช้ (4,582 เข้าชม)
แบ่งปัน:

จังหวัดระนองน่าจะเป็นจังหวัดที่กำลังมาแรงมากๆ ในช่วงนี้ เพราะมีทั้งกระแสเที่ยวทะเลพม่าอีกทั้งยังมีการโปรโมทจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วยว่าที่นี่คือ 1 ในเมืองต้องห้าม......พลาด และแน่นอนว่าด้วยกระแสที่มันแรงขนาดนี้ ผมกับภรรยาก็เลยต้องรีบหาโอกาสไปก่อนที่คนจะเยอะกว่านี้แล้วจะทำให้เที่ยวไม่สนุก

สำหรับจุดหมายแรกๆ ที่คนจะนึกถึงระนองในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้นเกาะพยาม, ทะเลพม่า ไม่ก็บ่อน้ำร้อนธรรมชาติแน่ๆ โดยตัวผมเองก็ได้ไปเกาะนาวโอพี หนึ่งในเกาะของพม่าที่หาดสวย น้ำใส ทรายนุ่มสุดๆ ตามลิงก์นี้มาแล้ว https://pantip.com/topic/36283325 ทีนี้สิ่งที่ผมจะไปลำดับถัดไปก็คือบ่อน้ำร้อนธรรมชาติอันขึ้นชื่อของระนองนั่นเอง แต่ว่าจะไปเที่ยวทั้งทีจะไปแค่อย่างเดียวมันก็กระไรๆ อยู่ ดังนั้นผมก็เลยจัดโปรแกรม 1 Day Trip เที่ยวตัวเมืองแบบเต็ม Max มาให้ทุกคนดู เผื่อใครเห็นแล้วชอบใจจะได้ตามรอยครับ

จริงๆ แล้วตามความคิดของผมกับภรรยาในตอนแรกเรากะว่าวันที่เราจะเที่ยวในตัวเมืองระนองนั้นเราอาจจะเช่ารถจักรยานยนต์หรือไม่ก็รถยนต์เที่ยว แต่ก็แอบหวั่นๆ เหมือนกันว่าจะหลงทางหรือขับเด๋อๆ ด๋าๆ ในเมืองหรือเปล่า ผมก็เลยปรึกษาพี่สาวของผมคนนึงซึ่งอยู่ที่ระนอง พี่เค้าก็เลยบอกว่า “เฮ้ยยยย....มาเที่ยวระนองทั้งที แถมมาครั้งแรกด้วย ต้องมาให้สุดสิจ๊ะ มานี่เดี๋ยวพี่จัดโปรแกรมและรถให้เอง”
และนี่ก็คือหน้าตาของรถที่พี่สาวผู้น่ารักของผมจัดให้ รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายให้ด้วย น่ารักที่สุดเลยครับ ><


รถหน้าตาแบบนี้เค้าเรียกกันว่ารถสองแถวไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองระนองเลย หากใครไปเมืองระนองจะต้องเห็นรถหน้าตาแบบนี้วิ่งไปมาตามถนนเต็มไปหมดอย่างแน่นอน แล้วก็นอกจากพี่สาวผู้น่ารักของผมจะจัดแจงรถเก๋ๆ หน้าตาแบบนี้ให้แล้ว พี่เค้าก็ยังจัดรูทการเที่ยวให้เสร็จสรรพอีกด้วย โดยโปรแกรม 1 Day Trip ที่พี่เค้าจัดให้ผมก็ตามนี้ครับ

•    อาหารเช้า : โรตีสุดอร่อย
•    ศูนย์วิจัยป่าชายเลน
•    วัดบ้านหงาว
•    แวะซื้อของฝาก OTOP เลื่องชื่อของระนอง
•    แช่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง
•    อาหารกลางวัน
•    บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน
•    ระนองแคนย่อน
•    อ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น
•    น้ำตกหงาว
•    ภูเขาหญ้า
•    พระราชวังรัตนรังสรรค์
•    อาหารเย็น
•    ถนนคนเดิน

เป็นยังไงล่ะครับ แผนที่พี่สาวผมวางไว้มันจัดเต็มมากๆ เลยใช่มั้ยครับ เดี๋ยวเราไปดูกันว่าเราจะไปทั้งหมดทันตามแผนหรือเปล่า ถ้าพร้อมแล้ว มาขึ้นรถสองแถวไม้ไปเที่ยวระนองพร้อมๆ กันเลยครับ

เช้าวันนั้นผมกับภรรยาเริ่มออกจากที่พักตอน 8.00 น. โดยจุดหมายแรกที่เราไปตามแผนก็คือ “โรตีนิสรา” โรตีที่เค้าว่ากันว่าอร่อยมาก และเป็นของดีเมืองระนอง....มาแล้วต้องลองให้ได้

สำหรับร้านโรตีนิสรานั้นจะมีอยู่ 2 ร้านด้วยกัน โดยห่างกันแค่ไม่กี่ห้องแถวเท่านั้น โดยร้านแรกจะอยู่ตรงหัวมุมเป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะในร้านแค่ 2 โต๊ะเท่านั้น ส่วนร้านที่สองจะมีขนาด 2 ห้องและใหญ่กว่ากันเยอะเลย โดยผมกับภรรยานั่งที่ร้านแรกเพราะได้บรรยากาศดีแล้วก็ยังได้เห็นเค้าทำโรตีใกล้ๆ อีกด้วย




เมนูของร้านก็ตามนี้เลยครับ โดยวิธีสั่งก็ง่ายๆ คือเค้าจะมีใบรายการอยู่บนโต๊ะ เราก็จดรายการที่เราต้องการลงไปและยื่นให้ทางร้าน เดี๋ยวซักพักอาหารที่เราสั่งก็จะมาเสิร์ฟครับ สำหรับรายการที่ผมสั่งวันนั้นก็ตามนี้ครับ
•    โรตีธรรมดา 3 แผ่น : แผ่นละ 10 บาท
•    แกงมัสมั่นเนื้อ : 40 บาท
•    ชาเย็น : 20 บาท
•    ชามะนาว : 25 บาท

นั่งรอไม่นาน อาหารที่เราสั่งก็มาเสิร์ฟ เดี๋ยวมาไล่รสชาติกันทีละรายการเลย
•    โรตีธรรมดา : อร่อยมากกกก ไม่ว่าจะจิ้มกับนม หรือกินกับแกง โดยเนื้อโรตีทอดมาได้ดีมาก ผิวข้างนอกกรอบแต่ข้างในยังเหนียวนุ่มอยู่ คืออร่อยจนตอนแรกผมสั่งมาแค่ 2 ชิ้น พอชิมเสร็จต้องสั่งมาเพิ่มอีก 1 ชิ้นทันที แล้วก็ยังมีการซื้อแบบแช่แข็งกลับบ้านด้วยอีก 1 แพ็คครับ (โรตีแบบแช่แข็ง แพ็คละ 40 บาท มีทั้งหมด 8 ชิ้น สามารถเอาไว้นอกตู้เย็นได้นานเกิน 10 ชั่วโมงเพราะเค้าฟรีซไว้อย่างดี)
•    แกงมัสมั่นเนื้อ : อร่อยถูกปากดีครับ
•    ชาเย็น : อร่อยมาก หอม มัน ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย เป็นอีกเมนูนึงที่ถ้ามีโอกาสได้กลับไปที่ร้านอีกก็จะสั่งมากินครับ
•    ชามะนาว : อันนี้ธรรมดาครับ แนะนำให้สั่งชาเย็นมากินดีกว่า



จบจากร้านโรตีนิสรา เราไปต่อที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลน แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นวันนี้ประตูเค้าปิด เราก็เลยแห้วอดเข้าไปกัน @_@ จากนั้นรถสองแถวไม้จึงพาเราไปที่วัดบ้านหงาว ซึ่งเป็นวัดดังประจำจังหวัดระนอง โดยที่วัดนี้จะมีอุโบสถที่สวยงามมากๆ รวมทั้งหลวงพ่อดีบุก พระพุทธรูปที่สร้างจากดีบุกองค์ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยครับ

ตัวอุโบสถวัดสวยงามมากๆ และก็ตำแหน่งของวัดนั้นยังอยู่ตรงข้ามกับน้ำตกหงาวอีกด้วย แต่ในวันที่ผมไปนั้นสภาพอากาศฝั่งน้ำตกหงาวนั้นไม่ดีเลย ประกอบกับปริมาณน้ำน้อยมากๆ ก็เลยทำให้ความสวยงามของน้ำตกลดลงไปพอควร และพอถ่ายรูปมาก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยครับ








ไหว้พระขอพรเสร็จ ผมก็ไปแวะซื้อของฝากที่ร้านวัชรี Farm Outlet ครับ เป็นร้านขนาดใหญ่เลย มีของ OTOP ต่างๆ ขายเยอะมาก โดยเฉพาะพวกปลาแห้งต่างๆ, น้ำพริก, เครื่องแกง แล้วก็กาหยู ซึ่งกาหยูนี่ก็คือเม็ดมะม่วงหิมพานต์นี่แหละครับแต่เค้าจะมีการแปรรูปหลายแบบมาก ทั้งนี้โดยส่วนตัวผมกับภรรยาไม่ใช่พวกที่ทำอาหารกินที่บ้านซักเท่าไหร่นัก ก็เลยจัดของมาแค่นิดหน่อยเท่านั้น แต่หากใครที่เป็นสายทำอาหารที่บ้านแล้วก็ขับรถไปเองน่าจะได้อะไรกลับมาเยอะมากแน่ๆ เพราะของเค้าน่าสนใจเยอะเลยครับ

ซื้อของฝากเสร็จเราก็มุ่งหน้าต่อไปยังบ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง เพื่อไปแช่น้ำร้อน โดยการจะเข้าไปที่นี่เราต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กรมอุทยานแห่งชาติด้วยนะครับ ราคาสำหรับผู้ใหญ่คือ 20 บาทต่อคน ซึ่งเราสามารถเก็บบัตรนี้แล้วไปเข้าดูน้ำตกหงาวซึ่งอยู่อีกที่นึงต่อได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินอีกรอบ เพียงแต่ต้องไปภายในวันเดียวกันเท่านั้น


บ่อน้ำแร่พรรั้งนั้น จะเป็นบ่อน้ำแร่ร้อนตามธรรมชาติ แต่จุดที่เค้าเปิดให้เราลงไปแช่นั้นจะเป็นการลงไปแช่ในบ่อที่มีการสร้างขึ้นมาใหม่ โดยมีทั้งหมด 5 บ่อด้วยกัน พอเราไปถึงเราก็ลองเดินๆ ดูก่อนว่าเราชอบโลเกชั่นของบ่อไหน จากนั้นก็ลองเอามือจับๆ ที่ผิวน้ำดูว่าเรารับกับความร้อนระดับนี้ได้มั้ย ถ้ารับได้แล้วก็ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำแล้วก็ลงไปแช่ได้เลยครับ

หมายเหตุ : บ่อแช่น้ำแร่ร้อนทั้ง 5 บ่อนั้นมีความร้อนของน้ำที่ไม่เท่ากัน และกฎระเบียบคร่าวๆ ของการแช่ก็คือจะต้องอาบน้ำให้เรียบร้อย, สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม แล้วก็ไม่ควรแช่นานเกิน 15 นาทีต่อครั้ง โดยจุดใกล้ๆ กับบ่อน้ำร้อนทั้ง 5 จะมีห้องน้ำ, จุดอาบน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไว้ให้เรียบร้อยครับ





นอกจากนี้ใกล้ๆ กับบ่อแช่น้ำร้อนทั้ง 5 บ่อนั้น ยังมีธารน้ำธรรมชาติที่ไหลขนาบข้างๆ ด้วย และแน่นอนว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่มักจะมาเล่นน้ำที่นี่มากกว่า เพราะมันเย็นและที่สำคัญเค้ายังมีการกั้นบางช่วงให้เป็นสระขนาดใหญ่มากๆ ไว้ด้วยครับ ทำให้สามารถเล่นน้ำได้อย่างสนุกสนานไปเลย




ผมอยู่ที่บ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้งประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็เดินทางไปกินข้าวเที่ยงและไปสัมผัสอีกหนึ่งความร้อนของระนองที่บ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน

บ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวารินนั้นเป็นบ่อน้ำแร่ร้อนที่มีชื่อเสียงมากๆ ของจังหวัดระนอง โดยตั้งอยู่ที่กลางเมืองเลยและมีทั้งหมดถึง 3 บ่อด้วยกันได้แก่บ่อพ่อ, บ่อแม่ แล้วก็บ่อลูกสาว โดยบ่อพ่อจะเป็นบ่อที่มีความร้อนมากที่สุด ระดับน้ำร้อนสูงถึง 65 องศาเซลเซียส ร้อนจนไอขึ้นและเพียงแค่เราไปยืนใกล้ๆ เหงื่อเราก็ไหลออกมาแล้วครับ ส่วนบ่อแม่กับบ่อลูกสาวนั้นจะอยู่ติดกับถนน ระดับน้ำไม่ได้ล้นมาที่ปากบ่อและก็ไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนเท่ากับบ่อพ่อครับ




จุดเด่นสุดๆ ของบ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวารินก็คือเป็นบ่อน้ำแร่ร้อนบ่อเดียวในประเทศไทยที่มีแร่ธาตุที่สำคัญปนอยู่และไม่มีสารกำมะถันเจือปนอยู่เลย เราจึงสามารถดื่มน้ำจากบ่อนี้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการกรองใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทั่วทั้งโลกมีบ่อน้ำแร่ร้อนที่มีลักษณะแบบนี้เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น อีกทั้งน้ำแร่ร้อนของที่นี่ยังถูกนำไปใช้ในพิธีมงคลต่างๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ดังนั้นหลายๆ คนที่เดินทางมาที่นี่จึงมักจะกรอกน้ำแร่ใส่ขวดเพื่อกลับไปดื่มที่บ้านครับ

ด้วยความที่บ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวารินมีจุดเด่นหลายอย่างแบบนี้นี่เอง ทำให้ทางจังหวัดระนองได้ทำการสร้างบ่อแช่น้ำร้อนไว้ใกล้ๆ บริเวณบ่อพ่อเพื่อให้ผู้คนต่างๆ ได้มาแช่น้ำร้อนกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและรักษาโรคต่างๆ โดยเปิดให้แช่ฟรี ไม่คิดค่าบริการใดๆ

นอกจากนี้ทางระนองยังได้สร้างลานสุขภาพสุดพิเศษขึ้นมาอีกด้วย โดยดูเผินๆ ด้วยตาเปล่าเราอาจจะคิดว่ามันคือลานพื้นปูนกว้างๆ ปกติ แต่หากเราได้เหยียบเท้าเข้าไปข้างในแล้วเราจะรู้ว่ามันร้อนมาก!!! นั่นก็เพราะว่าลานสุขภาพแห่งนี้มีน้ำแร่ร้อนไหลเวียนผ่านอยู่ด้านล่างและส่งผลให้พื้นที่เราเหยียบร้อน ร้อนจนผมไม่สามารถที่จะยืนนิ่งๆ ได้เลย แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลายๆ คนที่สามารถมานอนนิ่งๆ บนลานแห่งนี้ได้ บางคนนี่สามารถนอนได้ตรงๆ บนพื้นปูนโดยที่ไม่มีอะไรมารองร่างกายเลยครับ

สำหรับจุดเด่นของลานสุขภาพแห่งนี้คือจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและรักษาอาการเจ็บข้อเข่าต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะผู้สูงอายุจะมานอนเล่นที่ลานแห่งนี้เป็นจำนวนมาก


ถัดจากลานสุขภาพไปก็จะมีที่แช่น้ำแร่ร้อนซึ่งเป็นของเอกชนโดยจะต้องเสียค่าบริการในการใช้งาน ซึ่งหน้าตาและความเป็นส่วนตัวก็ถือว่าดีกว่าข้างนอกพอควรครับ และในบริเวณใกล้ๆ กันก็จะมีทางเดินสะพานไม้เก๋ๆ ที่ให้เราเดินข้ามไปอีกฝั่งด้วย บรรยากาศสวยงามดี






จริงๆ แล้วนอกจากการเดินข้ามสะพาน เรายังสามารถที่จะเดินลงไปตรงธารด้านล่างได้ด้วยนะครับ ผมเห็นมีหลายคนเดินลงไปถ่ายรูปกัน แล้วก็มีหลายคนที่นำอาหารไปนั่งทานด้วย ดูแล้วก็ได้บรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นดีเหมือนกัน ไว้ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสกลับมาอีกเดี๋ยวผมจะมาลองมั่ง

จบจากบ่อน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน รถสองแถวไม้ก็พาผมไปต่อที่ระนองแคนย่อน ซึ่งการเดินทางในตอนนี้ใช้เวลานานพอดู น่าจะราวๆ 30 นาทีได้ เพราะเป็นเส้นทางขึ้นเขาหลายช่วงทำให้รถทำความเร็วมากไม่ได้

ในอดีตนั้นระนองแคนย่อนคือเหมืองแร่ที่มีการทำเหมืองแบบฉีด โดยจะฉีดน้ำให้กัดเซาะดินปนแร่จากตัวภูเขาให้ไหลลงมาสะสมในแอ่งน้ำด้านล่าง หลังจากนั้นก็จะทำการสูบน้ำจากแอ่งน้ำดังกล่าวไปทำการแยกแร่ออกเป็นลำดับต่อไป ต่อมาเหมืองแร่แห่งนี้ได้ปิดตัวลงจึงได้มีการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดระนองอย่างเช่นทุกวันนี้



จุดเด่นของระนองแคนย่อนนอกจากภูเขารูปทรงสวยงามแล้วก็คือแอ่งน้ำด้านหน้าที่เต็มไปด้วยปลามากมาย และที่มีปริมาณมากมายไม่แพ้กับฝูงปลาก็คือกลุ่มเด็กที่ขายอาหารปลา!! น้องเหล่านี้จะเข้ามาชาร์จและเสนอขายอาหารปลาตั้งแต่ที่รถเราเลี้ยวเข้าลานจอดรถเลย และจะมาพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งผมเดาว่าน้องๆ เหล่านี้น่าจะมีปัญหาในการแย่งลูกค้ากันบ่อยมาก เพราะพอผมบอกว่าผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อจากใครดี น้องๆ ก็หันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลมแล้วก็ทำการตัดสินกันด้วยกำปั้นทันที!!
.
.
.
.
.
ผมล้อเล่นฮะ น้องๆ เค้าจะโอน้อยออกเพื่อหาผู้ชนะที่จะได้ขายของกันครับ เอาเป็นว่าใครที่มีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็ช่วยซื้อจากน้องหลายคนหน่อยนะครับ เพราะถุงนึงไม่แพง ราคา 20 บาทต่อถุงเอง น้องๆ เค้าจะได้ไม่ต้องห้ำหั่นกันมากครับ



จุดที่สวยจุดนึงของระนองแคนย่อนนั้นก็คือบริเวณจุดชมวิวที่เราจะต้องเดินขึ้นเขาไปเล็กน้อย ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงครับ แนะนำว่าให้เดินขึ้นไปดู ไม่เหนื่อยมากครับ

ปล. สำหรับใครที่กลัวเดินแล้วจะหลงทางสามารถให้น้องที่เราซื้ออาหารปลาจากเค้านำทางไปได้นะครับ และพอน้องเค้านำทางกลับมาที่รถ น้องเค้าจะถามคำถามนึงที่ทำให้เราประทับใจมากๆ ว่า “พี่คะ หิวน้ำมั้ยคะ ร้านหนูมีน้ำเย็นๆ ขายด้วยนะคะ” บอกเลยว่านี่มันสุดยอดพนักงานขายมากๆ ปรบมือให้เลย

เที่ยวระนองแคนย่อนจบ จุดหมายถัดไปก็คืออ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ใช้เวลานั่งรถประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว โดยจุดนี้จะเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมดาๆ นี่แหละครับ แต่วันที่ฟ้าใสๆ ก็ได้ภาพสวยๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านเหมือนกัน แต่หากใครไม่ชอบอากาศร้อนๆ หรือเวลาจำกัดก็ข้ามจุดนี้ไปได้เลยครับ








จบจากการทำให้ตัวเกรียมที่อ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้นแล้ว ผมก็ไปต่อยังน้ำตกหงาว ซึ่งจริงๆ แล้วตัวน้ำตกหงาวนั้นเป็นน้ำตกที่สวยงาม เหมาะสำหนับการดูระยะไกลๆ นะครับ แต่ว่าวันนี้ไหนๆ ก็มีบัตรเข้าอุทยานที่จ่ายเงินไปเมื่อเช้าแล้วก็เลยแวะเข้าไปดูใกล้ๆ และก็เลยทำให้ผมรู้ว่าน้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่ค้นพบปูเจ้าฟ้า ปูชนิดใหม่ของโลกที่มีลำตัวสีขาว ก้ามเป็นสีดำ และด้วยลักษณะทางกายภาพที่แปลกแบบนี้ก็เลยทำให้ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษของปูชนิดนี้คือ Panda Crab หรือปูแพนด้านั่นเอง

การเดินเข้าไปชมน้ำตกหงาวจากจุดจอดรถนั้นไม่ไกลมาก เป็นทางเดินขึ้นเนินเล็กๆ ไปเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 500 เมตรเท่านั้น โดยจุดสิ้นสุดของเส้นทางก็จะเป็นชั้นล่างของน้ำตกครับ แต่ในวันที่ผมไปนั้นปริมาณน้ำมันน้อยมากๆ ผมก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมาเลย สำหรับจุดนี้หากใครมีเวลาจำกัด ผมว่าข้ามไปก็ได้นะครับ ดูจากระยะไกลๆ ตรงวัดบ้านหงาวก็พอแล้วครับ

หลังจากที่ออกมาจากน้ำตกหงาว ผมก็ไปต่อยังภูเขาหญ้า ภูเขาขนาดเล็กที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมากลางพื้นดินโล่งๆ ใกล้ๆ ถนนใหญ่ และก็ทำให้สถานที่แห่งนี้โด่งดังมีชื่อเสียงขึ้นมาโดยเฉพาะช่วงที่หญ้าเปลี่ยนเป็นสีทองในช่วงปลายๆ ปีครับ

และเนื่องจากช่วงที่ผมไปภูเขาหญ้านั้น ท้องฟ้าบริเวณนั้นปลอดโปร่ง สีฟ้าเข้มสวยงามมากๆ ประกอบกับรถสองแถวไม้ที่ผมนั่งมานั้นก็เก๋เหลือเกิน ผมก็เลยถ่ายรูปเล่นกับรถสองแถวไม้ซะนานเลยครับ




พอถ่ายรูปที่ภูเขาหญ้าเสร็จ รถสองแถวไม้ก็พาผมไปยังจุดหมายสุดท้าย นั่นก็คือ “พระราชวังรัตนรังสรรค์“ โดยหลังจากนี้ พี่สาวผมจะมารับไปกินข้าวเย็นและพาไปเที่ยวที่ถนนคนเดินต่อ

พระราชวังรัตนรังสรรค์ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขารัตนรังสรรค์ ใกล้ๆ กับศาลากลางจังหวัดระนอง โดยเป็นพระราชวังจำลองที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยพระราชวังแห่งนี้สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง ภายในพระราชวังจะมีการจัดแสดงหลายอย่าง ได้แก่ ห้องบรรทมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ห้องพระราชินี, อาคารทรงแปดเหลี่ยม, อาคารท้องพระโรง, สะพานเชื่อมอาคารที่ประทับกับอาคารแปดเหลี่ยม เป็นต้น

สำหรับใครที่ต้องการเข้าชมที่พระราชวังแห่งนี้จะต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 50 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 20 บาทสำหรับเด็ก โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำเดินบรรยายเป็นรอบๆ เพียงแต่ว่าเค้าจะเปิดบริการแค่วันจันทร์-ศุกร์ (เว้นวันหยุดราชการ) ในช่วงเวลา 8.30-17.30 น. เท่านั้น ดังนั้นสำหรับคนที่มาในวันเสาร์แบบผมก็อดเข้าชมไปตามระเบียบครับ ทำได้แค่ดูความสวยงามจากภายนอกเท่านั้นเอง T______T






ผมใช้เวลาเดินเล่นอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ประมาณ 15 นาที พี่สาวของผมก็มาถึง จากนั้นก็พาเราไปทานอาหารทะเลและอาหารปักษ์ใต้อร่อยๆ ที่ร้านเคียงเล

เราทานข้าวกันเสร็จตอนประมาณ 19.00 น. จากนั้นก็กลับเข้ามาในเมืองเพื่อไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินรวมทั้งนั่งทานของหวานอร่อยๆ ต่อ และสุดท้ายผมก็จบโปรแกรมในคืนนั้นตอนเวลาประมาณ 21.30 น. ซึ่งก็แน่นอนว่าทันทีที่ผมอาบน้ำเสร็จและหัวถึงหมอนผมก็หลับสนิทกรนคร่อกๆ ทันที เพราะมันเป็นหนึ่งวันที่สนุกมาก เป็นหนึ่งวันที่ผมได้เที่ยวระนองแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน เป็นหนึ่งวันที่ทำให้ผมหลงรักจังหวัดนี้ มันเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์จริงๆ และผมคิดว่าคงอีกไม่นานหรอก เดี๋ยวผมจะต้องได้กลับมาเยือนจังหวัดนี้อีกครั้งแน่ๆ

สำหรับใครที่สนใจจะเช่ารถสองแถวไม้เที่ยวเมืองระนองแบบผมก็ลองติดต่อคนขับรถที่วิ่งไปมาดูนะครับ เรทราคาคร่าวๆ คือชั่วโมงละ 250 บาท เหมาทั้งวัน 8 ชั่วโมง 1,700 บาท (ราคานี้รวมค่าน้ำมันและคนขับเรียบร้อยแล้ว) หากเที่ยวแค่ 2-3 คนอาจจะแพงไปหน่อย แต่ผมว่าถ้าหาเพื่อนได้ซัก 6 คนนี่กำลังดีเลยครับ สนุกและชิวดี

ก็จบลงแล้วนะครับ สำหรับทริปเที่ยวเมืองระนอง ต้องลองมันให้สุดในหนึ่งวันของผม หากใครที่ชอบเรื่องราวการเดินทางของผมก็สามารถเข้าไปติตามอ่านเรื่องราวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/amazingcouples  นะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้า สวัสดีครับ

แสดงความคิดเห็น