สนุกสุดๆ ที่เมืองคอน สุขทุกตอนที่สุราษฎร์ฯ

10 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (8,896 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ทริปนี้ขอเที่ยวข้ามภาคกันบ้าง จากภาคกลางข้ามไปยังภาคใต้ โดยเลือกปักหมุดที่นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานีเป็นหลักครับ ทริปนี้ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก มาดูกันครับว่า ตลอด 4 วัน 3 คืน ผมไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง

ทริปนี้ผมเดินทางกับนกแอร์ครับ

 

 


นกแอร์มีบินไปนครศรีธรรมราชวันละ 5 เที่ยวบิน ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีบริการ Fly’n’Ride ไปยังขนอม คีรีวง ท่าศาลา และทุ่งสงอีกด้วยครับ

 

 

 

 


กัปตันน่าจะใช้เส้นทางบินมาทางชลบุรี เพราะเท่าที่ดูจากมุมสูงเหมือนจะเป็นเกาะสีชัง และหมู่เกาะทะเลตราด ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงสนามบินนครศรีธรรมราชครับ

พี่เพอะ พี่หมี และหลานเฟรมมี่ รอรับผมที่สนามบินแล้ว จุดหมายแรกผมปักหมุดที่ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง เขตรอยต่อ จ.นครศรีธรรมราชครับ


กิจกรรมแรกของผมอยู่ที่การล่องแก่งหนานมดแดงครับ จริงๆ แล้วมีผู้ประกอบการกิจกรรมล่องแก่งอยู่หลายแห่ง แต่ผมเลือกที่จะมาล่องแก่งที่หนานมดแดง เนื่องจากที่นี่เป็นผู้นำร่องกิจกรรมล่องแก่งและยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างเช่น สไลด์เดอร์บนยอดไม้ อีกทั้งยังมีที่พักและศูนย์สัมมนาอีกด้วยครับ


ตู้สำหรับฝากสิ่งของ


หากใครไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามา ที่หนานมดแดงก็มีจำหน่าย ราคาไม่แพง จะซื้อใส่เลยหรือจะเป็นของฝากก็ไม่ผิดกติกาครับ


ก่อนที่จะออกล่องแก่ง จะมีการแนะนำให้ความรู้ถึงวิธีการล่องแก่งว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ตรวจเช็คความพร้อมของอุปกรณ์ทั้งเสื้อชูชีพและหมวกกันน็อกครับ จากที่ตั้งของหนานมดแดง เราจะต้องนั่งรถเพื่อไปยังท้ายอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งครับ

 

 


การล่องแก่งที่นี่ค่อนข้างปลอดภัย สามารถล่องแก่งได้ทั้งปี เนื่องจากมีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสเป็นตัวควบคุมปริมาณน้ำ และหมดห่วงเรื่องน้ำป่าไหลหลากกรณีมาล่องแก่งช่วงฤดูฝนครับ ตลอดเส้นทางการล่องแก่งจะมีหนาน (แก่ง) ประมาณ 40 หนาน แต่จะมี 5 หนาน ที่เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดของนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด เช่น หนานลุงจวน หนานสองพี่น้อง หนานมดแดง หนานยาว และหนานไม้ไผ่ รวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องประมาณ 2 ชั่วโมงครับ

บรรยากาศสองข้างทางค่อนข้างร่มรื่น ยังเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นอย่างมาก บางจุดน้ำใสจนมองเห็นปลาและสาหร่าย หากใครที่อยากจะพายเรือคายัคเองก็สามารถครับ หรือใครไม่ชำนาญ จะให้เจ้าหน้าที่พายให้ก็ได้ครับ สำหรับผมพายเอง ช่วงแรกก็สนุกดี แต่พอพายไปเรื่อยๆ ชักไม่ตรงเส้นทาง ชอบจะแวะซ้ายบ้าง แวะขวาบ้าง ทำให้แขนหมดแรงกันไปเลย ตอนแรกก็ยังเกาะกลุ่มอยู่ดีๆ แต่ตอนหลังนี่รั้งท้ายเลย ดีที่ยังมีเรือของสมาชิกคนอื่นอยู่อีก 1 ลำซึ่งมีเจ้าหน้าที่พายให้ และเป็นเรือที่คอยดูแลปิดท้ายขบวน ผมเลยต้องอาศัยเกาะเรือเขามาด้วย ไม่งั้นคงใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาถึงที่หนานมดแดงเป็นแน่ครับ


หลังจากเหนื่อยล้ากันมากๆ ขอมาอบสมุนไพรต่อสักนิด ที่นี่มีห้องสมุนไพรให้บริการฟรีครับ


ห้องน้ำห้องท่าสำหรับอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว สำหรับค่าบริการในการล่องแก่งครั้งนี้ เพียง 200 บาทเอง ผมว่ามันคุ้มค่ามากๆ เลยครับกับการได้สัมผัสกับธรรมชาติกันแบบใกล้ชิดอย่างนี้ แถมยังได้ความสนุกเร้าใจกว่า 2 ชั่วโมงครับ

จบจากกิจกรรมล่องแก่งแล้ว ผมมุ่งหน้าสู่ อ.ปากพนัง เพื่อตามหา ตามชิม ของดีเมืองคอน นั่นคือส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม แห่งบ้านแสงวิมานครับ

 

 


ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามนับเป็นของดีของเด่นของปากพนังเลยครับ ทับทิมสยามได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จากส้มโอพันธุ์ขาวพวง ที่มีเนื้อสีชมพูค่อนข้างแดง รสชม ใช้เวลาปรับปรุงสายพันธุ์แบบภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่หลายปี จนในที่สุดก็ได้ส้มโอพันธุ์เนื้อสีแดงเข้มแบบสีทับทิม รสชาติหวาน หอม นุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของส้มโอทับทิมสยาม ขอแนะนำเลยว่าไม่ควรพลาดครับ สามารถแวะชิมแวะซื้อได้ตามข้างทางถนนสายปากพนัง-นครศรีฯ ช่วงบ้านแสงวิมาน ราคาขายต่อลูกประมาณ 150-400 บาท ตามขนาดของส้มโอครับ

สำหรับคืนแรกนี้ ผมเข้าพักที่ The Peak Boutique Hotel ครับ


ทำเลที่ตั้งของ The Peak Boutique Hotel ถือว่าใช้ได้เลย อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง แถมยังอยู่ใกล้โรบินสันด้วย บริเวณโรงแรมมีที่จอดรถค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว

 


Lobby แบบเปิดโล่ง ดูไม่อึดอัด ให้ความรู้สึกสบายๆ ครับ


มีสระว่ายน้ำให้ด้วยนะเออ


ฝั่งตรงข้าม Lobby จัดเป็นพื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนครับ

 

 


ห้องพักตกแต่งแนวดิบๆ เน้นปูนเปลือย ถึงแม้ห้องจะไม่กว้างขวางใหญ่โต แต่ก็ไม่ให้ความรู้สึกอัดอัดครับ มีระเบียงเล็กๆ ให้ออกไปสูดอากาศด้านนอกได้ด้วย สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนั้นมีตามมาตรฐานของโรงแรมทั่วไป ผมว่าค่าห้องพักคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายจริงๆ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของผู้ที่ชอบที่พักหลักร้อย แต่พร้อมสรรพทุกอย่าง แถมมีอาหารเช้าให้อีกด้วยครับ

จริงๆ ที่พักที่ผมพักรวมอาหารเช้าด้วย แต่เช้านี้ขอพิเศษหน่อย ผมอยากไปชิมติ่มซำร้านตังเกี๋ย แต่เตี้ยม ร้านที่เพื่อนเมืองคอนแนะนำว่าไม่ควรพลาด เพราะร้านตังเกี๋ย แต่เตี้ยม ถือเป็นอีก 1 ร้านเด็ดร้านดังของเมืองคอนกันเลยทีเดียวครับ

 

 

 


ร้านตังเกี๋ย แต่เตี้ยม อยู่บริเวณหมู่บ้านเมืองทอง บรรยากาศในร้านค่อนข้างคึกคัก เพราะมีลูกค้าค่อนข้างมาก ทำให้อาจจะต้องรอคิวกันสักเล็กน้อย สำหรับเมนูติ่มซำมีให้เลือกหลากหลายเมนูเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีบะกุ๊ดเต๋อีกด้วย รสชาติโดยรวมถือว่าโอเคครับ

สำหรับวันที่สองนี้ ผมมีโปรแกรมไปสูดโอโซนที่บ้านคีรีวง เขตพื้นที่ของอำเภอลานสกาครับ


บ้านคีรีวง หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา มีคลองท่าดี ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดสายสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงชุมชนแห่งนี้ ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีอากาศดีที่สุดของประเทศไทย

 


ผมว่าสะพานแห่งนี้ เปรียบเสมือนห้องรับแขกของบ้านคีรีวง ใครที่มาเที่ยวที่คีรีวงคงไม่มีใครไม่มาหยุดถ่ายภาพคู่กับสะพานแห่งนี้อย่างแน่นอน ช่วงที่ผมไปมีสายรุ้งออกมาต้อนรับด้วยครับ


ถ้าใครที่ชอบความสดชื่น ชอบป่าเขา ชอบลำธาร ชอบท่องเที่ยวแบบ Slow life ผมว่าที่นี่ตอบโจทย์ได้ทุกข้อเลยครับ

 


อีกหนึ่งไฮไลท์ของคีรีวง ผมว่าน่าจะเป็นสะพานแขวนแห่งนี้แหล่ะครับ

 

 


เที่ยวกันจนเหนื่อย เลยแวะนั่งพักจิบเครื่องดื่มเย็นๆ กันที่ครัวลำงา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานแขวนครับ ครัวลำงาเป็นห้องอาหารของคีรีวง ริเวอร์วิว ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆ จากห้องอาหารสามารถชมวิวมุมสูงของคลองท่าดีได้อย่างชัดเจนเลยครับ

ถ้าหากใครมาจังหวะดีๆ แบบผม จะได้ทานทั้งมังคุดลูกโตๆ ทั้งทุเรียนที่มีให้เลือกทั้งทุเรียนบ้านหรือจะเป็นทุเรียนหมอนทอง รวมถึงเงาะ นอกจากนี้ยังมีสะตอที่เก็บมาจากต้นสดๆ ใหม่ๆ ด้วยครับ ผมเห็นทุเรียนแล้วอดใจไม่ไหวจริงๆ จัดไปคนเดียวเกือบ 1 ลูก แถมยังได้ทุเรียนกวนกลับไปฝากที่บ้านอีกด้วยครับ

นอกจากจะได้ทุเรียนกวนกลับไปฝากทางบ้านแล้ว ผมยังได้ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติกลับไปฝากเพื่อนๆ ที่ทำงานอีกด้วย ผ้ามัดย้อมที่บ้านคีรีวงจะใช้เปลือกไม้ ใบไม้ มังคุด สะตอ ลูกเนียง มาเป็นสีย้อมผ้า จากผ้าที่ถูกย้อมสีธรรมชาติแล้วจะมีการออกแบบทำให้ผ้าธรรมดากลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าขึ้นมาอีก ผลิตภัณฑ์ที่ผมว่ามีทั้งเสื้อ กางเกง กล่องดินสอ ซองใส่โทรศัพท์ ถุงผ้า เป้ เรียกได้ว่าละลานตาไปหมด อันนั้นก็ชอบ แบบนี้ก็ใช่ เลยจัดไปหลายชิ้นเลยครับ

จากอำเภอลานสกา ผมมุ่งหน้าสู่อำเภอขนอม ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองคอนครับ ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมงเหมือนกัน จุดหมายแรกของผมอยู่ที่จัสมินรีสอร์ท ซึ่งเป็นที่พักของผมในคืนนี้ครับ


จัสมินรีสอร์ทเพิ่งจะเปิดบริการช่วงกลางปี 2558  รีสอร์ทนี้ไม่ได้อยู่ติดทะเลนะครับ แต่อยู่ห่างจากทะเลขนอมประมาณ 350 เมตรครับ


หากจอดรถที่ด้านหน้ารีสอร์ท เดินขึ้นบันไดมา จะเป็นห้องอาหาร ซึ่งสามารถเดินทะลุไปยัง Lobby ได้ครับ


หรือถ้าจอดรถด้านในรีสอร์ท ก็สามารถเดินเลาะด้านข้างของห้องอาหารเพื่อเข้ามายัง Lobby ได้เช่นกัน จากลานจอดรถเราไม่สามารถเดินเข้าไปยังโซนที่พักได้นะครับ การเข้าไปยังโซนที่พักจะต้องเดินผ่านทางด้านหน้า Lobby และใช้การ์ดสำหรับเปิดประตูเข้าไปยังโซนที่พักครับ


บริเวณ Lobby จะอยู่ในห้องนี้ครับ ผมเรียกว่าโซนสารพัดประโยชน์ เพราะห้องนี้ใช้ทั้งเป็น Lobby, ห้องอาหาร รวมถึงมุมกาแฟครับ ตอน Check in ทางรีสอร์ทจะขอเก็บเงินมัดจำการ์ดสำหรับเข้าในโซนที่พัก เป็นเงิน 500 บาทครับ


เมื่อเข้ามายังโซนที่พัก ต้องสะดุดตากับสระว่ายน้ำเป็นจุดแรก ในพื้นที่ของห้องพักส่วนแรก จะมีห้องพัก 10 ห้อง โดยเป็นห้อง Superior pool 6 ห้อง สามารถเปิดประตูห้องแล้วเดินลงสระว่ายน้ำได้เลย

 


วันที่ผมเข้าพักทั้ง 6 ห้องนี้เต็มหมด แต่ตอนที่ผมไปถึง มี 1 ห้องที่แขกยังไม่ได้เข้าพัก ผมเลยขออนุญาตทางรีสอร์ทเพื่อขอถ่ายรูปบรรยากาศในห้องพักมาฝากครับ พื้นที่ภายในห้องค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว มีทั้งโซฟาและมุมโต๊ะอาหารเล็กๆ เตรียมไว้ให้ด้วย ห้องพักที่นี่จะปูด้วยกระเบื้อง อย่างที่บอกครับ หากเปิดประตูบานเลื่อนก็สามารถเดินลงสระว่ายน้ำได้เลย


พื้นที่ภายในห้องน้ำก็กว้างขวางเช่นกันครับ สนนราคาห้องนี้อยู่ที่ 2,500 บาทครับ

สำหรับอีก 4 ห้องที่เหลือในโซนที่พักส่วนแรกนี้เป็นห้อง Standard  จะมีอยู่ 2 ห้องที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ และอีก 2 ห้องซึ่งอยู่ทางปีกฝั่งซ้ายและขวาจะไม่ติดสระว่ายน้ำ ผมเองได้เข้าพักที่ห้องริมครับ


ถึงแม้ห้องปีกทางซ้ายและขวาจะไม่ติดสระว่ายน้ำ ก็ไม่ถือว่าอาภัพอะไรมากมาย เพราะออกจากห้องพักแล้วเดินเพียงไม่กี่ก้าว ก็ถึงสระว่ายน้ำแล้วครับ

 

 


ขนาดของห้องพักจะเล็กกว่าห้องแบบแรกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูอึดอัดอะไรเลย อาจเป็นเพราะห้องพักเป็นกระจกเกือบครึ่งห้อง ทำให้ห้องดูโปร่ง โล่ง สบาย ดูไม่อึดอัดครับ


สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามมาตรฐานของโรงแรมทั่วไป สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือ ภายในห้องพักมีปลั๊กไฟจำนวนมาก ผมว่าอาจจะมากเกินความจำเป็นซะด้วยซ้ำครับ


ห้องน้ำก็กว้างขวางเช่นกัน แยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยผ้าม่าน สนนราคาต่อห้อง 2,000 บาทครับ

พื้นที่ในส่วนที่สอง ต้องออกแรงเดินขึ้นเนินนิดหน่อย ซึ่งครอบครัวพี่เพอะนอนในโซนนี้ครับ

 


ห้องนี้เป็นห้องแบบ Sea view สามารถเข้าพักได้ 3 คน โซนนี้จะอยู่บนเนินเขา พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว ถ้าอยากจะเล่นน้ำสามารถเดินมาเล่นที่สระด้านล่างได้ครับ ห้องในโซนนี้ เมื่อมองออกไปจะเห็นวิวทะเลขนอมด้วยครับ


ต้องยอมรับเลยว่า พื้นที่ภายในห้องน้ำของจัสมินมีขนาดกว้างขวางดีจริงๆ สนนราคาห้องนี้อยู่ที่ 2,500 บาทครับ

 


เดินขึ้นเนินไปอีกหน่อย ยังมีห้องพักอีก 2 ห้องอยู่ด้านบนสุดของเนิน สองห้องนี้เป็น Sea view เช่นกัน แต่พิเศษตรงที่จะมีสระว่ายน้ำส่วนตัว เพราะสระว่ายน้ำนี้ใช้ร่วมกันเพียง 2 ห้องเท่านั้น แถมว่ายน้ำไปยังมองเห็นวิวมุมสูงของทะเลขนอมแบบไกลๆ ได้อีกด้วย ห้องพัก 1 ห้องสามารถเข้าพักได้ 5 คน เหมาะกับการเข้าพักแบบครอบครัวหรือหมู่เพื่อนครับ เนื่องจากมีแขกเข้าพักแล้วทั้ง 2 ห้อง ผมเลยไม่สามารถเก็บบรรยากาศด้านในมาฝากได้นะครับ สำหรับห้องพัก Sea view จะอยู่บนเนินเขา ซึ่งจะต้องเดินขึ้นบันไดที่ค่อนข้างชัน อาจไม่สะดวกกับผู้สูงอายุสักเท่าไรครับ

หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ถึงเวลาไปเติมพลังในช่วงมื้อเย็นแล้วครับ เย็นนี้ผมตามรีวิวของหลายๆ คนเพื่อไปยังครัวตังเกครับ

 

 

แสดงความคิดเห็น