Krabi Low Season : ทะเลหน้าฝน...มันก็ดีนะ

13 กรกฎาคม 2561 | โดย Chuttie Journey (7,373 เข้าชม)
แบ่งปัน:

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นก็อิตอนที่เพื่อนผมมันเกิดจองตั๋วผิด --" ในทริปเวียตนามใต้ก่อนหน้านี้ แทนที่มันจะเลือกเดือนให้เป็นมีนาคม กลับไปเลือก มิถุนายน ซะงั้น เอาจริงผมคงจะลืมเรื่องง่อยๆ ของมันไปแล้ว ถ้ามันไม่โทรไปเถียงกับสายการบินเป็นจริงเป็นจังโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามันนั่นแหละเป็นฝ่ายผิดนี่แหละ (สงสารปลายสาย แต่ก็อดหัวเราะมันไม่ได้)

ในที่สุดแล้วเที่ยวบิน CNX - BKK เดือนมิถุนายนก็ถูกจองอย่างไม่ได้ตั้งใจ จะทิ้งไปมันก็รู้สึกเสียดาย จนกระทั่งกลางค่ำคืนที่แสนร้อนระอุคืนนึง เพื่อนมันก็ได้ร่ายคาถาสั่งกล่องแชทในหน้าเฟสบุคของผมเด้งขึ้นมาอย่างอัศจรรย์(หรอ?) พร้อมข้อความที่มีเพียงประโยคเดียว แต่สร้างความเสียหายต่อกระเป๋าสะตางค์ของผมอย่างรุนแรงว่า "ไปแอ่วทะเลอิ"

...ไอ้คนชอบเที่ยวอย่างผม มันก็อดที่จะกระดี๊กระด๊าไม่ได้อยู่แล้วเวลามีใครมาชวนเที่ยว แต่เดียวก่อนนะ เมิงไปทะเลหน้าฝนเนี้ยนะ??!  ไม่กลัวเจอฟ้าดำๆ หม่นๆ น้ำทะเลขุ่นๆ มองอะไรก็ไม่เห็น จนถ่ายรูปไม่สวยมั่งหรอ? ไม่กลัวฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงซัดใส่เรือตูมตามจนกระเด็นตกทะเลตายหรือไง? คำถามมากมายที่ผมรัวใส่อิเพื่อน กลับได้รับคำตอบที่ไม่ค่อยจะมีเหตุผลมากนัก แต่สุดท้ายผมก็ปล่อยให้อิเพื่อนจองตั๋วบินตรง เชียงใหม่-กระบี่ ให้ผมเสียง่ายดาย

นั่นสินะ ไปเที่ยวทะเลหน้าฝนแบบนี้มันจะดีหรอ มันจะสวยไหม เราจะต้องติดฝนอยู่แต่ในที่พักรึเปล่า หรือแย่กว่านั้น เราจะมีเรือพาเราไปถึงที่พักที่เราจองไว้ไหม... คำถามมากมายยังผุดขึ้นไม่หยุดหย่น แม้จะจองตั๋วไปแล้วก็ตาม  ลองค้นหากระทู้เที่ยวทะเลหน้าฝนดู บางกระทู้ก็บอกว่าดีพอให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่พอไปเจออีกกระทู้นึงก็เล่นเอาซะหมดอารมณ์หาข้อมูลเที่ยวเลย ก็เล่นตั้งชื่อกระทู้ซะ ’เกือบตายจากการ....’ ประมาณนี้ แต่มาถึงขั้นนี้ละ เอาเว้ย~ มันคงไม่ขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยก็ยังได้ไปที่ๆ ไม่เคยไป ก็คุ้มแล้วล่ะ

เที่ยวทะเลทั้งที สิ่งที่ยากมากๆ อย่างหนึ่งก็คือการหาที่พัก จริงอยู่ที่ว่าที่พักนั้นมีมากมาย แต่ไอ้ความต้องการจะให้มีไอ้นั่นด้วย มีไอ้นี่ด้วยแบบผมแล้ว มันทำให้ยากขึ้นไปในทันที ติดชายหาด, มีสระว่ายน้ำ, มีอ่างแช่ตัว, ไดร์เป่าผม, เดินไม่ไกล, หน้าหาดต้องสวย, ทรายละเอียด, เข้าถึงของกินง่าย ฯลฯ เลือกอยู่นาน จนมาลงตัวที่ Sand Sea Resort บนหาดไร่เลย์ฝั่งตะวันตก ผมเลือกที่นี่เพราะ นอกจากจะมีสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังได้ความสงบประมาณนึงจากการที่เป็นหาดแบบปิดด้วย

*แนะนำเวลาจองรีสอร์ท หรือโรงแรม อย่าพึ่งรีบไปจองผ่านแอพจองที่พักต่างๆ นะครับ ลองหาดูว่าที่พักที่เราต้องการนั้น มีหน้าเว็บหรือเปล่า มันจะถูกกว่าประมาณนึงเลยล่ะ จะให้ดีเข้าไปอีก ให้โทรจองกับพนักงานไปเลย มันจะถูกลงไปอีกไปเป็นเท่าตัว แบบที่ผมได้มานี่แหละ (Low Season อาจเป็นปัจจัยหนึ่งต่อราคา)


หกโมงกว่าๆ ของวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน เครื่องบินสายสีแดงได้พาผมมาถึงกระบี่อย่างปลอดภัยแม้จะช้ากว่ากำหนดการไปหน่อยก็เถอะ วันแรกของทริป กว่าจะถึงที่หมายพระอาทิตย์ก็โหม่งดินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อิเพื่อนตัวตั้งตัวตีที่แยกกันบินมาก็รอผมอยู่ในสนามบินเป็นที่เรียบร้อย ออกจากสนามบินได้ เราก็มุ่งหน้าไปที่รอรถสองแถวเข้าเมืองทันที แต่ไม่ทันการเสียแล้ว พี่ยามหน้าสนามบินบอกว่ารถมันหมด 6 โมง โวะ จำใจเดินกลับไปขึ้นรถตู้หน้าอาคารก็ได้ คนละ 100 บาทเอง ถ้าขึ้นรถสองแถวนะ เสียตั้งคนละ 20 บาทแหนะ แพงชิบ!

นั่งชมเมืองอยู่ในรถได้ประมาณ 20 นาที รถตู้ก็พาเรามาส่งถึงหน้าที่พักในคืนแรกอย่างไม่ทันรู้ตัว
’ชานชเล ฮิป โฮสเทล’ ที่พักที่ตกแต่งอย่างน่ารักๆ ที่ด้านหน้าเหมือนเป็นร้านกาแฟ และขายทัวร์ต่างๆ มีเจ้าของที่พูดจาดี ต้อนรับอย่างดีอยู่รอรับแขกทุกๆ คนอยู่แล้ว การประหยัดเงินในวันแรกยังคงล้มเหลว ผมตัดสินใจอัพเกรดห้องให้มีห้องน้ำในตัว เพื่อความสะดวกสะบาย จาก 400 บาท ไปเป็น 700 บาท ซึ่งก็ไม่ผิดหวังแต่อย่างใด ห้องพักน่าพัก เตียงนุ่มสบาย หมอนสะอาด ห้องน้ำก็ดี โอเคอยู่แหละ

หย่นตูดนั่งพักได้ไม่นาน ผมก็ลากอิเพื่อนของผมออกไปเดินตลาด ที่ๆ เดียวที่สามารถเที่ยวได้ในช่วงกลางคืนของกระบี่ เพื่อหาข้าวกินและเดินเล่นแก้เซ็งกันไป แม้ข้าวของต่างๆ จะไม่ต่างไปจากเชียงใหม่ แต่ที่ต่างไปก็คือผู้คนที่นี่ วันแรกของกระบี่ ถ้าถามผมว่าประทับใจอะไร ก็คงเป็นคนกระบี่นี่แหละ แม้บางคนภายนอกอาจจะดูขรึมๆ น่ากลัว แต่ก็พูดคุยได้เป็นมิตรเป็นอย่างมาก หลายๆ ครั้งที่ผมตัดสินใจเข้าไปถามทาง ก็ได้คำตอบที่ดีกลับมา ประทับใจจริงๆ

การตื่นนอนตอนเช้าเป็นเรื่องที่ดี มันจะทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวและเที่ยวได้มากขึ้น แม้จะรู้ถึงข้อนี้ดี แต่ก็ใช้ว่าจะทำได้บ่อยนัก บางครั้งการเดินทางวันก่อนๆ มันก็ทำให้เราล้าเกินกว่าจะไถร่างตัวเองออกจากที่นอนในช่วงที่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าได้ (ตอนไปญี่ปุ่นคนเดียวนี่ ไม่ไหวเลยนะ ปล่อยให้ร่างมันตื่นเอง อยากจะตื่นตอนไหนก็ตื่น บางวันก็โน้น ตื่นตอนเกือบๆ สิบโมง ช่างเป็นการใช้เวลาเที่ยวที่โคตรจะไม่คุ้ม)
แต่วันนี้เราทำได้เว้ย ตื่นหกโมงมาอาบน้ำและลงไปทานมื้อเช้าหน้าโฮสเตลตามแผนที่วางไว้เมื่อคืนอย่างไม่อิดออด  ส่วนแผนวันนี้คือ นั่งรถสองแถวสีขาว(ตามที่เจ้าของโฮสบอก) ไปลงที่อ่าวนาง ในราคาคนละ 50 บาท แล้วนั่งเรือจากอ่าวนางไป หาดไร่เลย์ ที่ซึ่งจะเป็นที่พักประจำของเราในทริปนี้ เนื่องด้วยเรายังไม่สามารถรู้และกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ จึงต้องทำเวลากันหน่อยจะดีกว่า

เช็คเอ้าท์จากที่พักเรียบร้อย เราข้ามถนนไปรอรถสีขาวฝั่งตรงข้ามได้ไม่นาน สิ่งที่เรารอคอยก็มาหา ผมพาอิเพื่อน(มันยังอยู่นะ)ขึ้นโดยที่ลืมตกลงราคากับคนขับไปเสียสนิท นั่นจึงทำให้ผมกังวลเล็กๆ ว่าราคามันจะสูงขึ้นกว่า 50 บาทหรือไม่  กลัวมันจะเหมือนที่เชียงใหม่ ที่มีราคาพิเศษสำหรับคนต่างถิ่นให้เห็นให้เจออยู่เสมอ
20 นาที เห็นจะได้มั้ง สองข้างทางที่แปลกตาชวนผมมองเรื่อยๆ ชาวบ้านที่ขึ้นมาระหว่างทางก็ดูเป็นมิตร มียิ้มให้ผมบ้าง ก็ยิ้มตอบ ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเลย จนรถหยุดและลุงหันมาบอกให้เราลงนั่นแหละ ถึงรู้สึกตัวและต้องกลับมาจริงจังมากขึ้นแล้ว ลุงเก็บธนบัตรใบละ 100 บาท จากมืออิเพื่อนและจากไปโดยที่ไม่พูดอะไร สรุปคือเราไม่โดนเก็บในราคานักท่องเที่ยวนะจะ หรือที่นี่อาจจะไม่มีเลยก็ได้

หลังจากนั้น เราจ่ายค่าเรือโดยสารไปอีกคนละ 100 บาท เป็นตั๋วโดยสารแบบเที่ยวเดียว (ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่คิดถูกแล้ว เพราะอะไร...เดียวมีเล่าตอนท้าย)  รอผู้โดยสารคนอื่นได้ไม่นาน เราก็ได้ขึ้นเรือที่มีรูปโฉมอันเป็นเอกลักษณ์ของกระบี่ ไม่นานไปกว่าการนั่งรถสองแถว 20กว่านาที เรือก็เทียบท่าที่หาดไร่เลย์เรียบร้อย และที่พักก็สามารถให้เราเช็คอินก่อนเวลาได้ ทั้งที่ตอนนั้นยังสิบโมงกว่าๆ อยู่เลย มันจะเรื่องอะไรไหมนะ เพราะการเดินทางวันนี้มันช่างราบรื่นเสียจริง

ขอบคุณทางรีสอร์ทที่ให้เราเช็คอินก่อนเวลาได้ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เราเอาร่างไปแนบกับที่นอนแต่หัววันแต่อย่างใด เราเก็บกระเป๋าและสำรวจภายในห้องอยู่พักนึง ก็ออกสำรวจพื้นที่กันต่อพร้อมกับหามื้อกลางวันทานไปด้วย สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับให้ได้ทำหรับหาดนี้...เอาจริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาของการเที่ยวทะเลไปแล้วล่ะ ที่ข้าวของทุกอย่างจะแพงขึ้นมาจากราคาปกติมาก

ข้าวผัดของรีสอร์ท ราคา 2xx ฿ มันยังยากที่จะทำใจจ่ายเงินสำหรับผมและอิเพื่อนในตอนนี้ และโชคยังดีที่มีร้านพี่บังใจดีเป็นมิตรกับลูกค้าบริเวณถนนคนเดิน ที่ทำให้เราจ่ายได้น้อยกว่า แต่ได้ปริมาณใกล้เคียงกัน(อาจจะมากกว่าด้วย)

ข้าวผัดทะเล จานละ 95 ฿ ถูกยกมาวางด้านหน้าผมพร้อมกลิ่นหอมฟุ้ง ถึงจะยังดูแพงและอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ไอ้นี่อะ เชียงใหม่จานละ 50฿ เอง แต่มันคงมีปัจจัยอื่นแหละมั้งที่ทำให้แพงกว่า อีกอย่างเราก็ไม่ควรจะคิดมากให้มันหดหู่ในเมื่อเรามาในฐานะนักท่องเที่ยวแบบนี้ มื้อนั้นเราจ่ายกันไปเกือบห้าร้อยบาท อืม...ถ้าอยู่บ้านนี้ เงินเท่านี้กินทั้งวันได้สบายๆ

ด้วยความที่หาดไร่เลย์เขามีหาดอยู่สองฝั่ง โดยแบ่งเป็นหาดตะวันตก และหาดตะวันออก แผนต่อไปก็หนีไม่พ้นการเดินสำรวจพื้นที่แหละนะ ผมพาอิเพื่อนเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้อะไรเลย เข้าเส้นนั้น ออกเส้นนี้ เดินไปจนสุดของอีกฝั่ง(เกรท วิว รีสอร์ท) ถึงจะรู้ตัวว่ามาคนละเส้นทางกับการจะไปหาดถ้ำพระนาง และนั่นก็พอที่จะทำเอาเราปวดขากันไปไม่น้อย เราใช้เวลาเดินกันนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น กว่าจะมาถึงมุมมหาชนได้ หาดถ้ำพระนางคือหาดที่ดีที่สุดในไร่เลย์แล้วล่ะ ทรายหน้าหาดละเอียดกว่า ไม่มีกิ่งไม้หรือใบไม้ปนอยู่กับทรายเหมือนหาดไร่เลย์ฝั่งตะวันตก ยิ่งฝั่งตะวันออกด้วยแล้ว อย่าให้เทียบเลยที่นั่นมีแต่หินเป็นก้อนๆ ทั้งหาดเลย น้ำทะเลก็ใสน่าเล่นกว่า แถมทัศนียภาพก็สวยกว่าฝั่งอื่นๆ เป็นไหนๆ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจเล็กๆ ที่ไม่ได้มาพักอยู่หาดนี้ แต่ความรู้สึกนี้อยู่ได้ไม่นานหรอก เพราะไร่เลย์ฝั่งตะวันตกก็มีดีให้ผมปลื้มใจไปไม่น้อยเหมือนกัน

วันแรกที่หาดไร่เลย์ เราจบกิจกรรมการเที่ยวของวันนี้ด้วยการกินซีฟู้ดตามความยุแยงของอิเพื่อน ณ ริมหาดไป มองตะวันที่ค่อยๆ คล้อยตัวค่ำลงเรื่อยๆ จนลับสายตาไปอย่างอิ่มแอม บรรยากาศแบบนี้แหละที่ผมอยากสัมผัส อยากซึมซับให้ได้มากที่สุดในทุกๆ ครั้งที่ได้เที่ยวทะเล

วันที่สองที่หาดไร่เลย์ ซึ่งเป็นวันที่สามของกระบี่สำหรับผมแล้ว เริ่มต้นได้ดีอย่างมากกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของทางรีสอร์ทที่มีให้เลือกมากมาย ของคาว ของหวาน ผลไม้ โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ชา กาแฟ เรียกได้ว่าเยอะมาก ยิ่งได้นั่งทานอยู่ริมหาด มองดูคลื่นทะเลซัดหาดทรายท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยิ่งโคตรคุ้มเลยท่านเอ้ย!

ภาพตัดมาที่ผมและอิเพื่อนกำลังผลัดกันดมยาดมตราโป๊ยเซียนกันคนละเฮือกสองเฮือกใหญ่ จนวัยรุ่นจีนฝั่งตรงข้ามมองพวกเราอย่างสงสัย (เอ๊ะ นั่นยาดมจริงรึเปล่าวะ ทำไมมันดูฟินกันจัง?) บนเรือสปีดโบ๊ทในตอนสายของวัน เพราะเกรงว่าอาหารเช้าที่เรายัดกันมานั้นจะได้ออกมาย่อยนอกกระเพาะ แทนที่มันควรจะถูกคัดกรองสารอาหารอย่างเงียบๆ ในท้องของเรา

วันนี้พวกเรามีทัวร์ครับ โดยเราเลือกทัวร์เกาะพีพี (ผิดหวังที่ไม่ได้เลือกทัวร์ 4 เกาะ) ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ ตามแผนของทัวร์ที่ได้วางเอาไว้ คือ แวะเกาะนั้น ขับโฉบผ่านเกาะนี้ พักเที่ยงก็แวะทานข้าว กินเสร็จก็ดำน้ำ ซึ่งน่าประทับใจมากครับ  เราได้เห็นหอยเม่นที่เราอยากจะเห็น(หรอ?) มากมาย ไม่ว่าจะว่ายไปทางไหน เอาจริง ๆ ถ้านี่เป็นการดำน้ำตื้นครั้งแรกของผม ผมคงตัดสินใจไม่คิดจะทำอีกแล้วล่ะ แต่โชคดีที่ครั้งของผมเกิดขึ้นที่เกาะเต่า ซึ่งทุกอย่างมีสีสันมากท่ามกลางน้ำทะเลใสๆ ไม่ต้องเพ่งเนตรผ่านน้ำขุ่นมัวไปเจอแต่หอยเม่น ขณะที่ฝนตกโปรยปรายแบบครั้งนี้ และจบทริปนี้ด้วยการจอดเรือให้เราดูลิงปีนหน้าผาอยู่แปปนึง..(ซึ่งผมชอบตอนนี้นะ ไม่ใช่เพราะลิง แต่เป็นสถาณการณ์ตอนนั้นน่ะ >

ความเพลียจากการนั่งเรือมาตลอดทั้งวัน  ทำให้ผมใช้เวลาที่เหลือของเย็นวันนั้นปักหลักนั่งๆ นอนๆ ผึ่งพุงของผมที่หน้าหาดไร่เลย์นี่แหละ ซึ่งเป็นอะไรที่ฟินมากเลยนะ เพราะเย็นนี้ นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว ท้องฟ้ายังโคตระสวยเลย ไม่ว่าจะตอน Sunset หรือตอน Twilight ท้องฟ้าเปลี่ยนเฉดสีไปเรื่อยๆ ให้ผมได้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายทุกๆ 5 นาทีเลยก็ว่าได้ หาดที่ดูไม่วุ่นวาย เพราะคนที่มีไม่เยอะทำให้ได้รูปที่อยากจะเอาลงอิสตาแกรมเต็มไปหมด เลือกไม่ถูกเลยทีเดียวว่าจะลงรูปไหนดี

คุ้มวะ...ชอบบบบ...ผมคิดในใจขณะที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมนั้น แม้ท้องฟ้าจะสิ้นแสงไปแล้วก็ตาม
เวลาที่ผมนึกว่าอยากเที่ยวทะเลทุกครั้ง บรรยากาศแบบนี้แหละที่ผมวาดฝันถึง ซึ่งครั้งนี้ผมได้สัมผัสกับมันจริงๆ เกินคาดเสียด้วยซ้ำ พรุ่งนี้ผมต้องกลับแล้ว ถึงจะเหลือเวลาอยู่อีกนิดหน่อยกับทะเลกระบี่นี้  แต่มาถึงตอนนี้ผมเกินคุ้มแล้ว

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับผม ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมชอบมากจริงๆ และหวังว่าทุกท่านจะพอใจกับการสละเวลามาอ่านกระทู้ของผมด้วยเช่นกัน ขอบคุณครับ ^^

แสดงความคิดเห็น