เชียงดาวหน้าฝน ของคนขี้เหงา กลางคืนดูดาว ตอนเช้าดูหมอก ( 600 บาท 2 วัน 1 คืน)

30 สิงหาคม 2560 | โดย iKOB (6,247 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีครับ
และแล้วก็ได้เวลา B a c k p a c k  "คนเดียว" จริงๆเสียที
ทริปนี้ตัดสินใจก่อนเดินทางเพียงวันเดียว เนื่องจากมีวันหยุดสองวัน
เย็นวันศุกร์จึงตัดสินใจโทรจองที่พักหลายที่ คำตอบที่ได้คือ "เต็มค่ะ เต็มครับ"
จนเหลือที่สุดท้ายคือ " บ้านดอยหมอก เชียงดาว" แน่นอนสิ่งที่เหลือคือ "เต้นท์"
ทางที่พักแจ้งราคา 400 บาท รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า  ถือว่าดีเลยทีเดียว

จึงสอบถามเรื่องการเดินทางซะเลย
1. ขึ้นรถเมล์จากขนส่งช้างเผือก ไปลงที่โลตัสเชียงดาว 40 บาท
2. ขึ้นรถสองแถวของชาวบ้านขึ้นดอยอีก 60 บาท ให้เบอร์ติดต่อมา
พร้อมครับ เก็บกระเป๋าไปเที่ยวกันนน

คืนก่อนที่จะไปเที่ยวมักจะนอนไม่ค่อยหลับ หลายๆคนคงเป็นเหมือนกัน ผมนอนดึกจนเช้าวันเสาร์
เช้าวันเดินทางจึงตื่นสายมาก ยังมีเวลาไปเดินหาของที่ Decathlon เพื่อใช้ในการเดินทาง
ผมขี่มอเตอร์ไซต์ไปฝากไว้ที่ขนส่งช้างเผือก ค่าฝากรถวันละ 10 บาท

รีบร้อนพอสมควร เพราะป้าผ่อง (สองแถวขึ้นดอย) ได้โทมาถามว่าจะไปถึงกี่โมง
ผมเลยรีบไปขึ้นรถเมล์เที่ยว 11.00 น.   (รถมีออกทุกครึ่งชั่วโมง)
ค่าตั๋วโดยสารราคา 40 บาท ระบบแอร์ธรรมชาติเปิดทุกหน้าต่าง 555

นี่แหละครับ พาหนะที่จะนำเราไปเชียงดาว

40 บาทถ้วน ต้องเก็บตั๋วไว้นะครับ จะมีเจ้าหน้าที่มาเช็คระหว่างทาง หน้าตาดุเอาการเลย แหะๆ

ซื้อตั๋วเสร็จแล้วก็รีบขึ้นรถไปจองที่นั่งเลยครับ เพราะใกล้เวลาออกเต็มที
ผมเลือกที่นั่งหลังสุด เพราะน่าจะได้เห็นบรรยากาศภายในรถได้เยอะขึ้น
บนรถมีทั้งชาวบ้าน ชาวเขา รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

ระหว่างทางได้พบกับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงตาบอดที่สามารถยืนโบกรถคนเดียว
หลังจากลุงตาบอดลง ก็มีลุงชาวเขามานั่ง ภาษาเหนือที่ว่าฟังยากแล้วภาษาเผ่า ที่พูดคำเมืองไม่ชัดฟังยากยิ่งกว่า
ผมหลับไปหลายตื่นเพราะกลางคืนนอนน้อยมาก ตื่นมาพร้อมกับบรรยากาศที่สดชื่นของต้นไม้ระหว่างทาง
อากาศเย็นสบายมาก จนถึงที่หมายคือโลตัสเชียงดาว ใช้เวลารวม 1 ชั่วโมง 30 นาที

ทันทีที่รถถึงที่โลตัส ก็มีสายเข้าทันที ป้าผ่องโทรมา บอกว่ารอผมอยู่หน้าโลตัส
ระหว่างนั้นให้ผมซื้อของที่โลตัสก่อน และไปเจอที่รถ
ป้าบอกว่ามีคนที่มารถเที่ยวก่อนผมมารออยู่บ้างแล้ว เดี๋ยวจะขึ้นไปที่เชียงดาวพร้อมกัน

จากตอนแรกที่กลัวการเดินทางคนเดียว เมื่อมาถึงรถ ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่
เพื่อนต่างเพศ ต่างวัย ต่างภาษา เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ต่างๆ
จากความกลัวกลายเป็นความสนุกสนาน เพลิดเพลินมาก ^^

ป้าผ่องพาเราเดินทางขึ้นดอย โดยไปแวะรับเพื่อนร่วมทางอีกสองคนที่ถ้ำเชียงดาว
(ทริปนี้ผมไม่ได้แวะเที่ยวถ้ำเชียงดาวนะครับ ได้ข่าวว่าสวย ไว้มีโอกาสจะไปรีวิวแน่นอนครับ)
ทางค่อนข้างจะดีครับ ลาดยางตลอดเส้น มีคดเคี้ยว หรือแคบบ้างเล็กน้อย
มีชำระค่าเข้านะครับ คนไทย 20 บาท ต่างชาติ 200 ครับ

สักวา เข้าป่า หาความสุข
เปลื้องความทุกข์ ทิ้งไว้ ที่ปลายเขา
ลองลุยเดี่ยว เที่ยวแบกเป้ เท่ไม่เบา
สิ่งที่เรา นั้นต้องการ อยู่แห่งใด
มิตรภาพ ที่ได้เจอ ระหว่างทาง
มิเคยจะ เลือนลาง หรือห่างหาย
มีความสุข ความสงบ อิ่มเอมใจ
ท่องเที่ยวไป ดั่งใจหวัง ครั้งหนึ่งเอย...

หลังจากดื่มด่ำธรรมชาติสองข้างทางมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที ก็ถึงที่หมายปลายทาง
ป้าผ่องก็ทะยอยส่งสมาชิกไปตามที่พักต่างๆ ผมได้มีโอกาสลงไปถ่ายรูปที่ "บ้านสายหมอก"
วิวสวยมากครับ แต่เสียดาย หมอกปิดยอดดอยดหลวงเชียงดาวหมดเลย แต่ก็สวยไปอีกแบบครับ
พี่ๆร่วมรถที่พักที่นี่ช่วยถ่ายรูปให้ สวยงามตามท้องเรื่องครับ ^^

คนเริ่มทะยอยๆลงจนหมด เหลือผมคนสุดท้าย เพราะที่พักผมอยู่ล่างสุดเลย
ระหว่างทางผมก็สะดุดกับบ้านหลังนี้ พร้อมวิวดอยหลวงอยู่เบื้องหลัง มันงดงามมากจริงๆครับ

นี่แหละครับ ที่พักของผมในคืนนี้

" บ้านดอยหมอก "
เป็นที่พักที่อยู่ล่างสุด แน่นอน ไม่มีอะไรบังบิวหน้าเต้นผมเลย ฟินมากครับ
ด้านหลังของบ้านดอยหมอก มองขึ้นไปจะเจอระเบียงดาวครับ สามารถเดินไปชิมกาแฟได้ไม่ไกลเลย

ผมได้นอนเต้นท์สีเหลืองครับ อาจจะเห็นเต้นท์ข้างๆ แต่ไม่มีคนนอนครับ
มีห้องน้ำรวมสภาพไม่ขี้เหร่มากครับ (ทางซ้ายมือของภาพ)

เอาสัมภาระไปเก็บในเต้นท์กันครับ
พอเปิดเต้นมาละน้ำตาปริ่มๆ มีหมอนสองใบครับ นอนคนเดียว แต่ที่นอนนุ่ม ผ้าห่มสองผืนอุ่นๆ

พอจะออกจากเต้นท์ ภาพที่เห็นก็เป็นเช่นนี้แล
ตระการตามาก มันสวยงาม มันเป็น Feeling ที่อยากจะมีมานานแล้วครับ

หลังจากล้างหน้าล้างตาจนรู้สึกสดชื่น ก็มานอนพักผ่อนเอาบรรยากาศซักหน่อยครับ
คงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกนะครับ ภาพน่าจะบ่งบอกอะไรหลายๆอย่างได้ดี
...แอบมีความเหงา แต่ก็นะ. มันก็ดีอย่างเสียอย่าง ^^

อ่อ.. ลืมบอกเวลาไปเลยครับ 555
ออกจากขนส่งช้างเผือก 11.00 ถึงโลตัสเชียงดาวประมาณ 12.30 ครับ.
ขึ้นรถป้าผ่องประมาณ 13.00 ถึงที่พักก็บ่ายโมงครึ่งโดยประมาณครับ ^^

เมื่อดื่มด่ำบรรยากาศของการนอนเต้นท์ ชมวิวดอยหลวงอย่างเต็มที่แล้ว
ก็ถึงเวลาไปหาข้าวเที่ยงทานก่อนครับ ผมตัดสินใจเดินขึ้นไปที่ระเบียบดาว
ซึ่งอยู่หลังที่พัก บ้านดอยหมอกขึ้นไปทางด้านบน

บรรยากาศต้นไม้ใบหญ้าระหว่างทาง

ผมสอบถามที่ระเบียงดาว ทางร้านแนะนำข้าวร้านหนึ่ง ให้เดินขึ้นไปทางหลังระเบียงดาว
เดินไปนิดเดียวก็ถึงครับ  สอบถามสรุปว่าคือลุงปึ๋ง
ต้องขอท้าวความก่อน ตอนที่ผมโทรสอบถามที่พัก
ผมสอบถามเรื่องรถจากโลตัสเชียงดาวขึ้นไปที่พัก. ก็ได้เบอร์ลุงปึ๋งนี่แหละครับ
แต่ไปๆมาๆลุงปึ๋งไม่ว่าง เลยให้ป้าผ่องมารับแทนครับ ^^

ร้านลุงปึ๋งเป็นร้านเล็กๆครับ มีทั้งอาหารตามสั่ง และหมูจุ่ม

ข้าวกะเพราไข่เยี่ยวม้า
ฝีมือลุงปึ๋งนี่ใช้ได้เลยนะครับ ไข้เยี่ยวม้ากรอบเหลืองสวยงามมาก
มื้อเที่ยงนี้รอดตายละครับ ด้วยงบ 50 บาท.

เมื่ออิ่มท้องก็ไปชิมชากาแฟที่ระเบียงดาวกันดีกว่าครับ
ไปทางหลังร้านลุงปึ๋ง จะมีป้ายบอกทางไประเบียงดาวครับ

เดินลงมาก็สะดุดตากับผ้าที่ตากอยู่ราวกับตั้งใจเรียงไว้

ร ะ เ บี ย ง ด า ว

จากร้านลุงปึ๋งมาถึงระเบียงดาวใช้เวลาทั้งสิ้น 30 วินาทีครับ 555+++
...ระเบียงดาว เป็นร้านกาแฟเล็กๆราคาครึ่งร้อย แต่มี "ระเบียง" ที่เห็นวิวหลักล้าน

บ่ายนี้ผมสั่งชาเขียวเย็นไปหนึ่งแก้ว รสชาติดีเลยครับ
ฟินกับบรรยากาศเขียวๆของดอยหลวง กับหมอกจางๆ 10 10 ไปเลยครับ !!

นี่แหละครับ Landmark ที่ทุกคนต้องมา มันสวยจริงๆครับ

เดินลงมาที่บ้านดอยหมอก มานั่งเงียบๆคนเดียวซักพักครับ
ระเบียงหน้าเต้นท์นี้เป็นของผมคนเดียวครับ

แวะไปเยี่ยมเยียนเจ้าบ้านหน่อยครับ นอนน่ารักเชียว ^^

ระหว่างที่ผมนั่งพักผ่อนหย่อนใจก็มีฝนโปรยปรายมาบางๆ
ไม่นานนักรุ้งก็เริ่มปรากฏขึ้นมา เป็นรุ้งที่ใกล้ และอยู่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

,,,เขาอยู่สูง สุดฟ้า เวหาเหิน
ไกลเหลือเกิน สุดมือข้า จะคว้าได้
แต่ไม่เกิน กำลังกาย และแรงใจ
จะขึ้นไป ถึงยอดได้ ในสักครา...

และแล้วช่วงสำคัญก็มาถึง คือช่วงเวลา Dinner คนเดียวว
เวลาประมาณ 17.30 น. คุณป้าก็จัดเตรียมขันโตกหวายพร้อมอาหารมารอ
อาหารก็จะมา ไข่เจียว ผักกะกล่ำ ต้มจืดเต้าหู้หมูสับใส่ผักกาดขาว
และพระเอกของมื้อคือ น้ำพริกลีซู หรือ น้ำพริกข่า
พร้อมข้าวสวยร้อนๆ อากาศเย็นๆ วิวสวยๆ

ต้มจืดเต้าหู้หมูสับร้อนๆ

น้ำพริกลีซู
ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยทานน้ำพริก แต่ลองชิมเจ้านี่เข้าไปถึงกับวางช้อนไม่ลง
รสชาติจะออกไปทางเผ็ด และมีสมุนไพรเยอะ
ยิ่งทานกับไข่เจียวและข้าวสวยร้อนๆ สวรรค์ดีๆนี่เองครับ
ที่บ้านพักมีขาย กระปุกละ 100 บาทครับ

พอตกเย็นท้องฟ้าเริ่มเปิด ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีในภารกิจล่าช้างในคืนนี้ครับ
ทานข้าวเสร็จละไม่รอช้า รีบอาบน้ำเตรียมอุปกรณ์ไปหาทำเลเหมาะๆ
สำหรับถ่ายทางช้างเผือกกันครับ

อาบน้ำเสร็จ อุปกรณ์พร้อม คนพร้อม ก็ไปหาทำเลถ่ายช้างกันครับ
ผมก็เป็นมือใหม่ ฉะนั้นจะพอแนะนำแนวทางการถ่ายคร่าวๆตามความเข้าใจนะครับ
1.กล้อง 55+ แน่นอนแหละ ไม่มีจะเอาอะไรถ่าย. ผมใช้ Nikon D5500 + kit 18-55 mm ครับ
2.ขาตั้งกล้อง จำเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องถ่าย 20-30 วินาที โดยที่กล้องห้ามขยับ
3.สายลั่นชัตเตอร์ (อาจจะตั้ง Self -timer หรือ กดถ่ายจากโทรศัพท์ก็ได้ครับ)
4.ความมืด
5.ตั้งค่าโหมด Manual

ถ่ายดอกไม้เล่นรอฟ้ามืดครับ

เริ่มมืดหมอกก็เริ่มมา ไปทำเลเหมาะๆ ตั้งกล้องถ่ายดาวกันครับ

ตั้งกล้องเลยครับ

ท า ง ช้ า ง เ ผื อ ก

...ตะวันลับ ขอบฟ้า หมดแสงส่อง
ได้แต่มอง ดารา เจ้ามาไหม
เมฆาบัง สักครู จึงเคลื่อนไป
เป็นฟ้าใส ให้ช้างตั้ง ตระการตา...

ช้างรูปแรกๆที่ถ่ายค่อนข้างจะไม่ชัด เพราะมีเมฆบังค่อนข้างมากครับ
สำหรับรูปนี้ถ่ายได้เวลาประมาณ 19.50 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ครับ
ดาวยังไม่ชัดเท่าที่ควร แต่พอจะเห็นได้ครับ
ที่เชียงดาวไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้เหมาะกับการดูหรือถ่ายทางช้างเผือกมาก
เพราะเมื่อไม่มีแสงรบกวน ทำให้เราสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ใช่ครับ เราจะเห็นเป็นแถบสีขาวๆทอดยาวข้ามเหนือศีรษะเราไป
เป็นความประทับใจอย่างมากครับสำหรับทริปนี้ ที่จะไม่มีวันลืม

สักวา มาล่าช้าง ณ เชียงดาว
แบกกระเป๋า หิ้วเป้ พร้อมความหวัง
แบกกล้องเที่ยว มาถ่ายดาว เพียงลำพัง
แม้เมฆยัง คงปกคลุม อยู่ทั่วไป
จนได้พบ ช้างเผือก ตั้งตระหง่าน
จึงจัดการ คล้องเชือก ด้วยต้นไม้
ช่างสวยงาม ตระการตา พาสุขใจ
ทริปนี้ไซร้ ประทับใจ ไม่ลืมเอย...

ปล. ภาพนี้ถ่าย 19/8/2560 เวลา 21.14 น.
Nikon D5500 + kit 18-55 mm  
ISO 3200  , f/3.5 , 30 sec ,18 mm  + Lightroom ดวงดีที่เมื่อคืนขณะถ่ายทางช้างเผือก ผมได้รู้จักกับพี่กลุ่มหนึ่งที่มาถ่ายเหมือนกัน
ทำให้ผมได้มิตรภาพดีๆ ระหว่างการถ่ายภาพ และเปลี่ยนประสบการณ์กัน ^^
หลังจากถ่ายเสร็จก็แยกย้ายกันนอนพักครับ อากาศกำลังเย็นสบาย

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง หวังที่จะถ่ายพระจันทร์เสี้ยว แต่....
เมฆบังครับ  แต่ก็ทำให้เห็นทะเลหมอกจางๆในความมืด
จนกระทั่งหกโมงเช้า จึงชักชวนพี่ๆไปถ่ายรูปกันที่ลานชมวิวใกล้ๆกับ บ้านสายหมอก

แน่นอน เราไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมการมาเที่ยวแต่ละครั้ง
มันทำให้ผมนอนดึก แต่ตื่นเช้าตลอด

บางที.... มันอาจจะต้องการให้เราซึมซับบรรยากาศ
และไม่พลาดที่จะเก็บความทรงจำดีๆไว้ก็เป็นได้ ^^

ถ่ายเสร็จก็ได้เวลาเดินกลับไปทานอาหารเช้ากันแล้วครับ
เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดครับ (จริงๆแล้วผมถ่ายอะไรไปเรื่อย เลยช้ากว่าพี่ๆ ^^)

เดินมาเรื่อยๆก่อนถึงที่พักมีร้านอาหารตามสั่งวิวหลักล้านอีกร้านนึง
มีอาหารตามสั่ง หมูกระทะ หมูจุ่ม เลยแวะถ่ายมาให้ชมครับ

บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้หาชมกันง่ายๆเลยครับ

เอาละครับ นี่เป็นมื้อสุดท้ายก่อนกลับ ใกล้เวลาจากเชียงดาวเข้าไปทุกที
เลยถือโอกาสทานข้าวต้มยามเช้ากับพี่ๆ ก่อนแยกย้ายกันครับ

อาหารเช้านี้มีข้าวต้ม + น้ำพริกลีซู (ของขึ้นชื่อครับขาดไม่ได้เลย)
และมีกาแฟ โอวัลติน รวมถึงชาร้อนไว้บริการครับ

หมดเวลาสนุกก็เก็บกระเป๋ากลับบ้านกันครับ
ผมนัดป้าผ่อง พี่ๆที่นั่งรถมาด้วยกันตอนขามาไว้ตอน 8.00 น. ที่ร้านลุงปึ๋งครับ
เลยแวะกินกาแฟที่ระเบียงดาว อีกซักรอบก่อนกลับ
เก็บบรรยากาศมาฝากครับ

กำลังทานข้าวอย่างมีความสุข บางทีการเป็นเด็กก็ดีที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก
อยากทำอะไรก็ทำ ยิ้มก็ยิ้มได้เต็มที่ หัวเราะ ไม่ต้องกลัวอาย
แต่เป็นผู้ใหญ่บางอย่างมันเปลี่ยนไป...

ที่ระเบียงดาวก็มีน้ำพริกลีซูขายครับ กระปุกละ 100 บาท

มอคค่าเย็นสักแก้วก่อนกลับครับ สดชื่นจริงๆ

บางอย่างธรรมชาติสร้างมาให้มีความสวยงามในตัว
ไม่จำเป็นต้องตกแต่งแต่อย่างใด

แม่ไปไหนลูกไปด้วย

สนุกล่ะสิ ว่างๆกลับมาเที่ยวอีกนะครับ (น้องน่าจะคิดงั้น 55+)

ที่นี่ระเบียงดาว

ระหว่างนั่งรถกลับก็บังเอิญถ่ายรูปนี้มาได้
ขอตั้งชื่อว่า ฟูจิเชียงดาว ละกันนะครับ

ป้าผ่องมาส่งที่ขนส่งเชียงดาวครับ ซื้อตั๋วกลับ 40 บาท เหมือนตอนขามา
รถออกทุกครึ่งชั่วโมงเหมือนกันครับ

มาถึงช่วงสุดท้ายของกระทู้นี้แล้วครับ เย้ๆ สองวันสองคืนกับการเขียน 55+

สรุปงบสุทธิที่จะไปเที่ยวได้ (ไม่รวมกาแฟกับขนมขบเคี้ยวอื่นๆ)
1.ค่าเดินทางขนส่งช้างเผือก - เชียงดาว ไปกลับ ( 40+40 = 80 บาท )
2.ค่ารถขึ้นไปที่พักไปกลับ (60+60 = 120 บาท)
3.ค่าเต้นท์ รวมอาหารเย็น+เช้า (400 บาทถ้วน ถ้าเป็นบ้านจะอยู่ที่ 500)
ทริปนี้ 80 + 120 + 400 = 600 บาทครับ

การเดินทางคนเดียว บางครั้งมันน่ากลัว บางครั้งก็เหงา
มีความกลัวไปซะทุกอย่าง  แต่เพียงแค่คุณกล้าที่จะลอง แล้วลงมือทำ
ผมเชื่อว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา ไปคนเดียว แต่ตอนกลับ
คุณได้เพื่อนใหม่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้หลายๆสิ่ง
ได้เปิดโลกกว้าง ได้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ และสิ่งที่ไม่เคยทำ

หวังว่ารีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่คิดจะเดินทาง
แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางครั้งต่อไป   สวัสดีครับ ^^

ที่มา : https://pantip.com/topic/36796265

แสดงความคิดเห็น