ตากหัวมัน ฟินซากอินคา ทาลิปสติกแมลง ชิลที่ต้นกำเนิดสายรุ้ง และชมตลาดวันอาทิตย์ที่ชินเชโร่ (Chinchero) ก็สนุกดีนะ

11 ตุลาคม 2560 | โดย Alethia (2,624 เข้าชม)
แบ่งปัน:

อำเภอชินเชโร่อยู่ในจังหวัดอูรูบัมบ้า (Urubamba) ซึ่งไม่ไกลจากกุสโก้ (Cusco) นั่งรถประมาณ 30-50 นาทีจากกุสโก้เองค่ะ เนื่องจากชินเชโร่สูงกว่ากุสโก้เล็กน้อยคือสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,762 เมตร (ของกุสโกจะสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,399 เมตรค่ะ) บางคนจึงอาจมีอาการแพ้ความสูงได้ (เราไม่มีอาการแพ้ความสูงเลยตลอดการเดินทางค่ะ เลยไม่มีปัญหาที่ชินเชโร่เลย) ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังพูดภาษาเกชัวกันอยู่นะคะ ตลาดวันอาทิตย์ยังมีระบบแลกของแทนการจ่ายเงินกันอยู่เลย พูดภาษาชาวบ้านคือ ชินเชโร่ก็บ้านนอกนี่แหละค่ะ

ในเวลาห้าสัปดาห์ (ไม่รวมวันเดินทางไป-กลับจากไทย) ที่เปรูและโบลิเวียนั้น ชินเชโร่เป็นไฮไลท์เบา ๆ ของเราในเปรูเพราะเราสนใจเรื่องหินของชาวอินคามาก ๆ ตอนประถม แล้วก็ลืม ๆ ไป (เพราะมาเจอการ์ตูนญี่ปุ่น ฮ่า ๆ) เลยได้มีโอกาสมาฟื้นใหม่ตอนก่อนไปเที่ยว ความตื่นเต้นตอนเด็กน้อยก็กลับมาอีก แล้วเมืองนี้ก็มีหินก้อนนึงที่เราอยากเห็นด้วยตาตัวเอง เราเลยเลือกมานอนที่นี่คืนนึงค่ะ ก่อนมาเราไม่คาดหวังอะไรมากกับเมืองนี้ ขอแค่เห็นการตัดหินในยุคอินคาแรก ๆ เราก็พอใจแล้ว แต่พอได้ไปชินเชโร่จริง ๆ นี่ฟินมากเลย คนชินเชโร่ตั้ลล้าคมากกกเลยทำให้เมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และตำนานเมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองเล็กน่ารักในใจเราเลย

เราออกจากกุสโก้เพื่อไปชินเชโร่ตอนสาย ๆ ค่ะ เดินไปศูนย์รถตู้ แล้วนั่งรถตู้อูรูบัมบ้าไปเพื่อลงระหว่างทาง หากจำไม่ผิดราคา 6 โซเลสนะคะ รถตู้จะแพงหน่อย ขากลับนี่กลับกับรถทัวร์ราคา 3 โซเลสค่ะ คือปกติแถวนี้ฝนก็ไม่ค่อยตกอยู่แล้ว เราไปตอนหน้าแล้ง ทุกสิ่งจึงดูแห้งมาก (และน้าวหนาวเช่นกัน)

การจราจรติดขัดในกุสโก้

ออกมาเจอชนบทอย่างแท้ทรูแล้วจ้า

รถจอดตรงจุดที่มีร้านรวงริมถนนเยอะค่ะ ที่พักที่เราจองไว้อยู่ใกล้กับตลาดค่ะ เดินหาไม่ยาก (ที่ชินเชโร่ไม่มีโรงแรมนะคะ มีแต่เกสเฮาส์และที่พักเล็ก ๆ)

วันที่เราไปเป็นวันดีค่ะ จะไม่ดีได้ยังไง เจองานแต่งงานหลายงานเลยค่ะ ออกนอกที่พักปุ๊ปเจอหนึ่งงาน เดินมามีดนตรีประหนึ่งขันหมากเลยค่ะ ตื่นเต้น ฮ่า ๆ

พอเดินไปใกล้โบสถ์ก็เจออีกงานนึง อันนี้เพื่อนเจ้าสาวแต่งสีฟ้ากันมา เราขอถ่ายรูปกับเจ้าสาวด้วยค่ะ ใจดีมากเลยค่ะ ให้ถ่ายอย่างยิ้มแย้มเลย

เดินออกอีกทางก็เจออีกคู่นึง เราขอถ่ายรูปเค้าสักหน่อยว่าชุดแต่งงานบ่าวสาวงานโบสถ์ก็เหมือนที่อื่นนั่นแหละ เจ้าสาวจะเขิน ๆ หน่อยค่ะ ส่วนเจ้าบ่าวดูดี๊ด๊ามากค่ะ เราเสียดายนิดหน่อยที่ไม่เอากล้องดี ๆ มา แต่เราถือคติการเดินทางครั้งนี้ว่า มีวันที่ลั้นลา (และตัวเบา) ย่อมดีกว่ามีรูปสวย ๆ เลยเสียดายแค่นิดเดียวจริง ๆ อิอิ

ถ้าจะเข้าไปดูซากอินคาต้องมี Cusco Tourist Ticket ค่ะ มีทั้งแบบ partial และ full เราซื้อแบบ full เลยค่ะเพราะมีอายุ 10 วันและไปได้ 16 ที่เลย ราคา 130 โซเลสค่ะ สำหรับเราถือว่าคุ้มมาก (เราไป 10 ที่ค่ะ) ถ้าไปแบบชิล ๆ นี่เดินทางไปเองได้ทุกที่เลยค่ะ แถม Sacsayhuaman กับ Qenqo เดินไปไม่ไกลจากกุสโก้ด้วยค่ะ (เป็นสองซากที่เราชอบมาก ๆ ถัดจาก Qenqo มี Temple of the Moon ที่ตั้งอยู่ในสถานที่ซึ่งงดงามมาก ดูขลังสุด ๆ เลย) แต่หากอยู่กุสโก้ไม่กี่วัน ซื้อแบบ partial ก็ได้ค่ะ มีแบบ 1 และ 2 วันตามสถานที่ ราคา 70 โซเลสค่ะ ไปซื้อที่สถานที่ที่เราอยากไปได้เลยค่ะ ของเราก็ซื้อที่ชินเชโร่นี่แหละ ซื้อแล้วเค้าจะทำเครื่องหมายไว้ เพราะเข้าได้แค่ที่ละครั้งค่ะ (เราชอบที่เจาะที่ Qenqo มากเลยค่ะ เป็นรูปปลาโลมา ตั้ลล้าค)

เจ้าหน้าที่ตรงซุ้มบัตรที่ชินเชโร่น่ารักมากกกกเลยค่ะ ช่วยเหลือดีมาก แถมพวกเราเข้าไปแล้วดันหิวข้าว ไม่อยากทานร้านบนนั้น เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่เป็นไร จำได้ กินเสร็จค่อยมาใหม่ ไม่ต้องซื้อตั๋วอีกรอบ ที่ชินเชโร่มีทางเข้าสองทางนะคะที่ตรวจบัตร รอบสองเราขึ้นอีกทาง ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ให้ขึ้นเพราะมีรอยเจาะแล้ว แต่พออธิบายว่าเข้าแล้วออกไปหาข้าวทาน เค้าก็ให้เข้านะคะ

เราเดินไปหาข้าวเที่ยงทานแถวที่ลงรถแหละค่ะเพราะเป็นถนนใหญ่ ฝั่งตรงข้ามมีอยู่หลายร้านเลย ตอนที่เราไปถึงดันไฟดับทั้งเมืองอีก เลยโชคดีได้ทานร้านที่เจ้าของร้านขยันทำงานแม้ไม่มีไฟ อาหารที่นี่จะเป็นคอร์สคล้ายโบลิเวียแหละค่ะ คือเริ่มจากซุป อาหารจารหลัก และมีน้ำให้ด้วย ซุปกีนัวอร่อยมากกกก เราทานหมดเลยนะ เราสั่งทานกับไก่ทอดค่ะ ส่วนน้ำวันนี้มีน้ำมาราคูย่า ตอนแรกไม่ค่อยกล้าดื่มค่ะเพราะหน้าตาประหลาด ฮ่า ๆ แต่พอดื่มแล้ว โห ชื่นใจมาก อร่อย มีเติมได้ด้วยนะ คือใจดีมาก ถ้าจำไม่ผิดเช็ตนี้ 5 โซเลสค่ะ ช่ายแล้วค่ะ 50 กว่าบาทเอง จะถูกไปไหน เราเลยให้ไป 9 โซเลส ที่ทิปไปเยอะเพราะประทับใจความขยันและใส่ใจของทุกคนในร้านค่ะ พอเราบอกว่าไม่ต้องทอน คือหน้าตาดีใจเวอร์มาก เหมือนคนแถวนี้เค้าไม่ให้ทิปกันอ่ะนะคะ

เป็นมื้อเที่ยงที่ดีต่อพุงและดีต่อใจมาก คืออาหารเปรูนี่ดีงามมากอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าร้านถูกหรือร้านหรู ใช้แต่วัตถุดิบดี ปรุงรสชูวัตถุดิบให้ออกรส และมื้อนี้เรายังได้มโนไปเองว่าได้เพิ่มกำลังใจในการขยันทำงานให้เจ้าของร้าน ฮ่า ๆ

เสร็จแล้วก็ข้ามถนนเพื่อเดินไปยังจตุรัสกลางเมืองกันค่ะ ทางเดินขึ้นจะชันหน่อยค่ะ เพราะซากที่เราจะไปดูอยู่บนเข้า แต่ไม่เหนื่อยนะคะ อากาศกำลังดีเลย แดดมา อุณหภูมิสิบองศานิด ๆ ระหว่างทางจะเห็นวิถีชาวบ้านแบบบ้าน ๆ เลยค่ะ ความเชื่อและการดำเนินชีวิตยังค่อนข้างตามที่สืบทอดจากบรรพบรรพบุรุษ อิฐดินที่ใช้สร้างบ้านหรือทำหลังคาตากกันเต็มเลย ชาวบ้านน่ารักค่ะ ทักทายผู้มาเยือนเรื่อย ๆ ค่ะ

มีรางเพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกด้วยค่ะ

นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าหินที่ชาวบ้านใช้เป็นฐานในการสร้างบ้านคือหินสมัยตั้งแต่อินคาที่ชาวบ้านเอามารีไซเคิลจากสิ่งก่อสร้างเดิมค่ะ

เห็นโค้งแล้ว แสดงว่ากำลังเข้าจตุรัสกลางเมืองแล้วค่ะ

เข้าแล้วก็มาเจอฝูงนักท่องเที่ยว และแขกเหรื่องานแต่ง ชินเชโร่นั้นมีชื่อเสียงเรื่องงานฝีมือค่ะ โดยเฉพาะผ้าทอ แต่เราเลือกมาค้างคืนที่เมืองเล็ก ๆ ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยแวะมา หรือแวะมาก็แค่ซื้อผ้าเพราะเราอยากเห็นทุ่งหัวมัน หินอินคา ลิปสติกที่ทำจากแมลง ผ้าที่ทอจากดอกไม้ และแหล่งกำเนิดของสายรุ้งตามตำนานอินคา เราแค่หวังว่า ได้มาเจอแค่อย่างเดียวในนี้ ก็ถือว่าสมหวังแล้วล่ะ ไม่หวังมาก เดี๋ยวผิดหวัง

เชื่อกันว่าจักรพรรดิ์ Topa Inca Yupanqui มาริเริ่มสิ่งก่อสร้างที่ชินเชโร่เพื่อเป็นที่พักผ่อนในชนบท พระองค์จึงให้สร้างทั้งท่อส่งน้ำเพื่อการเกษตรและแปลงเกษตรแบบขั้นบันได ซึ่งยังมีการใช้อยู่ในปัจจุบันด้วยนะคะ (เจ๋งโพดเลย) แต่ภายหลังพอสเปนเข้ามา ก็ทุบสิ่งก่อสร้างอินคาแล้วสร้างโบสถ์แทน แต่ยังคงกำแพงแบบอินคา และแปลงการเกษตรไว้ จตุรัสกลางเมืองของชินเชโร่จึงมีความเป็นสเปนและอินคาที่อยู่ด้วยกันได้ค่ะ

เราเดินหนีฝูงชนไปอีกฝั่งนึงของจตุรัสค่ะ แล้วก็ … กรี๊ดดดดดด ลานตากหัวมัน! เจอแล้ว อะไรจะฟินเร็วขนาดนี้คะ คือเราไม่ได้หามาว่าแต่ละอย่างอยู่ไหนบ้าง เราอยากมาเดินตื่นเต้นเอง โอ๊ยยยย ดีจายยยย

เค้าว่ากันว่าดินที่นี่ดีอันดับต้น ๆ ใน Sacred Valley เลยค่ะ ที่นี่เลยปลูกพืชกันหลากหลาย แต่ที่เราอยากเห็นที่สุดคือหัวมัน เพราะเปรูมีหัวมันเป็นพัน ๆ ชนิด ๆ เลย เราอยากเห็นหัวมัน! เราไม่กล้าเดินดุ่ม ๆ ไปที่แปลงผักของชาวบ้านหรอกค่ะ เลยไม่คิดว่าจะมาเห็นลานหัวมัน แต่นี่ตากเต็มลานข้างโบสถ์เลย ตื่นเต้นมาก เค้าว่ากันว่าตากตรงนี้มาตั้งแต่สมัยอินคาแล้วค่ะ เราเลยวิ่งแจ้นไปที่ลานตากมันอย่างรวดเร็วเลย ว้าว ว้าว

เราขอคุณป้าที่กำลังเอาหัวมันมาตากจับหัวมันสักหน่อย แล้วก็นอนเกลือกกลิ้งที่ลาน แบบว่าดีใจมาก เจอลานตากหัวมัน ฮ่า ๆ คุณลุงกับคุณป้าเลยเอาหัวมันประเภทต่าง ๆ มาให้เราค่ะ แต่เราไม่กล้ารับไว้ ได้แต่รับมาแล้วดม ฮ่า ๆ มีหลายชนิดมาก พวกคุณลุงคุณป้าพยายามอธิบายชนิดของมันให้เราฟังค่ะ คือน่ารักมากกกกกก แต่ภาษาสเปนเรานี่ Beginners 101 มาก ไม่สามารถค่ะ ฮ่า ๆ คุณลุงคุณป้าแนะนำให้เรารู้จักกับน้องหมา และพาไปดูมันอื่น ๆ ที่ตากด้วยค่ะ ฟินมากกกก

เราฟินแล้ว พอแล้ว ถือว่าคุ้มกับการมาชินเชโร่แล้ว เลยเดินไปสำรวจชิล ๆ สักนิด เดินไปด้านหลังนี่ไร้ผู้คนมากค่ะ มองไป เห้ย ก้อนหิน ก้อนหิน ก้อนหินที่เราอยากมาเจอ อยู่ตรงนั้นเอง กรี๊ดดดด โอ๊ย ฟินไม่ไหวแล้ว รีบเดินลงไปดูใกล้ ๆ เลยค่ะ หินก้อนนี้มันก่อนยุคอินคานี่นา เราหัวใจเต้นแรงมาก และยิ้มกว้างสุด ๆ ถามตัวเองว่า พร้อมหรือยัง พร้อมเห็นของจริงหรือยัง เรามาเปรูก็หลายวันแล้ว เราพร้อมจะถึงเปรูที่ตามหาจริง ๆ หรือยัง เราบอกตัวเองว่าพร้อมแล้ว สารคดีหรือหนังสืออะไรที่เคยอ่านมาจะไร้ค่าแล้ว กรี๊ดด ไปกัน ๆ เราตื่นเต้น ดีใจ และฟินมากก ตั้งแต่เห็นหินก้อนนี้ไกล ๆ แล้ว พอยิ่งเข้าใกล้นี่ โอยยย น้ำตาจะไหล

เมื่อสิ่งที่คิดว่าหากโชคดีคงจะเจอได้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว อร๊ายยย

คือหินก้อนนี่เนี่ย บางคนก็ว่าเป็นยุคอินคาค่ะ แต่บางคนที่เชื่อว่าชาวอินคาไม่ใช่ผู้สร้างที่แท้จริง แต่เป็นวัฒนธรรมที่ไป “เจอ” ซากอารยธรรมเก่ากว่าแล้วไปสร้างทับของเค้าเชื่อว่างานหินบนก้อนหินก้อนนี้เก่ากว่าสมัยอินคาหลายพันปี

เราก็ไม่ใช่นักโบราณคดีอ่ะนะ ความรู้ก็ไม่มี แต่ที่เราอยากเจอหินก้อนนี้มาก ไม่ใช่เพราะอยากจะมาดูพิสูจน์ด้วยตัวเองหรอกค่ะ (เพราะไร้ความรู้จะพิสูจน์) แต่เราอยากมาเห็นการตัดหินขั้นเทพของมนุษย์ในยุคที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงหรือเทคโนโลยีที่อลังแบบสมัยนี้ เราอยากไปสัมผัสดูว่ามันเรียบเนียนกิ๊งจริงมั้ย

แต่คือ…เราขึ้นผิดทางค่ะ ฮ่า ๆ คือไปรู้ตอนหลัง ตอนนี้ด้านบนก็ห้ามขึ้นแล้ว สงสัยนักโบราณคดีจากต่างแดนมาปีนขึ้นกันอย่างเมามัน (มโนไปเรื่อย) เค้าว่าตรงด้านบนระบบเสียงดีมาก อดทดสอบเลย เอาจริง ๆ นะ แค่เราเจอรอยตัดดรอยแรก เราก็กระโดดไปกอดแล้ว คือมันเรียบมาก เนียนมาก ทำได้ยังไง (จริง ๆ เค้าก็มีบอกเทคนิคกันไว้นะ แต่เราก็ยังมองว่าคือการคาดเดานะ จริง ๆ เป็นยังไงไม่มีใครสมัยนี้ที่จะรู้จริง 100% หรอก เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวานเรายังเห็นไม่ตรงกันเลย อย่าไปเชื่ออะไรมาก)

เราก็ปีนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอกับ

โอ๊ย ฟินอีกแล้วววว คือเราเหมือนคนบ้าเลย ณ เวลานั้น ซึ่งอันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราไม่เคยไปดูหินที่กุสโก้หรือ Sacred Valley มาก่อน เคยเห็นงานอินคานิดหน่อยที่ปูโน่ คือเหมือนเปิดโลก เปิดตามาก ตื่นเต้นไปหมด แปลงเกษตรแบบขึ้นบันไดของจริงก็เพิ่งมาเห็นนี่แหละ แถมภูเขาข้างหลังคือวิจิตมากก สวยยยยย

เจอทางน้ำที่ช่วยทำให้ทำการเกษตรแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เค้าว่ากันว่าข้างในหมู่บ้านก็ยังทำการเกษตรแบบนี้อยู่นะคะ ส่วนตรงนี้ไม่ได้ใช้เพราะเหมือนจะแค่โชว์นักท่องเที่ยวค่ะ

มองไปด้านล่าง เจอน้องแกะมากมาย

ระหว่างเดินเราก็เจอดอกไม้ดอกนี้ค่ะ ตอนแรกเรานึกว่าดอกคงหล่นลงมา แต่พอไปเดิน Salkantay Trail ทำให้เรารู้ว่าดอกไม้ที่สูงแบบนี้เจ๋งมาก ไม่มีก้านค่ะ ดอกผลุบมาจากดินเลย เจ๋งมาก

เราเดินกลับไปทางโบสถ์ก็เจอกำแพงแบบอินคาค่ะ ถึงจักรพรรดิ์ Topa Inca Yupanqui จะเป็นผู้ปกครองพระองค์ที่สิบของอินคาแล้ว แต่หลายคนยังมองว่าสิ่งก่อสร้างที่ชินเชโร่ยังไม่ได้เนี้ยบอะไรนัก บางคนมองว่าเป็นสิ่งก่อสร้างยุคแรก ๆ ของอินคาซะด้วยซ้ำเพราะมองว่าไม่ปราณีตเท่าไหร่

ขุ่นพระ! นี่ยังไม่ปราณีตอีกหรือคะ หินชนกันสนิทขนาดนี้ยังไม่พอใจอีกหรือคะ ส่วนเราก็เดินไป กรี๊ดหินไปค่ะ เจอรอยตัดสวย ๆ เนี้ยบ ๆ เต็มไปหมด การก่อกำแพงแบบอินคาก็สวยมาก ๆ นี่ขนาดเราแตะแค่ผิว ๆ นะเนี่ย ถ้าอยู่เพิ่มอีกสองคืน เราคงตายเพราะตื่นเต้นมากเกินไปอ่ะ ฮ่า ๆ

ระหว่างทางก็ยังมีหินอยู่เรียงรายค่ะ ตัดเรียบเนียนสวยเช่นเดิม เริ่ดเนอะ

เราเดินต่อไปที่โบสถ์ค่ะ เผื่อโชคดีจะได้เห็นภาพฝาผนังข้างใน เห็นว่าสวยแต่โทรมนะคะเพราะไม่ได้รับการบูรณะ เลยเห็นแต่ข้างนอกค่ะ บนพื้นก็เป็นหลักฐานงานวิวาห์เต็มไปหมดเลยค่ะ โชคดีมากเลย ปกติคงไม่เจออะไรพิเศษแบบนี้

เราเลยนึกได้ว่า เห้ย ยังไม่ได้ไปหาลิปเลย ที่นี่เค้ามีลิปที่ทำจากแมลง ลองไปดูดีกว่า เผื่อจะซื้อเป็นของฝากคนแถวนี้ เราเลยเดินย้อนไปตรงโซนที่มีการแสดงการย้อมผ้าค่ะ

นักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์กลับหมดแล้วค่ะตอนนั้น เราเห็นมีที่นึงเหมือนเปิดอยู่เลยเดินเข้าไป สองสาวต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวานเลยค่ะ

ผู้ใหญ่เลิกงานกันหมดแล้ว เลยให้เด็ก ๆ เฝ้าร้านค่ะ และนี่คืออีกหนึ่งความดีงามในการแวะมาที่นี่หลังทัวร์กลับหมดแล้ว เด็ก ๆ ไม่ได้อยากขายของอะไรเราเลยค่ะ แต่แย่งกันอธิบายทุกอย่างที่พวกเด็ก ๆ รู้ แต่ก็นั่นแหละเด็ก ๆ พูดอังกฤษไม่ได้ เราพูดเกชัวไม่ได้ ส่วนสเปนก็ง่อยค่ะ เลยสนุกกันใหญ่เลย

เราอยากได้ลิปมาก เด็ก ๆ บอกว่าที่นี่ขายแต่งานฝีมือนะ ไม่มีเครื่องสำอางค์ แล้วหนึ่งในสาวน้อยก็นึกได้ หยิบกระบองเพชรมาค่ะ กระบองเพชรนี่ก็มีอะไรขาว ๆ ไม่รู้เต็มเลย น้องเค้าก็หยิบขาว ๆ ขึ้นมาบี้ค่ะ แล้วจากขาว ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงค่ะ นั่นแหละค่ะลิปที่ว่า กรีดร้อง ขาว ๆ นั่นคือแมลงที่เราตามหานั่นแหละค่ะ ไอ้เราก็คิดว่าจะมีการแปรรูปก่อนมาเป็นลิปนะ ที่ไหนได้ บี้ให้ตายแล้วมาทาเลยจ๊ะ เงิบไปเลยค่ะ อย่ามาทาพี่นะ พี่ไม่กล้าพอ ฮ่า ๆ ก่อนจากกันก็เซลฟี่สักรูปค่ะ เห็นภาพแล้วคิดถึงความน่ารักของน้อง ๆ มากค่ะ นึกถึงลิปด้วยค่ะ สีสวยเชียว แด๊งแดง ฮ่า ๆ

เราเดินออกมาแล้วตรงที่เราซื้อตั๋วค่ะ แล้วก็คิดว่า อืม…ไปทะเลสาบก็น่าจะทันนะวันนี้ ถามพี่เจ้าหน้าที่ดีกว่า เราถามว่าเดินไปทะเลสาบ Piuray (Lago Piuray) ได้มั้ย (เพราะที่เราอ่านมาเค้าบอกว่าอยู่ห่างจากชินเชโร่ไม่ถึง 3 กิโลเมตรเอง) เค้าก็บอกว่า จริง ๆ ก็ได้นะ แต่ไปแท็กซี่สะดวกกว่า แต่เราบอกว่าอยากเดินอ่ะ ไกลมั้ย เค้าบอกว่าครึ่งชั่วโมงได้มั้ง แต่ไปแท็กซี่ไวกว่าเยอะนะ เราเลยบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะลองเดินไปเอง แล้วก็บอกเราก่อนจากกันว่าจะไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มนะ จะได้คุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้ ฮ่า ๆ

ตามตำนานอินคานี่ทะเลสาบ Piuray คือแหล่งกำเนิดของสายรุ้งนะคะ เก๋ป่ะล่ะ แต่จริง ๆ คือในสมัยก่อนทะเลสาบ Piuray เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงเมืองหลวงอินคาอย่างกุสโก้ค่ะ และในหน้าฝนจะพบรุ้งกินน้ำที่นี่บ่อยมาก เราไม่ได้กะจะไปเจอรุ้งกินน้ำหรอกค่ะเพราะฝนไม่ตกแน่นอน ไม่ได้อยากไปดูนกด้วย (หลายคนมาดูนกที่ที่ค่ะ) จริง ๆ อยากเดินรอบทะเลสาบด้วยค่ะแต่เวลาไม่พอ (เค้าว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงก็เดินรอบนะคะ) เราแค่อยากมาเห็นว่าทะเลสาบนี้หน้าตายังไงก็แค่นั้นเอง

เราว่าเลย 3 กิโลเมตรนะเอาจริง ๆ เราถอดใจไปหลายรอบเพราะเจ้าหน้าที่ที่เราถามบอกว่า “ทะเลสาบอยู่หลังเขาลูกนั้นน่ะฮะ” คือเดินไปก้ไร้ผู้คนนะคะ เดินไปเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอวี่แววน้ำ ก็ถามทางไปเรื่อย ๆ

จนเจอพี่ที่ร้านขาของบอกว่า “อีกสิบนาทีก็ถึงแล้ว” เราก็มีกำลังใจแต่ก็แอบคิดในใจนะว่า “10 นาทีอินคาปะคะนี่ ครึ่งชั่วโมงของช้านป่ะนี่”

ชาวบ้านแถวนี้เลี้ยงแกะเยอะมากค่ะ อากาศเริ่มหนาวอีกแล้วด้วยค่ะ เดินดุ่ม ๆ ไป เย้ เจอแล้ว เจอแหล่งฟักตัวของสายรุ้งแล้ว ภารกิจที่สำเร็จวันนี้มันเกินคาดจริง ๆ ไปเดินฉลองแถวริมทะเลสาบดีกว่า เย้!

พอหนาวได้ที่และพระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ก็ถึงเวลาเดินกลับแล้วค่ะ

ชนบทมากเลย เรางี้ช้อบชอบบรรยากาศของที่นี่เลย

ระหว่างทางไม่วายเจองานแต่งค่ะ อยากร่วมแจมมาก เสียดายชุดไม่ได้ ไม่กล้าเข้างานค่ะ ฮ่า ๆ

ร้านสะดวกซื้อแสนวีไอพีก็มีนะจ๊ะ

ค่ำนี้ทานไก่ข้าวไก่อบค่ะ ที่เลือกร้านนี้ไม่ใช่อะไร พ่อครัวแซ่บออกมาหาลูกค้าหน้าร้านเลย ฮ่า ๆ รสชาติดีค่ะ 7 โซเลสมั้งคะ (รวมซุปแล้ว) เพิ่มความเริ่ดตรงมีผักให้ตักได้ตามชอบใจ

ที่นอนคืนนี้ของเราอาจจะไม่ดูหรูหราแต่ว่ามีฮีตเตอร์ให้นะคะ ดีใจมากกกกก ฮ่า ๆ เพราะหนาวจริง ๆ นะคะ แต่กลางดึกถึงเพิ่งรู้ว่าผ้าห่มคือดีมาก บวกฮีตเตอร์ไปคือร้อนค่ะ เตียงนุ่มสบายแต่ถ่ายมาไม่ได้เพราะรกมากค่ะ แฮ่ ๆ

เช้านี้เรื่อย ๆ ค่ะ ไม่มีอะไรมาก เพราะกะแค่ว่าเดินตลาดนัดวันอาทิตย์เสร็จแล้วก็กลับกุสโก้ ชิล ๆ ทางที่พักมีอาหารเช้าเบา ๆ แต่อิ่มให้บริการค่ะ

ตามที่บอกไปตอนต้นแล้วว่าในหมูบ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่มีโรงแรมให้บริการค่ะ เราพักเกสเฮาส์เล็ก ๆ ที่ทำเลดีมาก คือแถวตลาดนัดวันอาทิตย์เลย เดินไปจตุรัสง่ายมากค่ะ ที่พักนี้คือถูกที่สุดในทริปเรา ในราคาห้องส่วนตัว 19 เหรียญสหรัฐ เราได้เตียงแบบหนาอย่างดีเลยค่ะ ผ้าห่มเหมือนจะเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น มีสามชั้นนะคะหากจำไม่ผิด (มี blanket cover ให้ด้วยค่ะ) ในห้องก็มีโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ และโทรทัศน์ให้ ห้องน้ำก็มีน้ำอุ่นค่ะ ที่ปลื้มมากคือมีฮีตเตอร์ เนตก็แรงดีค่ะและใช้ในห้องนอนได้ด้วย  อาหารเช้าก็มีให้ ในราคา 600 กว่าบาท ขุ่นพระ! ปล. เจ้าของบ้านพูดภาษาอังกฤษได้คนเดียวค่ะ เราได้เจอเค้าก็ตอนดึกแล้วเพราะเค้าเพิ่งเลิกงานประจำ

ตลาดนัดวันอาทิตย์ของที่นี่จะไม่ดังเท่าที่ Pisac ค่ะ เล็กกว่าและบ้าน ๆ กว่า นักท่องเที่ยวก็มีมากันนะคะแต่ชาวบ้านก็มาซื้อของกันเองด้วย คือจะไม่ touristy เท่าที่ Pisac ค่ะ เข้ามาก็เจอขายหญ้ากันเลย สงสัยจะเอาไปให้แกะหรืออัลปาก้าทานมั้งคะ งงเหมือนกัน นึกว่าจะให้สัตว์ไปเดินเล็มฟรีตามทุ่งเอา


ขนมปัง ข้าว พาสต้าก็มาค่ะ

ผ้าทอ และงานฝีมือก็มาค่ะ มีมาทำกันตรงนั้นเลยด้วย

ผักผลไม้ก็มีค่ะ

ตาชั่งแบบแขวนมีตามร้านขายของสดค่ะ

เดิน ๆ ไปจะเห็นเค้าเอาของมาแลกกันแบบยุคก่อนมีเงินจริง ๆ ค่ะ ไม่ได้ใช้เงินเลย เราชอบบรรยากาศแบบนี้นะ และแน่นอนว่าของที่นี่ถูกกว่าที่กุสโก้มาก ต่อราคาแล้วให้ง่ายกว่ากุสโก้อีกด้วยค่ะ ฮ่า ๆ

เดินเสร็จเรากะว่าจะไปหาอะไรทาน แต่รถบัสมาพอดี ถามแล้วเค้าบอกไปกุสโก้เลยกลับเลยละกัน 3 โซเลสเองค่ะ

หลังจากนั้นเราได้กลับมาชินเชโร่อีกรอบค่ะเพราะเป็นจุดแรกของทัวร์ Sacred Valley แต่มาหนนี้รถจอดนอกหมูบ้านค่ะ ได้เห็นโบสถ์และลานตากมันในอีกมุม สวยดีค่ะ

แล้วก็ตามประสาทัวร์อ่ะนะคะ พาไปละลายทรัพย์ค่ะ คือพาไปดูการสาธิตการย้อมผ้าและภูมิปัญญาอินคาค่ะ (คนละร้านกับที่เราไปหนแรก) เจ๋งมากเลยแต่ละสิ่ง และแน่นอนลิปสติกจากแมลงก็มา ฮ่า ๆ

มีความเหมือนหมู่บ้านคีรีลงบ้านเราเหมือนกันนะคะเรื่องสีที่ใช้ย้อมผ้าที่เอามาจากผลไม้ดอกไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติ แต่นี่สืบทอดสายตรงมาจากชาวอินคาค่ะ

กุยมาแล้ว หนูตะเภานี่แถวนี้เรียกว่ากุยค่ะ ดังนั้นเวลาเค้าจะเรียกมันออกมาก็จะพูดว่า กุย กุย ๆๆๆๆ โถ เรียกมาจับปิ้ง น่าสงสาร

ทัวร์มาแค่นี้จริง ๆ ไม่ได้ซึมซับอะไรเลย คนที่มาแค่ทัวร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในมีอะไรบ้าง

คนที่ชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือความบ้าน ๆ มาชินเชโร่ไม่ผิดหวังแน่นอน เราคนนึงแหละที่ประทับใจกับชินเชโร่มาก ๆ เลย

ที่มา : https://pantip.com/topic/36960977

แสดงความคิดเห็น