ออกไปใช้ชีวิต ให้สมกับที่มีชีวิต ที่ ภูเก็ต

10 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (2,258 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ราวเดือน สิงหาคม 2560 เพจ Life By Sponsor ได้จัดกิจกรรมให้แฟนเพจร่วมสนุกกัน โดยให้แชร์ภาพใน My Lifebrary ที่เราคิดว่าได้ทำอะไรสุดๆ แล้วในชีวิต ซึ่งจะมี 10 ผู้โชคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากทีมงาน ว่าเป็นภาพที่ใช้ชีวิตให้สมกับที่มีชีวิตมากที่สุด จะได้ไปออกทริปที่ภูเก็ตร่วมกับคุณฌอน จินดาโชติ พรีเซนเตอร์ของ Life by Sponsor ครับ


ผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีใจรักการท่องเที่ยว รักการถ่ายภาพ และคิดว่าภาพที่ผมถ่ายไว้ตอนออกทริป น่าจะตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบสุดๆ ได้ เลยลองส่งภาพไปร่วมสนุกดูบ้าง ตอนที่ส่งไปก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย เพราะภาพที่ส่งเข้าร่วมสนุกมีเป็นพันๆ ภาพ แต่ละภาพก็สวยๆ ทั้งนั้น

และสิ่งที่ไม่คาดฝันนั่นคือ 1 ในสิบกว่าภาพที่ผมส่งไปร่วมสนุกจะไปโดนใจคณะกรรมการ ทำให้ผมได้รับคัดเลือกเป็น  1 ใน 10 ผู้โชคดีที่จะได้ไปออกทริปสุดมันส์ที่ภูเก็ตพร้อมล่องเรือส่วนตัวกับคุณฌอน จินดาโชติครับ


ก่อนอื่นมารู้จักกับเครื่องดื่ม Life กันสักนิดนึงครับ Life by Sponsor เป็นเครื่องดื่มน้องใหม่ของค่ายสปอนเซอร์  ที่ออกมาในรูปแบบที่ผสมผสานระหว่างเครื่องดื่มอัดลมและเครื่องดื่มผสมวิตามินบี 3 บี 6 และบี 12 มี 2 รสชาติ คือกลิ่นซิตรัสและกลิ่นเลมอน ไลม์ กลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ที่มีใจรักการใช้ชีวิตนอก Comfort Zone และกล้าที่จะลุกขึ้นมาหาเวลาทำในสิ่งที่อยากทำครับ

และแน่นอน ทริปภูเก็ตทริปนี้จึงเป็นทริปที่ไม่ธรรมดา มีกิจกรรมที่เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทั้งสนุก ทั้งตื่นเต้น ให้ทำกันตลอดทั้งทริปครับ

ทริปนี้เริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เราออกเดินทางกลางเดือนพฤศจิกายนครับ


ป้าม่วงพาเราเหินฟ้าสู่ภูเก็ต เมืองที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในชื่อ “ไข่มุกแห่งอันดามัน” ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 10 นาที ก็มาถึงสนามบินภูเก็ตโดยปลอดภัยครับ


ถ่ายรูปหมู่เอาฤกษ์เอาชัยกันสักนิดก่อนจะยกขบวนไปทำกิจกรรมแรกกันครับ

ระหว่างที่อยู่บนรถบัส มีการละลายพฤติกรรมกันเล็กน้อย เพื่อสมาชิกในทริปจะได้รู้จักกันเร็วขึ้น โดยมีน้องแพรวและน้องโบว์ ไกด์จาก บ.แชงกรี-ลา ทัวร์ จำกัด มาทำให้เหล่าสมาชิกหลับกันไม่ลง ด้วยน้ำเสียงและความฮาของพวกเธอ เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทางครับ

ภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่ทะเลสวย แต่ที่นี่ยังมีความหลากหลายของอาหารเป็นอย่างมาก และที่โดดเด่นเลยเห็นจะเป็นอาหารพื้นเมืองซึ่งมีอัตลักษณ์ สูตรลับเฉพาะที่ถ่ายทอดผ่านคนในครอบครัว ไม่สามารถหาทานที่อื่นได้ อาหารบางเมนูหาทานได้เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น ในปี 2558 ยูเนสโกได้ประกาศให้ภูเก็ตเป็นเมืองแรกของไทย และเมืองแรกของอาเซียน เป็นหนึ่งใน 18 เมืองทั่วโลก ที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารหรือ City of Gastronomy มื้อเที่ยงนี้ทางทีมงานเลยให้สมาชิกทุกคนได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองกัน ที่ร้านหมี่สะปำคุณยายเจียร ครับ


"หมี่สะปำคุณยายเจียร" เป็นร้านขายอาหารพื้นเมือง อยู่คู่ภูเก็ตมานานกว่า 50 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้มาฝากท้องที่นี่  มารอบนี้ร้านเปลี่ยนแปลงไปมาก ภายในร้านตกแต่งได้อย่างร่วมสมัย ถึงแม้ร้านจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยเห็นจะเป็นความอร่อยและปริมาณลูกค้าที่เยอะมากๆ ครับ


มาร้านหมี่สะปำ ก็คงต้องไม่พลาด "หมี่สะปำ" ซิครับ หมี่สะปำ ถือเป็นพระเอกของร้านนี้เลยทีเดียว เป็นหมี่ผัดฮกเกี้ยน ลักษณะจะเป็นเส้นหมี่สีเหลือง เอามาผัดกับผักกวางตุ้ง เสริมด้วยเนื้อปลา กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้นปลา เมนูนี้มีทั้งใส่ไข่และไม่ใส่ไข่ รสชาติมันจะออกจืดๆ หน่อยตามสไตล์จีนๆ ใครชอบรสจัดสามารถปรุงรสได้ตามใจชอบครับ


ต่อด้วย “โอต้าว" เมนูนี้คล้ายๆ หอยทอดภาคกลาง แต่ที่นี่ใช้หอยติบ (หอยนางรมตัวเล็กๆ ที่อยู่ตามธรรมชาติ ไม่ใช่หอยเลี้ยง) ผัดรวมกับเผือกนึ่ง ไข่ และแป้งสาลีผสมแป้งมันสำปะหลัง แป้งจะรวมกับน้ำของเผือก ทำให้หวาน เนื้อแป้งเหนียวนุ่ม หอมแดงเจียว เสิร์ฟพร้อมถั่วงอกดิบ ทานคู่กับซอสพริกครับ แต่จานนี้จะพิเศษหน่อยที่ใส่กุ้งและกรรเชียงปูลงไปด้วย จานนี้ถูกปากผมจริงๆ  เชื่อกันว่าการทานโอต้าวจะทำให้ลูกหลานรักกันเหนียวแน่นเหมือนกับโอต้าวที่มีความเหนียวนุ่มครับ


ตามมาด้วย “โลบะ” ที่ทำจากหัวหมูและเครื่องในหมู นำมาหมักกับเครื่องพะโล้แห้ง แล้วนำมาทอดให้สุกแต่ไม่ถึงกับกรอบ เวลาเคี้ยวจึงรู้สึกเหนียวนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มจี๊ดจ๊าดครับ


“ปอเปี๊ยะสดเนื้อปู” เมนูนี้ก็อร่อยเลยทีเดียว เคี้ยวไปรู้สึกถึงความกรุบกรอบของอะไรสักอย่าง เพิ่มอรรถรสในการทานเป็นอย่างมากครับ


“เกี้ยนทอด” ทำมาจากหมูสับบด มันหมู และเนื้อปู จากนั้นนำมาห่อด้วยฟองเต้าหู้ ทอดในน้ำมันร้อนๆ จนฟองเต้าหู้กรอบ ให้อารมณ์คล้ายๆ หอยจ๊อครับ เมนูนี้ก็อร่อยครับ


“ห่อหมกปู” รสชาติกำลังดี หอมกลิ่นพริกแกง เผ็ดเบาๆ เพิ่มความหวานด้วยเนื้อปู ทานได้โดยไม่ต้องทานคู่กับข้าวเลยครับ


“ลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม (หู่อ๋วน)” ก็เด็ดไม่แพ้เมนูไหน ลูกชิ้นเนื้อเด้ง ไม่มีกลิ่นคาว จิ้มกับน้ำจิ้มอร่อยดีทีเดียวครับ


ปิดท้ายด้วย " โอ้เอ๋ว" ของหวานที่หาทานได้ที่ภูเก็ตที่เดียวครับ โอ้เอ๋วทำมาจากวุ้นของเมล็ดโอ้เอ๋ว ที่แช่น้ำแล้วใช้เมือกโอ้เอ๋วมาผสมกับเมือกของกล้วยน้ำว้า เพื่อให้โอ้เอ๋วจับตัวเป็นก้อน เวลาทานก็ตัดมาเป็นชิ้นๆ ทานคู่กับน้ำเชื่อมและน้ำแข็งใส อร่อยชื่นใจดีครับ

ภารกิจแรกหลังอิ่มท้อง นั่นคือการไปเผชิญความกล้า ท้าความกลัว กับกิจกรรมผาดโผน ที่ “Hanuman World” ครับ


Hanuman World เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวผจญภัยแห่งใหม่ของภูเก็ต ฟังชื่อก็พอจะรู้ว่าสถานที่นี้เป็นดินแดนของหนุมาน เรื่องเล่าที่สร้างเรื่องขึ้นมา ณ ดินแดนแห่งนี้คือหนุมานได้มอบหมายให้อสุรผัดดูแลต้นไม้ทุกต้น รวมถึงสรรพสิ่งทุกอย่าง และให้มัชฉานุดูแลสายน้ำทุกสายในดินแดนนี้ ภายใน Hanuman World มีกิจกรรมที่ท้าทายความกล้าหลายกิจกรรมเลยทีเดียว หลักๆ จะมี Sky walk, Zipline, Roller Zipline, Abseil บรรยากาศภายใน Hanuman World สมบูรณ์ด้วยป่าใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว ดูสดชื่นมากๆ สิ่งก่อสร้างภายใน Hanuman World ก็สร้างได้กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ครับ

และวันนี้ผมจะได้ประลองความกล้า ท้าความสูงกับ 2 กิจกรรม นั่นคือ Sky walk และ Zipline ครับ

เริ่มที่ออร์เดิฟกันก่อนกับกิจกรรม Sky walk


ใครจะได้ไปต่อกับกิจกรรม Zipline คงต้องผ่าน Sky walk นี้ไปให้ได้ก่อน ถือว่า Sky walk เป็นบททดสอบเล็กๆ ถ้าหากว่าเรากล้าที่จะเดินบนยอดไม้ได้ กิจกรรมเหาะเหินคงไม่ยากเกินไปนัก

Sky walk เป็นพื้นที่ดูแลของ “อสุรผัด” บุตรของหนุมานกับนางเบญกาย ที่มีหน้าเป็นลิง แต่มีหัวและตัวเป็นยักษ์ ผู้ซึ่งดูแลรักษาผืนป่าแห่งนี้ครับ


เส้นทางในช่วงแรกอาจยังไม่ตื่นเต้นมากนัก เพราะพื้นของ Sky walk ยังเป็นพื้นไม้อยู่ ซึ่งมองไม่เห็นเบื้องล่าง แต่....

 

 

 


เดินต่อมาอีกสักหน่อย พื้นของ Sky walk จะเปลี่ยนเป็นลักษณะตะแกรง ซึ่งจะสามารถมองเห็นด้านล่าง เพิ่มความเสียวขึ้นอีกหน่อย อารมณ์ช่วงที่เดินบน Sky walk ไม่ต่างอะไรกับการเดินบนยอดไม้เลยครับ


บริเวณ Sky walk สดชื่นมากๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว แถมทาง Hanuman world ยังติดสปริงเกอร์เพิ่มความสดชื่นเข้าไปอีก และหากมองในตำแหน่งที่ใช่ ก็จะเห็นสายรุ้งเล็กๆ ออกมาทักทายด้วยครับ


แล้วเราก็มาเจอกับอสุรผัด ที่ออกมาคอยต้อนรับพวกเราครับ


เมื่อเราเดินผ่านสะพานที่มีอสุรผัดออกมาต้อนรับแล้ว เราก็จะพบกับ Tropical Fruit on Sky walk ซึ่งจะมีผลไม้หลากหลายชนิดให้เราได้ทานกันฟรีๆ ผลไม้ในวันนั้นมีทั้งมะละกอ สับปะรด แคนตาลูป แตงโม แนะนำว่าให้ทานตรงนี้ให้เต็มที่นะครับ เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้รวมอยู่ในแพคเกจแล้ว หากไปทานที่จุดอื่น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ


นอกจากผลไม้สดแล้ว ยังมีน้ำผลไม้ให้จิบอีกด้วย ที่ใช้คำว่า “จิบ” เพราะแก้วสำหรับใส่น้ำผลไม้ขนาดเล็กพอๆ กับเป๊กเหล้า แต่ก็สามารถเติมดื่มได้เรื่อยๆ ครับ

ที่ผ่านมาคือน้ำจิ้ม แต่ของจริงคือด่านต่อไป คนที่ผ่าน Sky walk มาได้ หากมั่นใจแล้วว่า ไม่กลัวความสูง สามารถไปประลองความกล้าได้ ก็จะต้องมาฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่และแต่งตัวให้เรียบร้อย ซึ่งการแต่งตัวนั้น เพียงเรายืนอยู่เฉยๆ เท่านั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่มาติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เราเองครับ  

 


เนื่องจากคณะของผมมีสมาชิกเกือบ 30 คน จึงต้องทยอยแบ่งเป็น 3 ชุด ชุดละ 10 คน เมื่อทุกคนพร้อมก็ลุยครับ

ผมเลือกเป็นชุดสุดท้ายที่จะออกไปเล่น Zipline ระหว่างรอชุดอื่นๆ เล่นก็ดูทีท่าของเพื่อนร่วมทริปที่อยู่ในชุดที่ 1 และ 2 ว่ามีอาการอย่างไรบ้าง บางคนก็ร้องเสียงหลง บางคนก็เงียบกริบ แล้วถ้าเป็นทีของผมละ จะร้องหรือจะเงียบดี...แอบคิดสงสัยในใจ


จากด้านล่าง เราต้องเดินขึ้นบันไดที่วนอยู่รอบต้นไม้ จุดนี้เองเราต้องเริ่มใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Screw Lock Carabiner ป้องกันไม่ให้เราตก โดยสวม Screw Lock Carabiner เข้ากับราวบันไดที่ทำจากเชือก ไต่ขึ้นไปยังด้านบน ที่สูงราว 40-50 เมตร มันสูงกว่าการกระโดดหอสมัยเรียน รด.เยอะมากๆ ถ้าจำไม่ผิด หอที่เคยกระโดดจะสูงเพียงสิบเมตรเท่านั้น  อุแม่เจ้า... มันสูงมากกกก

เมื่อสองเท้ามายืนอยู่ที่ปลาย Platform แล้วมองลงเบื้องล่าง มันเป็นช่วงเวลาที่ระทึกใจมากๆ หัวใจเต้นแรงในจังหวะดิสโก้ ขาก็เริ่มสั่นสอดประสานกับการเต้นของหัวใจ เอาเข้าไปซิ อะไรมันจะตื่นเต้นได้ขนาดนั้น ผมว่าจุดที่พีคที่สุดคือตอนที่จะเริ่มปล่อยตัวนี่แหล่ะครับ มันเหมือนเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราต้องผ่านพ้นความเสียวไปให้ได้ แต่เมื่อมันหลุดจุดนี้ไปได้แล้ว ความกลัวและความตื่นเต้นมันจะหมดไปทันที  พร้อมกับมีความสนุก ความมันส์ เข้ามาแทนอย่างรวดเร็ว ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงตอนบีบสิวดูครับ ช่วงที่เรากำลังเอานิ้วกดที่หัวสิว มันไม่ต่างอะไรกับตอนยืนบน Platform เลย ความเจ็บ ความปวด มันจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเราออกแรงที่นิ้วเพื่อเตรียมกดสิว ก็เหมือนดั่งตอนที่เจ้าหน้าที่กำลังจะปล่อยตัวเราออกจาก Platform และเรากำลังจะทะยานออกไป ความกระอักกระอ่วนมันบังเกิดขึ้นอย่างแรง แต่เมื่อสิวได้กระเด็นออกจากหัวสิวแล้ว ความอัดอั้นที่มีอยู่มันเหมือนระเบิดออกไปจากตัวเราแล้ว ความเจ็บความปวดจะเริ่มลดลง ความสนุก ความมันส์จะเข้ามาแทนที่โดยไม่รู้ตัว


Platform แรกนี้ถือเป็น Platform ที่ทั้งสนุกตื่นเต้นที่สุด ด้วยความยาวของสลิงเกือบ 400 เมตร ฟังดูก็ไกลอยู่นะครับ แต่ในความรู้สึก ณ ตอนที่ลอยตัวอยู่นั้นเหมือนระยะมันสั้นๆ ยังไงไม่รู้ เพราะ ณ เวลานั้นไม่อยากให้เราไปถึงอีกฝั่งเลย ยังอยากเหาะเหินอยู่บนอากาศแบบนี้ไปนานๆ


เมื่อลอยตัวมาจนใกล้ถึง Platform ที่ 2 จะได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ให้ยกขาสูงๆ เพราะถ้าหากไม่ยกขาสูง ขาเราอาจจะตีเข้ากับ Platform ทำให้ Platform เสียหายได้ คงต้องเจ็บทั้งตัว (ขาหัก) และอาจจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ทาง Hanuman world ด้วย ในเคสที่ขาหัก แอนตาซินไม่จ่ายนะครับ

Zipline เปรียบเสมือน “หนุมาน” ที่มีพลังและความว่องไวล้ำเลิศ เหาะเร็วดังลม ผมว่ากิจกรรมนี้น่าจะเป็นพระเอกของ Hanuman world แล้วครับ



เมื่อมาถึง Platform 2 ผมพยายามมองหา Platform 3 จุดหมายที่ผมจะทะยานไปต่อ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการเปลี่ยนประเภทของอุปกรณ์ แล้วถามผมว่า พร้อมหรือยัง ผมตอบรับความพร้อมด้วยความมั่นใจ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าพร้อมแล้วก็กระโดดลงไปได้เลยครับ  ผมถึงกับร้องห๊า...แล้วถามย้ำว่า กระโดดลงไปเลยเหรอ สูงขนาดนี้เนี่ยนะ

จาก Platform 2 ไปยัง Platform 3 เราต้องอาศัยการโรยตัวครับ บอกคำเดียวเลยว่า เสียวมาก แต่แอบนึกในใจ เรามาได้ขนาดนี้แล้ว คงไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว จากนั้นผมก็รวบรวมความกล้า กระโดดลงไปยังเบื้องล่าง ขอบอกเลยว่า ช่วงเวลาที่ตัวเราค่อยๆ ลอยลงมายังเบื้องล่างในแนวดิ่ง มันเสียวและมันส์มาก จากนั้นก็มีการ   Zipline และโรยตัวอีก 2-3 ครั้ง แต่เป็นครั้งละสั้นๆ ไม่ค่อยเร้าใจเท่ากับจุดแรกแล้ว ตอนนี้แต่ละคนเริ่มประดิษฐ์ท่าทางแบบสวยๆ ได้แล้ว ผมว่าความมันส์มันดูสั้นไปสักนิด ถ้าเทียบกับความเสียวและความกลัวที่เก็บกดมานาน อยากจะเล่นอีกสัก 2-3 รอบครับ


Hanuman World ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้นักท่องเที่ยวถึงแก่ชีวิตได้ แต่ละจุดแต่ละสถานี จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจเช็คความเรียบร้อย ก่อนที่จะปล่อยตัวเราล่องลอยอยู่กลางอากาศ กระบวนการติดตั้งเครื่องมือไม่ว่าจะเป็น Screw Lock Carabiner ซึ่งดูแล้วไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เราเองก็สามารถทำได้ แต่!!! เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เราเป็นคนทำ ทุกสิ่งอย่างเจ้าหน้าที่จะเป็นคนดำเนินการให้เราทั้งหมด แต่ละ Platform ก็จะมีการประสานการปล่อยตัวนักท่องเที่ยว ไม่ให้มาอออยู่ ณ จุดเดียวกันผ่านทางวิทยุสื่อสาร ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมี Service mind มากๆ คอยดูแลอย่างใกล้ชิดจริงๆ ครับ

Hanuman World ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่คนที่มีใจรักการผจญภัยไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวภูเก็ต นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะได้รับความสนุกและตื่นเต้นไปพร้อมๆ กับการได้มาสัมผัสซึมซับกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ต้องยอมรับเลยครับว่า Hanuman world เป็นอาณาจักรของคนรักความมันส์จริงๆ

เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน  ถึงเวลาพักผ่อน ณ ที่พักของเราแล้ว ตลอดสองคืนผมเข้าพักที่  CREST Resort & Pool Villas ครับ


CREST Resort & Pool Villas อยู่บนเนินเขา ที่ตั้งอยู่ระหว่างหาดป่าตองและหาดไตรตรัง ถือเป็นโรงแรมน้องใหม่ในละแวกนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่บนเนินเขา ทำให้เราสามารถมองเห็นวิวทะเลได้จากระยะไกลครับ

 


Lobby สูงโปร่ง โล่ง สบาย สามารถมองเห็นวิวทะเลอยู่ลิบๆ ครับ


ผมเข้าพักที่ห้อง Deluxe Sea View พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว เมื่อเปิดประตูเข้ามา ด้านขวามือจะเป็นห้องน้ำครับ


ผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นการออกแบบห้องน้ำที่เป็นแบบนี้ครับ แบบเรท R สุดๆ เท่าที่เคยพักมาจะมีผนังหนึ่งด้านเป็นกระจก นอกนั้นจะทึบทั้งหมด แต่สำหรับที่นี่ พื้นที่ในส่วนเปียกและส่วนแห้งจะเป็นผนังกระจก จะดูวาบหวิวมากๆ หากมาเข้าพักกับเพื่อนๆ แต่ถ้ามากับแฟนหรือครอบครัวก็คงไม่เท่าไร เพื่อความไม่ให้อุจาดตามากเกินไป ทางโรงแรมได้ทำกระจกมัว ในระดับช่วงลำตัว จะเห็นเพียงรางๆ เท่านั้น 555 แต่ถ้าถามว่าโป้ไหมเวลาอาบ  ก็ไม่โป้นะครับ เพียงแต่เรารู้สึกไปเองเท่านั้นว่ามันโป้

 


การตกแต่งดูหรูหรา เตียงนอนนอนสบายมากๆ ครับ


แต่จุดที่ขัดใจแอบมีจุดนี้ คือโต๊ะทางด้านซ้ายมือที่ออกแบบเป็นวงรี ส่วนปลายของวงรีด้านที่อยู่ติดผนังกระจก มันกินพื้นที่ไปกว่าครึ่งของกระจกบานแรก ซึ่งกระจกบานนั้นเป็นประตูเลื่อนสำหรับเดินออกไปที่ระเบียงครับ ทำให้เวลาเดินเข้าออกไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร


ที่ระเบียงมีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวด้านนอก ซึ่งสามารถนั่งชมพระอาทิตย์ตกที่ห้องพักได้เลยครับ


วิวที่มองออกไปจากระเบียงห้องพักครับ


อเมนิตี้เป็นของ ELLE Spa กลิ่นหอมเชียวครับ

สำรวจห้องเรียบร้อย คงต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมสำหรับงานสังสรรค์ในค่ำคืนนี้ครับ

งานเลี้ยงคืนนี้จัดที่บริเวณดาดฟ้าของโรงแรมครับ

 


บรรยากาศดูหรูหรา อารมณ์เหมือนมาประชุมและเราคือแขกคนสำคัญที่ถูกเชิญให้มานั่งประชุมครับ

 

 

 


อาหารถูกจัดเตรียมอย่างสวยงาม

 

 


มีอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างยำถั่วพู ยำส้มโอ ซี่โครงหมูอบ หมูสะเต๊ะครับ

 


เมนูหลักอย่างหมูฮ้อง แกงส้ม ใบเหลียงผัดไข่ กุ้งผัดกะปิถั่ว


และยังเสริมทัพด้วยโอต้าว แบบผัดกันใหม่ๆ ครับ

 


ตบท้ายด้วยผลไม้และของหวานอย่าง ทับทิมกรอบ บัวลอย และ Egg Custard ครับ

 


บรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์เป็นไปอย่างเป็นกันเอง คุณฌอน ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ในการออกไปใช้ชีวิตให้สมกับที่มีชีวิต ตามคอนเซปของ Life ให้กับพวกเราได้ฟัง รวมถึงผมและผู้โชคดีอีก 9  คนที่ได้รับการคัดเลือก ก็ออกมาบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการส่งภาพที่ได้รางวัลด้วยเช่นกัน จากการที่นั่งฟังแต่ละคน แต่ละคนมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้ผมรู้เลยว่า ประสบการณ์ที่ผมมีในชีวิตมันยังน้อยนิดนัก ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ผมยังคงต้องออกไปตามหาฝัน ออกไปใช้ชีวิตนอก Comfort Zone ให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเพื่อนร่วมทริปก็พอใจแล้ว ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ผมว่ามีสามสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันแน่ๆ  นั่นคือ มีใจรักในการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า, รักการท่องเที่ยว และรักการถ่ายภาพ มันเลยทำให้เราได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่แต่ละคนประสบพบเจอ งานนี้นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว เรายังเต็มอิ่มกับแรงบันดาลใจที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากเพื่อนร่วมทริปทุกๆ คนครับ

โปรแกรมสำหรับเช้าวันใหม่นั้น ทาง Life จัดไว้ให้แบบหลวมๆ โดยจะเริ่มออกเดินทางกัน 10.00 น. เช้านี้ผมเลยตื่นแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบครับ หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ลงไปทานมื้อเช้ากัน ที่ห้องอาหาร Atmos ครับ

 

 


บรรยากาศภายในห้องอาหารเป็นแบบ Open Air พื้นที่ค่อนข้างกว้าง และใช้การเล่นระดับ ทำให้แขกที่มาทานอาหารแทบทุกโต๊ะสามารถมองเห็นวิวทะเลได้ครับ

 

 

 


ไลน์อาหารเช้าจะอยู่ในโซนนี้ทั้งหมดครับ โดยจะแบ่งเป็นมุมๆ ค่อนข้างชัดเจน


สถานีไข่และสถานีก๋วยเตี๋ยว ที่จะทำกันสดใหม่ ใครอยากทานอะไรสามารถสั่งได้เลย

เรื่องอาหารโดยรวมผมรู้สึกเฉยๆ และแอบผิดหวังกับขนมครกมากๆ คือทานไปฝาเดียวแล้วต้องหยุดทานเลย เพราะกัดไปแล้ว ไม่รู้สึกถึงความหวานมันเลย เหมือนทานแป้งที่เป็นก้อนๆ จืดๆ ครับ


บริเวณห้องอาหาร จะมีหินธรรมชาติขนาดใหญ่ตั้งอยู่ สร้างความเป็นเอกลักษณ์ดีครับ

หลังมื้อเช้า มีเวลาเหลืออีกร่วมชั่วโมง ผมเลยขอเดินสำรวจรอบๆ โรงแรมครับ


บริเวณสระว่ายน้ำหลักของทางโรงแรม จะอยู่ติด Lobby สามารถว่ายน้ำไปชมวิวทะเลแบบสุดสายตาไปครับ

 


บริเวณ Pool Bar เป็นอีกหนึ่งจุดที่แขกนิยมมาใช้บริการครับ


บริเวณจุดล้างตัว อยู่ติดๆ กับ Lobby เลยครับ

 


ห้องที่ผมเข้าพักจะอยู่ชั้น 2 เหนือห้อง Deluxe Pool Access ครับ

 

 


ถัดจากสระว่ายน้ำจะเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ ประมาณ Playground ช่วงเย็นถ้าไม่อยากชมพระอาทิตย์ตกที่ระเบียงห้อง สามารถมานั่งชมพระอาทิตย์ตกตรงนี้ได้นะครับ


พื้นที่ส่วนกลางโดยรวมจะประมาณนี้ครับ


โซน Villa ครับ มองเห็นห้องอาหาร ทางขวามือของภาพด้วย

 


โซน Villa จะมองเห็นวิวทะเลทั้งหมดครับ

 


ห้องฟิตเนต เตะตาด้วยจุดปล่อยตัวนักวิ่ง โดยรวมให้อารมณ์แบบกีฬาดี มีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำด้วยครับ


Kids club สีสันสดใส น่าจะถูกใจเด็กๆ แต่สิ่งล่อตาล่อใจเด็กประเภทของเล่น ผมว่าน้อยไปสักนิดครับ

 


สำหรับ CREST Resort & Pool Villas โดยรวมแล้วผมว่าโอเคเลยทีเดียว ห้องพักดี วิวทะเลจากมุมสูงเลิศ ติดเรื่องรสชาติของอาหารนิดเดียวที่ผมว่ายังไม่ค่อยโดนใจผมเท่าที่ควร สำหรับทำเลที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งอาจจะไกลจากแหล่งชุมชนสักนิดหน่อย แต่มันทำให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบหาของทานเล่น แนะนำให้หาซื้อของขบเคี้ยวหรือของจำเป็นจากร้านค้าย่านชุมชนเข้ามาเลยนะครับ เพราะถ้าเข้ามาในโรงแรมแล้ว อาจจะลำบากสักนิดถ้าไม่มีรถครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปเที่ยวชายหาด เช่น หาดป่าตอง และพาราไดซ์บีช ทางโรงแรมมีรถชัตเตอร์บัสรับส่ง  โดยมีรถส่งที่หาดป่าตอง วันละหลายรอบมาก ส่วนพาราไดซ์บีช มี 3 รอบต่อวัน ส่วนเวลารถออก คงต้องสอบถามจากทางโรงแรมอีกทีนะครับ

10.00 น. ได้เวลาล้อหมุนครับ เมื่อวานนี้โปรแกรมจะออกแนวแอดแวนเจอร์หน่อยๆ วันนี้ทาง Life เลยจัดโปรแกรมแบบเบาๆ ให้ไปล่องเรือส่วนตัวชิวๆ ไปดำน้ำ ไปเล่นกิจกรรมกลางทะเล และปิดท้ายวันด้วยการไปชมพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพครับ

 

 

 


การล่องเรือในวันนี้ เดินทางกับ Discover Catamaran โดยคณะจะต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรืออ่าวฉลองครับ

 

 


ระหว่างเดินทาง คุณฌอนก็มาชวนคุย สอบถามถึงทริปอียิปต์ที่ผมได้เล่าประสบการณ์ในช่วงงานเลี้ยงสังสรรค์ครับ แอบดีใจอยู่ลึกๆ ที่คุณฌอนจำเรื่องเล่าของผมได้ด้วย คุณฌอนเป็นคนอัธยาศัยดีมากๆ ยิ้มแย้ม ไม่ถือตัวเลย ผมแอบชื่นชมคุณฌอนอยู่ในใจว่าวางตัวได้ดีมาก แถมมีความอดทนสูงอีกด้วย ขนาดคุณฌอนนั่งกลางแดดเปรี้ยงๆ เพื่อรอให้สมาชิกแต่ละคนได้ถ่ายรูปด้วย และยังมีน้องๆ บางคน ต่อ face time ให้คนทางบ้านได้คุยกับคุณฌอน คุณฌอนก็ยังยิ้มแย้ม แถมชวนคนปลายสายคุยอีกด้วย นับถือน้ำใจคุณฌอนจริงๆ ครับ

 

 


นั่งเรือกันประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงจุดหมายแรกของทริปในวันนี้ที่เกาะไม้ท่อน แต่เราไม่ได้ลงไปเที่ยวบนเกาะนะครับ เพราะเกาะนี้เป็นเกาะส่วนตัว เราล่องเรือต่อไปจนถึงด้านท้ายเกาะ เพื่อไปดำน้ำกันครับ


เรามีเวลาดำน้ำกันประมาณครึ่งชั่วโมงสำหรับจุดแรกครับ


ส่วนใครไม่ดำน้ำก็สามารถทานมื้อเที่ยงได้บนเรือครับ อาหารมีให้เลือกถึง 6 อย่าง ทั้ง Hot dog ไก่ทอด ส้มตำ ผัดผัก แกงส้ม ต้มยำ เรียกได้ว่าเยอะจนเลือกทานไม่ถูก นอกจากนั้นยังมีขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม มีบริการตลอดเวลาครับ


จากนั้นนั่งเรือต่อราว 1 ชั่วโมง เพื่อมายังจุดหมายต่อไป นั่นคือ เกาะราชาน้อยครับ

 

 


เกาะราชาน้อยเป็นอะไรที่ว้าวววมาก เห็นแล้วต้องอุทาน โอ เอ็ม จี!!! น้ำทะเลใสราวกับกระจก ใสจนมองเห็นปะการังได้จากบนเรือเลยทีเดียว สะท้อนเป็นสีเทอควอยซ์ มันสวยงามจับใจมากๆ ครับ


จากเรือใหญ่ต้องต่อเรือเล็กเพื่อขึ้นมาบนเกาะราชาน้อย ทาง Life ได้จัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ให้ร่วมสนุกกันนิดหน่อยเพื่อชิงรางวัลจากคุณฌอน โดยเกมแรก ทาง Life ให้แต่ละทีมใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ที่ติดตัวมา ตักน้ำจากทะเลมาเติมลงในขวด Life ให้เต็ม ทีมไหนเต็มก่อนเป็นผู้ชนะ ซึ่งเกมนี้ทีมผมเป็นผู้ชนะด้วยครับ


ส่วนเกมที่สองให้แต่ละทีมนำอุปกรณ์ในตัวมาต่อกันให้ยาวที่สุด ทีมไหนยาวที่สุดเป็นผู้ชนะ ต้องบอกเลยว่าแต่ละทีมสู้กันจนใจขาดดิ้น บางทีมก็ถอดเสื้อมาต่อกัน บางทีมยอมลงทุนขนาดถอดกางกุ้งกางเกงมาต่อเลย โถ แค่นี้ผมก็อยากให้รางวัลน้องๆ เขาแล้วละครับ ที่ทุ่มทุนขนาดนี้ 555

 


ส่วนอีกกิจกรรมเป็นการส่งต่อกระป๋องแป้งจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง หากทีมงานเป่านกหวีดแล้วกระป๋องแป้งอยู่กับใคร ผู้นั้นต้องออกมาปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของคุณฌอนครับ ท้ายสุดทุกคนเปรอะแป้งกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้โชคดี ทีมงาน หรือแม้กระทั่งตัวคุณฌอนเองก็ตาม แต่ผมคิดว่าทุกคนอยากจะเปรอะแป้งนะครับ เพราะคุณฌอนเป็นคนปะแป้งให้กับทุกคนครับ

 


หลังจบกิจกรรม ทางทีมงานก็ปล่อยให้พวกเราอิสระครับ ใครใคร่ถ่ายรูป ก็ถ่ายรูปกันไป ใครใคร่เล่นน้ำ ก็เล่นน้ำกันไป แต่ก่อนสลายตัว ขอถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระทึกกันซะหน่อยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ส่วนใหญ่จะหนีไปเล่นน้ำกันหมดเลยครับ เห็นจะมีผมอยู่คนเดียวที่ตะลอนหามุมถ่ายภาพ ก็มันจะห้ามใจไหวได้อย่างไร น้ำใสซะขนาดนี้ ทรายก็ขาว นุ่มเท้ามากๆ บริเวณท้ายๆ ชายหาดมีเศษปะการังทับถมเต็มไปหมด พอหมดชายหาด จะเป็นหาดหิน ซึ่งตรงหาดหินมีเศษขวดเศษแก้วเป็นจำนวนมาก ใครจะมาเดินเล่นแถวนี้คงต้องระวังเป็นพิเศษนะครับ ผมเดินไปก็แอบนึกด่าคนมักง่ายพวกนี้ไปในใจ แทนที่จะช่วยกันรักษาธรรมชาติให้เกาะสวยๆ อยู่กับเราไปนานๆ กลับมาทำลายกันซะแบบนี้ น่าจะเอาเศษแก้วเหล่านี้ไปทิ้งที่บ้านคนมักง่ายพวกนี้ซะจริงๆ  

 

 

 


สมาชิกส่วนใหญ่หนีมาเล่นน้ำกันแถวๆ เรือครับ ทาง Discover Catamaran ได้เตรียมเครื่องเล่นไว้ให้หลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นสไลด์เดอร์ เป็ดยางเป่าลม คายัค รวมถึงคอกเล็กๆ ที่มีตาข่ายอยู่ด้านล่าง (ผมเองก็เรียกชื่อไม่ถูก) สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วอยากจะเล่นน้ำ ได้ยืนอยู่ในคอกนั้น จริงๆ ผมเองก็อยากจะลงไปเล่นเหมือนกันครับ แต่ผมใช้เวลากับการถ่ายรูปบนเกาะนานไปหน่อย พอขึ้นไปบนเรือก็เกือบหมดเวลาแล้ว เลยได้แต่มองดูน้องๆ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานครับ

 

 

 

 

 

 

 


เห็นภาพใต้น้ำของน้องๆ แล้วแอบอิจฉามากๆ ได้ว่ายน้ำท่ามกลางฝูงปลา ได้รูปใต้น้ำสวยๆ กันทุกคน

 


ระหว่างที่น้องๆ กำลังเล่นน้ำกัน ทางทีมงานที่อยู่บนเรือก็ช่วยกันจัดเตรียมอาหาเย็น มื้อนี้เป็น Seafood Buffet ครับ มีทั้งปูม้านึ่ง ปลาหมึกนึ่ง หอยแมลงภู่ลวก กุ้งนึ่ง ปลานึ่ง และข้าวผัด กับน้ำจิ้มแซ๊บๆ บอกได้คำเดียวเลยว่าสุดยอดครับ

จากเกาะราชาน้อย นั่งเรือต่อกันอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มาถึงแหลมพรหมเทพครับ ผมมาแหลมพรหมเทพ รวมๆ แล้วน่าจะมากกว่า 10 ครั้ง ทุกครั้งได้เพียงแค่ยืนอยู่ตรงจุดชมวิวด้านบนแหลม แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งใดๆ เพราะผมได้มีโอกาสนั่งเรือ แล้วมองย้อนกลับไปเห็นแหลมพรหมเทพ ในมุมมองที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้มอง


แหลมที่เห็นคือแหลมพรหมเทพครับ มองจากมุมมองนี้แล้วดูแปลกตา ไม่เหมือนมองจากจุดชมวิวเลย


ด้านบนสุดของเขาลูกนี้ที่เห็นทิวต้นตาลคือจุดชมวิว ที่ทุกครั้งผมทำได้เพียงแค่ยืนชมพระอาทิตย์ตกที่มุมนี้ครับ วันที่ผมไปวันนั้นเห็นนักท่องเที่ยวมารอชมพระอาทิตย์ตกกันเยอะเลยครับ


บริเวณจุดชมวิวกังหันลมครับ

 


ระหว่างที่รอพระอาทิตย์ตก คุณฌอนก็ได้กล่าวอะไรเล็กๆ น้อยๆ ถึงทริปนี้ จากนั้นมีการร้องเพลงขับกล่อมระหว่างพระอาทิตย์กำลังตก มันช่างเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ นี่ถ้าผมไม่ได้มาออกทริปนี้ ผมคงไม่มีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์ตกในมุมมองแบบนี้แน่นอน

 

 


แล้วพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าไป วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป

สำหรับโปรแกรมวันสุดท้าย เป็นโปรแกรมแบบชิลๆ ครับ มีเพียงแค่ทานอาหารกลางวันและแวะชอปปิ้งของฝากก่อนกลับกรุงเทพเท่านั้นครับ

 


ออกเดินทางจากโรงแรมในเวลาเดิมคือ 10.00 น. จากนั้นมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต เที่ยงนี้มาฝากท้องที่ "ร้านตู้กับข้าว" ครับ ร้านตู้กับข้าวตั้งอยู่บนถนนพังงา ตกแต่งแนวศิลปะร่วมสมัย โดยมีโครงสร้างของตึกเก่าสไตล์ชิโนโปรตุกีส มีกุ้งมังกรขนาดใหญ่เกาะอยู่ที่ตัวตึกด้วยครับ

 


ด้านในร้านตกแต่งสไตล์วินเทจ ดูหรูหราเลยทีเดียว


น้องต้นข้าว ไกด์สาว เอ๊ะ หรือหนุ่มดี บอกว่าร้านนี้ไว้สำหรับจัดเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองเลยครับ


สำหรับเที่ยงนี้ เริ่มด้วย “ปลาทรายทอดขมิ้น” ปลาทอดได้กำลังดี ทานได้ทั้งตัว อร่อยยันกระเทียมเลยครับ


“ผัดเครื่องแกงสะตอทะเล” ปกติเคยทานแต่สะตอผัดกะปิกุ้ง งวดนี้ได้ลองผัดเครื่องแกงดูบ้าง เออ..เข้าท่าดีแฮะ


“ผัดผักบุ้งกะปิ” อีกหนึ่งเมนูที่เพิ่งเคยลอง กลิ่นกะปิไม่แรงมาก อร่อยดีครับ


“น้ำพริกกุ้งเสียบ” รสชาติจัดมากๆ อร่อยจนต้องตักซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียดายถ้วยเล็กไปนิดส์นึง ทานแล้วเรียกเหงื่อได้เลยครับ


“หมูฮ้อง” เมนูนี้ไม่ได้หาทานกันง่ายๆ ส่วนใหญ่จะปรุงเพื่อไว้ใช้ในงานมงคลเท่านั้น แต่ที่ร้านตู้กับข้าว ถึงไม่ใช่พิธีมงคลก็หาทานได้ครับ


“ต้มส้มภูเก็ตปลาย่าง” กลิ่นปลาย่างเตะจมูกมากๆ ใส่ผักหลายชนิด รสชาติใช้ได้เลยครับ

โดยรวมแล้วอาหารอร่อยสมราคาคุยครับ บรรยากาศในร้านดีด้วย แนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ จะมาทาน ควรจะโทรมาจองโต๊ะก่อนก็ดีนะครับ เพราะด้านในร้านค่อนข้างแคบ โต๊ะมีจำกัดด้วยครับ

พอจะมีเวลาเหลืออยู่บ้าง ทางทีมงานเลยปล่อยอิสระ ให้ได้เดินสำรวจเมืองเก่าละแวกถนนพังงาและถนนถลางกันครับ


ติดกับร้านตู้กับข้าวเป็นที่ตั้งของธนาคารกสิกรไทย ตัวอาคารสะท้อนความเป็นเมืองเก่าได้เป็นอย่างดีครับ


ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงแรมออน ออน โรงแรมที่มีการรีโนเวทจากโรงแรมเก่า แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเก่าได้เป็นอย่างดี


จริงๆ แล้ว ถนนพังงาเป็น Street art ของภูเก็ต เยื้องๆ กับร้านตู้กับข้าวเป็นศาลเจ้าเตงก่องต๋อง ซึ่งด้านในก็มีรูปแนว art อยู่ด้วยครับ

 


ที่บริเวณหัวมุมถนนระหว่างถนนพังงาและภูเก็ตตัดกัน เป็นที่ตั้งของ The Chartered Bank และศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเทศบาลนครภูเก็ต ซึ่งสองตึกนี้เตะตาผมมากๆ มันบ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าอย่างภูเก็ตได้เป็นอย่างดีครับ

 


บนถนนถลางก็เห็นบ้านเรือนสไตล์ชิโนโปตุกิสตลอดแนวเหมือนกันครับ


อีกหนึ่งจุด Street art สวยๆ กับภาพขนมเต่าสีแดง ซึ่งขนมเต่าจะใช้ไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลพ้อต่อ เชื่อกันว่าจะทำให้มีอายุยืนยาวเหมือนเต่า ติดกันจะเป็นภาพนกอินทรีย์ สองภาพนี้อยู่ที่ปากซอยรมณีย์ครับ

 

 


อีกหนึ่งจุดที่ไม่อยากให้พลาด นั่นคือซอยรมณีย์ครับ ตึกรามบ้านช่องในซอยรมณีย์มีสีสันสดใสมากๆ ปัจจุบันบ้านเรือนในซอยนี้กลับกลายเป็นเกสเฮ้าส์ ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟไปกันเยอะแล้ว

เสียดายที่หมดเวลาครับ ไม่อย่างนั้นคงเดินสำรวจได้มากกว่านี้ จากนี้คงต้องรีบเดินทางไปยังร้านของฝากและตรงเข้าสนามบินแล้วครับ เพราะเนื่องจากช่วงที่ผมไปถนนแถวหน้าสนามบินกำลังก่อสร้าง ทำให้การจราจรค่อนข้างติดขัดเลยทีเดียวครับ


ขอปิดทริปกันที่สนามบินภูเก็ตเลยนะครับ


ผมมาเที่ยวภูเก็ตกว่า 20 รอบแล้ว ทริปนี้ทำให้ผมได้รู้จักภูเก็ตลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม ได้ล่องเรือชมบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพในอีกมุมมองที่หลายคนไม่มีโอกาสแบบผม, ได้ทำอะไรในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้เผชิญความกล้า ท้าความกลัวกับกิจกรรม Adventure ที่ Hanuman World จากการทำกิจกรรมทำให้ผมรู้ว่าการที่เราจะลงมือทำอะไรเป็นครั้งแรกนั้น มันอาจสร้างความกลัว สร้างความกดดันให้เราได้ แต่ถ้าหากเราก้าวข้ามความกลัวและความกดดันมาได้ เราจะรับรู้ถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน เพียงแค่การอ่านจากตัวอักษร หรือรับรู้เพียงภาพถ่าย มันไม่สามารถสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับเราได้หรอก เราต้องออกไปตามหาและสัมผัสกับมันด้วยตัวของเราเอง

ทริปนี้ต้องขอขอบคุณ น้องๆ ทีมงาน Life by Sponsor, OHO Org. ที่ทุ่มเทสำหรับการเตรียมงานและให้การดูแลเป็นอย่างดี

ขอบคุณน้องๆ ไกด์จาก บริษัท แชงกรี-ลา ทัวร์ จำกัด ที่คอยอำนวยความสะดวก ดูแล และสร้างเสียงฮาให้กับสมาชิกโดยตลอด ใครจะไปเที่ยวภูเก็ตแบบส่วนตัวหรือกรุ๊ปเหมา สามารถเรียกใช้ได้ครับ

ขอบคุณพนักงาน Hanuman World และพนักงานทุกคนบนเรือของ Discover Catamaran ที่ดูแลในเรื่องความปลอดภัย คอยอำนวยความสะดวกระหว่างที่เราทำกิจกรรมกัน

ขอบคุณ คุณฌอน จินดาโชติ ที่สละเวลามาให้ความสุขกับสมาชิกในทริปทุกๆ คน ทำให้ทริปนี้เป็นทริปพิเศษที่น่าจดจำครับ

ขอบคุณน้องแจ๊ค ตากล้องประจำทริป ที่คอยเก็บภาพสวยๆ ให้กับสมาชิกตลอดทั้งทริป

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกๆ คน ที่มาสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุข และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้แก่กันและกัน

และที่จะลืมขอบคุณไม่ได้ ขอขอบคุณ Life by Sponsor ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ให้กับแฟนเพจ ใครอยากโชคดีได้ออกทริปแบบนี้เหมือนผม กดไลค์ Fanpage : https://www.facebook.com/LifebySponsor/ รอไว้ได้เลยครับ รับรองว่าทางเพจมีกิจกรรมดีๆ มาให้แฟนเพจได้ร่วมสนุกกันเรื่อยๆ ครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น