ชีวิตติด (ใจ) เกาะ .. Surin - Yao Yai - Yao Noi

10 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (2,093 เข้าชม)
แบ่งปัน:



ผมได้รับโจทย์จากป้าหน่อย (ป้าขาเที่ยวที่ผมชวนไปไหน ป้าก็จะลากสังขารไปด้วยกันเสมอ) ว่า วันเกิดของแกปีนี้ จะพาแกไปเที่ยวที่ไหน ณ เวลานั้นต้องบอกเลยว่าไม่รู้จะพาแกไปเที่ยวที่ไหนเหมือนกัน จนเวลาผ่านมาได้สักพัก ผมได้ร่วมสนุกกับเพจ A Day to Chill
ท้ายสุดคือผมได้รางวัล voucher ที่พักที่ Foto Hotel จำนวน 1 คืนครับ ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้การเลือกจุดหมายปลายทางของผมแคบลง เพื่อนๆ หลายคนคงรู้แล้วว่า Foto Hotel อยู่ที่หาดกะตะ ภูเก็ต แต่การมาเที่ยว “ภูเก็ต” ของผมและป้าหน่อยถือว่ามาบ่อยพอสมควร ดังนั้น ทริปนี้เลยขอหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ตัวเองยังไม่เคยไป และอยู่ไม่ไกลจากภูเก็ต ท้ายสุดมาจบที่หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ผมตั้งใจจะไปสัมผัสนานแล้ว แต่โอกาสไม่อำนวยสักที ครั้งนี้เลยไม่ขอพลาดที่จะจับใส่โปรแกรมในทริปนี้ครับ

เมื่อวางแผนแต่เนิ่นๆ จึงทำให้มีโอกาสได้เจอของดี ราคาถูก เริ่มตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบินของ Bangkok Airways ในราคาโปรโมชั่น ขาละ 790 บาท (ไปกลับรวม 1,580 บาท), Package tour one day trip หมู่เกาะสุรินทร์จาก Love Andaman ในราคา 1,990 บาท รวมถึงรถเช่าจาก Hertz ที่หาซื้อในงานไทยเที่ยวไทย เลยได้ราคาถูกมาครับ

เหมือนโชคจะเข้าข้างผมอีกรอบ ก่อนออกเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ ผมได้ Voucher ที่พักที่ Koh Yao Yai Village จำนวน 2 คืน จากการร่วมสนุกทางเพจ Make Awake เพิ่มเติมมาอีก เกาะยาวใหญ่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ผมอยากจะไปอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ Voucher จะหมดอายุในสิ้นเดือนตุลาคม 2560 ดังนั้น ผมจึงต้องรวมเกาะยาวใหญ่ไว้ในทริปนี้ด้วย เลยต้องยอมทิ้งตั๋วขากลับที่จองไปก่อนหน้านี้ไป แล้วหาซื้อตั๋วขากลับใหม่กับสายการบิน Lion Air ซึ่ง ณ วันนั้น ราคาตั๋วของ Lion Air ถูกที่สุดครับ

โปรแกรมคร่าวๆ ของผมประมาณนี้ครับ

วันแรก : ถึงสนามบินภูเก็ต รับรถที่สนามบิน อาหารกลางวันที่หาดราไวย์ เข้าที่พักที่ Foto Hotel
วันที่สอง : สะพานไม้เขาปิหลาย, จุดชมวิวเสม็ดนางชี, ล่องแพไม้ไผ่วังเคียงคู่ เข้าที่พักที่ Mai Khao Lak
วันที่สาม : หมู่เกาะสุรินทร์ พักที่ Mai Khao Lak
วันที่สี่ : คืนรถที่สนามบิน ขึ้นเรือไปเกาะยาวใหญ่
วันที่ห้า : เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่
วันที่หก : เดินทางกลับ

แล้ววันเดินทางก็มาถึง ทริปนี้มีสมาชิกร่วมทริป 3 คน คือ ผม ป้าหน่อย และป้าญา คู่ซี้ของป้าหน่อย ซี้จนหลายคนแอบสงสัยว่าคู่นี้เป็นคู่ทอมดี้กันไปแล้ว 555


ทริปนี้ผมได้ตั๋วโปรโมชั่นของ Bangkok Airways เลยต้องเผื่อเวลามาถึงสนามบินให้เร็วหน่อย ผมทำการเช็คอินผ่านระบบออนไลน์มาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมาถึงสนามบิน ก็แวะ Drop สัมภาระ เพียงไม่นานก็ได้มานั่งเฉิบอยู่ใน Lounge ของ Bangkok Airways เรียบร้อยครับ


Lounge ของ Bangkok Airways อยู่บริเวณ Gate A1 – A2 ครับ ผู้โดยสาร Economy Class สามารถเข้าใช้บริการภายใน Lounge ได้ฟรี เพียงแค่แสดง Boarding pass ต่อพนักงาน ก็สามารถเข้าไปนั่งชิวๆ ด้านในได้เลยครับ  


ภายใน Lounge มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น internet ให้ใช้งาน, ปลั๊กไฟที่มีมากมายสำหรับไว้ชาร์จแบตเตอรี่ รวมถึงอาหารว่างที่มีเสิร์ฟแบบไม่ขาดสายครับ

 


ของว่างที่ขึ้นชื่อมานมนาน เห็นจะเป็นข้าวต้มมัดในตำนานนี่แหล่ะครับ อร่อย หวาน มัน สมคำล่ำลือจริงๆ


ผมนั่งอยู่ใน Lounge จน Final call เลยครับ อาจจะเพราะมัวสาละวนกับการทานของว่างจนลืมฟังประกาศเรียกขึ้นเครื่องไป ดีที่เดินออกไปห้องน้ำและได้ยินเสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่อง เลยวิ่งหน้าตาตื่นกันทั้ง 3 คน


เมื่อเครื่องทะยานขึ้นฟ้าได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาให้บริการมื้อเช้าแล้ว ให้ตายซิ ของว่างที่อัดมาใน Lounge ยังไม่เริ่มย่อยเลย อาหารเช้ามาอีกแล้วเหรอเนี่ย ผู้โดยสารที่ระบุเลือกอาหารในช่วงจองตั๋ว จะได้รับอาหารก่อนผู้โดยสารท่านอื่นๆ ซึ่งผมเองได้ระบุเลือกอาหารไว้ตั้งแต่ตอนเป็นสมาชิก Flyer Bonus แล้ว ระบุอาหารเป็น Seafood ไป เมื่อแอร์ฯ เริ่มให้บริการ ก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้ผมก่อนเลยครับ สำหรับเช้านี้เป็นออมเลตที่โรยหน้าด้วยแซลมอนเสิร์ฟพร้อมกับผลไม้ครับ


อีกหนึ่งสิ่งที่ผมประทับใจ Bangkok Airways นอกจาก Lounge และการบริการอาหารบนเครื่องแล้ว ความกว้างของช่วงขาระหว่างที่นั่งนี่แหล่ะที่ผมประทับใจมากๆ ผมสูง 183 ซม. เมื่อนั่งแล้ว ยังมีพื้นที่ว่างระหว่างขากับเบาะเหลืออีกพอสมควรเลยครับ


ช่วงที่เครื่องบินกำลังลดความเร็วเพื่อเตรียม Landing เป็นช่วงที่ผู้โดยสารจะได้เห็นวิวเจ๋งๆ ของอ่าวพังงา ถ้าสังเกตให้ดีจะมองเห็นเกาะปันหยีด้วยครับ


ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ก็มาถึงสนามบินภูเก็ต ช่วงนี้อาคารผู้โดยสารของสนามบินภูเก็ตกำลังปรับปรุงอยู่ หลังจากรอรับกระเป๋าที่สายพานเป็นที่เรียบร้อย ก็ออกมาติดต่อรับรถเช่าที่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้าครับ

จุดหมายแรก ผมตรงไปยังหาดราไวย์เป็นจุดแรก เพราะคิดว่าจะมาฝากท้องสำหรับมื้อกลางวันที่นี่ เพราะเท่าที่หาข้อมูลมาบอกว่าที่นี่มีจุดขายอาหารทะเลสดครับ

 


แนะนำว่าให้มาจอดรถแถวๆ ท่าเรือนะครับ จะมีที่จอดรถทางด้านขวา ค่าจอดรถ 20 บาท หากเราเลี้ยวซ้าย จะเป็นถนนเล็กๆ ซึ่งรถสัญจรค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีร้านค้าสองข้างทาง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินกันขวักไขว่เลยทีเดียว

วันที่ไปถึง ฟ้าค่อนข้างเปิด เลยขอเก็บบรรยากาศบริเวณท่าเรือกันก่อนครับ


เมื่อเดินเข้าไปตามถนนสายเล็กๆ ด้านขวามือของถนนจะเห็นร้านขายสร้อยไข่มุกมากมายครับ


เดินถัดไปจนหมดร้านไข่มุกจะเจอร้านขายอาหารทะเลสดๆ เราสามารถเลือกซื้อ กุ้งหอยปูปลาจากร้านตรงนี้ได้ และให้ร้านอาหารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านขายของสด ประกอบอาหารทะเลที่เราซื้อมาได้เลย แต่ร้านอาหารจะมีค่าปรุงอาหารด้วยนะครับ ผมจำราคาไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกจะคิดตามน้ำหนักของวัตถุดิบและจำนวนเมนูที่จะให้ปรุง เช่นวัตถุดิบ 1 กก. ทำ 1 เมนู คิด 100 บาท ถ้า 2 เมนู คิด 150 บาท ประมาณนี้ครับ

เมื่อเดินดูราคาของสดแล้ว ผมว่าก็ไม่ได้ถูกอะไรมากนัก เมื่อนำค่าประกอบอาหารมาคำนวณร่วมด้วยแล้ว ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก แถมยังทานได้ไม่กี่เมนู สมาชิกทั้ง 3 มองตาเหมือนรู้ใจ มีมติในทันใดว่าไปหาทานที่ร้านอาหารดีกว่า และแผนสำรองจึงไปตกอยู่ที่ร้านกันเอง 2 ซึ่งจากทริปภูเก็ตครั้งก่อนเราติดใจกับแกงกะทิเนื้อปูหมี่หุ้นลวกครับ


ร้านกันเอง 2 อยู่ไม่ไกลจากห้าแยกฉลองมากนัก


บรรยากาศภายในร้านตกแต่งได้น่านั่งมากๆ ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่


ที่สำคัญ วิวดีมากๆ อยู่ติดกับอ่าวฉลองเลยครับ


เมนูที่ไม่อยากให้พลาด ต้องนี่เลยครับ แกงกะทิเนื้อปูหมี่หุ้นลวก รสชาติเข้มข้นมากๆ ไม่เผ็ดจัดจ้านในทีเดียว แต่จะค่อยๆ เผ็ดขึ้นเรื่อยๆ เนื้อปูเป็นก้อนๆ เลยครับ


มื้อนี้อยากลองชิมอาหารพื้นบ้านพิเศษดูบ้าง เลยลองสั่ง จักจั่นทอด มาเคี้ยวเล่นๆ เพื่อจะเรียกน้ำย่อย รู้สึกผิดหวังนิดๆ เพราะเคี้ยวไปเหมือนเคี้ยวอะไรเบาๆ ไม่มีรสชาติอะไรเลย เลยต้องเอามาจิ้มกับน้ำจิ้ม Seafood พอเรียกรสชาติกลับมาได้บ้างครับ  


ยำไข่แมงดา รสชาติเปรี้ยวจี๊ดมาก จี๊ดจนเข็ดฟันกันเลยทีเดียว แต่ไข่แมงดาก็เคี้ยวมันมากเช่นกันครับ


สะตอผัดกุ้ง แต่ป้าๆ ขอเปลี่ยนชื่อเมนูเป็น กุ้งผัดสะตอ เพราะกุ้งเยอะมาก ป้าๆ เขี่ยกินแต่สะตอกัน บทหนักเลยมาตกที่ผม ได้กินแต่กุ้งครับ


มารอบก่อนสั่งยำสาหร่ายพวงองุ่นไป รอบนี้เลยขอเปลี่ยนเป็นส้มตำสาหร่ายดูบ้าง ทางร้านจะแยกน้ำส้มตำออกมาต่างหาก เป็นตำไทยนะครับ ใส่ทั้งกุ้งสดและกุ้งแห้ง รสชาติถือว่าโอเค เคี้ยวแล้วเพลินดี กรุบๆ มีน้ำจากสาหร่ายแตกในปาก เพิ่มอรรถรสในการเคี้ยวครับ


5 เมนู พร้อมเครื่องดื่มและข้าวสวย ค่าเสียหายประมาณ 1,2xx ครับ ได้ส่วนลดจากบัตรเครดิต KTC มื้อนี้จ่ายค่าเสียหายประมาณ 1,1xx ครับ

หลังจากอิ่มหนำกันแล้ว โปรแกรมต่อไปผมมุ่งหน้าสู่ที่พักที่ Foto Hotel เลยครับ เพราะอยากให้ป้าๆ ได้พักผ่อน เก็บแรงไว้เที่ยวในวันพรุ่งนี้ วันนี้แอบเห็นใจป้าๆ เหมือนกัน ดูเหมือนป้าๆ จะมีอาการ Jet lag 555 ผมก็พูดให้ดูอินเตอร์ไปแบบนั้นแหล่ะครับ จริงๆ แล้วทริปนี้พวกผมต้องลางานหลายวัน เลยต้องรีบเคลียร์งานให้หมด สองป้าเองต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำกันหลายคืน รวมถึงคืนก่อนเดินทางด้วย แถมยังต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมเดินทาง เลยมีอาการเบลอๆ กันนิดๆ ครับ

 


อย่างที่บอกในช่วงเกริ่นต้นเรื่องว่า Foto Hotel อยู่แถวหาดกะตะ แต่ไม่ได้อยู่ติดหาดกะตะนะครับ แต่จะขึ้นไปตามเนินเขา ห่างจากหาดกะตะสักประมาณ 1 กม. ครับ ด้านหน้าโรงแรมออกแบบแบบมีสไตล์

 

 

 


เข้ามาด้านในยิ่งเก๋ไก๋เข้าไปอีก ที่นี่เน้นโทนสี ขาว ดำ เทา ที่เตะตาผมที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าหมีใหญ่ลายสก๊อตนี่แหล่ะครับ พบเห็นได้แทบทุกซอกทุกมุมของโรงแรมเลยครับ

บริเวณด้านหน้า Lobby จัดเตรียมเป็นที่นั่งสำหรับให้แขกได้นั่งพักผ่อน รวมถึงนั่งรอการ Check in/Check out ที่ผนังห้องเต็มไปด้วยกรอบรูป ส่วนที่เพดาน ออกแบบคล้ายๆ กับการตากยางแผ่นครับ

 

 


ฝั่งตรงข้ามของ Lobby มีมุมอาหารว่าง ที่ให้แขกได้มาใช้บริการกันฟรีๆ อาหารว่างก็จะเป็นขนมพื้นเมืองของภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นเต้าส้อ ขนมก้องถึง ขนมขี้มอด ขนมบี้ผ้าง ต้องบอกเลยว่า ขนมบางอย่างเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ เพิ่งจะเคยได้ชิมก็ที่นี่แหล่ะครับ นอกจากของว่างแล้ว ยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ รวมถึงกาแฟไว้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ


เมื่อเดินเข้ามาในส่วนของโซนห้องพัก จุดแรกจะเจอ Foto Shop ร้านขายของที่ระลึกจาก Foto Hotel ด้านในมีของที่ระลึกหลายอย่างเลยทีเดียว ทั้งตุ๊กตาหมี กระเป๋าผ้า หมวก ชุดบิกินี่ รองเท้า เรียกได้ว่าเดินชมกันจนเพลินครับ

มาดูห้องพักกันบ้างดีกว่า ห้องที่ผมพักเป็นแบบ Deluxe Ozone ห้องจะอยู่ที่ชั้นล่างสุดครับ


เปิดห้องมา จะเห็นมุมเล็กๆ สำหรับเสียบ Key Card มุมนี้จะมีร่มเตรียมไว้ให้ด้วยครับ

 


ห้องพักจะเป็นการเล่นระดับ ผมไม่ค่อยได้เห็นโรงแรมที่ออกแบบแนวเล่นระดับแบบนี้สักเท่าไร พื้นที่ที่อยู่ต่ำจะเป็นพื้นที่สำหรับเตียงขนาดใหญ่ นอน 3 คนได้อย่างสบาย บริเวณหัวเตียงซึ่งเป็นส่วนที่เป็นพื้นต่างระดับจะออกแบบให้เป็นโต๊ะทำงาน ที่เวลานั่งทำงานก็ใช้การนั่งบนเบาะแล้วห้อยขาเอาครับ


ด้านนอกห้องพักจะมีระเบียง พร้อมโซฟาหวายขนาดใหญ่ ให้ออกมานั่งหรือจะนอนเล่นก็ได้ แถมยังสามารถเดินออกมาสูดอากาศ ชมวิว บริเวณลานด้านนอกได้อีกด้วย


ด้านหน้าของห้องน้ำ จะเป็นอ่างล้างหน้า ผมว่าความสูงของอ่างมันน้อยไปสักนิด เวลาบ้วนปากแล้วน้ำจะกระเด็นออกมาด้านนอกครับ

 

 


ห้องน้ำสามารถชมวิวด้านนอกได้ด้วยครับ และจะแยกส่วนเปียกส่วนแห้งอย่างชัดเจน


และสิ่งที่ผมชอบมากๆ เห็นจะเป็น Minibar ที่อัดแน่นเต็มตู้เย็น ทุกอย่างสามารถทานได้ฟรี ทานไม่หมดก็หยิบเก็บกลับไปทานระหว่างทางได้ด้วยครับ ผมว่าการให้บริการแบบนี้ เป็นการซื้อใจลูกค้าอย่างผมได้ดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าทางโรงแรมอาจจะบวกค่า Minibar ไปแล้ว แต่มันทำให้ผมคิดว่า Foto Hotel สปอร์ต ใจดีใช้ได้เลยครับ


นอกจากเครื่องดื่มในตู้เย็นแล้ว ชา กาแฟก็ยังฟรีอีกด้วย ทุกอย่างฟรีหมด ยกเว้นไวน์เพียงอย่างเดียวครับ ไวน์ที่เห็นขวดละพันต้นๆ ครับ


มุมเล็กๆ ที่มองเห็นถึงความใส่ใจของโรงแรม

 

 


สำรวจห้องกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ไปสำรวจบริเวณอื่นกันบ้างดีกว่าครับ

Silhouette Pool & Playground จะอยู่บนชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นที่เปิดโล่ง ว่ายน้ำไปมองทะเลไป บอกได้คำเดียวว่า “ฟิน” ครับ ด้านข้างของสระว่ายน้ำจะเป็นห้องอาหาร Tiffin Mama Café ครับ


และยังมีบาร์เล็กๆ สีแดงสะดุดตาที่ตัดกับสีฟ้าของสระว่ายน้ำ โดนใจไปเต็มๆ ครับ

 


แนะนำเลยว่าช่วงเย็นให้มานั่งชมพระอาทิตย์ตกที่บริเวณ Playground นะครับ ในวันที่ฟ้าเปิดจะเห็นดวงอาทิตย์แบบเต็มๆ ตา รวมถึงช่วงเวลาที่ฟ้าเปลี่ยนสี มันช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ครับ

 


Silhouette Pool เปิดให้บริการตั้งแต่ 07.00-23.00 น. ครับ ช่วงเย็นจนถึงค่ำ จะมีแขกขึ้นมาใช้บริการบริเวณชั้น 3 เป็นจำนวนมาก คืนนี้ได้เวลาพอสมควรแล้ว ขอตัวไปนอนเอาแรงก่อนละครับ เตรียมลุยต่อในวันรุ่งขึ้น

โปรแกรมของวันที่สองค่อนข้างจะสบายๆ จุดหมายปลายทางอยู่ที่เขาหลัก ระหว่างทางก็จะแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้นเช้านี้เลยขอตื่นแบบสบายๆ ทานอาหารเช้าแบบสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบครับ

 

 


Tiffin Mama Café ให้บริการอาหารเช้าตั้งแต่เวลา 06.30 – 13.00 น. เรียกได้ว่าตั้งแต่เช้าลากยาวไปยันบ่ายเลยครับ ต้องยอมรับถึงการตกแต่งภายใน Foto Hotel จริงๆ สามารถถ่ายภาพได้ทุกมุมเลย บริเวณ Lobby ว่าเก๋แล้ว ที่ห้องอาหารก็เก๋ไม่แพ้กัน


บริเวณนี้จะเป็นครัวที่ปรุงกันสดๆ ใหม่ๆ จะมีเมนูแผ่นเล็กๆ ให้แขกได้ติ๊กเลือกอาหารที่ต้องการ และส่งให้เชฟ จากนั้นก็ไปนั่งรอที่โต๊ะได้เลยครับ

 


บริเวณนี้จะเป็นไลน์ Buffet วัตถุดิบที่นำมาให้บริการ เน้นวัตถุดิบคุณภาพครับ


มุม Cold cuts และ Chef Salad

 

มุม Bakery มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Banana Cake, Butter Cake, Danish, Croissant

 


มุมผลไม้ ทำคล้ายๆ กับร้านขายผลไม้รถเข็นเลยครับ


มุมนมและ Cereals ครับ

 

 

 


ไลน์ Buffet ค่อนข้างหลากหลายเลยทีเดียว จะเรียกว่าเป็น Buffet นานาชาติก็ไม่น่าผิด เพราะมีทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่งครับ


ลองดูซิครับ ความพิถีพิถันของที่นี่ ขนาดเสิร์ฟออมเลทยังตกแต่งจานมาซะดูดีเลย


มื้อเช้านี้ผมมีความสุขในการทานมากๆ บรรยากาศห้องอาหารก็ดี อาหารก็อร่อย แถมไม่ต้องรีบร้อน เลยทำให้ผมใช้เวลาในห้องอาหารร่วมชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับการเข้าพักที่ Foto Hotel ผมถือว่าคุ้มค่ามากๆ ห้องพักดี บรรยากาศดี อาหารดี การบริการดี เอาใจผมไปเต็มๆ ครับ

ได้เวลาอันสมควร คงต้องเดินทางกันต่อแล้ว ผมมุ่งหน้าสู่เขาหลัก จุดแรกที่วางโปรแกรมไว้คือสะพานไม้เขาปิหลายครับ

สะพานไม้ปิหลายตั้งอยู่ที่ตำบลโคกกลอย หากมาจากสะพานสารสิน ขับรถมาไม่เกิน 10 นาที ก็มาถึงแล้วครับ ทางเข้าหาดปิหลายจะอยู่ทางซ้ายมือ หากไม่สังเกตอาจจะขับรถเลยได้ ถ้าจะให้ชัวร์ จับ GPS “สะพานไม้ปิหลาย” รับรองไม่มีหลงครับ

 

 

 

 


เดิมสะพานไม้แห่งนี้ใช้สำหรับการขนแร่ดีบุกจากเรือมาสู่โรงแยกแร่บนฝั่ง แต่ปัจจุบันแร่ดีบุกถูกขุดไปจนหมดแล้ว สะพานไม้แห่งนี้จึงหมดหน้าที่ในการขนดีบุกลง แต่สะพานไม้ปิหลายแห่งนี้กลับมีหน้าที่ใหม่ขึ้นมาแทน นั่นคือเป็นจุดถ่ายรูปที่ตากล้องหลายต่อหลายคนนิยมมาถ่ายภาพสะพานไม้แห่งนี้กัน ภาพที่ทำให้ผมรู้จักสะพานไม้ปิหลาย เป็นภาพช่วงแสง Twilight หลังพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ดูแล้วให้บรรยากาศดีมากๆ ใจจริงผมเองก็อยากจะมาเก็บภาพสะพานไม้ปิหลายช่วงเย็นเหมือนกัน แต่เนื่องจากเวลาไม่ได้ เลยมาเก็บบรรยากาศในช่วงสายๆ แทน แต่การมาช่วงสายก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังเลย ผมได้เห็นความสะอาดของชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา น้ำทะเลสีฟ้ากับฟองคลื่นสีขาวที่ซัดเข้าหาฝั่ง เสียงดังครืนๆ อยู่ตลอดเวลา เดิมตั้งใจจะแวะหยุดพักถ่ายรูปสัก 10-15 นาทีเท่านั้น แต่เมื่อเท้าได้เหยียบลงบนพื้นทรายเท่านั้น เวลาเพียง 15 นาทีคงน้อยเกินไปสำหรับการจะมาสัมผัสบรรยากาศ ณ จุดนี้    


ใกล้ๆ สะพานไม้ปิหลาย มองเห็นชาวประมงกำลังออกหา “เคย” วัตถุดิบชั้นดีในการทำกะปิครับ เวลา 15 นาทีที่ผมตั้งใจที่จะอยู่ที่นี่ ขยับไปเป็นครึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว

ออกเดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือจุดชมวิวเสม็ดนางชี อีกหนึ่งสถานที่ที่ถ้ามาถูกเวลา จะเป็นจุดที่สวยงามมากๆ ช่วงเวลาที่เหมาะในการมาเที่ยวที่เสม็ดนางชีจะเป็นช่วงเช้า มาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ แต่เนื่องจากเวลาของผมไม่ได้อีกเช่นเคย เลยต้องมาช่วงบ่ายแทนครับ

ผมใช้ GPS ในการนำทางอีกเช่นเคย GPS พาเข้าป่ายาง จนสัญญาณ GPS ขาดหายไป เลยต้องสอบถามชาวบ้านแถวนั้นมาตลอดทาง แอบนึกในใจว่า ถ้าหากผมมาช่วงเช้ามืด เพื่อมารอชมพระอาทิตย์ขึ้น สงสัยคงต้องขับรถหลงไปไกลแน่ๆ

นักท่องเที่ยวจะต้องขับรถมาจอดที่ลานจอดรถ จากนั้นจะต้องเดินขึ้นไปยังยอดเขา ประมาณ 700 เมตร 700 เมตรแนวราบ คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม แต่นี่เป็น 700 เมตรซึ่งมีความสูงชัน ผมเลยขอใช้ตัวช่วยครับ

และตัวช่วยที่ผมบอก นั่นคือ รถรับจ้างที่จะพาขึ้นไปยังด้านบน โดยมีค่าบริการ 60 บาทต่อคน ราคา 60 บาทนี้รวมขาขึ้นและขาลงนะครับ นอกจากนี้ยังจะต้องเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 30 บาทด้วย รวมเป็น 90 บาท แต่ถ้าหากใครกำลังขาดี ไม่ใช้บริการรถรับจ้าง ก็เสียค่าบำรุงสถานที่เพียงอย่างเดียวครับ  

เส้นทางที่ขึ้นมายังด้านบน ทั้งสูง ทั้งชัน ทั้งคดเคี้ยว ป้าหน่อยนี่ถึงกับเกาะเบาะรถซะแน่น หลับตาปี๋ด้วยความเสียว ปากก็บ่นว่าไม่ไปแล้ว ป้าขอลงได้มั๊ยยยยย

 

 


ขึ้นมาถึงด้านบน ถึงกับอึ้งครับ ถึงแม้วิวจะไม่มีอะไรมากมาย แต่มันก็สะกดผมได้อยู่หมัดเลยทีเดียว เบื้องหน้ามองเห็นภูเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ถ้าเปรียบกับตัวละคร คงต้องยกให้เป็นพระเอก แวดล้อมด้วยทิวเขาสูงที่สลับชั้นเป็น Layer สุดลูกหูลูกตา เปรียบได้กับพระรอง นับว่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว ทำให้ละครเรื่องนี้น่าติดตามชมเป็นอย่างมากครับ  

สำหรับการใช้เวลาที่ด้านบนนี้แล้วแต่เราเลยครับ ใครอยากจะซึมซับกับบรรยากาศนานๆ ก็ไม่ผิดกติกา เบื่อเมื่อไรค่อยลง รถมีบริการตลอด จ่ายค่ารถตอนขึ้นครั้งเดียว ส่วนจะลงตอนไหนก็ได้ครับ

อ้อ ลืมบอกไปว่าด้านบนไม่มีร้านค้านะครับ แถมบ่ายๆ แบบนี้อากาศร้อนเลยทีเดียว หากใครอยากหาเครื่องดื่มขึ้นมาจิบด้านบน สามารถซื้อจากร้านค้าด้านล่าง บริเวณที่เราเสียค่าบำรุงสถานที่ได้เลย ซื้อขึ้นไปจิบด้านบนแล้ว อย่าลืมถือขยะติดกลับมาทิ้งด้านล่างด้วยนะครับ

เส้นทางละแวกนี้แทบจะไม่มีร้านค้าเลย มื้อกลางวันของผมคงต้องเปลี่ยนเป็นมื้อบ่ายไปซะแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาหาร้านอาหารระหว่างทาง ผมเลยวางแผนว่าจะไปทานมื้อบ่ายที่จุดแวะเที่ยวต่อไปครับ

สำหรับจุดหมายต่อไปของผมอยู่ที่กิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ที่คลองลำรู่ใหญ่ หรือที่คนแถวนั้นรู้จักกันในชื่อคลองวังเคียงคู่ โดยการล่องแพไม้ไผ่ครั้งนี้ผมใช้บริการของ โกมล คอร์เนอร์ ครับ


ผมมาจอดรถ และติดต่อเรื่องแพที่จุดนี้ครับ แต่ก่อนล่องแพขอเติมพลังกันก่อน ที่นี่มีบริการอาหารด้วยนะครับ เป็นอาหารตามสั่งจะเป็นจานเดียวหรือจะมาแบบเป็น Set ก็มีครับ


จุดที่ผมมาติดต่อเรื่องแพไม้ไผ่จะเป็นจุดสิ้นสุดของการล่องแพ เมื่อจะเริ่มล่องแพ ก็จะมีรถมารับไปส่งยังจุดเริ่มต้นของการล่องแพครับ


ก่อนล่องแพ จะมีการให้เราลงชื่อไว้ เผื่อมีอะไรที่ไม่คาดคิดจะได้ใช้ในการเคลมประกัน จริงๆ ช่วงที่ผมไป น้ำก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่เพราะความกลัวเลยขอใส่เสื้อชูชีพเพื่อจะได้สบายใจครับ

 


ช่วงที่ผมไป ระดับน้ำไม่สูงมาก เลยทำให้แพไหลไปแบบเรื่อยๆ น้ำใส ไหลเย็น สองข้างทางได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไร มองไปทางไหนก็สดชื่น เพราะเต็มไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้ มีผ่านแก่งหิน เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากสองป้าได้บ้างครับ

ล่องแพไปได้ไม่นาน แอบได้ยินเสียงครางหงิงๆ ผมพยายามมองหาต้นเสียงแต่ก็หาไม่เจอ สักพักคนถ่อแพส่งสัญญา ก็ได้ยินเสียง ตูม... ช่วงนั้นแหล่ะถึงได้เห็นต้นกำเนิดของเสียงที่ตามหา เป็นแขก 4 ขาที่ไม่ได้รับเชิญ กระโดดลงน้ำพร้อมเร่งฝีเท้าในการว่ายน้ำมาขึ้นแพไปกับคณะของผมครับ

 


น้ำช่วงที่ลึก จะเห็นผิวน้ำเป็นสีเขียวมรกต ส่วนบางช่วงที่ตื้น ก็จะใสจนเห็นหินที่อยู่ใต้น้ำเลยครับ


มีจุดแวะพักให้เล่นน้ำด้วย


ตลอดระยะทางเกือบ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องแพประมาณ 1 ชั่วโมง ผมได้ซึมซับกับบรรยากาศเย็นๆ ตลอดเส้นทางค่อนข้างร่มครึ้มจากต้นไม้ใหญ่ นับเป็นการฟอกปอดได้เป็นอย่างดีเลยครับ


เมื่อขึ้นจากแพแล้ว ยังมีบริการผลไม้และน้ำดื่มให้ด้วยครับ

หากใครสนใจในการล่องแพไม้ไผ่ สามารถติดต่อได้ที่โกมล คอร์เนอร์ครับ แพ 1 ลำ สามารถนั่งได้ 2-3 คน ขึ้นอยู่กับขนาดของผู้ล่องครับ สนนราคาแพละ 500 บาท แพเริ่มล่องได้ตั้งแต่ 08.30-17.00 น. สามารถโทรสอบถามได้ที่ 095-4101988 ครับ

สำหรับการเดินทางมายังโกมล คอร์นเนอร์ ให้สังเกตซอยน้ำตกวังเคียงคู่ ปากซอยจะอยู่ระหว่างปั้มบางจากและไปรษณีย์ลำแก่น ขับตรงเข้าซอยมาประมาณ 2.5 กิโลเมตร สภาพเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร จุดหมายอยู่ทางขวามือครับ

ถามว่าล่องแพแล้วเปียกมากไหม ตอบเลยว่า ไม่มาก (ถ้าไม่ลงเล่นน้ำ) ส่วนที่เปียกจะเป็นช่วงล่างลงไปครับ

ถามว่า เอากล้องใหญ่ลงไปถ่ายภาพระหว่างล่องแพได้ไหม ตอบเลยว่า ถ้าน้ำไม่มาก สามารถเอาไปถ่ายได้ครับ เพราะผมเองก็ใช้กล้องใหญ่ถ่ายภาพเหมือนกัน

ถ้าใครจัดโปรแกรมท่องเที่ยวแถวเขาหลักแบบหลวมๆ แล้วยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน หากมีเวลาสัก 1-2 ชั่วโมง การล่องแพไม้ไผ่วังเคียงคู่นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ

ถึงเวลาอันควรแล้ว คงต้องตรงบึ่งไปยังที่พักแล้วครับ ตลอด 2 คืนที่จะถึงนี้ ผมเข้าพักที่ Mai Khao Lak โดยมี “เปื่อย” เพื่อนสมัยเรียน อดีตเคยมาทำงานที่พังงาอยู่หลายปี แต่ปัจจุบันย้ายไปทำงานที่ภูเก็ตแล้ว เป็น Sponsor ในการเข้าพักครั้งนี้ครับ


คอนเซปของ Mai Khao Lak คือ Family Life จึงไม่แปลกที่ที่นี่จะให้ความสำคัญกับครอบครัวและเด็กๆ ครับ


พื้นที่ของ Mai Khao Lak กว้างขวางมากๆ ดูเหมือนจะมี 2 Zone คือ Zone ดั้งเดิมและ Zone ใหม่ ด้วยการที่พื้นที่ค่อนข้างกว้าง เลยมีรถกอล์ฟไว้คอยให้บริการด้วยครับ


Lobby แบบ Open Air พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว ผมมาถึงจังหวะไม่ดี เพราะทัวร์จีนลงพอดี ทำให้ใช้เวลาในการรอ Check in นานพอสมควรครับ


ห้องพักของผมเป็นห้องพักแบบ Deluxe Premium Suite เป็นอาคารที่อยู่ด้านข้าง Lobby ซึ่งชั้นล่างเป็นห้องอาหาร ส่วนห้องพักผมอยู่ชั้นบนครับ

 


เมื่อเปิดประตูห้องพักเข้าไป ห้องจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ในพื้นที่ส่วนแรกจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งซ้ายจะเป็นห้องอาบน้ำ ซึ่งตู้เสื้อผ้าจะอยู่ในพื้นที่ของห้องอาบน้ำครับ เวลาอาบน้ำคงต้องรูดม่านเพื่อปิดให้มิดชิดสักหน่อย ส่วนด้านขวามือจะเป็นในส่วนของอ่างล้างหน้าและห้องส้วมครับ


เดินถัดจากห้องน้ำเข้ามา จะเป็นพื้นที่ในส่วนนั่งเล่น มีโซฟาขนาดใหญ่ พร้อมทีวี และตู้เย็น รวมถึงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่จะอยู่ในส่วนของห้องนั่งเล่นครับ

 


และในส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของห้องนอน มีมุมเขียนหนังสือเล็กๆ รวมถึงทีวีอีกหนึ่งเครื่องครับ ในส่วนของห้องนอนนี้สามารถเปิดประตูเพื่อออกไปสูดอากาศ ชมวิวที่ระเบียงได้ด้วย โดยทางโรงแรมได้เตรียมชุดเก้าอี้ไว้ให้พร้อมครับ


ห้องพักถือว่าโอเคเลยครับ แยกสัดส่วนได้ดีทีเดียว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกค่อนข้างครบถ้วนครับ


วิวจากระเบียงห้องพัก มองเห็นห้องพักประเภท Villa ด้านหลังต้นไม้ใหญ่จะเป็นทะเลเขาหลักครับ


อีกด้านหนึ่งจะมองเห็นห้องพักประเภทตัวตึกเหมือนที่ผมพัก น่าจะเป็นโซนแรกตั้งแต่สร้างโรงแรมครับ

 

 


แต่ที่พักในส่วนนี้ จะอยู่ติดสระว่ายน้ำเลยครับ สระว่ายน้ำใหญ่โตเลยทีเดียว

 


สำหรับโซนนี้น่าจะเป็นโซนที่สร้างขึ้นมาใหม่ มีเครื่องเล่นในสระน้ำอย่าง Slider ด้วยครับ

 

 


บรรยากาศช่วงค่ำครับ


ห้องอาหาร Green & Grill


ค่ำนี้ผมมาฝากท้องที่ห้องอาหารของโรงแรมชื่อ Talay Thai อยู่ติดชายหาดเลยครับ ห้องอาหาร Talay Thai จะให้บริการอาหารไทยครับ

 


ให้บริการทั้งแบบสั่งเป็นกับข้าว หรือจะเป็นอาหารจานเดียวก็มี มื้อค่ำนี้ผมและป้าๆ ได้ผัดไทกุ้งสด และข้าวผัดปู สนนราคาจานละ 150 บาท มาแบบจานใหญ่อยู่เหมือนกันครับ


และสั่งไก่สะเต๊มาทานเล่นด้วย จานนี้ 180 บาท แอบราคาแรงเหมือนกัน

คืนนี้คงต้องพักผ่อนตุนแรง เพื่อเตรียมไปดำน้ำในวันรุ่งขึ้นครับ

สำหรับเช้าวันใหม่ ผมมีโปรแกรมจะไปดำน้ำและชมวิถีชีวิตของชาวมอแกน ที่หมู่เกาะสุรินทร์ โดยทริปนี้ผมเลือกใช้บริการของ Love  Andaman และ Love Andaman จะส่งรถมารับที่โรงแรมในเวลา 06.50 น. เช้านี้เลยต้องรีบตื่น รีบทาน ก่อนที่รถตู้จะมารับครับ


ห้องอาหาร Mangrove อยู่ชั้นล่างของห้องที่ผมพัก ประตูลิฟต์เปิดมาก็เจอเลย ห้องอาหารเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 น. ครับ

 


ห้องอาหารค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว


มีมุมเล็กๆ ไว้สำหรับเด็กด้วยครับ


ไลน์อาหารจะอยู่ส่วนกลางของห้องอาหารครับ

 

 

 

 

 

 


ไลน์อาหารเช้าก็พอสมควรครับ


มุมข้าวต้ม


มุมสลัด


มุมผลไม้


มุมเบเกอรี่


โดยรวมแล้ว ผมว่าอาหารยังกลางๆ อยู่ เมื่อเทียบกับที่ Foto Hotel ผมเทใจไปที่ Foto Hotel แบบเต็มๆ ครับ


ถ้าใครอยากมานั่งทานริมสระก็ได้นะครับ ช่วงเช้าอากาศดีครับ


ด้วยพื้นที่ของ Mai Khao Lak กว้างมากๆ ทำให้ทางโรงแรมต้องเตรียมห้องอาหารไว้หลายห้องเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของแขกให้มาแออัดอยู่ในห้องอาหารเดียว ห้องอาหาร Buffet เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่อยู่ทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้สำหรับแขกที่พักในโซนใหม่ครับ

มื้อเช้านี้ค่อนข้างรีบทานมากๆ เพราะกลัวจะไม่ทันเวลาที่รถตู้จะมารับ จริงๆ ที่ท่าเรือ Love Andaman ก็มีของว่างไว้คอยต้อนรับ แต่เนื่องจากไม่อยากหวังน้ำบ่อหน้า เลยจัดการให้เสร็จสิ้นตั้งแต่อยู่ที่โรงแรมครับ

เนื่องจาก Mai Khao Lak อยู่ห่างจากแหล่งชุมชนรวมถึงศูนย์รวมที่พักที่เขาหลักมาไกลพอสมควร จึงทำให้รถตู้ต้องมารับคณะของผมเป็นชุดแรก จากนั้นถึงตะเวนรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงท่าเรือทับละมุครับ


เมื่อมาถึงท่าเรือ ก็ทำการ Check in และลงชื่อสำหรับทำประกันการเดินทางกันให้เรียบร้อยซะก่อนครับ

 

 


จากนั้นก็นั่งรอเวลา รอจนกว่าสมาชิกจะมาครบกัน ระหว่างรอก็มีของว่างให้ทานเล่นไปเรื่อยๆ ครับ


มีร้านค้าจำหน่ายทั้งของที่ระลึก รวมถึงของจำเป็นสำหรับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นชุดใส่ดำน้ำ กระเป๋ากันน้ำ และยังมีของอื่นๆ ที่น่าสนใจเยอะเลยครับ

ทริปนี้ผมแอบกังวลอยู่เหมือนกัน กลัวว่าจะพาป้าๆ วัยก่อนเกษียณไปลำบาก เพราะทริปนี้ต้องนั่งเรือไปกลับเกือบ 4 ชั่วโมง กลัวป้าจะเมาเรือกันมากๆ แต่ด้วยการที่ผมอยากจะไปที่หมู่เกาะสุรินทร์มากๆ ผมเลยไม่ได้บอกรายละเอียดกับป้าแบบหมดเปลือก เพราะกลัวว่าถ้าหากป้าๆ รู้ว่าต้องนั่งเรือไปกลับเกือบ 4 ชั่วโมง จะถอดใจไม่ไปกับผมครับ

ก่อนขึ้นเรือ ไกด์จะมาบรรยายให้ฟังว่า วันนี้เราจะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรบ้าง เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันได้เลย แต่ก่อนขึ้นเรือ ทุกคนต้องฝากรองเท้าไว้ที่ท่าเรือนะครับ

ถ้าหากคลื่นลมทะเลสงบเราจะใช้เวลานั่งเรือขาละประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาทีครับ ช่วงเช้าผมสังเกตเห็นว่าฟ้าแอบปิดบ้าง เลยแกล้งทำทีสอบถามไกด์ว่าไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์แล้ว จะได้ฟ้าใสๆ ไหม ไกด์บอกว่าน่าจะได้ เพราะเมื่อวันก่อน แดดแรงมาก ผมเองก็เบาใจไปเปราะหนึ่งครับ แต่เมื่อเรือออกมาได้สักระยะหนึ่ง ก็รับรู้ได้ว่าฝนตก ดีที่ตกแป๊บเดียว เลยทำให้คลื่นไม่สูงมากนัก เห็นสมาชิกในเรือบางคนเริ่มมีอาการเมาเรือด้วย ก็เลยแอบมองป้าๆ ด้วยหางตาว่าจะมีอาการเมาเรือบ้างไหม แต่ไม่ต้องกังวลครับ คลื่นลมแค่นี้ไม่ทำให้ป้าเกิดอาการได้ เพราะป้าซัดยาแก้เมาเรือมาคนละ 2 เม็ดเรียบร้อย ต่อให้คลื่นสูงสัก 3 เมตร ก็คงทำอะไรป้าๆ ไม่ได้


ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงเหมือนกัน ก็มายังจุดหมายแรกของทริป นั่นคืออ่าวบอนใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านมอแกน มองเห็นเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของป่าทึบ เหนือผืนน้ำสีเขียวมรกต สวยงามเลยทีเดียว

 

 


ผมมีเวลาอยู่ที่หมู่บ้านมอแกน 20 นาที คงต้องใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์ที่สุด รีบเดินชมวิถีชีวิตของชาวมอแกน ชาวมอแกนที่เป็นผู้หญิงทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆ จะมานั่งขายของที่ระลึกอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านของตัวเอง ส่วนผู้ชายไม่ค่อยเห็นสักเท่าไร คาดว่าน่าจะออกไปหาปลาหาปลิงทะเลเพื่อส่งขายครับ


ชาวมอแกน เป็นชนกลุ่มเล็กๆ มีวิถีชีวิตอยู่กับทะเลมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เดิมจะเร่ร่อนอยู่ในทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่อ่าวบอนใหญ่แห่งนี้ ชาวมอแกนทุกคนจะมีนามสกุลเดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ “กล้าทะเล” ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานจากสมเด็จย่าครับ

 


เรือลำขวามือคือเรือก่าบาง พาหนะคู่ชีวิตของชาวมอแกน ที่มีหน้าที่ทั้งเป็นเรือประมงและบ้านพักอาศัย เรือก่าบางมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ เป็นเรือที่ไม่ใช้ตะปูในการสร้างเลย ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวมอแกนจริงๆ ครับ


ลำที่เห็นนี้ไม่ใช่เรือก่าบางนะครับ

 

 

 


ผู้หญิงมีหน้าที่ทำของที่ระลึก ไว้รอจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว


ของส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทไม้ สร้อยข้อมือครับ

 

 


ส่วนเด็กๆ ก็เล่นกันตามประสา ไม่รู้แก่เหน็ดแก่เหนื่อยใดๆ เลย


ได้เวลาอันสมควร คงต้องไปต่อแล้ว จากหมู่บ้านมอแกนเรานั่งเรือต่อไม่นาน เรือก็มาจอดให้เราได้ฝึกดำน้ำกันก่อน ผมเองว่ายน้ำไม่เป็น เวลาที่จะดำน้ำก็จะมีไกด์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดครับ พยายามพาผมออกไปหาดูจุดที่ปะการังสวยๆ

 


ดำน้ำกันสักพัก ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว มื้อนี้เป็น Buffet ที่เป็นบริการของทางอุทยาน ผมไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ชมนะครับ เพราะว่าแขกมาต่อแถวตักอาหารกันเยอะมากๆ ครับ


ทาง Love Andaman จะมีบริการเป็นน้ำผลไม้ รวมถึงของว่างเพิ่มเติมมาให้ เป็นข้าวเหนียวสังขยา ขนมฟักทอง และขนมขบเคี้ยวเล็กๆ ครับ

 

 

 


หลังมื้อเที่ยง ยังพอมีเวลาเหลือนิดหน่อย เลยเดินไปหามุมถ่ายภาพด้านหลังที่ทำการอุทยาน ขอบอกเลยว่า ทรายขาว น้ำใสมาก แถมฟ้าเป็นใจด้วย


จากนั้นไปดำน้ำกันต่อที่ Nemo Paradise แล้วก็ได้เห็นนีโมเยอะเลยครับ จริงๆ ที่จุดแรกก็พอจะเห็นนีโมได้บ้าง แต่เห็นไม่กี่ตัว แต่จุดนี้ ได้เห็นนีโมเยอะเลย นีโมส่วนใหญ่จะหากินอยู่แถวดอกไม้ทะเล แต่ผมว่าความอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้ทะเลที่จุดนี้ยังน้อยกว่าที่ผมเคยไปดำดูแถวๆ ทะเลแถบชุมพร ที่นั่นดอกไม้ทะเลเป็นดงเยอะมากๆ ครับ


มาปิดท้ายที่อ่าวสับปะรด จุดนี้ผมและป้าญาไม่ได้ลงดำน้ำแล้ว เนื่องจากคิดว่ามันก็คงเหมือนๆ เดิม แต่ป้าหน่อยยังฟิตเปียะ เลยขอลงดำน้ำอีกรอบ หลังจากขึ้นมาจากน้ำแล้ว ก็มาคุยทับว่าจุดนี้สวยกว่าสองจุดแรก ได้เห็นปลาหลากหลายชนิดมากๆ ได้ยินแบบนั้นแล้วก็นึกเสียดายที่ไม่ได้ลงไปดำครับ


ต้องขอขอบคุณน้องไกด์ทุกๆ คนที่ให้การดูแลเป็นอย่างดี ลากผมไปทุกที่ที่เห็นฝูงปลา/ดงปะการังสวยๆ พยายามให้ผมได้ลองดำน้ำด้วยตัวเองและคอยตามประกบตามผมไปเรื่อยๆ

เรามาปิดทริปดำน้ำกันที่อ่าวสับปะรดครับ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ท่าเรือทับละมุ ใช้เวลาเดินทางประมาณเท่าๆ กับขามา เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล กรุ๊ปหมู่เกาะสุรินทร์จึงมาถึงท่าเรือเป็นกรุ๊ปสุดท้าย เมื่อขึ้นฝั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังมีบริการส้มตำ ผัดหมี่ และไอศกรีมก่อนกลับด้วย เสียดายที่ไอศกรีมหมดซะก่อน เลยไม่ได้ให้ 2 ป้าได้ชิมเลย ผมเองเคยได้ชิมไอศกรีมกะทิอร่อยๆ มารอบหนึ่งแล้วตอนที่เดินทางไปเกาะไม้ท่อนกับ Love Andaman ครับ อ้อ ทาง Love Andaman ไม่มีบริการผ้าเช็ดตัวให้นะครับ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมผ้าเช็ดตัวไปเองครับ

รถตู้พาผมกลับมาถึงที่พักก็เกือบจะหกโมงเย็นเลยครับ เป็นช่วงแดดร่มลมตกพอดี มาถึงก็รีบอาบน้ำ เตรียมออกไปหาอะไรทานที่นอกโรงแรมกันครับ


ระหว่างที่รอป้าๆ อาบน้ำกัน ก็เลยหาข้อมูลของร้านอาหารแถวเขาหลักดู แต่ละรีวิวล้วนแนะนำว่าต้องมาทานที่ ร้าน”คนต้องสู้” ครับ ผมเลยตามไปชิม

ร้าน “คนต้องสู้” อยู่แถวๆ ชายหาดบางสัก ผมมาถึงร้านก็เกือบจะทุ่มครึ่งแล้ว เลยมองไม่เห็นบรรยกาศโดยรอบเลย


จากที่ผิดหวังเรื่องการหาอาหารทะเลทานที่หาดราไวย์มาเมื่อวันแรก มื้อนี้เลยขอจัดเต็มอาหารทะเลแบบไม่ยั้งครับ เริ่มด้วยหอยชักตีนลวก หอยตัวใหญ่ สด รสชาติหวาน มากับน้ำจิ้มรสเด็ด อร่อยเชียวครับ สนนราคาจานนี้ 150 บาทครับ


ตามมาด้วยหอยแครงลวก คละขนาด ตัวใหญ่ก็ใหญ่เบิ้ม ตัวเล็กก็มาแบบไซส์ลูก ทางร้านน่าจะเสิร์ฟตามน้ำหนักหอยครับ จำไม่ได้ว่าสั่งไปครึ่งหรือหนึ่งกิโล หอยสดเลยทีเดียว จานนี้อยู่ที่ 150 บาทเหมือนกันครับ


กุ้งอบเกลือ เมนูนี้ก็อร่อยครับ จานนี้แอบแพงหน่อย 450 บาท


ปลาหมึกย่างมาจานใหญ่เลยทีเดียว ทานกันไม่หมด จานนี้ 250 บาทครับ


ปิดท้ายด้วยปลาลุยสวน เป็นปลาพื้นบ้าน ผมจำชื่อปลาไม่ได้แล้ว น้ำหนักประมาณ 1 กก. ปลาทอดออกมาได้กรอบกำลังดี ราดด้วยน้ำยำที่ทำด้วยน้ำพริกเผา โรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ รสชาติออกหวานนำจากน้ำพริกเผา อร่อยดีครับ เมนูนี้เกลี้ยงจานเลย เมนูนี้ 400 บาทครับ

ถือว่าไม่ผิดหวังที่ตามรีวิวมาทานครับ หากใครพักแถวๆ เขาหลัก ลองไปชิมดูนะครับ อาจจะติดใจเหมือนที่ผมติดใจครับ ครัวที่นี่จะปิดประมาณสองทุ่มครึ่งครับ

เช้าวันใหม่ ผมไม่ต้องรีบเร่งเหมือนวันที่ต้องเดินทางไปหมู่เกาะสุรินทร์แล้ว เลยมีเวลาละเลียดกับอาหารเช้าครับ

หลังมื้อเช้าก็คงต้องอำลาเขาหลักเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะยาวใหญ่แล้ว ออกจากโรงแรมมาปุ๊บ เห็นป้ายน้ำตกสายรุ้งปั๊บ เหลือบมองดูเวลา ยังพอมีเวลาแวะเที่ยวได้อีกนิดหน่อย เลยตัดสินใจลองไปเที่ยวชมน้ำตกสายรุ้งดูครับ   


น้ำตกสายรุ้งหรือน้ำตกปากวีป อยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลัก ขับรถไปเรื่อยๆ ผ่านป่ายาง ประมาณ 2 กม. ก็มาถึงแล้วครับ บริเวณที่จอดรถเป็นที่จอดรถของเอกชน ต้องเสียค่าจอดคันละ 20 บาทครับ


จากจุดจอดรถ จะมองเห็นลำธารเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกสายรุ้ง เราเดินข้ามสะพานตรงนี้ไปนิดหน่อย ประมาณ 150 เมตรก็ถึงน้ำตกสายรุ้งแล้ว

 


สภาพเส้นทางก็ไม่โหดด้วย เป็นทางราบ เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว ผมและป้าๆ เจอน้ำเย็นไม่ได้ ลงลุยน้ำหามุมถ่ายภาพกันอย่างสนุก นี่ถ้าหากว่าเราไม่มีโปรแกรมไปที่อื่นต่อ คงได้ปักหลักเล่นน้ำกันเป็นแน่

วันนี้ถึงกำหนดที่ผมต้องส่งคืนรถที่สนามบินแล้ว ผมวางแผนจะไม่เช่ารถต่อ เพราะถ้าหากผมเช่ารถต่อ ผมก็จะต้องเอารถไปจอดไว้ที่ท่าเรือที่จะไปยังเกาะยาวใหญ่ เสียทั้งค่ารถ เสียทั้งค่าที่จอดรถ เลยตัดสินใจรบกวนเพื่อนเปื่อย ให้มารับจากสนามบินไปส่งยังท่าเรือบางโรง ซึ่งเปื่อยได้ส่งลูกน้องมาอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางในครั้งนี้ครับ


บริเวณท่าเรือบางโรงจะมีเคาเตอร์ขายตั๋วที่จะไปยังเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ เดิมทีเดียวจะขายที่เดียวกัน ลงเรือลำเดียวกัน โดยจะแวะส่งผู้โดยสารที่เกาะยาวใหญ่ก่อน ถึงจะไปจบที่เกาะยาวน้อย แต่เดี๋ยวนี้แยกเรือของใครของมันไปเลยครับ ผมมาถึงจังหวะไม่ค่อยดี เพราะเรือเพิ่งออกไป เลยถือโอกาสหาทานมื้อกลางวันทานกันที่ท่าเรือซะเลย


ผมได้ทำตารางเดินเรือที่ update ล่าสุดมาให้จากแผ่นพับที่มีแจกที่ท่าเรือมาให้ครับ สำหรับค่าโดยสาร ถ้าเป็น Speed Boat คนละ 200 บาท ถ้าเป็นเรือหางยาว คนละ 150 บาทครับ


รอบต่อไปคือรอบ 12.30 น. ซึ่งเป็นเรือหางยาว จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที แต่ป้าๆ ไม่อยากนั่งเรือนาน เลยขอรอ Speed Boat แทน ซึ่ง Speed Boat รอบต่อไปคือเวลา 13.30 น. ครับ

จริงๆ แล้วเรือหางยาว ไม่ใช่เรือลำเล็กๆ ตามที่ผมคิด แต่เรือหางยาวเป็นเหมือนในภาพครับ จุผู้โดยสารได้หลายสิบคนเลยทีเดียว แม่ค้าร้านข้าวแนะนำว่า หากอยากนั่งถ่ายรูปชิวๆ ควรจะนั่งเรือหางยาว เพราะเรือจะค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ รับลมเย็นๆ ไปตลอดทาง แต่ถ้านั่ง Speed boat จะไม่นิ่มเท่าเรือหางยาว แต่เราเปลี่ยนใจไม่ทันแล้ว เพราะ ณ เวลานั้น ผู้โดยสารเรือหางยาวก็เกือบเต็มลำแล้วครับ


ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ เลยเดินเล่นไปเรื่อยครับ จุดนี้เดิมทีเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน แม่ค้าร้านข้าวเล่าว่าด้านในสุดจะมีหอคอย และมีร้านค้า OTOP ด้วย แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว เลยไม่มีงบประมาณในการดูแล ทำให้สะพานชำรุดใช้การไม่ได้ จึงไม่สามารถเดินเข้าไปด้านในได้แล้ว ผมแอบนึกเสียดายอยู่เหมือนกัน


ระหว่างที่นั่งเรือ มีวิวให้ดูตลอดทาง นั่งเรือไม่นาน เราก็มาถึงท่าเรือคลองเหียแล้วครับ


ท่าเรือคลองเหีย ณ เวลานั้น อากาศเป็นใจเหลือเกิน ฟ้าเป็นฟ้าจริงๆ


มองออกไปเห็นกระชังกุ้งมังกรอยู่เต็มเลย มีฉากหลังเป็นเกาะยาวน้อยครับ


พอขึ้นจากเรือมาปุ๊บ ผมพยายามมองหาบังนี บังนีคือคนที่เพื่อนเปื่อยแนะนำมาให้กับผม บังนีมีทั้งรถเหมาและวิ่งรถสองแถวบนเกาะยาวใหญ่ และบังนีจะเป็นคนพาผมตะเวนเที่ยวบนเกาะยาวใหญ่ในช่วงที่ผมจะอยู่บนเกาะยาวใหญ่ 3 วันครับ  

ผมขอกล่าวถึงการเดินทางบนเกาะยาวใหญ่กันก่อนดีกว่า จากท่าเรือไปยังสถานที่ต่างๆ บนเกาะยาวใหญ่ หลักๆ จะมีทางเลือก 3 ทาง คือ เช่ารถมอเตอร์ไซด์ขี่ โดยจะเช่าเป็นรายวัน ถ้ารถเกียร์ธรรมดา ราคาประมาณ  250 บาทต่อวัน ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ราคาประมาณ 300 บาทต่อวัน สำหรับทางเลือกที่ 2 เป็นการใช้บริการของรถสองแถว จะไปจุดไหนก็ตกลงราคากับคนขับได้เลย อย่างถ้าจะเหมาไปส่งรีสอร์ทที่ผมเข้าพัก คือ เกาะยาวใหญ่วิลเลจ จะมีค่าบริการคันละ 300 บาท (ระยะทางจากท่าเรือไปยังรีสอร์ทประมาณ 8 กม.) และทางเลือกที่สาม คือการเหมารถสองแถวเที่ยว โดยจะเลือกเหมาเป็นรายวันหรือรายชั่วโมงก็ได้ ถ้าเหมารายชั่วโมง ตกชั่วโมงละประมาณ 200 บาท หรือจะเหมาเป็นรายวัน ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร หากมีผู้โดยสารประมาณ 3-4 คน ค่าเหมารายวันประมาณ 1,200 บาท ถ้ามีผู้โดยสารประมาณ 10 คน ค่าเหมารายวันประมาณ 1,500 บาท ราคานี้เป็นเรทของบังนีนะครับ แต่ถ้าหากใครต้องการนั่งสบายๆ สไตล์ Fortuner บังนีก็มีไว้ให้บริการเหมือนกัน ส่วนเรื่องราคาตกลงกับบังนีได้เลยครับ


สำหรับวันแรกบนเกาะยาวใหญ่นี้ ผมตรงเข้าที่พักที่ Koh Yao Yai Village เลยครับ


จากถนนใหญ่ เมื่อเลี้ยวเข้ารีสอร์ทไปจะผ่านป่ายาง ให้ความรู้สึกร่มรื่นดีจริงๆ ทางรีสอร์ทไม่อนุญาตให้นำรถมอเตอร์ไซด์ที่เช่าเข้ามาจอดด้านในรีสอร์ทนะครับ แขกที่เช่ารถมาจะต้องนำรถไปจอดที่ลานจอดรถเท่านั้น เพราะถนนด้านในรีสอร์ทค่อนข้างแคบ ส่วนรถสองแถวที่เราเช่ามา สามารถขับเข้ามาด้านในเพื่อรับและส่งแขกได้ครับ


ด้านในรีสอร์ทมีการปลูกข้าวด้วย


Spa จะอยู่โซนด้านหน้าของรีสอร์ทเลยครับ


บริเวณ Lobby แวดล้อมไปด้วยไม้ประดับ ดูร่มรื่นมากๆ


Lobby เป็นแบบ Open air มองออกไปเห็นทะเล

 


ระหว่าง check in มี welcome drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบและผ้าเย็น ขอบอกเลยว่าเจอ 2 อย่างนี้ เรียกความสดชื่นกลับมาได้เยอะเลยครับ

 

 

 


ด้านข้าง Lobby จะเป็น Dahra Library อาคารหลังนี้เป็นห้องสมุดเล็กๆ รวมถึงมีคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ตไว้ให้บริการครับ ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆ อ่านหนังสือไป ชมวิวทะเลไป


มุมนี้เป็นมุมกิจกรรม สามารถมาติดต่อซื้อ package ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ครับ

 


อาคารนี้คือ Chaba Gallery เป็นคล้ายๆ ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ รวมถึงมุมจำหน่ายเครื่องดื่มด้วยครับ


ห้องน้ำรวม ตกแต่งสวยดีทีเดียว

อาคาร Lobby , Dahra Library , ซุ้มกิจกรรม รวมถึง Chaba Gallery จะอยู่ติดๆ กันครับ ถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางครับ


มาดูห้องพักกันบ้างดีกว่า ห้องที่ผมเข้าพักเป็นห้องแบบ Deluxe Villa พื้นที่ในโซนนี้จะมองไม่เห็นทะเล แต่จะแวดล้อมไปด้วยร่มไม้ใหญ่ มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว

 


ด้านหน้าห้องพักทำเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ มีเตียงให้นั่งทำกิจกรรมร่วมกัน แถมยังมีเก้าอี้ให้เอนหลัง นอนอ่านหนังสือ หรือจะนอนดูดาวช่วงดึกๆ ก็ได้ครับ

 

 


ภายในห้องพักค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว เตียงขนาด King Size และยังมีพื้นที่สำหรับนั่งเล่นในห้องพักด้วย แต่ ณ ตอนนี้แปรสภาพเป็นเตียงเสริมสำหรับผมไปแล้วครับ

 

 


ติดกับห้องนอนเป็นห้องน้ำที่มีขนาดใหญ่มาก แยกพื้นที่ส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยกระจกบานเลื่อน พื้นที่ส่วนแห้งจะเป็นพื้นที่ที่กว้างมาก จะรวมพื้นที่ในส่วนอ่างล้างหน้า รวมถึงมุมที่ทำหน้าที่คล้ายๆ ตู้เสื้อผ้าครับ


ไม้แขวนเสื้อออกแบบได้กลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ


ชา กาแฟ บริการฟรีครับ


มี Welcome Fruit เป็นกล้วยหอมครับ

โดยรวมแล้วห้องพักดี เงียบสงบ เป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องครบครัน wifi ทั่วถึง แต่ผมเจอปัญหาในวันที่ฝนตก ปรากฏว่าหลังคาที่มุงด้วยวัสดุธรรมชาติ (น่าจะเป็นหญ้าคา) เกิดรั่ว ทำให้น้ำไหลลงมานอง ipad ที่ป้าญาชาร์จไฟอยู่ โชคดีที่ ipad ติดฟิลม์กันรอย และน้ำยังไม่ไหลเข้าไปตามรอยต่อ ดีที่ผมมาเห็นซะก่อน ถ้าหากปล่อยไว้นานจนน้ำนองมากกว่านี้ ipad มีโอกาสไฟชอตแน่ๆ

ไปดูบรรยากาศในส่วนอื่นกันบ้างครับ

 


ห้องพักแต่ละหลัง จะแวดล้อมไปด้วยไม้ใหญ่มากมายครับ

 


มองไปทางไหนก็เจอแต่สีเขียว สดชื่นมากๆ

 


พื้นที่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ Sea View ทั้งหมด ห้องพักที่อยู่ในโซนนี้ รวมถึงสระว่ายน้ำ จะอยู่ท่ามกลางนาข้าว มองออกไปนอกห้องเห็นวิวทะเล บรรยากาศสุดๆ ไหมละครับ


นาข้าว ปลูกกันริมทะเลเลย ที่ชายหาดยังเป็นที่ตั้งของ Krachang Bar & Grill ครับ

 

 


บรรยากาศของ Krachang Bar & Grill นั่งดริ้งค์ไป ชมวิวไป ความสุขที่ยากจะลืม


วิวที่มองออกจาก Krachang Bar & Grill มองเห็นสะพานทอดยาวไปในทะเล มีฉากหลังเป็นป่าเกาะ พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จังหวัดกระบี่ครับ

 


สระว่ายน้ำอีกหนึ่งจุด วิวดีมากๆ ว่ายน้ำไปชมวิวทะเลไป สระว่ายน้ำจุดนี้อยู่ติดกับ Khayee Restaurant

 


บรรยากาศบริเวณ Pool Bar เป็นไงบ้างครับ ผมว่าชนะเลิศเลย ช่วงแดดร่มลมตกแขกมาใช้บริการเยอะมากครับ


บรรยากาศของสระว่ายน้ำช่วงพลบค่ำครับ

 


บริเวณ Lobby

คืนนี้คงต้องรีบพักผ่อน เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นผมมีโปรแกรมเที่ยวทั้งวัน ทั้งเกาะยาวน้อย และสำรวจเกาะยาวใหญ่ครับ

ผมมีโปรแกรมตั้งแต่เช้าตรู่เลยครับ โปรแกรมแรกของวันนี้คือไปชมสันหลังมังกร ที่ผมต้องออกกันแต่เช้าตรู่เนื่องจากว่าถ้าออกสายกว่านี้แล้ว น้ำจะขึ้น ทำให้มองไม่เห็นสันหลังมังกรครับ

บังนีมารอรับผมตั้งแต่ 06.45 น. เพื่อรับผมไปส่งยังท่าเรือคลองแห การเดินทางไปชมสันหลังมังกรนั้นบังนีได้ติดต่อเรือให้ผม แถมต่อรองราคาให้ด้วย เดิมคนเรือคิดค่าเหมาเรือ 2,000 บาท แต่บังนีหักคอคนเรือให้ เลยได้ราคาพิเศษ ถูกลงมากว่าราคาที่ตั้งไว้นิดหน่อยครับ

 


มีสายรุ้งออกมาทักทายด้วย นั่งเรือไม่นานก็มาถึงสันหลังมังกรแล้ว

 

 

 


สันหลังมังกรอยู่ทางตอนเหนือของเกาะยาวน้อย ช่วงที่ผมไปถึงน้ำเริ่มขึ้นบ้างแล้ว บังคนเรือบอกว่าถ้าน้ำลงกว่านี้ สันทรายจะยาวเกือบ 2 กม. ยาวไปจนถึงเกาะที่อยู่ใกล้ๆ เลย เท่าที่สังเกตสันหลังมังกร น่าจะเป็นเศษเปลือกหอยเล็กๆ ใจจริงผมอยากจะเดินลุยไปยังเกาะอีกเกาะหนึ่ง แต่เกรงว่ากว่าจะเดินไปถึง กว่าจะเดินกลับ น้ำอาจจะท่วมสันหลังมังกรจนเดินกลับไม่ได้ครับ


เช้านี้ผมเปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารจากห้องอาหารมาทานที่สันหลังมังกรแทน จริงๆ แล้วห้องอาหารจะให้บริการอาหารเช้าเวลา 06.30 น. แต่เนื่องจากผมต้องรีบมาที่สันหลังมังกร จึงทำให้ทานอาหารเช้าไม่ทัน เลยให้ทางรีสอร์ทจัดเตรียมเป็นอาหารกล่องให้เรา เช้านี้ทางรีสอร์ทได้เตรียมแซนวิช ผลไม้ และน้ำ Passion Fruit มาให้ อร่อยชื่นใจ อิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจจริงๆ


จากนั้นเรือมาส่งผมยังเกาะยาวน้อย เพื่อที่ผมจะไปสำรวจสถานที่ที่น่าสนใจบนเกาะยาวน้อยสักหน่อยครับ

การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะยาวน้อยจะคล้ายกับการเดินทางบนเกาะยาวใหญ่ จะมีรถสองแถวไว้บริการ ซึ่งผมเองใช้การเหมารถสองแถวเที่ยว ภาระการติดต่อรถสองแถวก็ไม่พ้นบังนีอีกเช่นเคย บังนีเป็นคนติดต่อรถแถมต่อรองราคาให้ผมเหมือนเดิม จริงๆ การเหมารถจะคิดตามชั่วโมง ผมทำการเหมารถครึ่งวัน (4 ชั่วโมง) ได้ในราคา 700 บาท

 

 

 


จุดหมายแรกบนเกาะยาวน้อย ผมให้บังคนขับพาไปชมทุ่งนา เพราะได้ยินว่าที่เกาะยาวน้อยมีการปลูกข้าวด้วย นาข้าวที่นี่จะปลูกปีละ 1 ครั้งโดยใช้น้ำฝน ข้าวที่ปลูกมีทั้งหอมมะลิและเสาไห้ สำหรับการไถนา ผมว่าที่นี่ยังคงใช้ควายในการไถนาอยู่ครับ แอบนึกเล่นๆ ว่า ควายบนเกาะยาวน้อยน่าจะมีปริมาณมากกว่าควายภาคกลางมารวมกันซะอีก เพราะบนเกาะยาวน้อยพบเห็นควายได้ง่ายจริงๆ ความน่าทึ่งของทุ่งนาบนเกาะยาวน้อยคือพื้นที่นาข้าวอยู่ติดทะเลมากๆ อย่างทุ่งนาที่ผมไปถ่ายรูปห่างจากทะเลเพียงถนนกั้นกลางเท่านั้นครับ

 

 

 


จุดหมายต่อไปอยู่ที่ท่าเรือท่าเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มแม่บ้านทำผ้าบาติก ระหว่างทางจะผ่านหาดท่าเขา ผมมองเห็นวิวของป่าเกาะแบบใกล้ๆ ผมรีบเคาะกระจกบอกให้บังจอดรถโดยทันที

วิวเบื้องหน้า งดงามเกินบรรยาย ฟ้าเป็นฟ้า น้ำสีคราม นี่ถ้าเป็นช่วงพระอาทิตย์ขึ้น คงจะเพิ่มความสวยขึ้นเป็นอีกเท่าตัวแน่ๆ เหลือบมองเห็นซากต้นไม้ยืนต้นตาย ท่ามกลางผืนทรายที่ทอดยาวไกล มันดูให้อารมณ์อ้างว้างดีพิลึกครับ


ผมเดินทางต่อสู่ที่ทำการของกลุ่มแม่บ้านท่าเขาทำผ้าบาติก ซึ่งที่ทำการตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ แม่บ้านกำลังสาละวนกับการเขียนลวดลายบนผ้าบาติค นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเรียนรู้การทำผ้าบาติกได้นะครับ

ป้าหน่อยเห็นแม่บ้านกำลังเขียนลวดลายบนผ้าด้วยน้ำตาเทียน แล้วคงนึกอยากจะลองเขียนดูบ้าง เลยไปจดๆ จ้องๆ จนแม่บ้านยื่นปากกาเทียนให้ลองเขียนลายดูบ้าง การเขียนน้ำตาเทียนต้องระวังไม่ให้น้ำตาเทียนไหลออกมามาก เพราะจะทำให้ลายมีขนาดใหญ่ ลองสังเกตที่มือของแม่บ้านดูนะครับ เขาจะถือกระดาษทิชชูคอยซับน้ำตาเทียนระหว่างเขียนลายด้วย เผลอแว๊บเดียว ป้าหน่อยไปหยิบปากกาเทียนมาจากไหนไม่รู้ มาถึงก็ตรงดิ่งลงวาดลายเลย เป็นเรื่องซิครับ น้ำตาเทียนไหลหยดลงบนผ้า จนแม่บ้านค้อนขวับทันที ตอนนี้วงแตกซิครับ 555

 


สำหรับมุมนี้จะเป็นสินค้าที่นำมาวางจำหน่าย ผ้าจะมี 2 เนื้อ คือเนื้อผ้าบาติก และเนื้อผ้าอินโด ส่วนขนาดของผ้าที่ทางกลุ่มแม่บ้านทำจำหน่ายจะมี 3 ขนาด คือขนาดผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก สนนราคาประมาณ 250-300 บาท ผ้าขนาดกลาง ราคาประมาณ 500 บาท และผ้าขนาดใหญ่ เท่าที่เห็นในภาพ ตั้งราคาไว้ 1,000 บาท ต่อรองได้เหลือ 800 บาทครับ สำหรับลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะยาวน้อยคือ ภาพป่าเกาะและนกเงือก ตามที่เห็นในภาพเลยครับ หลายคนเห็นภาพป่าเกาะแล้วคงไม่สงสัย เพราะจุดขายการท่องเที่ยวของเกาะยาวน้อย คือการเห็นป่าเกาะอยู่เบื้องหน้าเรานี่แหล่ะครับ เลยจับป่าเกาะมาอยู่ในผ้าบาติกซะเลย ส่วนนกเงือก หลายคนอาจสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับเกาะยาวน้อยด้วย คำตอบคือ บนเกาะยาวน้อยสามารถพบเห็นนกเงือกได้ง่ายมากๆ นกเงือกเป็นดัชนีชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า แม่บ้านเล่าว่าช่วงเช้าและช่วงเย็นจะเห็นนกเงือกบินออกหากินได้ง่ายมาก เสียดายที่ผมมาถึงตอนเที่ยง เลยไม่มีโอกาสได้เห็นนกเงือกเลยครับ

ด้วยการที่ต้องการลบล้างความผิดที่ทำผ้าเขาเปรอะเทียน ป้าหน่อยและป้าญาเลยช่วยกันเหมาผ้าบาติกไปร่วม 10 ผืน ม๊ะบี ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มแม่บ้านเลยลดราคาลงให้ป้าอีกนิดหน่อยแล้วยังแถมผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กให้ป้าๆ คนละ 1 ผืนด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ม๊ะบียังแถมผ้าขนาดกลางให้ผมอีก 1 ผืน ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อุดหนุนทางกลุ่มเลย รู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก แต่ม๊ะบีบอกอยากให้ เพราะอุตส่าห์พาป้าๆ มาเสียเงินที่นี่ งานนี้ลาภลอยครับ อิอิ

ต้องยอมรับน้ำใจของคนที่นี่จริงๆ ไม่ใช่ว่าผมได้รับผ้าฟรีจากม๊ะบีแล้วผมจะมาเยินยอนะครับ ผมรู้สึกดีตั้งแต่ก่อนที่ม๊ะบีจะให้ผ้าผมเสียด้วยซ้ำ ผู้คนบนเกาะยาวน้อยเป็นมิตรมากๆ อัธยาศัยดีจริงๆ ครับ


วิวนี้มองจากที่ตั้งกลุ่มแม่บ้านครับ ผมแอบนึกอิจฉาแม่บ้านในกลุ่มนี้มากๆ ที่มีห้องทำงานที่วิวดีขนาดนี้ และภาพป่าเกาะที่อยู่เบื้องหน้านี่แหล่ะที่ทางกลุ่มแม่บ้านจับมาใส่ไว้ในผ้าบาติก สินค้า OTOP ของเกาะยาวน้อยครับ

จริงๆ อีกภารกิจหนึ่งบนเกาะยาวน้อยของผมคือ การไปชิมโรตีชื่อดังที่ร้านโรตีชาวเกาะ แต่เสียดายมากๆ ที่วันนั้นร้านปิด เลยไม่รู้เลยว่าจะอร่อยสมคำร่ำลือหรือไม่ แต่ไม่เป็นไร ช่วงบ่ายที่เกาะยาวใหญ่ ยังมีขนมอีกชนิดหนึ่งที่ต้องตามไปลองให้ได้ เพราะเห็นว่าโด่งดังมากๆ เช่นกันครับ
คงถึงเวลาที่ผมต้องอำลาเกาะยาวน้อยแล้ว เพราะยังมีเกาะยาวใหญ่ที่รอผมไปสำรวจอยู่ครับ


สำหรับโปรแกรมสุดท้ายของเกาะยาวน้อยและถือเป็นโปรแกรมเริ่มต้นของเกาะยาวใหญ่ นั่นคือการชมกระชังกุ้งมังกร ซึ่งกระชังนี้อยู่ระหว่างเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ครับ

 

 


กระชังกุ้งมังกร 7 สีที่เห็นอยู่เบื้องหน้า มีประมาณ 10 เจ้าของครับ บังคนขับเรือพาผมไปชมกระชังของพี่ชายเขาครับ พอเจ้าของกระชังเปิดกระชังออกมาเท่านั้น ผมและป้าๆ ถึงกับตาลุกวาว ไม่เคยเห็นกุ้งมังกรเยอะๆ ตัวใหญ่ๆ แบบนี้ กุ้งที่นำมาเลี้ยงจะซื้อลูกกุ้งมาจากต่างประเทศครับ ไซส์ที่เห็นน้ำหนักประมาณ 7-8 ขีด ซึ่งยังขายไม่ได้นะครับ ถ้าผมฟังไม่ผิดไซส์ที่สามารถขายได้จะส่งขายกิโลกรัมละประมาณ 3,000 บาทกันเลยทีเดียว ในใจลึกๆ ก็นึกอยากจะลองชิมสักตัวว่ามันจะอร่อยขนาดไหน แต่ด้วยเหตุที่ป้าๆ ทำเงินหล่นหายที่ชมรมแม่บ้านทำผ้าบาติกซะเกือบ 8,000 บาท ตอนนี้คงทำได้แค่มองตาปริบๆ ครับ...

นี่ก็เกือบบ่ายโมงกว่าแล้ว คงต้องเติมพลังก่อนจะออกสำรวจเกาะยาวใหญ่ครับ มื้อเที่ยงนี้ผมขอตามรีวิวของใครหลายๆ คนที่แนะนำให้มาฝากท้องที่บ้านริมน้ำเรสเทอรอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ บังคนขับเรือพาผมมาส่งยังสะพานปลาที่ติดกับร้านเลย


ด้านหน้าร้าน ร่มรื่นเลยทีเดียว ใครจะเข้ามาทานอาหารร้านนี้ ต้องถอดรองเท้าด้วยนะครับ

 


ร้านจะปลูกอยู่บนน้ำเลยครับ ดูแดดแรงๆ แบบนี้ แต่พอเข้าไปด้านใน อากาศเย็นดีครับ


ผมมาขึ้นเรือที่สะพานปลานี้ครับ ชาวประมงเวลาหาปูหาปลามาได้ ก็จะมาส่งให้ร้านนี้แบบสดใหม่เลยครับ


อาหารจะมีแบบให้เลือก 2 Set  ทุก Set เป็นอาหารทะเลเผา แล้วจะมีพวกข้าวมาเสริมให้ แต่ถ้าหากไม่ต้องการทานแบบเผา อยากได้อาหารหลากหลายรสชาติ สามารถสั่งเป็นเมนูได้ครับ


ผมเลือกสั่งแบบเมนู เพราะจะได้ทานหลากหลายกว่า เริ่มที่ยำวุ้นเส้นทะเล แต่อยากจะเรียกว่ายำวุ้นเส้นมหาสมุทรมากกว่า เพราะอาหารทะเลเยอะมาก ชิ้นโตๆ ทั้งนั้นเลยครับ รสชาติยำดีด้วย จานนี้ 180 บาทครับ


ตามมาด้วยกุ้งโสร่ง นำกุ้งมาพันกับเส้นหมี่ แล้วนำไปทอด ใครชอบทานของทอด เมนูนี้น่าจะถูกใจครับ ได้ความกรอบของเส้นหมี่ ได้ความนุ่มจากเนื้อกุ้ง จานนี้ 150 บาทครับ


อยู่เกาะยาวใหญ่ก็มีหอยชักตีนให้ทานนะครับ หอยสดๆ ลวกได้กำลังดี รสชาติหวานทีเดียว จิ้มกับน้ำจิ้ม Seafood ยิ่งเพิ่มความอร่อย จานนี้ 1 กก. 250 บาทครับ


ปลาทอดราดน้ำปลา หน้าตาดูดีทีเดียว แถมรสชาติยังดีด้วย ทอดปลาออกมาได้กรอบนอกนุ่มใน เพิ่มความหวานด้วยน้ำปลา ถ้าใครชอบรสจัดก็จิ้มน้ำจิ้มเพื่อเพิ่มรสชาติได้ จานนี้ 350 บาทครับ


กุ้งผัดกะปิสะตอ ตอนสั่งบอกว่าขอกุ้งน้อยๆ สะตอเยอะๆ แต่เสิร์ฟมากุ้งตัวเป้งๆ หลายตัวมาก เนื้อกุ้งเด้งมากๆ รสชาตินัวด้วยกะปิ อร่อยดีทีเดียว จานนี้ 250 บาทครับ


แกงส้มปลาผักรวม รสชาติสมเป็นแกงส้มภาคใต้จริงๆ เนื้อปลาชิ้นใหญ่ๆ เต็มชาม รสชาติจัดจ้านมาก จานนี้ 250 บาทครับ


มาปิดท้ายด้วยปูม้าขนาด 3 ตัว 1 กก. ปูเนื้อแน่น หวาน แถมมีไข่ด้วย อร่อยสุดๆ  จานนี้ 650 บาทครับ


เจ้าของร้านเห็นปริมาณอาหารที่ป้าๆ สั่งมาแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ เกรงว่าพวกผมจะทานไม่หมด แต่นั่งทานไป ชมวิวไป มันก็ทำให้ทานไปได้เรื่อยๆ ณ ตอนนั้นไม่อยากไปไหนอีกแล้ว ทานเสร็จก็อยากจะหลับอยู่ตรงร้านนั้นเลย บรรยากาศดีมากๆ

ความอร่อยของที่นี่ ทำให้ผมต้องสั่งกลับไปเป็นเสบียงมื้อเย็นที่โรงแรม เลยสั่งน้ำพริกกุ้งเสียบ แกงส้มกุ้ง และข้าวผัดปู รวมถึงอาหารที่เหลือจากมื้อกลางวันอีกเล็กน้อย ขอบอกเลยว่า น้ำพริกกุ้งเสียบก็อร่อยไม่แพ้กัน รวมถึงข้าวผัดปู ที่มีปูแบบเน้นๆ ครับ

ถ้าหากใครมาเที่ยวเกาะยาวใหญ่แล้วสนใจจะมาฝากท้องที่บ้านริมน้ำเรสเทอรองเหมือนกับผม ร้านเปิดตั้งแต่ 11.00-19.00 น. สามารถโทรจองที่นั่งกันก่อน ที่ 081-9562141 นะครับ เผื่อลูกค้าแน่นร้าน จะได้ไม่เสียเวลารอครับ รับรองว่าอร่อยเด็ดทุกเมนู แถมราคาไม่แรงด้วยครับ

บังนีมาจอดรถรอผมอยู่ที่หน้าร้านแล้ว บังพร้อมมากที่จะพาผมออกสำรวจเกาะยาวใหญ่ แต่ผมนี่ซิ เมื่ออิ่มหนำ ก็ไม่อยากจะลุกไปไหนแล้ววว


จุดหมายแรก บังนีพาผมไปยังแหลมหาด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านมากนัก ผ่านทิวต้นมะพร้าวที่มองทะลุต้นมะพร้าวออกไปเห็นน้ำสีคราม และเกาะน้อยใหญ่ครับ

 

 


แล้วเราก็มาถึงแหลมหาดครับ เมื่อก้าวเท้าลงจากรถเท่านั้นแหล่ะ แผ่นเท้าสัมผัสผืนทรายที่นุ่มและขาวละเอียด มันทำให้ผมกระดี๊กระด๊าขึ้นมาในบัดดล ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้งๆ ที่ก่อนจะขึ้นรถบังมานี่แทบถอดใจ อยากจะกลับไปนอนเล่นที่รีอสร์ทแล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นทราย เห็นน้ำ และเห็นฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว คงจะเจ็บใจมากๆ ถ้าบอกให้บังไปส่งที่รีสอร์ทครับ

ช่วงเวลาที่ไปถึง เด็กๆ ที่เล่นน้ำกันอยู่บอกว่าน้ำเริ่มลงพอดี แต่อาจจะยังลงไม่มาก ผืนทรายจากแหลมหาดเริ่มทอดตัวยาวลงไปในทะเล มันสวยงามจับใจเลยครับ ความสวยงามของแหลมหาด การันตีด้วยการเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ The Mechanic Resurrection เลยนะครับ ถ้าหากใครเคยดูหนังเรื่องนี้ จะเห็นฉากนี้อยู่ช่วงต้นๆ เรื่อง แต่ในหนังจะเขียนไว้ว่า เป็นที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล แต่แท้จริงแล้ว คือเกาะยาวใหญ่ครับ


เมื่อเดินตามชายหาดออกมาแล้วมองย้อนกลับไป ก็สวยไปอีกแบบครับ


จากนั้นเดินทางกันต่อ ระหว่างทางผ่านจุดชมวิวสวยๆ บังนีก็จอดให้ถ่ายภาพครับ


จุดหมายต่อไป บังนีพาผมมาชิมของดีของเด็ดเกาะยาวใหญ่ นั่นคือขนมบ้าบิ่นจ๊ะรี สินค้า OTOP ขึ้นชื่อของเกาะยาวใหญ่ครับ

ก่อนที่ผมจะมาเที่ยวที่เกาะยาวใหญ่ ผมก็หาข้อมูลมาบ้างว่าขนมบ้าบิ่นที่นี่อร่อยมากๆ เลยจับเข้าโปรแกรมในทริปนี้ด้วยว่า “ต้องมาลอง”  ร้านอาจจะหายากสักหน่อยสำหรับคนต่างถิ่น เพราะจับ GPS ก็คงหาไม่เจอ ดีที่ผมมีบังนี เลยตรงดิ่งสู่ร้านเลยครับ

 

 

 


บ้านไม้สีฟ้าหลังเล็กๆ ที่ดูจากรูปการณ์แล้วคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อื่นใด นอกจากสร้างไว้เพื่อทำขนมบ้าบิ่นโดยเฉพาะ เมื่อลงจากรถ กลิ่นของขนมบ้าบิ่นก็ลอยมาเตะจมูกกันเลย เดินเข้าไปดูด้านใน เห็นแต่ละคนขะมักเขม้นกับการผลิตขนมบ้าบิ่นอย่างเป็นระวิง ฝ่ายปิ้งก็ปิ้งแบบไม่หยุดมือ ฝ่ายตัดขอบขนมบ้าบิ่นก็ตัดแบบรวดเร็วด้วยความชำนาญ ส่วนฝ่ายแพ๊คใส่ถุงก็เตรียมพร้อมเสมอ แบ่งงานกันทำเป็นอย่างดี บ้าบิ่นตอนที่ออกมาจากเตาใหม่ๆ อร่อยมากๆ เลยครับ กรอบนอก นุ่มใน รสชาติหวานมัน ที่นี่ทำขาย 2 ขนาด ถุงเล็กจะมี 10 ชิ้น ราคา 30 บาท ถุงใหญ่ มี 17 ชิ้น ราคา 50 บาท โดยบ้าบิ่น 1 ชิ้นจะห่อใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ แยกเป็นถุงใครถุงมันเพื่อป้องกันไม่ให้บ้าบิ่นติดกันครับ ถ้าหากใครจะซื้อกลับเป็นของฝาก คงต้องนับวันหมดอายุกันดีๆ เพราะบ้าบิ่นที่นี่ไม่ใส่สารกันบูด ม๊ะเจ้าของสูตรบอกว่ามีอายุ 5 วัน นี่ขนาดยังไม่ออกจากร้าน ผมและป้าๆ ก็ชิมกันจนเกือบจะครบจำนวนชิ้นที่บรรจุใส่ถุงใหญ่แล้ว ม๊ะเจ้าของสูตรก็ใจดีซะเหลือเกินบอกว่าชิมได้เลย แต่ผมทานกันเยอะขนาดนั้น เรียกชิมคงไม่ได้แล้วละครับ เลยจ่ายค่าเสียหายเฉพาะในร้าน 1 ถุง และซื้อกลับไปฝากที่บ้านอีก 6 ถุงครับ

 


จุดหมายต่อไปบังนีพาผมไปเดินเล่นที่ชายหาดโล๊ะปาเหรด ทรายอาจไม่ขาวเท่าแหลมหาด แต่ที่นี่มีจุดขายของเขาคือมีสะพานที่ทอดยาวลงสู่ทะเล แต่คาดว่าสะพานนั้นน่าจะเป็นของรีสอร์ท ที่นี่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้ด้วยครับ แต่ผมคงไม่มีเวลารอชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ครับ

หลังจากที่เดินเล่นที่ชายหาดแล้ว แอบเดินไปสำรวจราคาอาหารทะเลมา ทำทีถามราคาคนขาย คนขายบอกว่า ราคาคนจีน ตัวละ 300 บาท ได้ยินราคาแล้วถึงกับสะดุ้ง ผมเลยย้อนถามกลับว่าแล้วราคาคนไทยเท่าไร เขาบอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามเจ้าของ ขนาดของปูตัวเล็กกว่าที่ผมทานเมื่อกลางวันอีกครับ ดังนั้นถ้าใครอยากจะทานอาหารทะเลจริงๆ แนะนำร้านริมน้ำเรสเทอรองเลยครับ ทั้งถูกและอร่อย รสชาติสไตล์คนไทยเลยครับ


ที่เคยหาข้อมูลมา บอกว่า 7-11 มีเฉพาะที่เกาะยาวน้อยเท่านั้น แต่ขอบอก เดี๋ยวนี้เกาะยาวใหญ่ก็มี 7-11 แล้วนะครับ แถมใหญ่กว่าที่เกาะยาวน้อยด้วย ที่สำคัญ 7-11 สาขาเกาะยาวใหญ่ เช่าที่ของบังนีด้วยนะเออ สัญญาระยะยาว 10 ปีเลยทีเดียว


ระหว่างที่ป้าๆ กำลังชอปปิ้งกันใน 7-11 ผมก็เหลือบเห็นทุ่งนาบนเกาะยาวใหญ่เหมือนกัน เลยเดินข้ามฟากถนนเพื่อจะไปถ่ายรูปท้องนา ระหว่างนั้นก็เจอม๊ะคนนึงกล่าวทักทาย ผมเลยขออนุญาตม๊ะเดินตัดพื้นที่บ้านของม๊ะเพื่อลงไปยังท้องนา ม๊ะรีบชี้ทางเดินที่สะดวกให้อย่างรวดเร็วครับ

ผมว่าทุ่งนาบนเกาะยาวใหญ่อาจจะดูน้อยกว่าที่เกาะยาวน้อย หรืออาจจะเป็นเพราะระหว่างเส้นทางบนเกาะยาวน้อย บังคนขับพาขับตะเวนในจุดที่เห็นทุ่งนา แต่พอมาถึงเกาะยาวใหญ่ บังนีอาจพาไปแต่จุดหลักๆ เลยไม่ค่อยเห็นทุ่งนา จึงทำให้ผมเห็นว่าทุ่งนาบนเกาะยาวน้อยเยอะกว่าบนเกาะยาวใหญ่ก็เป็นได้ครับ

เมื่อถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินย้อนกลับเพื่อจะกลับไปขึ้นรถ ม๊ะคนเดิมบอกว่าเป็นอย่างไรบ้าง นาสวยไหม? ผมยิ้มรับและตอบว่าสวยครับ ม๊ะถามต่อว่าเจอทากไหม? หา!!! ทากเหรอครับ ที่นี่มีทากด้วยเหรอครับ ทีนี้ม๊ะยิ้มบ้าง แล้วบอกว่า “มี” (แอบนึกในใจ ม๊ะคงไม่ได้โกหกผมใช่ไหม พร้อมแอบยิ้มแหยๆ ) ทากมากับวัวกับควายจ๊ะ นี่ถ้าหากรู้สึกว่าง่ามเท้าหนืดๆ แปลว่าโดนทากดูดเลือดแล้วนะจ๊ะ โถ.... ม๊ะคร๊าบบบ ถ้าบอกผมตั้งแต่แรกว่าแถวนี้มีทาก ผมคงไม่ลุยสวนลงไปถ่ายทุ่งนาหรอกคร๊าบบบบ จากนั้นผมก็ยกมือไหว้ม๊ะสวยๆ ไปหนึ่งที แล้วเดินไปยังรถด้วยอาการระแวดระวังทากอย่างสุดชีวิตครับ

เมื่อขึ้นมาบนรถก็เล่าให้ป้าๆ ฟัง ป้าๆ หัวเราะกันใหญ่ แหมคงแอบดีใจซินะ ถ้าผมโดนทากดูดเลือดเนี่ย...

 


ระหว่างทางที่กลับที่พัก เห็นพระอาทิตย์กำลังตก ผมเลยขอบังจอดถ่ายภาพกันสักนิด นี่ถ้าผมมีเวลามากกว่านี้จะรอให้แสงสุดท้ายโผล่เลย แต่เนื่องจากเกรงใจป้าๆ และบังที่จะต้องรอนาน เลยขอเก็บภาพเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกเท่านั้นพอ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นเกาะเล็กๆ 2 เกาะ อยู่ทางขวามือของภาพ เกาะทั้งสองนั้นคือ “เกาะสก” คำว่า “สก” เป็นภาษาใต้ แปลว่า “คู่กัน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักครับ

เมื่อกลับถึงที่พัก ผมก็ใช้ลานหน้าห้องทำเป็นห้องอาหารซะเลย ต้องบอกว่าวันนี้ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็สุขใจมากๆ ที่ได้เห็นน้ำใจไมตรีของคนแถวนี้ รวมถึงสิ่งที่ไม่เคยเห็นบนเกาะยาวน้อยและเกาะยาวใหญ่ครับ

เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายของทริปนี้แล้ว ผมตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อออกมารอชมแสงแรกที่ชายหาดครับ

 


วิวบริเวณสระว่ายน้ำ

 

 

 

 


นี่แหล่ะครับ รางวัลที่ธรรมชาติมอบให้สำหรับคนที่ตื่นแต่เช้าอย่างผม แต่ 2 ป้านั่นเหรอ ยังหลับมุ๊ตุ๊อยู่ในห้องครับ 555

 

 


เช้านี้ไม่ต้องรีบร้อนแบบเมื่อวาน เลยมีเวลามานั่งละเมียดละไมทานอาหารที่ KHAYEE Restaurant ห้องอาหารเป็นแบบ Open Air นั่งมุมไหนก็เห็นวิวทะเลครับ


ไลน์อาหารเช้าจะอยู่บริเวณนี้ครับ


ตรงกลางจะเป็นสลัดและซีเรียล

 

 


ส่วนด้านข้างจะเป็น ฮอทดอก แฮม ที่ทำจากไก่ รวมถึงข้าวต้มกุ้ง อาหารที่นี่จะไม่มีหมูเป็นส่วนประกอบเลยครับ

 


ถัดมาจะเป็นมุมขนมปัง ต้องบอกเลยว่าครัวซองอร่อยมาก กรอบนอกนุ่มใน แยมที่นี่เป็น Homemade   ทั้งหมด มีหลายรสชาติให้เลือกชิม ทั้ง มะละกอ กล้วย ส้ม มะม่วง มะพร้าว สตรอว์เบอร์รี่

 

 

 


ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็น Cold cuts, โยเกิร์ต และผลไม้ครับ


ด้านในสุดเป็น Egg station ผมชอบไอเดียการตกแต่งจัง เขาเอาถาดใส่อาหารแบบพื้นบ้านมาทำเป็นเครื่องประดับแปะติดไว้ที่ผนัง


ใช้ตู้กับข้าวมาตั้งวางเป็นมุมชา กาแฟครับ


อาหารอาจจะยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร แต่โดยรวมแล้วถือว่าดี วัตถุดิบมีคุณภาพครับ


ผมขอส่งท้ายทริปเกาะยาวใหญ่ด้วยภาพนี้ หวังไว้ว่าคงได้กลับมาที่เกาะยาวใหญ่ในโอกาสเร็วๆ นี้ ประทับใจกับที่นี่มากๆ ครับ

เช้านี้ บังนีติดธุระที่กระบี่ เลยให้ลูกชายมารับผมเพื่อไปส่งยังท่าเรือครับ สำหรับใครที่สนใจใช้บริการรถเช่าของบังนี สามารถติดต่อที่เบอร์ 081-8931343 ครับ

เรือห่างออกจากฝั่งไปเท่าไร เกาะยาวใหญ่ก็ค่อยๆ จางหายไปทีละนิด นึกตกใจอยู่เหมือนกัน ถึงแม้เกาะยาวใหญ่จะจางหายไปจากสายตา แต่เกาะยาวใหญ่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของผมครับ

การเดินทางมาที่เกาะยาวใหญ่ หลักๆ แล้วสามารถนั่งเรือมาได้จากทั้งจังหวัดกระบี่ และภูเก็ต ซึ่งผมได้ทำตารางเดินเรือไว้ให้แล้วนะครับ โดยคัดลอกมาจาก Map of Koh Yao (13th issue 2017-2018 (printed Oct.2017)


ตารางเดินเรือจากท่าเรือเจียรวานิช ภูเก็ตครับ ส่วนตารางเดินเรือจากท่าเรือบางโรง ผมแปะไว้ที่ด้านบนของรีวิวแล้วนะครับ


ตารางเดินเรือจากกระบี่ครับ

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่บินมาลงภูเก็ตและต้องการไปเที่ยวที่เกาะยาวใหญ่ แนะนำว่าไม่ต้องหารถเช่าขับมาจากสนามบินหรอกครับ เพราะถึงเช่ารถขับมา ก็ต้องมาจอดไว้ที่ท่าเรืออยู่ดี จะเสียค่าเช่ารถไปฟรีๆ แถมยังต้องเสียเงินค่าจอดรถอีกด้วย ผมจะแนะช่องทางประหยัดให้ครับ

วิธีที่ 1 เหมารถ Taxi ที่สนามบินมาส่งยังท่าเรือบางโรง ราคาเที่ยวละ 650 บาท

วิธีที่ 2 นั่ง Airport Bus แล้วมาลงที่อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร แล้วต่อรถสองแถวไปยังท่าเรือบางโรง

วิธีที่ 3 สำหรับคนที่มีคนรู้จักอยู่ที่ภูเก็ต ใช้บริการของคนรู้จักครับ

เมื่อเรือเทียบท่าที่บางโรง ลูกน้องของเปื่อยก็มารอที่ท่าเรือแล้วครับ จากท่าเรือไปสนามบินใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงครับ

 

 


สำหรับขากลับนี้ ผมใช้บริการของ Lion Air ครับ


มองเห็นสะพานสารสินด้วยครับ


ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ก็มาถึงยังสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพครับ

หากใครที่ต้องการจะหลบไปพักผ่อนแบบเงียบๆ ไปใช้ชีวิตช้าๆ ไปชมวิวสวยๆ ไปหาอาหารทะเลสดๆ ทาน ไปเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนต่างถิ่น ไปสูดอากาศดีๆ ลองไปสัมผัสหมู่เกาะของจังหวัดพังงาดูนะครับ แล้วชีวิตคุณจะติด (ใจ) เกาะเช่นเดียวกับผม

ทริปนี้ต้องขอขอบคุณป้าหน่อย ป้าญา ที่ร่วมหัวจมท้ายกับผมตั้งแต่เริ่มทริปจนจบทริป ผมจะลากไปไหน ป้าๆ ก็ไม่ปริปากบ่น

ขอบคุณเพื่อนเปื่อย ที่อนุเคราะห์ที่พักที่ Mai Khao Lak รวมถึงเป็นธุระในการประสานติดต่อเรื่องรถที่เกาะยาวใหญ่ให้ผม

ขอบคุณบังนี ที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีพาผมไปเที่ยวทุกที่ที่ผมอยากไป รวมทั้งยังติดต่อรถและเรือที่จะไปเที่ยวที่เกาะยาวน้อย แถมยังต่อค่ารถค่าเรือให้ผมพร้อมสรรพ

ขอบคุณเพจ A day to chill และรายการ Make Awake ที่จัดกิจกรรมดีๆ ให้แฟนเพจได้ร่วมกิจกรรม

และท้ายสุด ขอขอบคุณชาวเกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ ในน้ำใจไมตรีที่มอบให้กับผม สัญญาว่าจะกลับมาที่เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่อีกในเร็ววันนี้อย่างแน่นอนครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น