{R e v i e w} เมื่อเวลาได้ให้โอกาสได้พบสิ่งสวยงามที่ ’ตาก’

16 มีนาคม 2561 | โดย Yeastman (3,765 เข้าชม)
แบ่งปัน:

. . .ช่วงปลายเดือนธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างที่ลมหนาวกำลังแผ่ขยายลงมา ผมมีโอกาสได้มาเที่ยว "ตาก" แบบจริงจังเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแล้วเวลาผมมาเที่ยวภาคเหนือมักจะแวะพักซะมากกว่า อันที่จริงนั้นจะว่ามาเที่ยวตากก็ไม่ถูกไปซะทั้งหมดเพราะครั้งนี้ ผมเริ่มต้นที่ อ.แม่สอด ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองตากหากขับรถมาก็ราว ๆ 2 ชั่วโมงได้ โดยรถทัวร์ได้พามาลงที่ บขส.แม่สอด. . .

. . .ทำไมผมถึงมาลงที่แม่สอด? นั่นก็เพราะ จุดหมายปลายทางของการมาเที่ยวถ้าเริ่มต้นที่ อ.แม่สอด นั้นเป็นจุดที่สะดวกที่สุดนั่นเอง หลาย ๆ ท่านน่าจะทราบดีถ้าเอ่ยคำว่า ทีลอซู คนส่วนใหญ่ก็ต้องมาเริ่มที่แม่สอดเป็นหลักเพื่อเดินทางไปยังอุ้มผางต่อ. . .

. . .สำหรับผมครั้งนี้ยังคงไม่มีโอกาสไปทีลอซูอีกเช่นเคย หากแต่สถานที่จะเล่าให้ฟังต่อจากนี้หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินเช่นกัน จากนี้ผมขอแชร์ประสบการณ์กับสิ่งสวยงามที่พบมานะครับ. . .

I’m not a photographer but I love photography.

. . .ผมถึง บขส.แม่สอด ราว ๆ 7 โมงเช้า เหล่าผู้คนที่โดยสารมาต่างก็มีจุดหมายของแต่ละคน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ระหว่างที่รอรับกระเป๋าก็มีชาวบ้านเดินมาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตลอดทาง "ไปไหนครับพี่" รถรับจ้างนั่นเอง. . .

. . .ก่อนเดินทางผมต้องไปสนามบินแม่สอดก่อน เพราะได้ติดต่อเช่ารถไว้ที่นั่น ตอนแรกกะจะนั่งรถรับจ้างแล้ว แต่พอเพื่อนผมที่มาด้วยทักว่า สนามบินมันติดกับ บขส. เลยเดินเอาดีกว่าเพราะยังไม่ถึงเวลารับรถ จาก บขส. ไป สนามบิน ใช้เวลาเดินราว ๆ 15 นาทีก็ถึงแล้วครับ หลังจากนั้นพอถึงเวลารับรถก็เริ่มเดินทางไปยังจุดหมายแรกกันก่อน. . .

. . .จากอำเภอแม่สอด ขับรถลงมาจากตัวเมืองเล็กน้อยราว ๆ 30 นาทีมาทางเส้นที่ไปอำเภออุ้มผาง ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายแรกของวันนี้ "อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ". . .

. . .น้ำตกพาเจริญเป็นน้ำตกหินปูน มีลักษณะเป็นชั้น ๆ คล้ายขั้นบันไดลงมา สูงพอสมควร ต้องบอกเลยว่าการมาถ่ายรูปน้ำตกในตอนเช้าของฤดูหนาวมันเป็นอะไรที่น่าลองมากเพราะ ผิวจะได้สัมผัสกับน้ำที่เย็นเหมือนน้ำแข็งตลอดเวลาที่แช่เพื่อยืนถ่าย. . .

. . .สถานที่แห่งนี้ในเช้าวันนั้นเป็นของพวกผมกลุ่มเดียว. . .

. . .ใช้เวลานานไม่ได้เท่าไรนักกับการถ่ายภาพน้ำตกที่นี่เพราะขาที่แช่น้ำเริ่มชาด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นในวันนั้นจำเป็นต้องขอตัว หากแช่นานกว่านี้คงเป็นตะคริวอย่างแน่นอน. . .
. . .ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ ผมและเพื่อนขับรถย้อนขึ้นมาทางอำเภอแม่สอด ซึ่งก่อนถึงแม่สอดสังเกตเห็นไกล ๆ กับภาพด้านหน้าบนท้องถนน มีน้ำตกอยู่บนเขาไหลลงมาสู่พื้นด้านล่าง มันดูน่าสนใจดีเลยขับรถตามทางเข้าไป จึงได้รู้ว่าน้ำตกที่เห็นมีชื่อว่า "น้ำตกธารารัตน์". . .

. . .ราว 10 โมงได้อากาศเริ่มร้อนแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเก็บภาพแม้แต่น้อย ผมว่าสถานที่แห่งนี้ในภายหน้าคาดว่ามีคนมาเที่ยวเยอะอย่างแน่นอนด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างดี. . .

. . .จากน้ำตกธารารัตน์ มุ่งหน้าผ่านอำเภอแม่สอด เพื่อไปยังอำเภอท่าสองยาง แล้วท่าสองยางมีอะไรทำไมถึงต้องขับรถเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อมาที่นี่?. . .

. . .ที่อำเภอท่าสองยางนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งซึ่งถูกยกให้เป็น Unseen Thailand ได้รับฉายานามว่าเป็น "โรงละครใต้พิภพ" เลยทีเดียว หรือหลายท่านจะคุ้นเคยในชื่อ ถ้ำแม่อุสุ . . .

. . .การที่จะเข้าไปภายในถ้ำนั้น ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณด้านหน้าเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมบำรุงสถานที่และติดต่อไกด์เข้าไปเพราะภายในมืดมาก ดังนั้นควรมีผู้ชำนาญทางพาเข้าไป ซึ่งผู้ชำนาญทางส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กน้อยในพื้นที่นั่นเอง ส่วนค่าไกด์นั้นไม่มีกำหนดราคาครับแล้วแต่จะให้น้องเขา. . .

. . .ในเรื่องการแต่งกายแนะนำว่าขาสั้นกับรองเท้าแตะเห็นจะดีสุด เพราะต้องเดินตะลุยผ่านแม่น้ำที่ไหลออกมาจากถ้ำ ระดับความสูงประมาณเข่าเห็นจะได้ ถ้ามีไฟฉายก็ควรพกเข้าไปด้วย แม้น้องไกด์จะมีไฟฉายก็ตาม. . .

. . .น้องไกด์เขาเล่าให้ฟังว่าภายในถ้ำนี้จะแบ่งเป็นห้องโถงใหญ่ ๆ 3 ห้อง โดยห้องที่ 3 จะสวยงามที่สุดเพราะถ้ามาถูกช่วงเวลาจะมีลำแสงส่องเข้ามาภายในถ้ำ. . .

. . .สภาพทางภายในถ้ำนั้น บางช่วงชันบางช่วงต้องปีน สลับไปมา กลิ่นมูลค้างคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โดยเฉพาะบริเวณโถงห้องที่ไม่มีแสงสอดเข้ามา. . .

. . .ใช้เวลาไม่นานน้องไกด์พามาถึงโถงห้องที่ 3 ผมนี่ยืนอึ้งไปเลยกับภาพที่เห็นตรงหน้า. . .

. . .ความอลังการที่อยู่ตรงหน้าสวยงามกว่าภาพที่ถูกบันทึก. . .

. . .ถ่ายภาพไปซักพักสังเกตเห็นด้านล่างมีเหมือนทางเดินออกไปนอกถ้ำ จึงได้ถามน้องไกด์ว่าพอจะมีทางลงไปหรือไม่ น้องไกด์ตอบมาคำเดียว "เดี๋ยวผมพาไปครับ" . . .

. . .ทางลงนั้นต้องมุดใต้หินที่เราเหยียบลงไป โดยจะมีทางช่องเล็ก ๆ ให้ลอดผ่านไปแล้วจะออกไปสู่ด้านล่างของห้องเพื่อไปยังทางออกของถ้ำได้ ซึ่งถ้าหากไม่อยากกลับทางเดิม สามารถกลับทางนี้ได้แต่ต้องเดินอ้อมเขากันเลยทีเดียว. . .

. . .ผมไปถึงถ้ำแม่อุสุ ราว ๆ บ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นเวลาที่แสงส่องเข้ามาภายในถ้ำพอดีผมไม่แปลกใจเลยทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงได้ฉายาว่า "โรงละครใต้พิภพ" . . .

. . .ผมประทับใจกับถ้ำแม่อุสุมาก แต่ด้วยความที่สมควรแก่เวลาแล้วนั้นจำเป็นต้องเดินทางไปที่พักของวันนั้นอยู่ห่างจากถ้ำแม่อุสุขึ้นไปอีกราว ๆ 1 ชั่วโมง โดยสถานที่พักของผมในคืนนั้นคือ "อุทยานแห่งชาติแม่เมย". . .

. . .ผมถึงแม่เมยประมาณ 5 โมงเย็นได้หลังติดต่อที่พักเรียบร้อยแล้ว รีบมุ่งหน้าไปยังจุดชมพระอาทิตย์ตก เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจวนถึงเวลาแล้ว ตามจริงนั้นหากจะมาถ่ายภาพวิวควรมาก่อนเวลาที่จะถึงช่วงพีคที่ต้องการเพื่อเลือกโลเคชั่น มุมต่าง ๆ ให้เป็นที่พอใจแต่ด้วยความสวยงามที่ถ้ำแม่อุสุได้ดูดเวลาไปทำให้เร่งรีบในการหาโลเคชั่นที่แม่เมยแทน. . .

. . .จุดชมวิวที่แม่เมย หลัก ๆ มี 3 จุด คือ ม่อนครูบาใส ม่อนพูนสุดา และม่อนกิ่วลม ในตอนเย็นนั้นผมเริ่มจาก ม่อนพูนสุดาและม่อนครูบาใสก่อนเพราะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุด ในขณะที่ม่อนกิ่วลมเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นซึ่งเป็นเป้าหมายของวันพรุ่งนี้ต่อไป. . .

. . .ในวันนั้นที่ม่อนครูบาใส หลังจากที่พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมกับเพื่อนก็กลับที่พักเพื่อเตรียมตัวให้กับวันต่อไป. . .

. . .เสียงนาฬิกาปลุกตอนตีห้าเปรียบเสมือนสัญญาณบ่งบอกวันใหม่ที่เข้ามา วันนี้มีนัดกับพระอาทิตย์ที่ ม่อนกิ่วลม ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ราว 16 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางบนถนนสภาพดี ขอเพียงให้ระวังอย่างเดียว "วัวและควาย" ของชาวบ้านที่เดิน. . .

. . .ราว 6 โมงเช้าที่ม่อนกิ่วลม มีผู้คนมาถึงบ้างแล้ว บางส่วนที่พักบนนั้น ต่างพยุงร่างตัวเองจากที่นอนใต้ผ้าห่มหนา ๆ เพื่อมาสัมผัสกับลมหนาวที่พัดผ่าน และเฝ้ารอคอยแสงอาทิตย์อุ่น ๆ เพื่อให้คลายหนาวกัน แต่ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นมานั้นมีความงามที่มาคอยอยู่ก่อนแล้ว "ทะเลหมอก". . .

. . .ม่อนกิ่วลม. . .

. . .ไม่นานแสงอาทิตย์ยามเช้าได้ส่องแสงให้คลายความหนาวกัน. . .

. . .อันที่จริงถ้าจะชมวิวทะเลหมอก ผมว่าที่ม่อนกิ่วลมยังไม่ค่อยได้อารมณ์เท่าไหร่ จึงปรึกษากับเพื่อนว่าเดี๋ยวลองไปดูอีก 2 ม่อนที่ไปเมื่อวานกัน โดยเริ่มจากม่อนพูนสุดาก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะที่ม่อนพูนสุดาให้บรรยากาศทะเลหมอกที่ใกล้ชิดกว่าม่อนกิ่วลม. . .

. . .ไม่ไกลจากม่อนพูนสุดา จะมีม่อนครูบาใสที่อยู่ติดกัน วิวจะคล้าย ๆ กันเพราะอยู่ห่างกันราว 200 เมตร. . .

. . .ผมลงจากม่อนครูบาใสมาถึงที่ทำการตอน 10 โมงเช้า ก็เตรียมทำธุระส่วนตัวและเก็บของ เพื่อออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป โดยในวันนี้ต้องเดินทางไกลราว ๆ 3 ชมเพื่อไปยังอุทยานแห่งชาติลานสาง และไปจบที่จุดหมายสุดท้ายของวันที่สองที่อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช. . .

. . .ก่อนจะกลับจากแม่เมยต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งอุทยานที่สวยงามและประทับใจ หากใครแวะมาที่อำเภอท่าสองยาง อย่าลืมเข้ามาสัมผัสบรรยากาศกับสถานที่แห่งนี้รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน หากมาจากแม่สอดก็ราว 127 กิโลเมตร แต่ถ้ามาจากกรุงเทพ 632 กิโลเมตร. . .

. . .จากแม่เมย ผ่านแม่สอดวิ่งตรงมาทางอำเภอเมืองตาก ซึ่งก่อนจะถึงอำเภอเมืองตากนั้นจะมีแหล่งท่องเที่ยวตามทาง หนึ่งในนั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติลานสาง. . .

. . .เมื่อราวปี 57 ผมเคยมีโอกาสมานอนค้างที่ อช.ลานสาง ครั้งหนึ่งซึ่งตอนนั้นจุดหมายอยู่ที่เชียงใหม่ แต่เผอิญว่าหาจุดแวะพักกันจึงมานอนกันที่นี่ ในครั้งนี้จึงได้กลับมาเที่ยวอีกครั้งเพื่อมาชม "น้ำตกลานสาง". . .

. . .อันที่จริงที่อุทยานนี้นอกจากจะมีน้ำตกลานสางแล้วยังมีน้ำตกอื่น ๆ อีกแต่ต้องใช้เวลาเดินทางเท้าพอสมควร ซึ่งผมไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะมาน้ำตกอื่นจึงขอเก็บแค่ น้ำตกลานสาง ที่เดียว. . .

. . .น้ำตกลานสาง มีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น โดยชั้น 1 จะอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ลานจอดรถ ส่วนชั้น 2 และ 3 นั้นจะอยู่ใกล้ ๆ กันแต่ต้องเดินขึ้นเขาไปอีกนิดเหมาะสำหรับคนที่ต้องการถ่ายภาพ เพราะมีบริเวณกว้างในการเลือกโลเคชั่น. . .

. . .ส่วนใหญ่แล้วหากไม่พักที่ อช.ลานสาง บริเวณใกล้ ๆ กันนั้นจะมีอีกหนึ่งอุทยานที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเช่นกัน นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช โดยเส้นทางย้อนมาทางที่จะไปแม่สอด. . .

. . .ผมมาถึง อช.ตากสิน ราว ๆ 5 โมงเย็นก็ติดต่อที่พักได้เป็นเต๊นท์มา 2 หลัง เพราะบ้านพักเต็ม บ่งบอกได้ว่ามีคนให้ความสนใจกับสถานที่แห่งนี้. . .

. . .แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในสถานที่นี้ก็คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยมีต้นกระบากที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่วันนั้นเป็นช่วงเย็นแล้วทางอุทยานมีกำหนดเวลาเข้า-ออก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เพราะต้องใช้เวลาไปกลับ ราว 1 ชั่วโมง ดังนั้นวันที่ไปถึงผมจึงยังไม่ได้ไปเลยมาเก็บวิวพระอาทิตย์ตกแทน ซึ่งจุดชมวิวก็อยู่ก่อนถึงที่ทำการอยู่ติดถนนทางที่เข้ามา. . .

. . .ตะวันหลับตาท้องฟ้าก็ทาสีดำ เย็นวันนั้นจบลงที่จุดชมวิว. . .

. . .เช้าวันต่อมาผมตื่นแต่เช้าพร้อมปลุกเพื่อนขึ้นมาเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันแต่ โชคไม่ดีเท่าไหร่เพราะเป็นวันที่ฟ้าปิด. . .

. . .เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์คงอยู่หลังเมฆแล้ว เลยคุยกับเพื่อนไปเดินเส้นศึกษาธรรมชาติกันแทน เพราะอากาศดีมากวันนั้น ขับรถจากจุดกางเต๊นท์มาราว ๆ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดเริ่มเดิน. . .

. . .ต้องบอกเลยว่ากว่าจะถึงต้นกระบากใหญ่ สภาพทางเดินนี่บันไดล้วน ๆ เล่นเอาหอบเหมือนกัน โดยเฉพาะขากลับนี่นั่งพักไปหลายรอบเลยทีเดียว พอมาถึงจุดท้ายของบันไดจะเห็นต้นกระบากใหญ่อยู่ตรงหน้า ซึ่งใหญ่จริง ๆ . . .

. . .อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ขากลับจากดูต้นกระบากใหญ่ เป็นไปตามที่คิดไว้บันไดเวลาขึ้นนี่มันทรมานน่องจริง ๆ. . .

. . .เส้นทางจากที่ทำการมายังจุดเริ่มเดิน หากมีเวลาผมว่าลองเดินดูก็ไม่เสียหายเพราะวิวระหว่างทางมันช่างเงียบสงบจริง. . .

. . .ผมกลับมาถึงเต๊นท์ก็ไปทำธุระส่วนตัวและเตรียมเก็บของเพื่อไปเที่ยวต่อเนื่องจากมีเวลาเหลือก่อนจะกลับไปขึ้นเครื่องรอบ 5 โมงเย็นที่แม่สอด แต่หลังจากผมอาบน้ำเสร็จนั้น ดูเหมือนว่าบรรยากาศในวันนั้นจะเป็นใจให้ผมกับเพื่อนได้พักผ่อนจริง ๆ เพราะตั้งแต่ช่วงเช้าไม่มีแดด และมีลมหนาวพัดตลอดเวลาที่อยู่ในเต๊นท์ จึงตัดสินใจกับเพื่อนขออยู่จนบ่ายสองเลยแล้วกัน. . .

. . .ในส่วนของสถานที่แห่งนี้ต้องบอกเลยว่าเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริงเพราะบรรยากาศที่ร่มรื่นมีลมพัดตลอดเวลา และที่สำคัญคือไม่ไกลจากอำเภอเมืองตากดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบ้านพักถึงเต็ม ขนาดวันที่ผมไปตรงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นคืนวันอาทิตย์แต่บ้านพักเต็มบ่งบอกเลยว่าคนในเมืองขึ้นมาพักที่นี่กัน ดังนั้นตื่นเช้ามาวันจันทร์ยังสามารถเดินทางไปเมืองตากเพื่อทำงานยังได้เลย ผมเห็นแบบนั้น. . .

. . .พอถึงเวลาบ่ายสองก็เดินทางไปยังแม่สอด ระหว่างทางก็แวะตลาดมูเซอเพื่อซื้อของฝาก รวมถึงแวะเคารพไหว้ศาลพะวอกันก่อนถึงอำเภอแม่สอดเพื่อเป็นศิริมงคลก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ. . .

. . .มาถึงบทสรุปสุดท้ายของทริปนี้ ต้องบอกเลยว่า 3 วัน 2 คืนที่ผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้วนั้นมีหลายสิ่งที่ประทับใจ ทริปนี้มันเริ่มต้นจากความอยากเห็นอะไรใหม่ ๆ จากสิ่งที่จำเจในชีวิต เปลี่ยนบรรยากาศยามเช้าให้แตกต่าง. . .

. . ."สิ่งสวยงามไม่เคยเรียกร้องความสนใจ" จากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นประโยคที่ตราตรึงใจมากเพราะ สิ่งเหล่านั้นไม่เคยร้องขออะไรเรา หากเป็นเราที่สนใจอยากจะเข้าไปหามัน. . .

. . .ลากันไปด้วยภาพนี้นะครับ. . .

"ครั้งหนึ่งที่โรงละครใต้พิภพ"

สวัสดี

แสดงความคิดเห็น