7 ที่อยู่ของคนตายที่กลายมาเป็นที่เที่ยวของคนเป็น ภาค2

29 กันยายน 2560 | โดย PauLLie (8,701 เข้าชม)
แบ่งปัน:

7 ที่อยู่ของคนตายที่กลายมาเป็นที่เที่ยวของคนเป็น ภาค2

จาก "8 ที่อยู่ของคนตาย ที่กลายมาเป็นที่เที่ยวของคนเป็น" ที่ได้รับความสนใจจากแฟนๆ PaiNaiDii มากมาย จึงเกิดเป็น "ที่อยู่ของคนตายที่กลายมาเป็นที่เที่ยวของคนเป็น ภาค2" ขึ้น โดยครั้งนี้ PaiNaiDii จะพาคุณๆ ไปเยือนที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ในอดีตเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวโศกนาฏกรรมและความเศร้าเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนกลับได้มาชื่นชมความสวยงามของที่เที่ยวสวยแทน

 

 

01

 อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

Photo : สำนักอุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

จากตำนานทัณฑสถานที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุด

ก่อนที่จะมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่ออย่าง "อุทยานแห่งชาติตะรุเตา" ที่นี่เคยเป็น "ทัณฑสถาน"สำหรับนักโทษที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุด สาเหตุที่เลือกเกาะแห่งนี้ ก็เพราะว่าเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเลลึก มีคลื่นลมมรสุมรุนแรง มีจระเข้และฉลามชุกชุม เป็นปราการทางธรรมชาติที่สามารถป้องกันการหลบหนีของนักโทษได้อย่างดี โดยได้มีการทยอยนำนักโทษมาอยู่ที่ "ทัณฑสถานเกาะตะรุเตา" ตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 และทยอยส่งมาเรื่อยๆ จาก 500 คนแรก จนเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,000 คนภายในปีเดียว และปีถัดมาได้เพิ่มนักโทษทางการเมืองเข้าไปอีก 70 คน มีสถานที่สำหรับลงโทษนักโทษ ที่พักนักโทษที่ยังคงเหลือให้ได้ชมจนถึงปัจจุบัน

 

Photo : เที่ยวผ่านเลนส์ / Forzanu Foto

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา สตูล

สู่ที่เที่ยวทางธรรมชาติที่คนรักความบริสุทธิ์ของท้องทะเลต้องห้ามพลาด

ภายหลังที่มีการยกเลิก "ทัณฑสถานเกาะตะรุเตา" ก็ได้มีการสำรวจเกาสวยแห่งนี้และประกาศให้เป็น "อุทยานแห่งชาติ" ขึ้น และด้วยความที่ "ตะรุเตา" เป็นศูนย์รวมของความงามทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสแจ๋ว ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของกลุ่มปะการังหลากสี ทำให้  "อุทยานแห่งชาติตะรุเตา" กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของนักเดินทาง จนเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วโลก ลบเลือนภาพความโหดร้ายในวันวานไปได้หมด หลงเหลือเพียงแค่ ซากของอนุสรณ์สถานต่างๆไว้เตือนความทรงจำเท่านั้น ใครรักทะเลสวย น้ำใส ไม่ควรพลาด

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

02

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

Photo : www.artbangkok.com

xxx

จากการทารุณในสงครามโลกครั้งที่ 2 บังคับนักโทษสกัดภูเขาด้วยมือเพื่อสร้างทางรถไฟ จนได้สมญา "ช่องไฟนรก"

ย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้จับเอาเชลยศึกทางสงครามอย่างออสเตรเลีย อังกฤษ ดัตช์ และอเมริกา ร่วมกับแรงงานชาวเอเชีย สร้างทางรถไฟจากไทยเพื่อมุ่งหน้าไปยังพม่า โดยผ่านเส้นทางกาญจนบุรี ซึ่ง "ช่องเขาขาด" เป็นพื้นที่ที่มีสภาพเป็นภูเขาที่ขวางทางจึงต้องขุดเจาะเพื่อให้ทางรถไฟผ่านไปได้ แต่ปรากฏว่างานในบริเวณนี้ล่าช้าไปมาก จึงต้องเกณฑ์กำลังคนทำงานทั้งวันทั้งคืน โดยงานส่วนใหญ่ใช้แรงคนทั้งสิ้น เช่นการสกัดภูเขาด้วยมือ การทำงานในบริเวณนี้เป็นการทำงานที่ทารุณมาก เนื่องจากต้องปีนลงไปสกัดในช่องเขาซึ่งบางช่วงสูงถึง 11 เมตร แทบไม่มีอากาศหายใจ ทั้งยังต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว เกิดภาวะขาดน้ำและอาหาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่เพียงพอ ทำให้มีคนเสียชีวิตในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

 

Photo : ดับ

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

ช่องเขาขาด กาญจนบุรี

สู่ที่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอันงดงาม

ปัจจุบันเพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปของเหล่าเชลยในช่วงสงคราม จึงได้มีการสร้าง "ช่องเขาขาด พิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ" ขึ้น ณ บริเวณใกล้กับช่องเขาขาด โดยภายในรวบรวมข้อมูล ภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ไฮไลท์เด็ดอยู่ที่ "มินิเธียร์เตอร์" ที่มีการฉายภาพยนตร์เงียบ ขาวดำ ซึ่งว่ากันว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ นอกจากนี้บริเวณช่องเขาขาดยังปรับพื้นที่เป็นทางเดินให้สามารถเดินชมเส้นทางทางรถไฟเก่า มีร่องรอยไม้หมอน และเหล็กสกัดให้เห็นเป็นระยะ สองข้างทางเป็นป่าไผ่และต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นสวยงาม

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

03

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

Photo : National Geographic Channel

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

Photo : อุทยานแห่งชาติ

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

จากโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกครั้งใหญ่ของไทยที่คร่าชีวิตผู้คนถึง 223 ศพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2534 เครื่องบินโบอิ้ง 767-300ER ของสายการบินเลาด้าแอร์ ได้เกิดเหตุไฟไหม้กลางอากาศ เนื่องจากความผิดพลาดของเครื่องจักรกลยานยนต์ และดิ่งลงสู่พื้นโลกและตกลงในเขตพื้นที่ "อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี" ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ป่ารกทึบสลับกับหุบเขาสูงและหน้าผาหินปูน จากการเข้าช่วยเหลือเชื่อว่าผู้โดยสารทั้งหมดจำนวน 223 คนเสียชีวิตในทันที นับเป็นอุบัติเหตุทางอากาศยานครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังไม่มีโศกนาฏกรรมครั้งไหนลบล้างได้

 

Photo : https://de.m.wikipedia.org

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

Photo : https://thai.tourismthailand.org

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

Photo : TookiE

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรี

สู่ที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์และอุทยานแห่งชาติหนึ่งเดียวในสุพรรณบุรี

หลังเหตุการณ์ "เลาด้าแอร์" ได้มีการทำ Remark จุดที่เครื่องบินตกเพื่อเป็นจุดที่ให้เหล่าบรรดานักเดินทางได้แสดงความเคารพแก่ผู้เสียชีวิต ทั้งยังจัดสร้างสุสานเลาด้าแอร์ขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน ปัจจุบันจุดดังกล่าวเป็นทางผ่านเพื่อไปเยือนป่าสน 2 ใบ ซึ่งมีความงดงามและอุดมสมบูรณ์มาก เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสวยงามทางนิเวศวิทยา นอกจากนี้ที่ "อุทยานพุเตย" ยังมี "ยอดเขาเทวดา" ที่เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งด้วย ใครไม่อยากขึ้นเหนือหรือเดินทางไกล แวะเยือนยอดเขาเทวดา อุทยานแห่งชาติพุเตยแล้วจะรู้ว่า "สวรรค์บนดิน" มีอยู่จริง

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

04

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม พังงา

Photo : Reuters

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม พังงา

จากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่โดนอุบัติภัยทางธรรมชาติ"สึนามิ"กลืนกินชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดอุบัติภัยทางธรรมชาติที่คนไทยไม่เคยรู้จักชื่อว่า "สึนามิ" เกิดขึ้น โดยคลื่นยักษ์จากท้องทะเลได้ซัดเข้ามาสู่ชายฝั่งภาคใต้ด้านตะวันตกของไทยอย่างรุนแรง พร้อมกวาดเอาชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่บริเวณชายฝั่งให้กลับลงไปในทะเล โดยหมู่บ้านชาวประมงอย่าง "บ้านน้ำเค็ม" จังหวัดพังงา ก็เป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ในครั้งนั้น มีผู้คนเสียชีวิตกว่า 1,400 คน และทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหายแทบทั้งหมด

 

Photo : www.phangnga.go.th

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม พังงา

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม พังงา

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม พังงา

สู่ที่เที่ยวเพื่อรำลึกถึงการสูญเสียและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ

เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยทางธรรมชาติในอนาคต ถึงได้มีการจัดสร้าง "สวนอนุสรณ์สึนามิ บ้านน้ำเค็ม" ขึ้น ณ บริเวณริมทะเล บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา โดยภายในประกอบด้วย สวนพักผ่อน สวนสุขภาพสำหรับออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น มีโซนที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์โดยออกแบบเป็น ช่องทางเดินระหว่างกำแพงกันดินสองข้าง ด้านหนึ่งทำเป็นกำแพงคอนกรีตโค้งคล้ายรูปคลื่น ผิวหินขัดสีดำ มีช่องมองทะลุกำแพงไปเห็นเรือประมงที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิ ส่วนอีกด้านทำเป็นกำแพงเฉียงปูอิฐสลับกับกระเบื้องเซรามิก มีการสลักรายชื่อของผู้เสียชีวิตบนแผ่นป้ายทองเหลืองติดบนกระเบื้องเซรามิก ในแต่ล่ะวันจะมีผู้คนจำนวนมากมาเยือนที่นี่ พร้อมร่วมกันแสดงความไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ดีแม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความเศร้าทาบทาเต็มพื้นที่ แต่ชายทะเลบ้านน้ำเค็ม ก็ยังเป็นอีก 1 ชายหาดที่มีความงดงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอันดับต้นๆของพังงาอีกด้วย

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

05

 พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

Photo :https://th.wikipedia.org/wiki

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

จากจุดยุทธศาสตร์แห่งการสู้รบระหว่างกรุงศรีอยุธยา-พม่า จนเกิดวีรสตรีพระนามว่า "สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"

ตามพงศาวดารได้จารึกไว้ว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2092 ในระหว่างการสงครามเมื่อครั้งพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และมหาอุปราชาบุเรงนองยกกองทัพพม่าเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก โดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรีและตั้งค่ายล้อมพระนคร ( ปัจจุบันคือพื้นที่ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งเป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น ได้ออกร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่พระสวามี โดยการศึกในครั้งนั้นได้ปรากฏเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของ "สมเด็จพระศรีสุริโยทัย" ที่ได้ไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี จะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง

 

Photo :https://th.wikipedia.org/wiki/

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง พระนครศรีอยุธยา

สู่สถานที่ท่องเที่ยวและโครงการตามรอยพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9

ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ได้มีโครงการก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ในบริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535 โดยจัดสร้างในพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีลักษณะเป็นอนุสรณ์สถาน ภายในประกอบด้วย พระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย มีนักรบจตุลังคบาทตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ พื้นที่จำลองค่ายข้าศึกและกองทัพข้าศึก 4 ทัพ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่อ่างเก็บน้ำมีเนื้อที่ราว 180 ไร่ จุน้ำราว 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร มีอาคารอเนกประสงค์ และสวนสาธารณะริมอ่างเก็บน้ำ นอกจากจะสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนแก่ชาวอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ที่นี่ยังสร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ในด้านการป้องกันน้ำท่วมและเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญสำหรับภาคกลางอีกด้วย

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

06

น้ำตกกรุงชิง นครศรีธรรมราช

Photo : สำนักอุทยานแห่งชาติ

xxx

น้ำตกกรุงชิง นครศรีธรรมราช

ถ้ำดอนเมืองในน้ำตกกรุงชิง อดีตพรรคคอมมิวนิสต์ใช้เพื่อเก็บเสบียง

 

จากที่หลบซ่อนตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ใครเลยจะรู้ว่า "น้ำตกกรุงชิง" น้ำตกสวยอันดับต้นๆของนครศรีธรรมราช ที่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งบนธนบัตรมูลค่า 1,000 บาทของไทยมาแล้วนั้น ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งและที่หลบซ่อนตัวของชุมชนคอมมิวนิสต์ ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณเทือกเขาหลวง มีฐานปฏิบัติการณ์ทั้งยังเป็นจุดสู้รบระหว่างทหารไทยและเหล่าคอมมิวนิสต์อยู่หลายจุดด้วยกันก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการปราบปรามคอมมิวนิสต์จนหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย ความงดงามทางธรรมชาติของน้ำตกกรุงชิง จึงได้ออกสู่สายตาของผู้คนอีกครั้ง

น้ำตกกรุงชิง นครศรีธรรมราช

น้ำตกกรุงชิง นครศรีธรรมราช

น้ำตกกรุงชิง นครศรีธรรมราช

สู่ที่เที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม จนใครๆก็กล่าวถึง

ตัวน้ำตกกรุงชิงแบ่งออกเป็นชั้นด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น ประกอบด้วย หนานมัดแพ หนานฝนแสนห่า หนานปลิว หนานจน หนานโจน  หนานต้นตอ และวังเรือบิน โดยชั้นน้ำตกที่สวยที่สุดคือ “หนานฝนแสนห่า” เพราะมีลักษณะความสวยงามอ่อนช้อยและมีขนาดใหญ่ที่สุด และ "หนานฝนแสนห่า" นี่เอง ที่เป็นจุดไฮไลท์ไปปรากฏใน ธนบัตร 1,000 บาท รุ่นก่อนหน้า บริเวณโดยรอบน้ำตกยังคงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ส่งผลให้มีผู้คนมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

 

07

 ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

Photo : วีรชนชาวบ้านบางระจัน

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

จากตำนานหมู่บ้านวีรชนผู้กล้าผู้รักษาบ้านเมืองด้วย 2 มือโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเมืองหลวง 

ชื่อของชาวบ้านบางระจัน ไม่ว่าจะเป็น นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว นายทองแสงใหญ่ นายดอกไม้ และนายทองแก้ว กลายเป็นชื่อสำคัญที่ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงเรื่องราวการสู้รบกับพม่าในสงครามก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 โดยไม่ยอมท้อถอยจนสามารถรักษาค่ายบางระจันไว้ได้ถึง 7 ครั้ง ในระยะเวลากว่า 5 เดือน ก่อนที่จะแตกพ่ายเสียกรุงให้กับพม่าในเวลาต่อมา 

Photo : ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน สิงห์บุรี

สู่ที่เที่ยวแนวย้อนยุคสุดอินเทรนด์ในปัจจุบัน

เพื่อเป็นการย้อนรำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าชาวบ้านผู้กล้าหาญ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงได้เกิดสถานที่เที่ยวใหม่สุดอินเทรนด์นั่นคือ "ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน" ขึ้นในพื้นที่วัดโพธิ์เก้าต้น ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่ชาวบ้านนางระจันเคยตั้งค่าย ภายในตลาดเน้นบรรยากาศแบบวันวาน มีการส่งเสริมให้แต่งผ้าไทย  สินค้าที่นำมาจำหน่ายก็จะเป็นอาหารท้องถิ่น ขนมโบราณที่หาทานยาก ผลิตภัณฑ์ทำมือ รวมไปถึงพืชผักและผลไม้สด ๆ จากไร่ของชาวบ้าน ซึ่งจะเริ่มขายกันในราคาเพียงแค่หลักสิบเท่านั้น ใครชอบบรรยากาศแบบวันวาน มาเยือนตลาดโบราณแห่งนี้รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

***ชมภาพเพิ่มเติมพร้อมอ่านรีวิว***

 

ขอเชิญคนชอบเที่ยว ร่วมรำลึกวันวานกับ "ที่อยู่คนตาย ที่กลายเป็นที่เที่ยวของคนเป็น" กันดูสักครั้ง แล้วคุณจะพบความงดงามที่ซ่อนอยู่ แล้วอย่าลืมระลึกถึงการจากไปของผู้คนในวันวานกันด้วยนะ 

แสดงความคิดเห็น