สูดอากาศที่คีรีวง แ ล้ ว ไปชมโลมาสีชมพูที่ขนอม

21 มิถุนายน 2560 | โดย ลิตเติ้ลแบร์แบร์ (5,116 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีเด้อค่าาาาาาา
กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่ 3 ในปี60ของเรา ที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง

ทริปนี้เป็นทริปลงภาคใต้ของเราที่นั่งรถไฟไปครั้งแรก จุดประสงค์คือเราจะไปงานบวชเพื่อนที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ไหนๆก็ได้ไปใต้แล้วก็ไม่อยากให้เสียโอกาสที่ได้ไป เลยมีแพลนกับเพื่อนว่าพอเสร็จงานจะไปเที่ยวต่อกันที่ หมู่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช , , ,

 

 

(1)
21 พฤษภาคม 2560


เราเริ่มต้นเดินทางจากสถานีหัวลำโพง ...
แค่เริ่มเดินทางก็มีเรื่องวุ่นวายแล้ว คือว่าเรามาถึงหัวลำโพง 16.50 น. ซึ่งตั๋วของเราระบุเวลารถไฟออกคือ 17.05 น. เรามีเวลาเพียง 15 นาทีในการหาขบวนรถไฟของเรา พอรู้ว่ารถไฟขบวนไหนแล้วยังไม่พอเราได้นั่งตู้ที่ 2 คือเราต้องวิ่งจากตู้ท้ายสุดขึ้นมา เหนื่อยก็เหนื่อยขำก็ขำ พอขึ้นมานั่งแปปนึงอยากลงไปถ่ายรูปกับป้ายขบวนข้างรถไฟซะหน่อย รถไฟก็ดันออกซะงั้น

ก๋วยเตี๋ยว 10 บาทบนรถไฟที่ใครขึ้นรถไฟแล้วไม่ซื้อกิน ก็เหมือนกับไม่ได้ขึ้นรถไฟ ..

เราชอบนั่งรถไฟชั้น 3 เพราะมันทำให้เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ได้เพื่อนใหม่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ถึงใครบางคนจะว่ามันนั่งไม่สบายมั่ง ร้อนมั่ง แต่เราก็ยินดีที่จะสละความสบายเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่เราจะได้รับ บนรถไฟชั้น 3 คราวนี้เราได้เห็นพระอาทิตย์ตก ได้เพื่อนใหม่เป็นคนจังหวัดตรัง นั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆโดยไม่ได้มีความรู้สึกเบื่อเลย ได้ปะทะกับละอองฝนและลมเบาๆจากข้างหน้าต่าง ได้เรียนรู้วิถีการนอนบนรถไฟชั้น 3 อย่างไรให้สบายและได้ดูดาวผ่านจากหน้าต่างอีกด้วย

 

 

(2)
22 พฤษภาคม 2560

เราถึงสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานีตอน 04.28 น. และได้ลงไปถ่ายรูปข้างตู้ขบวนที่ตอนแรกวิ่งลงมาถ่ายไม่ทัน


พอลงมาจากรถไฟก็ไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำและไปหาอะไรกินรองท้องที่เซเว่น และหารถต่อไปที่ตลาดเกษตร1 เพื่อที่จะไปรอเพื่อนที่มารถทัวร์

ในส่วนของสุราษฎร์นั้นเราไปแค่งานบวช ไม่ได้ไปไหนเลยตอนแรกก็ว่าจะไปสมุยกันแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป,,,

 

 

(3)
23 พฤษภาคม 2560

 

เรานั่งรถ 2 แถวจากบขส.สุราษฏร์ บอกให้เค้ามาส่งที่ท่ารถตู้ที่จะไปคีรีวง อยู่ที่ตลาดเกษตร2 ค่ารถตู้ราคา 120 บาทใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางก็เจอฝนบ้างแดดบ้าง แต่เราชอบถนนของภาคใต้นะมันดูร่มรื่นไปหมด


รถตู้ส่งเราที่หน้าเทศบาลนครศรีธรรมราช พอดีพวกเราเจอพี่สาวใจดีที่นั่งรถตู้มาด้วยกันอาสาพาพวกเราไปส่งท่ารถ 2 แถวเพื่อไปคีรีวง



ถึงแล้วจ้าา ,,, หมู่บ้านคีรีวง

พวกเรามาถึงคีรีวงเกือบ 6 โมงเย็นโดยไม่ได้จองที่พักมาก่อนเพราะคิดว่าวันธรรมดาคนไม่น่าจะเยอะ แต่กลับผิดคาดที่พักหลายๆที่เต็มเราเดินไปร้านบ้านนายทั่งก่อนจากคำแนะนำของพี่สาว ให้ไปบอกเค้าได้เลยว่าอยากได้ที่พักแบบไหน โฮมสเตย์ รีสอร์ท หรือแบบติดน้ำ แต่บอกเราไปถามเค้าบอกเต็มแล้ว พวกเราเริ่มมองหน้ากันล่ะว่าจะเอาไงดี เพราะไม่รู้เลยว่าควรจะจองมาก่อน


เริ่มเปิดเน็ตเสิร์ชหาไปเจอ เพชรคีรี โฮมสเตย์ ก็ดูกันว่าน่าจะโอเคเลยโทรไปสอบสอบถามเขา ตอนแรกเขาบอกว่าที่พักเต็มแล้วแต่ให้ถือสายรอสักครู่ แล้วเค้าก็บอกกับพวกเราอีกรอบว่ามีที่พักว่างเดี๋ยวให้คนไปรับ พอมาถึงโฮมสเตย์เราว่าเอะใจแล้วว่าแปลกๆนาาา ไม่เห็นเหมือนในรูปเลยแต่ตอนนั้นด้วยความเหนื่อย ความหิวอะไรหลายๆอย่าง ทำให้ไม่ได้สนใจเอาของเข้าไปเก็บคุยราคากันเรียบร้อยคือคนละ 250 บาท ถ้าเช่าจักรยานด้วยก็อีกคนละ 50 บาท ตอนที่เปิดห้องเข้าไปดูก็ตะหงิดๆในใจแล้วว่าเป็นห้องแบบนี้หรอ แต่ก็ไม่ถามไถ่อะไรป้าเขามากมายเพราะแต่ละคนก็หิวข้าว ป้าเขาก็บอกว่าถ้ามีอะไรก็เรียกป้าได้ตลอดเลยนะ


อาหารมื้อแรกที่คีรีวง จัดไปด้วยส้มตำพร้อมฟินกับบรรยากาศรอบตัว


พอหนังท้องตึงค่อยทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยก็เริ่มคุยกันแล้วว่ามันใช่รึเปล่าที่พักที่เราไปเนี่ยใช่เพชร คีรี รึเปล่า เก็บความสงสัยกลับไปถามคุณป้าเขาสรุปว่า เขาเป็นเครือข่ายของเพชรคีรี คือระบบโฮมสเตย์ที่คีรีวงจะเป็นแบบกระจายรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยถ้าหากที่พักหลักเต็มเขาจะโอนที่พักให้ชาวบ้านอัตโนมัติ พวกเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าระบบเขาเป็นแบบนี้แล้วเขาก็ไม่เเจ้งเราด้วย และพวกเราเองก็ผิดเองที่ไม่ถามตั้งแต่ทีเเรก ก็เลยเฟลไปพักนึงเลย แล้วที่พักคือไม่มีผ้าเช็ดตัว ไม่มีสบู่อะไรเตรียมไว้ให้เลย พอเราไปถามหาผ้าเช็ดตัวเขาก็บอกเราว่าถ้าแบบนั้นต้องไปพักรีสอร์ทถึงจะมีให้ครบทุกอย่าง เราก็อ้าว แบบนี้ก็มีหรอ เราเข้าใจมาตลอดเลยนะว่าพักโฮมสเตย์นี่คือการมาพักอาศัยกับคนถิ่นนั้นๆ มานอนบ้านเขาเหมือมานอนพักบ้านญาติอะไรแบบนี้ เราเคยไปนอนโฮมสเตย์ที่แพร่ คืนละ 400 กว่าบาทหารกัน 2 คนเหลือคนละ 200 กว่าบาท มีทุกอย่างให้เขาจะคอยถามเราตลอดว่าหนูอยู่ได้ไหมลูกขาดเหลืออะไรบอกป้าได้เลย มีอาหารเช้าให้เสร็จสรรพ แต่ที่คีรีวงนี่ถ้าเกิดจะเอาอาหารเช้าด้วยต้องเพิ่มเงินอีก 120 บาท คือคิดทุกอย่างเป็นเงินหมดเลย เราก็คุยกันว่าพอมันเป็นธุรกิจไปหมดแล้วไม่ไดีเลยเนอะอะไรก็คิดเป็นเงินไปหมด เราไม่แฮปปี้กับโฮมสเตย์ที่คีรีวงเท่าไรเลย

 

 

(4)
24 พฤษภาคม 2560


ตอนเช้าที่พักมี กาแฟ โอวัลติน ให้ชงกินได้ตามใจชอบ แถามด้วยปาท่องโก๋อีก 1 จาน ด้วยความเหนื่อยจากอะไรหลายๆอย่าง ทำให้คืนที่ผ่านมาหลับค่อนข้างสบายเพราะเงียบมาก คีรีวงเกิน 2 ทุ่มไปแล้วเงียบมาก ตอนแรกกลางคืนเรากะจะออกไปหาอะไรกินกันอีกรอบสรุปอาบน้ำนอนดีกว่าเพราะทางค่อนข้างมืด


พวกเรามีเวลาถึงบ่ายๆในคีรีวงเลยรีบตื่นเช้าเพื่อที่จะมาปั่นจักรยาน สูดอากาศที่ดีที่สุดในประเทศไทย


คีรีวง ตอนเช้ากับตอนเย็นแตกต่างกันมาก ถ้าตอนเย็นๆคนจะพลุกพล่านชาวบ้านกลับมาจากการไปทำสวนบนภูเขา เด็กๆกลับมาจากโรงเรียน แต่พอตอนเช้าถนนโล่งมากแทบไม่มีใครเลยอากาศในตอนเช้าก็ดีมีเสียงนกร้องตลอดทางที่ปั่นซึ่งเหมาะแก่การปั่นจักรยานระยะทางสั้นๆ ชิคชิค


จุดแรกที่เราแวะเข้าไปคือ กลุ่มสมุนไพร


นอกจากอากาศดีที่สุดในประเทศไทยแล้ว คีรีวงยังเป็นที่เดียวในประเทศที่มีมังคุดภูเขาส่งออกกิโลละ 600-700 บาท
และมีผลิตภัณฑ์จากมังคุดมากมาย


ใครไปคีรีวงก็ต้องไปถ่ายรูปที่สะพานแขวน พวกเราเองก็เช่นกันแต่กว่าจะไปถึงสะพานแขวนก็ทำเอาหอบอยู่เหมือนกัน พวกเราเริ่มค้นพบแล้วว่า คีรีวงไม่ได้เหมาะกับการปั่นจักรยานระยะไกลสำหรับคนเวลาน้อยแบบที่เราปั่นกันเท่าไร เพราะแต่ล่ะจุดห่างกันมากมีช่วงจังหวะขึ้นเขาที่ปั่นไม่ไหวจนต้องลงมาจูงรถเดิน และเราก็ไม่รู้มาก่อนว่าสะพานแขวนนี่คือสุดเขตที่เราปั่นไปได้แล้วเพราะถ้าเข้าไปจะเป็นในส่วนสวนของชาวบ้าน


ปั่นจักรยานจนต้องหันมาคุยกันว่าหาที่กินข้าวเหอะไม่ไหวแล้ว ตอนที่สั่งข้าวก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ที่ร้านเลยถามเขาว่าปกติคนที่มาเที่ยวคีรีวงนี่เขาปั่นจักรยานกันรึเปล่าคะ พี่เค้าบอกว่าส่วนมาจะเอารถมากันเองมาถ่ายๆรูปแล้วก็ไป ปั่นจักรยานจริงจังอ่ะน้อยเพราะถ้าจะไปน้ำตกหรืออะไรพวกนี้จักรยานขึ้นไม่ไหว เราก็อ๋อเป็นแบบนี้นี่ ถ้าเราทำแค่นั่งอ่านรีวิวไม่มาสัมผัสด้วยตัวเองเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเป็นยังไง อากาศที่เค้าว่าดีกันนี่ดีจริงรึเปล่า ที่ๆเค้าว่าสวยกันสวยจริงรึเปล่า ปั่นจักรยาน ชิคชิคนี่ชิคจริงรึเปล่าเพราะบางคนเอารถยนต์แต่มาถ่ายรูปกับจักรยานก็มีเยอะไป ถ้าเราไม่ออกเดินทางเองเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าที่เขาพูดอันไหนจริงอันไหนสร้างขึ้นมา


ตอนที่เราจะปั่นกลับที่พักเราได้แวะไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราว่าเราคิดถูกที่แวะเข้าไป จริงๆแล้วคือเราจะไปถามทางเค้าว่ากลุ่มที่ทำผ้ามัดย้อมไปทางไหนเพราะเราสนใจและเห็นว่าที่คีรีวง มีวิสาหกิจชุมชนหลากหลายอาชีพให้เราได้ทำเวิร์คช็อป แต่ถ้าจะมาทำต้องมาเสาร์-อาทิตย์ หรือถ้าหากมาเป็นคณะ กรุ๊ปทัวร์จะต้องมีการติดต่อมาก่อน พี่ค้าก็บรรยายเรื่องราวของคีรีวงให้พวกเราฟัง พอฟังแล้วก็เห้ยย ! นี่เราพลาดอะไรไปเยอะมาก พี่เค้าบอกว่าคนส่วนมากพอมาถึงก็บอกว่าคีรีวงไม่เห็นมีอะไรและเขาก็กลับไปพร้อมกับคำว่าไม่มีอะไรและไปบอกคนอื่นต่อๆกัน แต่ถ้าหากเขารู้ประวัติความเป็นมาเขาจะมองว่าคีรีวงไม่ได้มีดีแค่อากาศ คีรีวงมีดีมากกว่านั้น

พี่เขายังแอบพูดติดตลกอีกว่าอากาศดีกับอากาศร้อนนี่ไม่เหมือนกันนะร้อนก็คือร้อนคนชอบมาแล้วบอกอากาศดียังไงทำไมร้อนจัง มีประเพณีที่สืบทอดกันมา มีเหตุการณ์สำคัญๆที่ทุกคนยังจำได้ ตัวเรายังอยากกลับไปงานพฤศจิการำลึกที่คีรีวงเลย อยากเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา เราได้สอบถามเขาเรื่องระบบโฮมสเตย์ของที่นี่และก็บอกไปว่าเราไม่ค่อยโอเค พี่เขาก็บอกว่าจริงๆในคีรีวง มีโฮมสเตย์ที่ผ่านมาตรฐานเพียงไม่กี่หลังหรอก แต่เดี๋ยวนี้เหมือนธุรกิจมันบูมใครมีบ้านก็อยากเปิดเป็นโฮมสเตย์ ทั้งที่บางทีตัวชาวบ้านเองยังไม่เข้าใจกับคำว่าโฮมสเตย์ด้วยซ้ำ

กว่าเราจะกลับมาถึงที่พักก็เที่ยงกว่าไปแล้ว สุดท้ายเราก็ไม่ได้ไปน้ำตกเลย วันนี้ป้าเจ้าของบ้านมาคุยกับเรา ว่าป้าจะให้ยืมมอร์ไซค์ป้าไปแต่ป้ามาไม่ทันตอนเช้าที่พวกหนูออกไปแล้ว เราเช็คเอ้าท์ออกบ่ายโมงกว่า เค้าก็ไม่ว่าอะไรพวกเรานะ ป้าเขาก็บอกว่ามาคราวหน้าป้าจะมีร้านข้าวหน้าที่พักเองแล้วนะไว้มาคราวหน้ามากินข้าวร้านป้าด้วย เราถือว่าเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นชดเชยกับความรู้สึกที่เสียไปเมื่อวานแล้วกัน ^^’’ พอลาป้าเจ้าของบ้านเสร็จพวกเราก็แวะถ่ายรูปกับสะพานคลองท่าดีก่อนกลับเพราะเดี๋ยวเหมือนมาไม่ถึงคีรีวง และกะว่าถ้ามีเวลาจะไปไหว้พระในเมืองก่อนกลับด้วย

การมาคีรีวงครั้งแรกของเรานี้เรามาแบบไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไรเลย รีวิวก็อ่านมาผ่านๆ ตอนแรกคิดว่าจะกลับไปแบบ คีรีวงก็ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่เปล่าเลย พอกลับมาเราเองกับมีเรื่องราวมากมายอยู่ในหัว มีเรื่องที่อยากเล่ามากมายที่อยากจะเล่าให้ใครต่อใครฟัง ถ้ามีโอกาศกลับไปอีกเราจะต้องไปชิมมังคุดคีรีวง ไปเดินเขาหลวงที่คีรีวง ทำเวิร์คช็อปกับวิสาหกิจชุมชนทุกๆอาชีพ และยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างในคีรีวงที่ทำให้เราอยากจะกลับไปอีกครั้ง ก่อนไปขึ้นรถเพื่อที่จะไป บขส.เราแวะไปร้านบ้านนายทั่งเพื่อเขียนโปสการ์ด และได้เจอกับพี่สาวใจดีคนที่พาเรามาขึ้นรถสองแถววันมา พี่เขาชื่อพี่แมว เป็นพี่สาวของร้านบ้านนายทั่งพวกเราเลยขอถ่ายรูปกับพี่เขาไว้เป็นที่ระลึก

กลับแล้วน้าาาาา คีรีวง

ขณะที่ขึ้นรถสองแถวก็มีเหตุการณ์ที่เราไปชวนคนข้างๆคุยว่ามาคนเดียวหรอคะ มากี่วันแล้ว แล้วได้ไปน้ำตกมารึเปล่าเพราะเราไม่ได้ไป คุยแลกเปลี่ยนกันไปมาก็มีประโยคจากปากพี่เค้าว่า ไปดูโลมาสีชมพูที่ขนอมด้วยกันมั้ย ???? เท่านั้นแหละเรา 3 คนมองหน้ากันว่าเอายังไงดีเพราะเมื่อคืนก็คุยกันแล้ว เพื่อนที่มาด้วยโทรไปหาพี่ที่ร็จักกันที่บ้านอยู่นครไปเล่าเรื่องโฮมสเตย์ให้พี่เขาฟัง แต่บังเอิญพี่เค้าไม่ได้กลับมาบ้านเลยมารับออกไปไม่ได้ แล้วพี่เขาก็แนะนำว่ามานครต้องไปดูโลมาสีชมพูที่ขนอมสิเดี๋ยวมาไม่ถึงนครนะ แล้วพี่เค้าก็เช็คให้ว่าช่วงนี้โลมาขึ้นนะไปยังไงก็ได้เห็นแน่นอน แล้วยิ่งพี่ที่ขึ้นรถสองแถวมาชวนด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวเท่านั้น เราสามคนมองหน้ากันแล้วก็ตกลงกับเขาทันทีว่า "ไปค่ะพี่" แล้วพี่มีแพลนมั้ย พี่เค้าเองก็ไม่มีแพลนไม่เคยมาด้วย เจ้าของโฮมสเตย์ที่คีรีวงแนะนำมาอีกที   

พวกเรามาขึ้นรถตู้ที่ บขส.ค่ารถ 80 บาท ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่งโมงกว่าในการนั่งรถและแล้วก็มาถึง

ข น อ ม


ลุงขับรถตู้ไม่ยอมให้พวกเราลงแต่พาพวกเราไปเติมแก๊สด้วยกันแล้วค่อกลับมาที่ท่ารถตู้ มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าวันละ 250 บาท เวลาคืนก็เติมน้ำมันคืนด้วยและยังเขายังแนะนำที่พักให้พวกเราด้วย แถมบอกว่ามาขนอมต้องนั่งร้านน้ำชาด้วยนะ

พวกเราพักที่ บ้านเพิ่มสุข หาดคอเขา ตอนแรกจะไปพักหาดในเพลาแต่ไกลไปหน่อยเพราะตอนเช้าต้องไปขึ้นเรือที่แหลมประทับ ก็เลยเลือกที่นี่แหละ

พอล้างหน้าล้างตาเก็บของก็ออกไปหาอะไรกินกัน ระหว่างทางไปรถก็ยางอ่อนทำให้ต้องแวะหาร้านเติมลมก่อน พอถึงร้านเติมลมเราก็ถามเขาว่ามาขนอมนี่ต้องไปกินอาหารร้านไหนอร่อยหรอคะ เค้าก็แนะนำร้านครัวตังเกมา แถมยังไม่คิดค่าเติมลมอีกด้วย ^^’’ ตอนที่เดินเข้าไปในร้านมองหน้ากัน เอาแล้วร้านดูหรูไม่เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าที่มีอยู่เลยจะกลับก็ขี่มาตั้งไกลล่ะ เลยตกลงกันว่าสั่งข้าวกับกับ 2 อย่างล่ะกันเนอะ

กินคาวไม่กินหวานก็กลัวจักสันดารไพร่ เลยไปนั่งร้านน้ำชาตามที่ลุงคนขับรถตู้แนะนำแล้วกัน พวกเราก็เลือกร้านที่มีคนเยอะที่สุดเพราะอาจการันตีถึงรสชาติที่ดีได้ ร้านที่เราเลือกนั่งคือ ร้านน้ำชา บังชา พอได้เมนูมาก็เลือกดูอันที่แปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยิน

เมนูนี้คือ ชาอ้อ โรตีตบ และโรตีทิชชู่

ชาอ้อเป็นเมนูที่พอเรากินเข้าแล้วจะพูดว่าอ๋อ ชาาาาาาาาาาาา จริงๆก็คือน้ำชาธรรมดาทั่วไปหรือชาไหว้พระนั่นเอง
ส่วนโรตีตบ และโรตีทิชชู่ อันนี้เด็ดจริง อยากกลับไปกินอีก
มีอีกหนึ่งเมนูแนะนำ ที่ถือเป็นเมนูเด็ด และแปลก สำหรับเด็กเชียงราย อุทัย บ้านโป่ง และกรุงเทพ มากคือ" โอวัลตินดิบ "

มันแปลกจนต้องเรียกเขามาถามว่า พี่คะอันนี้เค้ากินกันยังไงหรอ พี่เขาถึงกับขำ พวกเราก็ขำคือมันกินไม่ถูกจริงๆนะ โอวัลตินดิบขนอม คือเอาน้ำแข็งใส่แก้วโรยผงโอวัลตินแล้วราดนมข้นแค่นั้นเอง แต่พวกเรางงไงว่ามันไม่มีน้ำแล้วจะดูดยังไงหรอพี่ที่ร้านเลยแนะนำว่าให้เอาชาอ้อผสมลงไปด้วยก็ได้

พอนั่งร้าน้ำชาแล้วเราเกิดอยากนั่งฟังเพลงมีร้านนึงที่แบบสะกิดใจมาก แบบเห้ยอยากนั่งร้านนี้ฉันมาขนอมฉันอยากนั่งร้านนี้ขี่รถผ่านอยู่ 3-4 รอบก็ได้ไปนั่งที่ร้าน ... กาลครั้งหนึ่ง ขนอม ... เราขอบคุณอะไรก็แล้วแต่ที่ดลใจให้เรานั่งร้านนี้ เราร็สึกโชคดีที่ไม่ตัดสินใจกลับที่พักก่อน
เราได้รับการต้อนรับจากเจ้าบ้านอย่างประทับใจสุด พวกเราคุยกันแบบเหมือนคนที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานทั้งๆที่จริงแล้ว พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันเอง พวกพี่ๆร้านกาลครั้งหนึ่งน่ารักมาก มีแนะนำที่เที่ยวมีแพลนให้ด้วย แถมบอกให้เราอยู่ต่ออีก มันเป็นความประทับใจแบบสุดๆทดแทนกับความเฟลในหลายๆวันที่ผ่านมาได้หมดเลย

 

 

(5)
25 พฤษภาคม 2560

ทะเลขนอม เงียบสงบมาก เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง คือเราเคยคิดว่าระหว่างชะอำกับหัวหิน ชะอำมักจะเงียบกว่าคนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไร แต่ที่ขนอมนี้แทบไม่มีคนเลย เหมือนมีแค่เราทะเลเป็นของเราแบบนั้นเลย

วันนี้เราจะไปดูโลมาสีชมพูโดยไปขึ้นเรือที่แหลมประทับ เลยมีการแวะเตรียมเสบียงนิดหน่อย

ท่าเรือที่จะไปชมโลมามี 2 ที่คือที่แหลมประทับ กับของกลุ่มชาวบ้านอีกที่จะถึงก่อนแหลมประทับแต่ทางเข้าไปวิบากมากกกกกก แล้วเหมือน 7 กิโลแม้วเลย ค่าเรือคือ 1,000 บาท/ลำ นั่งได้ประมาณ 7 คน ถ้าเกินราคานี้ระวังโดนแบบพวกเรานะะคะ พอดีพี่ที่เรามาด้วยกันจองผ่านทางอินเทอร์เน็ตมาในราคา 1,500 บาท แต่เวลาเค้าโอนมาให้กลุ่มชาวบ้าน คือแค่ 1,000 บาท ส่วน 500 เหมือนเป็นค่านายหน้าก็คือค่าประสบการณ์ของเรานั่นเอง ถ้าเราไม่มาสัมผัสด้วยตัวเองก็จะไม่รู้เลย ระวังโดน 500 ไปโดยใช่สาเหตุแบบเรานะคะ

ทางไปแหลมประทับก็กำลังทำทางค่ะ วิบากแต่ไม่มากเท่าทางที่ไปท่าเรือของชาวบ้านอีกกลุ่มถ้าขี่มอร์ไซค์ต้องข้อแข็งๆหน่อยไม่งั้นอาจล้มได้


เขาหินพับผ้า


เจ้าโลมาสีชมพู
การนั่งดูรูปกับการมาลุ้นดูของจริงความรู้สึกต่างกันเยอะ เราบรรยายไม่ถูกหรอกว่าความรู้สึกนั้นเป็นยังไง เราได้เจอช็อตที่เจ้าโลมาตัวเล็กกระโดดขึ้นมาม้วนตัวให้ดู และได้เห็นเจ้าโลมาไล่กินฝูงปลาเล็ก

เกาะนุ้ยนอก  มีบ่อน้ำจืดที่มีรูปร่างคล้ายกับรอยเท้าขนาดกว้างประมาณ 30 นิ้ว สามารถมองเห็นได้ในตอนที่น้ำทะเลลดลง ถ้าเป็นช่วงที่น้ำขึ้น บ่อน้ำนี้ก็จะถูกน้ำทะเลท่วมหมด เชื่อกันว่า พื้นที่แห่งนี้คือบริเวณที่เกิดตำนาน “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

พอดูโลมาเสร็จพวกเราก็กลับมาเช็คเอ้าท์และไปกินเบอร์เกอร์ ที่ร้านมาร์ตินเบอร์เกอร์ตรงข้ามโลตัสขนอม เป็นร้านของพี่ที่เจอกันที่ร้านกาลครั้งหนึ่ง ขอบอกว่าสปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล เด็ดมากค่ะแซ่บสุด

เรามีเวลาอยู่ในขนอมถึง 17.00 น. ได้ไปโรงไฟฟ้าขนอม เขียนโปสการ์ที่ร้านขนอมเอสเปรสโซ่ ได้ไปชมวิวที่เนินเทวดา ต้องขอบคุณพี่โอมแห่งร้านกาลครั้งหนึ่งมากเลยนะคะไว้มีโอกาสจะต้องกลับไปอีกแน่นอน ... เหมือนหัวใจถูกทิ้งไว้ที่ขนอม

ทริปภาคใต้นี้ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคน ทั้งที่มาด้วยกัน ที่เจอกันระหว่างทาง ที่ได้มาร่วมทางกัน เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้กับการท่องเที่ยวของเรา ที่เค้าบอกว่าถ้าเราอยากเจอคนแบบไหนให้เอาตัวเองไปในที่แบบนั้น เราเข้าใจและได้เจอแล้ว เราเป็นคนชอบเที่ยวพอเราได้ออกเดินทางได้เจอเพื่อนใหม่เปิดรับอะไรใหม่ๆ ทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน มันรู้สึกดีมากเลย

ที่มา : https://pantip.com/topic/36574417

แสดงความคิดเห็น