ภูชี้ดาว สวรรค์บนดินแห่งใหม่ ที่ให้อะไรมากกว่าทะเลหมอก

24 สิงหาคม 2560 | โดย สมาชิกหมายเลข 2448572 (4,626 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีค่ะทุกคน นี่ก็เป็นกระทู้เดินทางครั้งแรกของเรา ยังไงก็ฝากตัวด้วยนะคะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับที่เที่ยวแหล่งใหม่ของจ.เชียงราย ที่พูดชื่อไปคนจะงง เพราะน้อยคนจะรู้จัก

"ภูชี้ดาว" เป็นยอดเขา อยู่กึ่งกลางระหว่าง ภูชี้ฟ้า กับ ผาตั้ง ที่นี้สูงกว่าภูชี้ฟ้าและใกล้แม่น้ำโขงกว่ามาก ทำให้ทะเลหมอกที่นี้สวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ แพล่มกันมานาน เราก็ไป สตาทเริ่มแรกกันเลย!

โดยพาหนะในการพาเราไปถึงภูชี้ดาวในครั้งนี้ ก็คือนี้เลยยย น้องเขียวศรี ฟีโน่ออโต้ ที่แม้หน้าตาดูไม่น่ารอด แต่ก็รอดมาหลายทริป

ปกติจขกทจะแว้นหาที่เที่ยวคนเดียว แต่ช่วงนี้เปลี่ยวๆกลัวเหงา เลยลากน้องสาวผู้ร่วมทริปไปบุกบั่นฟันฝ่า ที่ต้องใช้คำนี้ พอทุกคนอ่านบันทึกนี่จบ จะเห็นพ้องต้องกันเลยว่า อีนี่ไม่ถึก แน่จริงไปไม่ได้วะเฮ้ยยย จุดเริ่มต้นของทริปมาจากที่จขกทมาเรียนเชียงรายจนจะจบปีสี่แล้ว เลยคิดว่ายังเที่ยวไม่คุ้มเลยเดี๋ยวจะไม่ได้อยู่แล้ว เลยหาที่ไปซะหน่อย พอเห็นเพื่อนถ่ายรูปมาสวยมากกกกก ก ไก่สักล้านตัว ตอนนั้นในหัวนี่แบบ ไปกัน! เลยทักไปชวนน้องแบบสองจิตสองใจ เพราะขับมอไซด์ไปนี่โหดเอาเรื่อง แต่เมื่อน้องเซเยส! คุณพี่ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองนะคะ ทิ้งการทิ้งงานไปบ่ายวันนั้นเลยค่า

ถามกันว่ามีสตังค์ติดตัวกันคนล่ะเท่าไหร่ คนล่ะห้าร้อยบาทถ้วนไม่มีขาดไม่มีเกินนน ทริปนี้จึงเรียกได้ว่า ไม่เกรียนไปด้วยกันไม่ได้ และต้องเซฟกันสุดฤทธิ์ทำให้เราเลือกจะเอาเตนท์ไปกางนอนกันเอง แต่เพื่อความปลอดภัย ยิ่งสวยๆโลกตะลึงอยู่ด้วย เราสองคนเลยเลือกจะเช่าที่กางเตนท์กับทางรีสอร์ท

เราออกเดินทางกันเวลาบ่ายสามตรง ขับตามจีพีเอสที่พาเข้าป่าเข้าดอยไปเรื่อย เราก็มาถึงทางขึ้นภูชี้ฟ้ากันตอน 5 โมง จริงๆ ขึ้นอีกทางต.ตับเต่า จะไม่โหดเท่าขึ้นทางภูหลงถัง ถนนก็ดีกว่ามาก ทางไม่โหดมาก แนะนำไปทางนั้นจะโอเคกว่า แต่ต้องแลกด้วยระยะทางที่ไกลขึ้น และเราก็ฝ่าฟันโค้งหักซอก ทางชันที่ขับกัน 20 km/hr วิ่งยังแซงเลยจ้า บวกกับหลงทางกันบ้างเป็นประปราย

ก็ขับขึ้นมาเรื่อยๆเลยค่ะ มัวแต่หลงทางบวกกับทางชันทำให้ตะวันลิบจะจากลากันแล้ว T T

ขึ้นมาทางภูหลงถังผ่านความหฤโหดมาแล้วจะมาเจอกับทางแยก เลี้ยวซ้ายไปอ.เวียงแก่น เลี้ยวขวาไปอ.เทิง ก็หักขวามาเลยค่าา  ขับต่อมาสักหน่อยก็จะเจอกับด่าน เป็นทางสามแยกที่มาบรรจบกัน เราก็เลี้ยวซ้ายเลยยย ส่วนคนที่มาจากต.ตับเต่า ก็ตรงขึ้นมาเลยค่ะ ไม่ต้องเลี้ยว เพราะป้ายก็ชี้บอกอันเบ้อเริ่มเลยว่า ไปภูชี้ฟ้า 11 กิโลจ้า แต่เราก็ดันเลี้ยวผิดทางง มันน่าไหมล่ะ!! ก็ต้องวนรถกลับมา มองเห็นป้ายให้ปวดใจก็พารถวิ่งฉิวขึ้นไปเลย ใกล้แล้วอีกนิดเดียวว ปลอบใจตัวเอง

ปล.ใครที่เอาจักรยานยนตร์มาระวังหลุมไว้ให้ดีนะคะ เพราะตกหลุมทีมีสะยอง เพราะหลุมลึกมากกกก เกือบเอาชีวีไม่รอดกันมาแล้ว

ขับมาสักพักก็มาเจอทางแยกอีกแล้ว แต่วันนี้เราจะไม่ไปหมู่บ้านร่มฟ้าไทย เพราะเป้าหมายเราคือ ภูชี้ดาว ซึ่งทางขึ้นอยู่ที่หมู่บ้านถัดๆไปคือ ร่มโพธิ์เงินค่ะ ก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายชี้ว่าไปผาตั้งเลย ระหว่างทางก็เริ่มมืด ความหนาวเย็นก็มาเยือน แต่เราสองคนก็ยังไม่ถึงที่พักเลย โทรถามทางพี่เขาเป็นสิบรอบจนรู้สึกเกรงใจ แต่สุดท้ายก็มาถึงจนได้

วันนี้เราจะพักกันที่นี้เลย รีสอร์ทภูชี้ฟ้าคุณต้นค่ะ อยากโปรโมทให้มากกกก เพราะประทับใจในการดูแลแขกของพี่เขามาก ค่าโฆษณาที่เราได้คงเป็นหมอนผ้าห่มจากน้ำใจของพี่เขานั่นแล แต่เราไม่ได้ถ่ายทางขึ้นเอาไว้ เพราะว่า ลืม! และทางขึ้นก็ชันมากจนในหัวคิดแค่ว่าจะเอาน้องเขียวศรีขึ้นไปได้ไหม พอจอดรถได้ ให้น้องลงเดิน เราก็หาที่วิวเหมาะๆ ใช้สกิลลูกเสือวิสามัญกางเตนท์แข่งกับเวลา กับหิวข้าวมากก

พอกางเสร็จเอากระเป๋าเข้าไปเก็บเราก็ขึ้นไปสั่งข้าวไว้แล้วไปอาบน้ำกัน ไม่อาบไม่ได้ เหนอะหนะตัวขั้นสุด ลืมบอกไปว่าที่พักที่นี้มีแค่เช่าเตนท์ของทางรีสอร์ทกับพื้นที่ให้กางเตนท์นะคะ จะไม่มีบ้านพัก เพราะพี่แกบอกว่าปิดไปหลายปีแล้ว อยากบูมการพักแบบนอนเตนท์มันได้บรรยากาศมากกว่า

โดยสิริราคาที่กระซิบถามมาคือคืนล่ะห้าร้อยค่ะ มีทุกอย่างให้ หมอนผ้าห่ม เตนท์แบบกันน้ำค้าง ไฮซีซั่นอาจจะอยู่ที่หกร้อย ประมาณนั้น ส่วนเช่าที่กางเตนท์ตกหัวล่ะร้อยค่ะ แอบสารภาพว่า ในใจก็คิดว่าแพงเหมือนกันนะ แค่เช่าที่กางเตนท์เอง แต่พอถึงจบทริปจนโบกมืออำลา ร้อยหนึ่งของเราคือคุ้มมากกกก กลับไปพักอีกแน่นอน

ที่รีสอร์ทมีห้องน้ำอุ่นให้ มีไวฟายฟรีให้เล่น มีที่ซื้อข้าว ก็คือครัวที่พี่เค้าทำกับลูกสาวนั่นแหละคะ อยู่กันแบบอบอุ่นมาก

ถ่ายแผนที่มา

วิวตอนกลางคืน

เห็นเตนท์หลังน้อยๆหลังหนึ่งตั้งอยู่กันไหม เตนท์พวกเราเองค่า 555 ตอนแรกอยู่ข้างล่าง แล้วคิดว่าคงไม่ไหวแน่คืนนี้เพราะเตนท์ก็เล็ก ไม่กันน้ำค้าง จขกทมีถุงนอน แต่น้องมีแค่ผ้าห่มผืนบางเลยขอพี่เขามากางนอนในนี้แทน อบอุ่นเลยคราวนี้ และเพราะวันนั้นไปวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวกลับกันหมดแล้ว คืนนั้นเราเลยเป็นแขกเพียงสองคนที่รีสอร์ท

และเพราะพี่แกกลัวเราจะหนาวตายกัน เลยให้เสื่อหมอนผ้าห่มแบบฟรีๆให้ไปคนล่ะชุด (ค่าเช่าผืนล่ะ 60 บาท) ฮือออ นี่แหละค่าโฆษณาของเรา จะติดดราม่าเรื่อง CR SR ไหมเล่านี่ ตกดึกมาหน่อยก็มานั่งดูดาวกันฟินเลยค่า พี่ต้นแกก็มานั่งคุยด้วย บอกเล่าความเป็นมาภูชี้ดาวตั้งแต่นู้นนสมัยคอมมิวนิสต์  ภูชี้ดาวเริ่มจะมีการโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยพี่แกนี่แหละเป็นตัวตั้งตัวดี เมื่อก่อนก็ทำให้ภูชี้ฟ้าเป็นที่รู้จัก แต่เดี๋ยวนี้ภูชี้ฟ้านายทุนเยอะ วุ่นวาย เลยมาปลีกวิเวกอยู่กันตรงนี้ แถมก่อนจากลาก็ย้ำกับเราหลายรอบว่าภูชี้ดาวสวยกว่าภูชี้ฟ้ามาก เราเลยหมายมั่นปั้นมือเต็มที่ว่าต้องไปพิชิตให้ได้

สามสี่สุ่มนอนดูดาวหนาวๆอยู่ก็ต้องรีบไปซุกตัวนอนแล้วคืนนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นแต่เช้า แว้นรถไปอีกห้ากิโลที่เป็นที่ตั้งหมู่บ้านร่มโพธิ์เงิน ทางขึ้นภูชี้ดาวจะอยู่ที่นี้ ฝันดีราตรีสวัสดิ์กันไป

04.30 น.

รีบตื่นมาล้างหน้าแปรงฝัน เตรียมกล้อง ขาตั้งกล้อง พร้อม พี่ต้นก็ตื่นมาส่งบอกให้เราโชคดีได้ทะเลหมอกสวยๆ เราก็วาดฝันเต็มที่มุ่งหน้าไปอีกห้ากิโล ลืมบอกไปว่าเราต้องเหมารถของชาวบ้านขึ้นไปนะคะ เพราะว่าถึงจะเอา4WD มาเอง แต่ถ้าไม่ชำนาญทางก็อันตรายมาก และพอเราไปเห็นด้วยตาตัวเองก็ต้องบอกว่าจ้างเขาไปเท้ออออ โดยเหมาขึ้นไปกลับครั้งล่ะห้าร้อย ห้าคน ตกคนล่ะ 100 แต่เรามากันสองคนเลยให้พี่ต้นเขาโทรถามให้ว่ามีคนขึ้นไหม ทางนั้นก็บอกดิบดีว่ามีขึ้นทุกวัน เราก็อุ่นใจแล้ว เพราะมีสตังค์กันแบบร่อยหรอแล้ว

แต่ได้ชื่อว่าทริปสุดติ่งหลงแบบสุดโหด พอย้อนกลับไป เล่ากี่รอบๆก็ขำไม่หาย เพราะว่าเราหลงทางกันอีกแล้ว!!! จะเล่าแบบเป็นชอตๆเลย คือพอเราไปถึงทางขึ้นภูชี้ดาว ด้วยความที่มืดอยู่และไม่ทันได้มองป้ายอันไหน พอเห็นคนยืนอยู่หลายคนเราก็แวะเข้าไปจอดถามเพื่อความชัวร์ แต่ปากดันถามว่า

"ภูชี้ดาวไปทางไหนคะ"

ลุงๆคนขับรถรับจ้าง (ที่ขึ้นไปภูชี้ดาว) ก็บอกว่า

"ไปอีกๆ" พูดสโลๆนิดนึง แบบเข้าใจว่าบทสนทนาจบแล้ว

"ไปอีกเหรอคะ" เราก็บิดรถแว้นนนตรงขึ้นไปเลยค่าาา ทั้งที่ทางขึ้นอยู่ทางขวามือเรานี่เองงงง ตอนนั้นไปเกือบสิบกว่ากิโลได้ หนาวก็หนาว ทางก็โค้ง มิดมากกกจนนึกหวั่น น้ำมันก็จะหมด ตอนนั้นนี่แบบ ทะเลหมอกของช้านนน ตีห้าแล้วยังหาที่จะไปไม่เจอ สัญญาณก็ไม่มี พอมีสัญญาณก็ให้น้องรีบโทรหาพี่ต้นเลย คือแบบมันน่ากลัวจริงๆ น่ากลัวว่าน้ำมันจะหมดเนี่ย! พอโทรติดพี่เขาก็บอกว่าเนี้ยยเราเลยมาแล้วนะ มันอยู่ที่หมู่บ้านร่มโพธิ์เงิน เราก็วนรถกลับ ในใจก็ภาวนาแต่น้ำมันอย่าหมดนะลูกๆ ในหัวลืมเรื่องภูชี้ดาวไปแล้ว ก็ขับมาเรื่อยๆจนมาถึงกลุ่มลุงๆเค้านั่นแหละ ฮึ่มม พอเราจอดรถปุ๊บ ลุงก็บอกเนี้ยยบอกไม่ทัน บอกว่าไปอีกๆ คือตรงนู้น ลุงก็ชี้ให้เห็นป้ายเลยค่า สว่างชัดคาตา ป้ายเบ้อเริ้ม หัวเราะกันใหญ่

ถ่ายตอนลงมาแล้ว

ล่ะแบบพึ่งมาบางอ้อตอนผู้ใหญ่บ้านบอก ลูกบ้านเขาพูดช้า เลยทำให้สื่อสารกันไม่เข้าใจ ฮืออ ไม่เป็นไรคะ เราคงผิดเองที่ถามว่า ภูชี้ดาวไปทางไหน ไม่ได้ถามว่า รถขึ้นอยู่ตรงไหน ทั้งที่ตะหงิดๆในใจล่ะว่าเหมือนเขามารอนักท่องเที่ยวอยู่เลยหนาาา 5555 ก็เป็นสีสันเรื่องเล่าขำๆกันไป เราคงเป็นที่น่าจดจำเลยคราวนี้ แต่ทินนี้เหลือเราแค่สองคนเลยต้องเหมารถขึ้นไป ก็ต่อมาเหลือ 400 ตกคนสองร้อย ในใจนี่แบบฮืออ ไม่กินข้าวก็ได้ มาแล้วอะ หลงทางขนาดนี้แล้วอะ ทางขึ้นอยู่ตรงนี้แล้วอะ ไม่ไปก็เสียใจปะ พี่เขาก็บอกได้ๆ ก็เลยเหมากันขึ้นไปกันสองคน

นี่คือรถที่โดยสารขึ้นไป

คำเตือน!! ดอกจันตัวโตๆ หาที่เกาะเกี่ยวให้มั่น ต้องมั่นใจว่าสัมภาระพร้อมมั่นคง เพราะทางมันชวนเอาตับเอาไตเอาซี่โครงเดาะได้ง่ายๆ ฮืออออ ตอนนั้นเรากับน้องบอกกันว่า 500 ก็ให้เขาไปเถอะะะ!!!

กระดอนกันจนม้ามจะแตก เพราะพี่แกซิ่งให้กลัวไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นเพราะฟ้าเริ่มจะสว่างนิดๆแล้ว พอถึงทางขึ้นเราก็รีบกระโจนลงจากรถ ใจนี่กลัวไม่ทันจริงๆ วิ่งขึ้นมาได้สองสามก้าว หอบ - เลยจ้าา คนไม่เคยออกกำลังกาย วันๆนั่งอยู่แต่หน้าคอม เราถึงกับหน้ามืดนั่งพักตายแบบหมดสภาพ น้องก็เร่งเย่วๆ เดี๋ยวไม่ทันนะ พี่ไหวไหม เราก็กระดึบขึ้นไปทีล่ะก้าว คือตอนนั้นนี่ไม่ไหวจริงๆ ไอ้ที่ตั้งใจว่าจะไปตั้งกล้องรอพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ ตัดภาพมานั่งสูดยาดมฟืดๆ เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ ข้าวเช้ายังไม่กิน คือจะเป็นลมให้ได้ หายใจจนปอดจะทะลุ ต้องเตือนทุกคนที่จะไปเลยว่า อย่า! ประมาทภูชี้ดาว ให้ดีวอร์มร่างกาย ตุนพลังงานให้พร้อม ออกกำลังกายมาก่อน

และภาพนี้ก็ทำให้ความเหนื่อยทุกอย่างของเราพังทลายลงไปราบคาบ จริงๆคือโม้ มันก็เหนื่อยอยู่นั่นแหละ แต่แบบ น้ำตาจะไหลลล สวยงามอะไรขนาดนี้ ฉันดั้นด้นมาเจอสวรรค์รึเปล่า คือด้วยทางรถที่สุดแสนจะวิบาก ด้วยทางขึ้นที่สุดแสนจะชัน แบบจะเป็นลมตายให้ได้ ทะเลหมอกที่เรามาเห็นตรงนี้มันเลยดูสวยงามขึ้นไปอีกเป็นสิบเท่า!!

ภาพแรกที่เจอจริงๆเลยเมื่อคุณโผล่พ้นมุมเขาขึ้นมา

ล่ะตอนนี้ก็นั่งแหมะ ลากขาตั้งกล้อง ถ่ายกันแบบนอนสต้อปป ขึ้นมาทั้งทีกะเอาให้คุ้ม

ตะวันลิบๆ

ใกล้แล้วว

ฟริ้งงงง สวยงามม

วันนั้นที่นับได้มีนักท่องเที่ยวอยู่ 6 คน รวมเราสองคนก็เป็น 8 คน คือคิดดูทั้งยอดภูมีแปดคน เป็นส่วนตัวมากกก จะไปถ่ายตรงไหนก็ไม่มีคนบัง และโดยส่วนตัวเราที่เคยไปภูชี้ฟ้ามาก่อน เราว่าภูชี้ดาวมีเสน่ห์กว่าเยอะ นับรวมถึงความวิบากกว่าจะมาเจอความสวยงามแบบนี้ด้วย เขาถึงได้ว่าความลำบากมันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง

น้องสาวผู้ร่วมทริป อุตส่าห์แบกขาตั้งกล้องช่วย

ที่มาของคำว่าภูชี้ดาวล่ะมั้ง

นู้นคือยอดภูชี้ดาว มีหลักกิโลบอกอาณาเขต ถ่ายตอนขาลงมาแล้ว

สูงสุดที่ยอดภูชี้ดาว ปล. มีคนไปเขียนสลักชื่อบอกรักอะไรกันก็ไม่รู้บนหลักเขตแดน พอเห็นแล้วรู้สึกไม่โอโคเลย มันไม่สวยสักกะนิดเดียว!!

ทางเดินบนยอดภู

สวยงามแบบถ่ายเซลฟี่กันไม่ยั้ง รัวชัตเตอร์กันไม่หยุด

เห็นยอดภูชี้ฟ้าไกลๆนั่นไหม เมื่อคืนพี่ต้นแกเล่าว่าเขาจะทำการส่งสัญญาณกันด้วยการกระพริบไฟฉาย บอกกันว่าตรงนั้นภูชี้ฟ้านะ ตรงนี้ภูชี้ดาว เป็นการส่งซิกให้นักท่องเที่ยวรู้ด้วยว่า มีภูชี้ดาวอยู่ตรงนี้นะเธอจ๋าา ตอนเรานั่งพักแอบเห็นไฟวิบๆๆอยู่ยอดภูชี้ฟ้านู้น ตามที่พี่เขาบอกเลย

หัวใจฟรุ้งฟริ้ง

ประมาณ 7.00 น. พี่ๆทั้งไกด์และนักท่องเที่ยวก็ทะยอยกลับกันลงมา ทั้งยอดภูถึงได้เหลือเราแค่สองคน นั่งกัดขนมปัง ฟังเพลงเพลินๆ เป็นการกินข้าวเช้าที่ฟินที่สุดในชีวิตแล้ว ขอโอเว่อไว้ก่อน 5555

หาดอกไม้ดอกหญ้าแถวนั้นถ่าย ดอกไม้กับน้ำค้าง

ก่อนจะจากลาจึงได้ขอแชะภาพสุดท้ายไว้เป็นความทรงจำ ตะวันขึ้นสูงแล้ววว

ขากลับแนะนำว่าค่อยๆลง เพราะทางชันและลื่นมากกก เกาะเกี่ยวกิ่งไม้ไว้ให้มั่น พอตอนกลับลงดอยเราก็รีบบอกพี่เขาเลยว่า ไปช้าๆเนาะพี่เนาะ กลัวกระดูกจะเคลื่อนเอาซะก่อน พี่แกก็โอเคนะไปช้าๆๆ แต่ถึงกระนั้นรูปที่ถ่ายมาก็ยังเบลอเพราะมือหนึ่งก็ต้องจับให้มั่น มือหนึ่งก็ต้องถ่ายรูป คือถ้ามีเวลาอยากจะอยู่บนนี้นานๆมาก เพราะป่าที่นี้ยังอุดมสมบูรณ์มากกก มีต้นไม้ใหญ่ พืชพันธุ์ยังคงวามสมบูรณ์ ใบเมเปิ้ลก็สวย โอ้ยยย แต่ถ่ายไม่ไหว ใช้ตาสัมผัสเอา

รูปนี้คือพยายามถ่ายสภาพทางมาให้ดูกัน

หมู่บ้านก่อนทางขึ้น จากการเสวนาเรื่องนายทุนที่ภูชี้ฟ้ากับพี่ต้นเมื่อคืน ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อยากให้ภูชี้ดาวมีสภาพไม่ต่างจากภูชี้ฟ้าหรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆที่มีรีสอร์ทผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ความงาม ความเป็นธรรมชาติมันคงจะหายไป และกลิ่นอายที่ชาวบ้านชาวเขาออกมายิ้มรับเราเราแบบนี้มันคงไม่มีเหลือ แต่ทุกอย่างมันก็ไม่มีคำว่าเที่ยงแท้ เมื่อโลกหมุนไปเรื่อยๆ ความเจริญก็คงเข้ามาไม่ขาด เราก็ได้แต่หวังว่านักท่องเที่ยวอย่างเราๆจะมีจิตสำนึก ไม่คิด ไม่ทำลาย ธรรมชาติที่มีอยู่ให้เสื่อมโทรมลงไปกว่าที่เป็น

ลงมาถึงแล้วก็ขอแชะกับผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน บรรดาลุงๆที่อยู่คิวรถซะหน่อย เป็นที่ระลึก! 555

แล้วก็จ่ายเงินให้เขาไปสี่ร้อย แต่!!!!!! จขกทดันลืมกระเป๋าสตังค์ค่า เอาแล้วไง ที่น้องมีอยู่สามร้อย ต้องเติมน้ำมันอีกร้อย เราเลยขอลุงๆเขาว่าเดี๋ยวเอามาให้กลับไปเอาที่รีสอร์ทก่อน โชคดีที่เจ้าของรีสอร์ทคุณต้นเนี้ยแกเป็นที่รู้จัก ก็โอเคกันแบบไม่ซีเรียส เราก็เลยรีบกลับมาเอากระเป๋าสตังค์ที่ที่พัก

พาน้องเขียวศรีได้ลิ้มลองน้ำมันบนดอยซะหน่อย ควักหาสตังค์กันแทบจะปลิ้นถุง แต่ผ่านมาได้ เรากับน้องก็หัวเราะขำกัน เป็นทริปเกรียนจริงๆ ไม่แน่มาด้วยกันไม่ได้ว่ะแก เพราะอะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่มีใครรู้

ห้ากิโล ไปกลับสิบกิโลจิ๊บๆ เพราะบรรยากาศก็ดี เย็นสบาย พอเอาสตังค์ไปให้เขาเสร็จ เราก็หาจอดถ่ายรูปกันริมทางนั่นแหละ

นี่ไม่ได้มาภูทับเบิกใช่ไหม??? อิอิ กะหลำ่ปลีคือปลูกกันเยอะมากกก

เห็นคุณป้าลุคชิคๆคูลๆ วิถีแบบสโลว์ไลฟ์ขนาดนี้แล้ว เราเลยไม่พลาดที่จะปีนป่ายความลื่นขึ้นไปคุยกับคุณป้าเขา ถามไถ่กันเรื่องราคากะหล่ำ ร่ายยาวไปถึงเรื่องการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเยอะไหม ก็หาเรื่องชวนคุยกันไป

วิถี Slow life จริงๆ ป้าเขาบอกกะหล่ำปลียักษ์อยู่บนขึ้นไปอีก แต่ดูจากสภาพเราแล้วคงได้ลื่นตกเขาก่อนกว่าจะได้เห็น เราเลยเซกู้ดบายคุณป้าและหาถ่ายรูปเล่นกันต่อไปเรื่อยๆ

ถ่ายรูปแบบนี้ระวังรถให้ดีๆ 5555

พอถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้วเราก็บอกลาลุงๆป้าๆแถวนั้นที่ยิ้มแย้มพูดคุยกับเราอย่างเป็นกันเอง

แล้วเราก็ขับรถกลับที่พักกัน ซึ่งเป้าหมายต่อไปก็นั่นแหละดอกบัวตองหน้ารีสอร์ทจ้าา เยอะมากกก สวยมากก ดอกใหญ่มากก

ถ่ายรูปกันสนุกเลยจ้า

กลับไปที่พักก็งัดเอามาม่าที่เตรียมมา กดน้ำรอเส้นอืดระหว่างนั้นก็นั่งมองวิวมุมสูงจากที่พักไปเรื่อยๆ เล่นโซเชียลไปเรื่อยๆ เชคอินกันสนุก อิ่มหนำสำราญ เอาหนังสืออกมาอ่าน ชิลไปอี้กก

ก่อนกลับเราก็ไปเดินเล่นชมสวนสตรอเบอรี่ของรีสอร์ท ติดใจขนาดซื้อติดไม้ติดมือมา ลงทุนโดยให้น้องเดินเก็บ ส่วนเราก็ก็เก็บไปกินไป ฟินกันไป แต่จะไม่ฟินตรงลื่นล้มไปรอบนี่แหละ เสื้อผ้านี่แบบนึกว่าไปลุยโคลนมา แต่ไม่เป็นไร วิถีแห่งสาวถึกต้องไม่หวั่นเกรงขี้โคลน 5555

สตรอเบอรี่หวานกรอบมาก

และแล้วก็เป็นอันต้องบอกลา เพราะเรายังมีภารกิจต้องขับรถกลับอีก แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้วจ้า กลับมาหลังเดี้ยง ปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนต้องไปนวดสมุนไพร ฮืออ

ขอแชะภาพรีสอร์ทไว้เป็นที่ระลึก ลืมขอถ่ายพี่ต้นกับลูกสาวเอาไว้ ไม่เป็นไรคราวหน้ากลับไปอีกแน่นวลล อิอิ

จบทริปนี้ด้วยความรู้สึก เหนื่อยมากกกกก ปวดเมื่อยมากกก แต่ก็คุ้มค่ามากกกกจริงๆ กับการเดินทางที่ได้พบเจออะไรมากมายระหว่างนั้น

ทุกครั้งที่เดินทาง จขกทจะได้เรื่องราวและเรื่องเล่าใหม่ๆเพิ่มขึ้นเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่จขกทชอบการเดินทาง เดินทางคนเดียวบ้าง มีเพื่อนแจมบ้าง ก็สนุกและได้อะไรแตกต่างกันไปในแต่ล่ะครั้ง และจบด้วยความประทับใจไม่รู้ลืม

"ภูชี้ดาว" จึงให้อะไรมากกว่าความสวยงามของทะเลหมอก

คำนวณค่าใช้จ่ายของเรา

ค่าน้ำมันรถ 250 บาท (รถค่อนข้างกินน้ำมัน)

ค่าที่พัก 200 บาท (สองคน)

ค่าข้าวมื้อเย็น 80 บาท (สองคน)

ค่ารถขึ้นภูชี้ดาว 400 บาท (ถ้ามากันหลายคนตกคนล่ะ 100 บาท)

ค่าข้าวตอนเช้า พกมาม่าและขนมปังนมเนยกันไป

รวม 930 บาท !  เอาเงินไปคนล่ะ 500 ก็อยู่ค่ะ ณ.จุดๆๆนี้

....ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางจ้า....

 

ที่มา : https://pantip.com/topic/34509886

แสดงความคิดเห็น