ตะลุยมะละกา ชิมชาคาเมรอล ตะลอนกัวลา หรรษามาเลเซีย

10 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (1,170 เข้าชม)
แบ่งปัน:


จริงๆ แล้วมาเลเซียไม่ได้อยู่ในลิสต์ประเทศที่ผมอยากจะไปเลย เพราะผมไปเที่ยวมาเลเซียมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ที่ไปรอบนี้เพราะช่วงก่อนเดินทาง 5 เดือนผมดันไปแอบส่งโปรฯ ของหางแดงเข้า ลองดูราคาช่วงวันหยุดยาว ตั๋วไปที่อื่นแพงหมด ยกเว้นกัวลาลัมเปอร์ ราคาตั๋วไป-กลับ ประมาณ 2,800 บาท ผมเห็นว่าราคาพอรับได้ เนื่องจากเป็นวันหยุดยาวด้วย เลยไม่รอช้า จัดการสอยมาเรียบร้อย 10 ที่นั่งครับ

จองตั๋วเรียบร้อย ทีนี้จะไปเที่ยวตรงไหนดีละ คิดยังไงก็คิดไม่ออก เลยขอใช้โปรแกรมล่าสุดที่ผมมาเที่ยวมาเลเซีย รูปถ่ายจากทริปนั้นก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมดแล้ว อีกอย่างสมาชิกร่วมทริปในครั้งนี้ก็ยังไม่เคยไปมาเลเซียเลยสักคน คงว่าไงว่าตามผมแน่ ผมเลยจัดการติดต่อกับน้องแป๊ก เจ้าของบริษัทรักเดินทาง เพื่อช่วยวางแผนและจัดการเรื่องทัวร์ให้คณะผม โดยผมรีเควชไว้คร่าวๆ ว่า อยากไปมะละกา ปุตราจายา คาเมรอล เก็นติ้ง กัวลาลัมเปอร์ โปรแกรมอาจจะดูแน่นไปสักนิดสำหรับการเที่ยว 4 วัน 3 คืน แต่รักเดินทางทำได้ และขอบอกว่าทำได้ดีเสียด้วยครับ

แล้ววันเดินทางก็มาถึง แอบชุลมุนกันตั้งแต่เริ่ม ผมกะเวลาให้มาถึงที่สนามบินดอนเมืองกว่า 2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากวันที่ผมเดินทางเป็นช่วงวันหยุดยาว จึงทำให้คนล้นหลามเอาซะมากๆ คิว Check in ยังไม่ค่อยเท่าไร แต่คิว ตม. นี่ซิ ยาวมากๆ ประตูที่จะเข้าไปยัง ตม. สำหรับคนไทยเปิดเพียง 1 ประตู ซึ่งหางแถวทะลุออกมาด้านนอกแล้ว นอกนั้นเป็นประตูของชาวต่างชาติซึ่งหางแถวอยู่ในพื้นที่ ตม. แล้ว ด้วยอาการที่กลัวตกเครื่องมากๆ เนื่องจากเหลือเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลา gate เปิด เลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูของผู้โดยสารต่างชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็เห็นใจ ให้ผมผ่านเข้าประตูไปได้ นี่ถ้าหากว่ายังคงต่อแถวของคนไทย คงตกเครื่องแน่นอนครับ

 


ผมออกเดินทางไฟล์ทเช้าสุด ออกจากสนามบินดอนเมือง 07.10 น. ครับ

 

 


เมื่อเข้าเขตแดนของมาเลเซีย มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นถึงความเขียวขจีของต้นปาล์มที่ปลูกกันอย่างเป็นระเบียบ เราใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินมาเลเซียครับ

สนามบิน KLIA2 กว้างม๊ากกก จากประตูทางออกของเครื่องบิน ไปยัง ตม. เดินไกลม๊ากกก ไกลขนาดผมดูบอร์ดสายพานรับกระเป๋า บอร์ดแจ้งว่า Last bag แล้ว แต่ผมยังเดินไม่ถึง ตม.เลย  

เห็นคิวของ ตม.มาเลเซียแล้วต้องถอดใจเลยครับ ยาวกว่า ตม.เมืองไทยซะอีก ผมว่าการบริหารจัดการของ ตม.ที่มาเลเซียยังไม่ดีนัก ขนาดเปิดหลายช่องมาก แต่คิวแทบไม่ขยับเลย ผมติดอยู่บริเวณ ตม.ประมาณ 45 นาทีเลยทีเดียว สำหรับกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่มาเลเซียไม่ยุ่งยากเลย ไม่ต้องกรอกเอกสารใดๆ เพียงยื่น Passport แล้วทำหน้าหล่อๆ สวยๆ พร้อมกับยกนิ้วชี้ลงที่เครื่องสแกนนิ้ว เป็นอันเสร็จพิธีครับ

หลุดจาก ตม.ได้ ก็ตาลีตาเหลือกรีบมาดูสัมภาระที่สายพาน ปรากฏว่า ถูกกองอยู่นอกสายพานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้น น้องเค๊ก ไกด์ประจำทริปของเราก็รอต้อนรับคณะอยู่บริเวณประตูทางออกครับ


ไกด์เค๊กห่วงว่าพวกเราจะตัดขาดจากโลกโซเชียลไม่ได้ เลยแนะนำให้ไปเช่า Pocket Wifi เพื่อเอาไว้โหลดรูปอวดเพื่อนๆ ตลอด 4 วันที่อยู่ในมาเลเซียครับ โดยเค๊กพามาเช่า Pocket wifi ที่ Wiyo ซึ่งอยู่ภายในสนามบินนั่นเอง สำหรับ Package ที่ผมเลือก สามารถใช้ได้พร้อมกัน 10 เครื่อง (แต่เอาเข้าจริงๆ ใช้ได้ 9 เครื่อง) ในราคา 28 ริงกิต/วัน ทั้งนี้ทั้งนั้นมีค่ามัดจำเครื่อง 200 ริงกิตครับ

กว่าจะออกจากสนามบินได้ก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่งแล้วครับ ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ เราจะไปกินข้าวใกล้ๆ มะละกา แต่ ณ ตอนนี้คงหิ้วท้องไม่ไหว ไกด์เค๊กเลยเปลี่ยนแผนหาร้านที่อยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนักครับ

 


“Downtown KLIA Seafoods” เป็นร้านอาหารประเภทจีนมุสลิมครับ รสชาติอาหารถือว่าใช้ได้ดีเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าหิวหรือว่าฝีมือแม่ครัวเขาดีจริงๆ เมนูอาหารจะเน้น ไก่ ปลา ผัก และเต้าหู้ครับ

มะละกาเป็นเมืองหลวงของรัฐมะละกา 1 ใน 13 รัฐของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ และเป็นหนึ่งในสี่รัฐของมาเลเซียที่ไม่มีเจ้าผู้ครองรัฐ แต่จะมีผู้ว่าราชการรัฐแทน เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตกบนช่องแคบมะละกา ระยะทางจากกัวลาลัมเปอร์มายังมะละกา ประมาณ 90 กิโลเมตรครับ

 


ประตูทางเข้าเมืองมะละกามีหอคอย 3 หอ หอคอยทั้ง 3 ถือเป็นตัวแทนของคน 3 เชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในมะละกา คือ จีน ฮินดู และอิสลามครับ  

ขอเริ่มที่จุดกำเนิดของการตั้งชื่อเมืองมะละกากันก่อนครับ


ไกด์เค๊กเล่าว่า บริเวณนี้คือจุดเริ่มต้นของการตั้งชื่อเมืองมะละกา โดยเจ้าชายปาราเมิสวารา(PARAMASWARA) หรืออีกชื่อหนึ่งคือเจ้าชายปรเมศวร จากเมืองปาเล็มบัง อินโดนีเซีย แพ้พ่ายศึกสงครามจากอินโดนีเซียก็เลยอพยพเร่ร่อนมาจนถึงเมืองตูมาซิกหรือสิงคโปร์ในปัจจุบัน แต่เนื่องด้วยตอนนั้นเมืองตูมาซิกตกอยู่ใต้อำนาจของสยาม ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกับสยาม เจ้าชายจึงดั้นด้นมาถึงเมืองนี้ ด้วยการที่ตัวเองถูกรุกรานจากข้าศึกจนพ่ายแพ้มา พระองค์จึงได้ทำการรวบรวมกำลังพลและตัดสินใจต่อสู้อีกครั้ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เจ้าชายนั่งอยู่ ณ บริเวณนี้ แล้วมองเห็นกระจงที่กำลังจะโดนสุนัขจิ้งจอกขย้ำบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมะละกา แต่ด้วยความที่กระจงตัวเล็ก ไม่มีเขา แต่กระจงสามารถเอาชนะสุนัขจิ้งจอกได้จากความปราดเปรียวและความเฉลียวฉลาดของมันเอง โดยที่เจ้ากระจงได้เอาโหนกที่อยู่บนหัวของมันผลักสุนัขจิ้งจอกจนตกแม่น้ำมะละกาไป แรงบันดาลใจนี้ทำให้เจ้าชายลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งเพื่อกอบกู้เอกราช จนได้รับชัยชนะกลับมา ท่านก็เลยกลับมา ณ จุดตรงนี้อีกครั้ง และมีความประสงค์อยากจะสร้างดินแดนแห่งนี้ให้เป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของท่าน แต่จะตั้งชื่ออะไรนั้น ท่านเองยังนึกไม่ออก ระหว่างที่นึกอยู่นั้นก็มีผลไม้ตกลงมาที่ข้างๆ กายของท่าน ผลไม้ที่ร่วงมานั้นเป็นผลของต้นมะละกา ท่านเลยคิดตั้งชื่อเมืองที่ท่านกอบกู้เอกราชมาได้ให้ชื่อว่า “มะละกา” แท้จริงแล้วต้นมะละกา ก็คือต้นมะขามป้อมบ้านเรานั่นเองครับ

เจ้าชายปรเมศวรนับเป็นสุลต่านองค์แรกของมะละกาและมาเลเซีย ต่อมาภายหลังอังกฤษ โปรตุเกส ฮอลแลนด์ และญี่ปุ่น เข้ามารุกรานมะละกา ทำให้เจ้าชายปรเมศวรได้อพยพและทิ้งเมืองมะละกาไป ระบบสุลต่านก็เลยหมดไปตั้งแต่เจ้าชายได้ละทิ้งดินแดนไปครับ

 


“Dutch Square” หรือจัตุรัสแดง เป็นจุดเริ่มต้นการบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมะละกา ที่หลายคนเรียกว่า Dutch Square เนื่องจากที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางชุมชนดัตช์ในสมัยที่เข้ามาปกครองมาลายู แต่ละชนชาติที่มาปกครองดินแดนมะละกา เชื่อกันว่าถ้ามาปกครองดินแดนแห่งนี้แล้วจะนิยมสร้างสัญลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ไว้


“โบสถ์คริสต์มะละกา (Christ Church Melaka)” โบสถ์สีแดงในคริสต์ศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ที่ตั้งเด่นอยู่กลางจัตุรัสแดง ผมว่าโบสถ์แห่งนี้น่าจะเป็นโลโก้ของมะละกาไปแล้ว เพราะใครที่มาเที่ยวที่มะละกาจะต้องไม่พลาดที่จะมาถ่ายภาพโบสถ์แห่งนี้ โบสถ์แดงนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปีที่ชาวดัตช์ปกครองมะละกา ใช้เวลาในการสร้างถึง 12 ปี แต่ภายหลังเมื่ออังกฤษเข้าปกครองได้เปลี่ยนโบสถ์ในนิกายแองกลิคันและมีการนำเครื่องวัดทิศทางลมรูปไก่มาติดไว้เหนือระฆังบนยอดโบสถ์ด้วยครับ ด้านข้างมีร้านขายของที่ระลึกมากมายครับ

 


หอนาฬิกาที่ตั้งอยู่ที่หน้าโบสถ์คริสต์เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น หน้าจอนาฬิกาเคยเป็นยี่ห้อง SEIKO ของญี่ปุ่น แต่คนมะละกาแอนตี้ญี่ปุ่น เพราะสมัยก่อนคนที่ขัดขืนการปกครองของญี่ปุ่นจะโดนตัดหัวประจารบริเวณหอนาฬิกาแห่งนี้ พอมะละกาได้รับเอกราช คนดั้งเดิมของที่นี่ก็เลยมีอคติกับคนญี่ปุ่นด้วยการทำลายของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น เช่นการเอาหน้าปัดนาฬิกา SEIKO ออกและเอาหน้าจอนาฬิกาปัจจุบันมาทดแทน

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองมะละกา นั่นก็คือรถสามล้อถีบครับ ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาที่มะละกา สามล้อส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลืองและมีดอกไม้ประดับประดาอยู่เต็มรถ แต่สามล้อ ณ ปัจจุบันเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก มีหลากหลายสีสัน ทั้งสีเหลือง สีน้ำเงิน สีชมพู แถมรถแต่ละคันต่างแข่งขันประดับประดารถของตนเองด้วยตุ๊กตา ไม่ว่าจะเป็น Kitty, Olaf, Pikachu, Minions และอีกสารพัดชนิด ให้ความรู้สึกไม่ต่างจาก Disneyland เลยครับ


ระหว่างโบสถ์คริสต์และหอนาฬิกาจะเป็นน้ำพุหินอ่อนวิคตอเรียซึ่งเป็นตัวแทนประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1904 เนื่องในโอกาสพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 65 ปีของพระราชินีวิคตอเรียครับ


ฝั่งตรงข้ามถนนกับโบสถ์คริสต์ มีกังหันลม ซึ่งเป็นตัวแทนของฮอลแลนด์ครับ


“Church of St. Francis Xavier” เป็นโบสถ์เก่าแก่ รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบกอทิก ก่อสร้างโดยบทหลวงฟาร์ฟ (Farve) เพื่อต้องการอุทิศให้นักบุญฟรานซิส เซเวียร์ครับ ฝั่งตรงข้ามมีซากของฐานโครงสร้างตึกแดง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตึกแดง แต่เนื่องด้วยเกิดศึกสงครามต่างๆ ทำให้เหลือแค่ฐานเพียงอย่างเดียวครับ


ไกด์เค๊กเล่าว่าเดิมอาคารที่นี่มีสีขาว แต่ด้วยความที่ชาวอินเดียที่อพยพมาอยู่ที่มะละกาถูกอังกฤษไล่ต้อนมาเป็นข้าทาสบริวาร นิยมการเคี้ยวหมาก ชาวอินเดียมักบ้วนน้ำหมากทิ้งตามฝาผนังบ้านต่างๆ ทำให้เกิดความไม่สวยงาม อังกฤษเลยแก้ปัญหาด้วยการใช้สีแดงทาทับไป ตัวอาคารต่างๆ จึงกลายเป็นตึกแดงตั้งแต่นั้นมาครับ มะละกาได้รับการยกย่องให้เป็นนครประวัติศาสตร์เมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 2008

จาก Dutch Square ผมเดินขึ้นไปยังเนินเขาเซนต์ปอล เนินเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ด้านข้างของ Christ Church Melaka ครับ

 


ด้านบนของเนินเขาเซนต์ปอลเป็นที่ตั้งของ “โบสถ์เซนต์ปอล (St. Paul’s Church)” ในยุคที่โปรตุเกสปกครองมะละกา โบสถ์แห่งนี้มีชื่อว่า Nosa Senhora แต่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น St. Paul เมื่อชาวดัตช์เข้ามาปกครอง

มีตำนานเล่าไว้ว่า เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว นักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St.Francis Xavier) ได้สิ้นชีวิตไปเกือบ 1 ปี ศพได้ถูกฝังไว้ในมะละกา ต่อมาได้ทำการขุดศพของนักบุญฟรานซิสขึ้นมาเพื่อจะนำท่านไปฝังที่เมืองกัวร์ ประเทศอินเดีย แต่เมื่อขุดศพท่านขึ้นมาปรากฏว่าศพท่านเหมือนคนนอนหลับ จึงได้ทำการขอตำแหน่งนักบุญให้แก่ท่านจากพระราชวังวาติกัน แต่ทางพระราชวังได้ตอบกลับมาในอีก 16 ปี ขอให้ตัดแขนนักบุญฟรานซิสไปพิสูจน์ เมื่อตัดแขนปรากฏว่ามีเลือดไหลเหมือนยังมีชีวิตอยู่ จึงได้ประกาศให้เป็นนักบุญ St.Francis Xavier และในอีก 60 ปีผ่านไป มะละกาได้สร้างอนุสาวรีย์ของท่านที่แกะสลักด้วยหินอ่อนสีขาว ไว้ด้านหน้าโบสถ์เซนต์ปอล วันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าลงมาถูกกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาถูกแขนด้านขวาของรูปสลักท่านจนแขนขวาหักลง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ที่แขนของศพที่ถูกตัดส่งให้พระราชวังวาติกันก็เป็นแขนขวาด้วยเช่นกัน

 

 


ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้เหลือเพียงผนังสี่ด้าน ไม่มีหลังโครงหลังคา เนื่องมาจากเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1934 ไกด์เค๊กเล่าว่าแผ่นศิลาที่นำมาวางไว้โดยรอบผนังด้านในของโบสถ์นั้นเดิมเคยถูกติดไว้บนผนังของโบสถ์ แต่ภายหลังเกิดการหลุด อาจเนื่องมาจากผลของการเกิดไฟไหม้ จึงนำมาวางไว้ที่ผนังโบสถ์แทนครับ

ภายในโบสถ์ จะมีนักดนตรีมาเล่นกีตาร์ แบบเปิดหมวกพร้อมร้องเพลงเก่าๆ ด้วย เดินชมโบสถ์ไป ฟังเพลงไป มันได้บรรยากาศดีจริงๆ ครับ


เค๊กเล่าว่าตรงนี้คือแท่นพิธี ซึ่งด้านล่างของแท่นพิธีได้ขุดเป็นหลุมหลบภัยครับ


ด้านนอกของโบสถ์เซนต์ปอลยังสามารถชมวิวเมืองมะละกาได้อีกด้วย มองออกไปเห็นช่องแคบมะละกา ช่องแคบที่ผมเคยได้ยินชื่อมานานตั้งแต่สมัยเรียน สปช. ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบที่อยู่ระหว่างแหลมมลายูและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้าง 1.5 ไมล์ เป็นยุทธศาสตร์ทางการเดินเรือที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังเห็น Taming Sari Tower หอคอยสูง 110 เมตร ซึ่งบนหอคอยใช้เป็นจุดชมทิวทัศน์ของมะละกาได้แบบ 360 องศาเลยครับ หอคอยแห่งนี้พิเศษตรงที่จะหมุนรอบตัวเองได้และเคลื่อนที่ไปในแนวดิ่ง ลักษณะคล้ายลิฟต์ครับ


อีกมุมหนึ่งมองเห็น Maritime Museum หรือพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในเรือสินค้าจำลองขนาดใหญ่ด้วยครับ

 


จากยอดเขาเซนต์ปอล เมื่อเดินลงมาอีกทาง จะพบ “ป้อมประตูซานติเอโก (Porta De Santiago)” สร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกส ป้อมประตูที่เห็นเป็นส่วนที่หลงเหลือของป้อมเอฟาโมซาที่ถูกทำลายลงในระหว่างสงครามแย่งชิงมะละกาของโปรตุเกสและฮอลันดา จนเมื่อชาวดัตช์ได้เข้ามาปกครองมะละกา ป้อมเอฟาโมซาก็ได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ถูกทำลายอีกครั้งด้วยกองทัพเรืออังกฤษ คงเหลือไว้เพียงป้อมประตูซานติเอโกเท่านั้น


ฝั่งตรงข้ามของป้อมประตูซานติเอโกเป็นที่ตั้งของ “ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช” สร้างในสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองมะละกา ตามแบบสถาปัตยกรรมวิคตอเรียแต่ยังคงมีสัญลักษณ์ของอิสลามด้วยยอดโดมคู่สีทอง ใช้เป็นที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่ถูกปกครองโดยชาติตะวันตก

จากนั้นไกด์เค๊กพากลับมาเดินเล่นที่ Melaka River Walk ครับ


“Melaka River Walk” อยู่ติดกับจัตุรัสแดง เพียงแค่ข้ามฝากถนนก็จะเป็นแม่น้ำมะละกาแล้ว แม่น้ำมะละกาถือเป็นเส้นทางหลักในการสัญจรของคนที่นี่ครับ


บางช่วงของ River Walk จะมี Cafe เล็กๆ อยู่ตลอดแนว ช่วงเย็นบรรยากาศคงดีมากๆ เลยครับ


มีบริการนั่งเรือชมเมืองด้วย


จะเรียก Melaka River Walk ว่าเป็น Street Art ก็คงไม่ผิดครับ เพราะตลอดแนวที่ผมเดินเล่นจะเห็นภาพวาดเก๋ๆ อยู่ตามอาคารบ้านเรือน แต่ผมว่าความเก๋ยังแพ้ Street Art ที่ภูเก็ตบ้านเราครับ


ผมเดินวกกลับมาจนถึง “Maritime Museum” ที่สร้างจำลองมาจากเรือสำเภาฟลอเดอรามาร์ (Flor de lama) เป็นเรือของโปรตุเกส ในสมัยที่มะละกาอยู่ภายในการปกครองของโปรตุเกส เรือลำนี้ได้ขนสมบัติจากวังสุลต่านมะละกาไปเต็มพิกัด หลังจากที่เรือออกจากมะละกาได้แล่นออกไปทางเกาะสุมาตราตอนเหนือและได้ล่มลงที่นั่นครับ

ได้เวลาอันควรแล้ว ไกด์เค๊กพาเข้าไปฝากท้องที่ร้าน “Seri Nyonya Resturant” ครับ

 


อาหารที่นี่จะเป็นอาหารจีนผสมมลายู หรือคนที่นี่จะเรียกว่า “บาบ๋า ย่าหยา” รสชาติอาหารถือว่าโอเคเลยครับ เมนูบางอย่างก็เหมือนยกมาจากเมืองไทยเลย อย่างผัดผักบุ้ง ผัดกะหล่ำปลี หรือเมนูบางอย่างก็คล้ายกับเมืองไทยมากๆ อย่างสะตอที่นี่จะผัดใส่ปลาจิ้งจั้ง หรือจะเป็นคล้ายๆ แกงคั่วกุ้งใส่สับปะรดก็อร่อยดี อีกเมนูหนึ่งคล้ายๆ ห่อหมกบ้านเรามากๆ ครับ  


ปิดท้ายด้วยของหวานเป็นลอดช่องมะละกา ตัวลอดช่องจะไม่นิ่มเหมือนบ้านเรา ส่วนน้ำกะทิ ผมว่ามันติดกลิ่นไหม้ๆ ของน้ำตาล ไม่หอมเหมือนน้ำกะทิบ้านเราครับ

เสร็จสิ้นจากมื้อเย็น ผมรีเควชขอให้ไกด์เค๊กพาไปยังมัสยิดริมน้ำ จำได้ว่ารอบก่อนที่มามะละกา ประทับใจกับมัสยิดนี้มากเพราะตั้งอยู่ริมทะเล และจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยอีกจุดในมะละกาครับ


“Melaka Straits Mosque” มัสยิดนี้ถูกสร้างบนเกาะ Pulay ซึ่งเป็นเกาะที่ทางรัฐบาลสร้างถมที่ขึ้นมาให้เป็นที่พักและตั้งสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ขึ้นมา มัสยิดในวันนั้นจนถึงวันนี้ยังคงเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือนักท่องเที่ยวที่มีมากขึ้น ในวันที่ผมมาที่นี่ครั้งแรก ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมที่นี่เลย แต่วันนี้กลับมีนักท่องเที่ยวมากมายที่มารอชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่นี่ครับ

เสียดายที่ผมมาถึงที่นี่ช้าไปหน่อย ชาวบ้านกำลังจะทำพิธีละหมาดพอดี ผมเลยไม่ได้เข้าไปชมด้านในมัสยิด คงทำได้เพียงชื่นชมแต่ภายนอกเท่านั้น

 

 

 


แล้วพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้าไป วันนี้ฟ้าค่อนข้างเปิด ยังแอบนึกในใจว่าคงได้เห็นฟ้าระเบิดเป็นแน่ๆ แต่ก็ได้เท่าที่เห็นครับ เป็นอันว่าวันนี้ผมปฏิบัติภารกิจเก็บแสงเย็นที่นี่ได้สมใจครับ

มัสยิดจะอยู่ค่อนข้างไกลจากแหล่งชุมชน และเท่าที่สังเกตไม่มีรถเมล์ผ่านด้วย หากใครจะเข้ามาชมมัสยิดแห่งนี้คงต้องเหมารถ Taxi เข้ามานะครับ

โปรแกรมมะละกาของผมยังไม่หมดแค่ตรงนี้ ไกด์เค๊กพามาเดินเล่นที่ถนนคนเดินยองเกอร์ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสแดงครับ

 


“ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker walk)” เป็นถนนคนเดินที่มีเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ ถือได้ว่าเป็นแหล่งของกิน ของฝากที่ไม่ควรพลาด หากมาตรงกับวันที่เปิดตลาดนะครับ 2 ข้างทางของถนนยองเกอร์จะเป็นบ้านเรือนเก่าสถาปัตยกรรมแบบชิโน – โปรตุเกส อารมณ์คล้ายๆ กับที่ภูเก็ตบ้านเรา ที่นี่ผมได้ของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปฝากเพื่อนๆ ที่เมืองไทยด้วย ขอแนะนำว่าหากใครต้องการของที่ระลึกประเภท Souvenir ให้หาซื้อกันที่นี่เลยนะครับ ราคาค่อนข้างถูกกว่าหาซื้อตามแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ๆ ราคาสามารถต่อรองได้อีกนิดหน่อยครับ

อีกหนึ่งสีสันของเมืองมะละกายามค่ำคืน ก็เห็นจะเป็นสามล้อถีบนี่แหล่ะครับ ช่วงกลางวันว่าอลังการแล้ว ช่วงกลางคืนอลังการยิ่งกว่า เพราะรถสามล้อถีบแต่ละคันต่างเปิดไฟประชันกันเป็นอย่างมาก เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลยครับ

สำหรับวันที่สองนี้ ผมมีโปรแกรมไปที่คาเมรอล แต่ระหว่างทางจะแวะเที่ยวที่ปุตราจายากันก่อน จากมะละกาใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงเมืองใหม่ “ปุตราจายา (Putrajaya)” ครับ การสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหารและประมุขของประเทศ รวมถึงให้เป็นศูนย์รวมของส่วนราชการเป็นแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ท่านต้องการให้ศูนย์ราชการออกมาอยู่นอกเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดในเมืองมากไป จึงเล็งเห็นพื้นที่ของรัฐสลังงอร์ ซึ่งพื้นที่เดิมคือสวนปาล์ม ท่านเลยดำเนินการเวนคืนที่ดิน รวมถึงที่ดินของเอกชน และได้รับความร่วมมือจากสุลต่านรัฐสลังงอร์ที่ได้มอบที่ดินให้ด้วย การพัฒนาโครงการประกอบด้วยส่วนของอาคารที่ทำการหลักของรัฐบาลอาคารของกระทรวงต่างๆ สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ศูนย์การค้า สนามกีฬา และที่อยู่อาศัยของข้าราชการและพนักงานครับ

 

 


จุดที่น่าสนใจและนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ นั่นคือ “มัสยิดปุตรา (Putra Mosque)” ตั้งอยู่ริมทะเลสาบปุตราจายา สร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตสีกุหลาบ ด้านข้างของมัสยิดมีหอคอยสูง สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลมาจากมัสยิดชีคโอมาร์ในกรุงแบกแดด ตัวหอคอยมีความสูงถึง 116 เมตร ถือเป็นหนึ่งในหอคอยที่สูงที่สุดในภูมิภาค มีห้ายอดเป็นสัญลักษณ์ของเสาหลักทั้งห้าในศาสนาอิสลาม นับเป็นมัสยิดที่สวยที่สุดในมาเลเซียครับ

 

 

 

 


สามารถเข้าชมในมัสยิดสีชมพูได้ฟรี แต่จะมีเวลาเป็นรอบๆ ครับ โดยวันเสาร์-วันพฤหัสบดี มีรอบ 09.00-12.30 น., 14.00-16.00 น. และ 17.30-18.00 น. ส่วนวันศุกร์ เข้าชมได้เพียง 2 รอบ คือเวลา 15.00-16.00 น. และ 17.30-18.00 น. โดยผู้ชายควรใส่กางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงจะมีชุดคลุมสีชมพูให้สวมทับครับ

ในส่วนภายในมัสยิด นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ในส่วนตรงกลางเฉพาะพื้นที่ที่เขาจัดไว้ให้เท่านั้น ส่วนด้านซ้ายและขวา คนอิสลามสามารถเข้าไปสวดมนต์ได้ครับ แต่จริงๆ แล้ว ในส่วนด้านซ้ายและขวา เราก็สามารถมองเข้าไปด้านในได้ เพียงแต่อย่าเดินเข้าไปด้านในเท่านั้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ทานอะไรมา ติดกับมัสยิดสีชมพูจะมี Food Court นะครับ ให้เดินตามบันไดเลื่อนลงไปเลย จะเจอ Food Court เอง อ้อ ที่นี่ก็มีร้านขายของที่ระลึกด้วยเช่นกัน แต่ของบางชิ้นราคาอาจจะแรงกว่าที่ถนนคนเดินมะละกาครับ ลองต่อรองกันเอาเองครับ


ติดกับมัสยิดสีชมพูคือ “เปอร์ดานาปุตรา” หรือทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นที่ทำการของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ส่วนยอดบนมีลักษณะคล้ายรูปโดมของมัสยิด ตัวอาคารสูง 6 ชั้น แยกเป็น 3 ปีก โดยที่ทำการของนายกรัฐมนตรีจะอยู่ตรงกลางตึก ซึ่งด้านบนจะเป็นรูปโดมแก้วโมเสค ส่วนปีกด้านตะวันตกใช้เป็นที่ทำงานของรองนายกรัฐมนตรี ส่วนปีกด้านตะวันออกเป็นที่ทำงานของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สถาปัตยกรรมของอาคารได้รูปแบบ Eclectic ที่มีอิทธิพลมาจากตะวันตกผสมผสานกับรูปแบบของมลายูและอิสลามครับ

หากสังเกตดีๆ ชื่อของสถานที่ๆ สำคัญๆ ในปุตราจายาจะตั้งชื่อว่า “ปุตรา” หมดเลย ไม่ว่าจะเป็น มัสยิตปุตรา, เปอร์ดานาปุตรา (ทำเนียบรัฐบาล),  จัตุรัสปุตรา ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้องการให้เกียรติแก่นายกรัฐมนตรีคนแรก “ตนกู อับดุล ระห์มัน ปุตรา อัล-ฮัจ อิบนิ อัลมรหุม สุลตาน อับดุล ฮามิด ชาห์” ผู้นำการเรียกร้องเอกราชให้กับประเทศมาเลเซียครับ

 

 


จากมัสยิดสีชมพู เรามองเห็น “Seri Wawasan Bridge” เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างส่วนราชการและที่พักอาศัย รูปแบบของสะพานได้รับแรงบันดาลใจจากกระสวยอวกาศของอุสเบกิสถานครับ


บน Seri Wawasan Bridge จะมีจุดให้เราได้จอดถ่ายรูปด้วย ด้านหนึ่งมองเห็นมัสยิดปุตรา ขนาบข้างด้วยทำเนียบรัฐบาล


อีกด้านหนึ่งมองเห็น "มัสยิดสีเงิน (Iron Mosque)" ซึ่งสร้างด้วยโลหะกว่า 70% ขนาบข้างด้วย Millennium Monument มีฉากหลังเป็น Seri Saujana Bridge

จากปุตราจายา เรามุ่งหน้าต่อสู่คาเมรอล ระหว่างทางแวะเติมพลังที่ร้าน Garden Seafood กันก่อนครับ

 


ร้าน “Garden Seafood” อยู่ย่านตันหยงมาเล็ม ชานเมืองกัวลาลัมเปอร์ ที่นี่เด่นที่เมนู “โรตีอุดัง” หรือ ขนมปัง+กุ้งครับ ไกด์เค๊กแนะนำว่า ให้ลองชิมขนมปังเปล่าๆ ดูก่อน เพื่อได้รู้รสชาติขนมปังที่นิ่มและหอม จากนั้นจึงทานคู่กับกุ้งที่มีรสชาติออกหวานๆ ขอบอกเลยว่ามันเข้ากันอย่างลงตัวเลยครับ นอกจากนี้ยังมีผัดผัก, ปลาผัดเปรี้ยวหวาน, ต้มจืดกะหล่ำปลี, ยำไก่ทอด, เต้าหู้ทรงเครื่อง ตบท้ายด้วยไข่เจียวครับ ร้านนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว สมาชิกกวาดกันซะเรียบทุกเมนูครับ

หลังจากอิ่มท้องแล้วเราตีรถยาวสู่คาเมรอล ไฮแลนด์ (Cameron Highlands) ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,600 เมตร ”คาเมรอล ไฮแลนด์” เป็นดินแดนที่ราบสูงทางภาคเหนือของมาเลเซีย อยู่ในรัฐปาหัง ถูกค้นพบโดยท่านเซอร์ วิลเลียม คาเมรอล (William Cameron) นักสำรวจชาวอังกฤษ เพื่อที่จะหาสถานที่พักตากอากาศที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอังกฤษมากที่สุด ในการบุกเบิกขึ้นมานั้น ท่านเซอร์วิลเลียมได้ใช้รถ Land Rover ที่ทนต่อสภาพการเดินทางขึ้นมาบนเขา ณ ปัจจุบันก็ยังคงเห็นรถ Land Rover รุ่นเก่าๆ มีใช้อยู่บนคาเมรอลครับ ด้วยการที่คาเมรอลอยู่บนภูเขา ทำให้ที่นี่มีอากาศค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18 องศาครับ

บนคาเมรอลไฮแลนด์จะแบ่งเป็นชุมชนเมืองสามชั้น ทุกชั้นก็จะมีร้านค้า มีโรงแรม หรือแม้กระทั่งธนาคารในต่างประเทศก็มาเปิดบนเขาแห่งนี้ เขาชั้นแรกเรียกว่า Ringlet ชั้นที่สองเรียกว่า Tanah Rata ส่วนชั้นที่สามเรียกว่า Bringchang ครับ

เส้นทางที่จะขึ้นไปยังคาเมรอลไฮแลนด์ ผมว่าไม่ต่างจากการไปเที่ยวทางภาคเหนือของบ้านเราอย่างแม่ฮ่องสอน เพราะต้องผ่านโค้งแล้วโค้งเล่า เล่นเอาเวียนหัวอยู่เหมือนกัน แนะนำว่าหากใครเมารถ ควรจะหายาแก้เมารถติดตัวไปด้วยนะครับ ระหว่างทางไกด์เค๊กเล่าว่า คาเมรอลไฮแลนด์เป็น 1 ใน 4 สถานที่ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปีของมาเลเซีย สำหรับอีก 3 สถานที่คือ 1. เก็นติ้ง ซึ่งคณะของผมจะเดินทางไปสัมผัสในอีกวัน 2.ภายในห้องพักของโรงแรม ซึ่งจะตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 20 องศาเซลเซียสทุกโรงแรม (บ้านเราตั้งที่ 25 องศาเซลเซียส) และ 3. ภายในรถตู้ของเรานั่นเองครับ  

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม สายฝนเริ่มโปรยปราย โปรแกรมแรกที่เราจะไปคือไร่ชา คงต้องเก็บเอาไว้ก่อน เพราะขืนออกไปชมไร่ชาตอนนี้คงได้เปียกปอนกันถ้วนหน้า ไกด์เค๊กเลยพาคณะของผมไปยัง “Big Red Strawberry Farm” กันก่อนครับ ถึงฝนจะตกหนักอย่างไรก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวไร่สตรอว์เบอร์รีครับ เพราะไร่ที่นี่ปลูกในโรงเรือนครับ

 

 

 

 


ไร่สตรอว์เบอร์รีที่นี่ไม่ได้มีแค่สตรอว์เบอร์รี่ แต่จะมีสวนผักออร์แกนิกด้วย เปิดให้เข้าชมฟรีครับ สตรอว์เบอร์รีที่นี่จะปลูกในกระถาง และจะอนุญาตให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อสตรอว์เบอร์รีเข้าไปเด็ดในโรงเรือนได้เลย แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวคนใดไม่ซื้อ ก็สามารถชมดูได้แต่เพียงด้านนอกเท่านั้นครับ

 

 

 


แต่ในส่วนของสวนผักออร์แกนิก สามารถเดินเข้าไปชมด้านในได้ตามอัธยาศัยครับ

จากไร่สตรอว์เบอร์รี ไปต่อที่ Cameron Lavender ครับ


“Cameron Lavender” อยู่ในย่าน Kea Farm เสียค่าเข้าชมด้านในคนละ 10 ริงกิตครับ

 


เห็นมีป้ายติดไว้ว่า ลาเวนเดอร์จากฮอกไกโด เชียวนะครับ


มีไอศกรีมจากลาเวนเดอร์ให้ลิ้มลองด้วย


ด้านหน้าของสวนมีการปลูกลาเวนเดอร์สลับกับดอกบีโกเนีย แข่งสีสันกันอย่างเผ็ดร้อนระหว่างสีม่วงและสีแดงครับ

 

 


มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ เยอะเลยครับ

 


เดินขึ้นมาเรื่อยๆ ตามเส้นทางเดิน จะพบกับดอกไม้ที่แข่งกันอวดสีสัน สวยงามมากๆ ครับ


นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ยังมีไม้ดอกอีกหลายพันธุ์มากๆ

 


เยอบีราก็หลายสีมากๆ


ที่นี่ปิดเวลา 17.00 น. นะครับ ผมถ่ายรูปกันจนเพลิน ถึงเวลาสวนปิดเลยครับ

 


บริเวณทางออกจะมีร้านขายของที่ระลึกด้วย มีทั้งครีมทาผิว น้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ ตุ๊กตาสตรอว์เบอร์รี แยมสตรอว์เบอร์รี ราคาไม่แพงมากครับ


หากขึ้นมาเที่ยวบนคาเมรอลแล้วมีเวลา แนะนำให้แวะชมสวนลาเวนเดอร์แห่งนี้นะครับ ถ้าใครชอบดอกไม้ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

คาเมรอลไฮแลนด์เป็นเมืองเกษตรกรรมปลอดสารพิษเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออกขายยังต่างประเทศ ประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี คนที่นี่จึงนิยมทานอะไรร้อนๆ เมื่อพูดถึงอาหารร้อนๆ ที่เกี่ยวกับผัก คงต้องนึกถึง ”สุกี้สตรีมโบท” หรือสุกี้หม้อไฟ  ซึ่งค่ำนี้ผมจะได้ลิ้มลองครับ


ไกด์เค๊กพามาที่ร้าน “Restoran Ferm Nyonya”  ครับ ลักษณะของสุกี้สตรีมโบทก็จะคล้ายๆ กับสุกี้บ้านเราเลย มีน้ำจิ้ม กระเทียม พริก แต่น้ำจิ้มของที่นี่จะข้นกว่า ผักสดและกรอบมากๆ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ มีทั้งไก่ ลูกชิ้นปลา ฟองเต้าหู้ รวมถึงมีกุ้งและปลาหมึกด้วยครับ ได้ทานอะไรร้อนๆ ในบรรยากาศเย็นๆ มันช่วยคลายหนาวไปได้เยอะเลยครับ

 


จากนั้นไกด์เค๊กพามาชิมโรตีและชาชักกันต่อ ชาชักมีทั้งแบบร้อนและเย็น ส่วนเมนูโรตีก็มีหลายอย่าง ผมเลือกลองโรตีทิชชู ซึ่งทำออกมาได้บางและกรอบมาก อร่อยเชียวแหละ สนนราคาชิ้นละ 1.5 ริงกิตเอง ส่วนโรตีใส่นม (โรตีซู่ซู่) ค่อนข้างหวานเนื่องจากใส่นมข้นเยอะมาก สนนราคา 3 ริงกิต ก็ถือว่าไม่ผิดหวัง ชอบโรตีทิชชูครับ

ถึงเวลาอันสมควร คงต้องเข้าที่พักกันแล้ว คืนนี้ผมเข้าพักที่ “Heritage Hotel Cameron” ครับ


สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนต่างๆ บนคาเมรอลไฮแลนด์มีลักษณะสไตล์ทิวดอร์ บ้านสไตล์ทิวดอร์เดิมจะทำจากโครงไม้สนหรือไม้โอ๊ค ภายนอกถูกทาด้วยสีขาว แต่ปัจจุบันมีการนำสีโอ๊คมาทาเพื่อให้มีลวดลายแทนการใช้โครงไม้สน ดูคลาสสิคดีจัง ไม่ใช่เพียงแต่บ้านเท่านั้น ตามโรงแรมต่างๆ ก็นำสไตล์ทิวดอร์เข้ามาใช้ในการตกแต่งด้วยเหมือนกัน

 

 

 


อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตู้ เตียง ทำจากไม้ เลยทำให้ห้องพักอาจจะดูเก่าไปสักนิดแต่พื้นที่ใช้สอยในห้องค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว ภายในโรงแรมไม่มีเครื่องปรับอากาศนะครับ แต่จะมีพัดลมเพดานให้ นี่ขนาดไม่มีเครื่องปรับอากาศ ผมยังต้องพึ่งผ้าห่มเลยครับ อากาศค่อนข้างเย็นเลยทีเดียว โรงแรมนี้ไม่มี Free wifi ให้ใช้ในห้องนะครับ แต่จะมีให้ใช้บริเวณ Lobby ครับ

 

 


ห้องพักแต่ละห้องจะมีระเบียงให้ออกมายืนชมวิวด้วย ผมเองก็ไม่พลาดที่จะออกมายืนชมวิวกันแต่เช้า มองเห็นสายหมอกบางๆ รวมถึงแสงสีทองที่สาดส่องลงมา สวยงามมากๆ ครับ

 

 


ในส่วนของห้องอาหารเช้า ที่นี่เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 น. ครับ แล้วแขกก็มาใช้บริการตั้งแต่ 06.00 น. กันอย่างคับคั่ง ไลน์อาหารเช้ามีเยอะพอสมควรครับ

โปรแกรมแรกของเช้าวันใหม่ ปักหมุดที่ไร่ชา BOH ครับ “ไร่ชา BOH” เป็นไร่ชาที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดบนคาเมรอลไฮแลนด์ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น The World’s Biggest Green Carpet ครับ ชาที่นำมาปลูกเป็นการนำชาพันธุ์ดีจากอินเดียเข้ามาปลูกครับ

 

 


เสียดายที่ไร่ชา BOH ปิดทุกวันจันทร์ และวันที่ผมไปก็เป็นวันจันทร์พอดี ไกด์เค๊กพยายามขออนุญาตยามที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าเพื่อจะขอเข้าไปชมบรรยากาศด้านในแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต เลยถ่ายภาพได้แต่เพียงด้านหน้าของไร่ชา BOH เท่านั้น นี่ขนาดด้านหน้ายังสวยขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าด้านในจะสวยขนาดไหน ไร่ชา BOH ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ต้องขับรถเข้ามาตามถนนสายเล็กๆ เข้าไปไกลพอสมควร เส้นทางค่อนข้างแคบครับ

ออกจากไร่ชา BOH ผมแวะชมบรรยากาศที่ตลาดพื้นเมืองกันสักนิดหน่อยครับ

 


บรรยากาศภายในตลาดค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียว มีต้นไม้มาวางจำหน่ายด้วย


ถั่งเช่า ก็มีจำหน่ายด้วย


ดอกไม้สดๆ


สตรอว์เบอร์รี ก็หาซื้อได้จากตลาดสด ตกกิโลกรัมละ 30 ริงกิตครับ แต่ก่อนจะซื้อลองเดินถามดูหลายๆ ร้านนะครับ เพราะแต่ละร้านราคาไม่เท่ากันครับ

จากไร่ชา ไปต่อที่ “Cactus Point” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตลาดพื้นเมืองครับ

 


ที่นี่เข้าชมฟรีครับ

 

 

 

 

 

 

 

 


กระบองเพชรหลากหลายสายพันธุ์ สามารถหาชมได้ที่นี่ครับ มีทั้งต้นเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ ไปจนถึงใหญ่ประมาณหม้อหุงข้าวกันเลยทีเดียว เป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดหากได้ขึ้นมาเที่ยวบนคาเมรอลไฮแลนท์ครับ


Cactus Point จะคล้ายๆ กับซุปเปอร์มาเก็ตต้นไม้ครับ หากพอใจต้นไหนสามารถซื้อหากลับไปปลูกที่บ้านได้ บอกเลยว่าราคาไม่แพงเลย นี่ถ้าอยู่เมืองไทยผมคงซื้อกลับไปปลูกที่บ้านอยู่หลายต้นเลยทีเดียว

 

 


นอกจากกระบองเพชรแล้ว ยังมีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์จำหน่ายอีกด้วยครับ

จาก Cactus Point ไปต่อกันที่ “Bharat Tea Plantations” ครับ

 

 

 


ไร่ชาที่นี่สวยไม่เป็นรอง BOH เลยครับ มองเห็นแบบเต็มๆ ตาเหมือนกัน ลักษณะการปลูกจะไม่เหมือนการปลูกชาบ้านเรา ซึ่งบ้านเราจะปลูกคล้ายๆ กับขั้นบันได แต่ไร่ชาที่คาเมรอลจะปลูกแนวตั้งตามแนวความสูงของพื้นที่ครับ

 


ด้านบนจะมีร้านขายชาและเบเกอรี่ให้นั่งทานไปชมบรรยากาศไร่ชาไป มันได้อารมณ์สุดๆ ครับ

จบโปรแกรมไร่ชาที่ Bharat Tea Plantations แล้ว คงต้องเดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไปของผมในวันนี้ นั่นคือ เก็นติ้งครับ ระหว่างทางแวะยืดเส้นยืดสายที่น้ำตกอีสกันด้าครับ

 


“น้ำตกอีสกันด้า” เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของเขาคาเมรอล อยู่ติดถนนใหญ่เลยครับ ใครที่จะขึ้นไปเที่ยวบนคาเมรอลก็ต้องเห็นน้ำตกนี้กันทุกคน ถ้าไม่เห็นแปลว่าคงต้องนอนหลับมาตลอดทางอย่างแน่นอน


บริเวณน้ำตกจะมีร้านรวงมาขายของมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นของทานเล่น รวมถึงผลไม้ตามฤดูกาลครับ ช่วงที่ผมไปมีทั้งข้าวโพด กล้วย ทุเรียน มะพร้าวครับ หาซื้อไปขบเคี้ยวแก้เมารถก็ได้นะครับ

ผมแวะมาฝากท้องที่ร้านเดิมที่ “Garden Seafood” ครับ

 


เมนูมื้อนี้ วัตถุดิบหลักๆ เหมือนเดิม คือ ไก่ เต้าหู้ ปลา ผัก แต่กรรมวิธีการปรุงจะเปลี่ยนรสชาติไป แต่ที่เหมือนเดิมคือ ไข่ และโรตีอุดัง เมนูดังของ Garden Seafood ครับ

หลังอาหาร เรามุ่งหน้ากันต่อสู่ “เก็นติ้งไฮแลนด์” ครับ

 

 


เราสามารถเดินทางขึ้นไปบนเก็นติ้งได้ 2 วิธี วิธีแรกคือการนั่งรถ วิธีที่สองคือนั่งกระเช้า แต่ช่วงที่ผมไป กระเช้าปิดซ่อมพอดี เลยต้องใช้การนั่งรถโดยที่ไม่มีตัวเลือกครับ ยอดเขาเก็นติ้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 6,000 ฟุต ที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “มหานครแห่งความบันเทิงที่ไม่เคยหลับ” หนึ่งเดียวของมาเลเซีย ด้านในมีทั้งบ่อนคาสิโน ร้านค้า รวมถึงเครื่องเล่นทั้งในร่มและกลางแจ้งครับ

ผมนึกแปลกใจว่าคาเมรอลอยู่สูงกว่าเก็นติ้งมาก ทั้งๆ ที่ฝนตกที่คาเมรอลแต่กลับไม่มีหมอกเลย ผิดกับที่เก็นติ้ง ช่วงเวลาที่ผมไป ไม่มีฝนตก แต่กลับมีหมอกลอยฟุ้งอยู่เต็มไปหมด ขนาดตึกสีๆ ขนาดใหญ่บนเก็นติ้งกลับมองไม่เห็นเลย เพราะหมอกปกคลุมหนักมากครับ

ผมใช้เวลาอยู่ในเก็นติ้งประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่าขึ้นมาทำไมแค่แป๊บเดียว จริงๆ แล้วผมอยากให้สมาชิกที่ยังไม่เคยมาเที่ยวมาเลเซียได้มาสำรวจเก็นติ้งดูว่าด้านบนมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ไหนๆ ก็มามาเลเซียทั้งทีแล้ว หากมีใครถามว่าเก็นติ้งเป็นอย่างไร จะได้ตอบเขาถูกครับ สำหรับผมแล้ว ขึ้นมาที่เก็นติ้งครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วครับ

ถึงเวลาอันสมควร คงต้องเดินทางกันต่อสู่กัวลาลัมเปอร์แล้วครับ

ผมมาถึงกัวลาลัมเปอร์เกือบจะสองทุ่มแล้ว รถในกัวลาลัมเปอร์ ติดพอๆ กับใน กทม.เลยครับ มาถึงกัวลาลัมเปอร์แล้ว สิ่งแรกขอเติมพลังกันก่อนดีกว่าครับ


ไกด์เค๊กพาไปที่ร้าน “Minmax restaurant” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตึกแฝดปิโตนัสมากนัก อาหารมื้อนี้ มีทั้งปลาราดพริก ข้อไก่ผัดเปรี้ยวหวาน ไก่ทอด ผัดผัก และเต้าหู้ครับ

 


จากนั้นขอออกมาพิสูจน์ถ้อยคำที่ต่างขนานนามว่ากัวลาลัมเปอร์เป็นนครอุทยานแห่งแสงสี “The city gardens of life” กันสักหน่อย ก่อนจะปิดท้ายของโปรแกรมด้วยการไปเดินชอปปิ้งในตึกแฝดปิโตรนัสกันครับ

“ตึกปิโตนัส” เป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 452 เมตร มีจำนวน 88 ชั้น และเป็นตึกระฟ้าที่สูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก อีกทั้งยังมี Skybridge ที่สูงที่สุดในโลก เป็นสะพานที่เชื่อมสองตึกเข้าด้วยกัน โครงสร้างภายนอกอาคารสร้างจากกระจกและเหล็ก ส่วนการตกแต่งภายในได้รับแรงบันดาลใจจากการให้มาเลเซียมุ่งไปสู่อนาคต แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติครับ และอีกไม่นาน แชมป์ความสูงของตึกปิโตนัสก็จะถูกเปลี่ยนมือให้กับตึกไทยบุญรุ่ง ตึกแฝดแห่งใหม่กลางกรุงพนมเปญ กัมพูชา ที่มีความสูงถึง 560 เมตร ด้วยความสูง 133 ชั้น ซึ่งจะใช้เวลาในการสร้าง 5 ปีเต็ม โดยจะเริ่มก่อสร้างประมาณกลางปี 2560 ครับ

ผมว่าช่วงค่ำ ตึกแฝดปิโตรนัสดูมีเสน่ห์กว่าช่วงสว่างมากๆ แสงสีที่สาดส่องมายังตึก มันทำให้ตึกดูอร่ามเหมือนตึกมันเปล่งแสงออกมาอย่างไงอย่างนั้นเลย สวยงามจริงๆ ครับ

สำหรับคืนนี้ผมเข้าพักที่ “WP Hotel” ครับ


Lobby ขนาดกะทัดรัด มีพื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนระหว่างรอการ Check in/Check out ครับ


มีมุม Cafe เล็กๆ ด้วย เก๋ไก๋ดีครับ

 


ห้องพักค่อนข้างใหม่เลยทีเดียว สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แอบดูที่เครื่องปรับอากาศ ที่นี่ปรับไว้ที่ 20 องศาเซลเซียส เหมือนที่ไกด์เค๊กบอกจริงๆ ครับ


ห้องน้ำแยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยตู้กระจกครับ โดยรวมแล้ว ห้องพักโอเคเลยครับ

 


เมื่อคืนผมมาถึงโรงแรมค่อนข้างดึก เลยไม่ได้ขึ้นมาสำรวจที่สระว่ายน้ำชั้นบนของโรงแรม และคิดว่าสระว่ายน้ำคงปิดไฟแล้วด้วย เนื่องจากเลยเวลาเปิดทำการของสระว่ายน้ำ เช้านี้ผมเลยรีบตื่นและลองขึ้นไปดูบรรยากาศของสระว่ายน้ำดู ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นสระเปิดไฟ แต่ก็ยังน่าจะพอเห็นแสงสีของเมืองกัวลาลัมเปอร์ครับ แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ  ณ เวลา 05.45 น. ความมืดยังคงปกคลุมทั่วบริเวณ แสงไฟของเมืองกัวลาลัมเปอร์ยังคงสว่างไสวอยู่ จากสระว่ายน้ำสามารถมองเห็น KL Tower รวมถึงตึกแฝดปิโตรนัสด้วย แต่... ยอดของตึกแฝด ณ เวลานี้ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกครับ และที่เกินคาดไว้คือ ณ เวลานี้ สระว่ายน้ำยังเปิดไฟอยู่เลย แอบนึกเสียดายที่เมื่อคืนไม่ได้ขึ้นมาสำรวจสระว่ายน้ำดู ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นวิว KL Tower ตั้งเคียงคู่ตึกแฝดปิโตรนัสครับ

สำหรับ KL Tower เป็นหอคอยที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยความสูง 421 เมตร เป็นหอคอยที่ใช้สื่อสารและรับส่งสัญญาณ ภายในหอคอยมีภัตตาคารหมุนรอบ ซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้โดยรอบกัวลาลัมเปอร์ครับ ผมเองก็เคยมีโอกาสขึ้นไปยืนด้านบนมาแล้วครั้งหนึ่งครับ


แสงสว่างเริ่มเข้ามาแทนความมืด สายหมอกเริ่มจางไป ณ เวลานี้ยอดของปิโตรนัสเริ่มปรากฏกายให้เห็นแล้วครับ

 

 

 

 


06.00 น. เป็นเวลาเริ่มเปิดทำการของห้องอาหารครับ เช้านี้แขกค่อนข้างน้อยเลยมีโอกาสได้ถ่ายบรรยากาศภายในห้องอาหารมาให้ชม อาหารถือว่าหลากหลายเลยดีทีเดียว เห็นมีสถานีไข่ด้วย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเชฟมาทอดไข่ครับ

โปรแกรมแรกของเช้านี้ เริ่มที่พระราชวังอิสตานา เนการา ครับ

 

 

 


“พระราชวังอิสตานา เนการา (Istana Negara Palace)” เป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีของมาเลเซียแห่งใหม่ หลังจากที่ย้ายมาจากสถานที่เดิมที่เคยอยู่ในใจกลางเมืองและมีขนาดเล็ก ได้ย้ายมาอยู่ที่เนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของกัวลาลัมเปอร์ได้ สีของโดมพระราชวังมีสีทอง ซึ่งเป็นสีประจำพระราชวงศ์ของมาเลเซีย บริเวณด้านหน้าพระราชวังจะมีเสาธง ถ้าหากธงขึ้นสู่ยอดเสาแสดงว่าพระราชาธิบดีเสด็จประทับอยู่ด้านในพระราชวัง ซึ่งวันที่ผมไป ธงขึ้นสู่ยอดเสาครับ

มาเลเซีย ประกอบด้วยรัฐ 13 รัฐ แต่ละรัฐจะมีสุลต่านผู้ปกครองรัฐ แต่ปัจจุบันมีสุลต่านเพียง 9 รัฐ 9 พระองค์เท่านั้น ส่วน ปีนัง มะละกา ซาบาห์ และซาราวัก จะไม่มีสุลต่าน ใน 9 พระองค์จะมีวาระตำแหน่งในการครองราชย์ที่สูงกว่าสุลต่าน คือพระราชาธิบดี ซึ่งจะครองวาระ 5 ปี เมื่อหมดวาระ สุลต่านองค์ใหม่ก็จะเวียนขึ้นมาเป็นพระราชาธิบดีแทน พระราชวังแห่งนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว สุลต่านคนแรกที่เข้ามาประทับที่พระราชวังแห่งนี้คือสุลต่านรัฐเคดาห์ ณ ตอนนี้เป็นสุลต่านรัฐตรังกานูครับ

จุดหมายต่อไป ไกด์เค๊กพาไปชมถ้ำบาตู ครับ

 


“ถ้ำบาตู (Batu Caves)” เป็นถ้ำหินปูน อยู่ทางด้านเหนือของกัวลาลัมเปอร์ ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมในศาสนาฮินดูและเป็นวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นรูปปั้นพระขันธกุมารขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณปากถ้ำ พระขันธกุมารเป็นเทพของศาสนาฮินดู ไกด์เค๊กเล่าให้ฟังว่า พระขันธกุมารเป็นพี่น้องกับพระพิฆเนศ แต่ใครเป็นพี่ใครเป็นน้องไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา พระขันธกุมารเป็นโอรสของพระแม่อุมาเทวีและพระศิวะ น้ำเชื้อของพระศิวะได้ร่วงหล่นลงพื้นธรณี แต่ยังไม่ทันที่น้ำเชื้อร่วงสู่พื้นธรณีก็มีนกจากสรวงสวรรค์มารับน้ำเชื้อของพระศิวะไป แล้วนกตัวนั้นได้รับคำบัญชาจากพระพรหมให้ไปคายน้ำเชื้อของพระศิวะกับหญิงบริสุทธิ์ นกจากสรวงสวรรค์จึงนำน้ำเชื้อของพระศิวะไปคายในช่องพระครรภ์ของพระแม่อุมาเทวี จึงก่อกำเนิดเป็นพระขันธกุมารองค์นี้ขึ้นมาครับ หนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือการเดินขึ้นบันได้ 272 ขั้นเพื่อขึ้นไปยังถ้ำบาตู ในช่วงเทศกาลประจำปีไทปูซัม ซึ่งคล้ายๆ กับประเพณีกินเจบ้านเรา ก็จะมีผู้มีจิตศรัทธาหลายพันคนเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย แต่เนื่องจากผมมีเวลาไม่มากพอ เลยไม่ได้ขึ้นบันไดเพื่อไปพิสูจน์ความแข็งแรงของร่างกายครับ

จากถ้ำบาตู ไปต่อกันที่จัตุรัสเมอร์เดกาครับ

 

 

 


“จัตุรัสเมอร์เดกา (Merdeka Square)” เป็นลานประกาศเอกราชของมาเลเซีย ในวันที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ มีการทำสนธิสัญญาในเรื่องของการหลุดพ้นจากการปกครองของอังกฤษที่มะละกา ในขณะเดียวกันก็มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสเมอร์เดกาแห่งนี้  

มาเลเซียตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกนานถึง 446 ปี เริ่มจากโปรตุเกสที่บุกมาทางเรือและเข้ายึดเมืองมะละกา จากนั้นก็อยู่ภายใต้การปกครองของชาวดัตช์ และอังกฤษในเวลาต่อมา จนถึงวันที่ 31สิงหาคม ค.ศ.1957 มาเลเซียก็ได้อธิปไตยกลับคืนมาจากประเทศอังกฤษ พร้อมกับมีการชักธงชาติของมาเลเซียขึ้นสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรก ณ บริเวณจัตุรัสแห่งนี้ คำว่า “เมอร์เดกา” หมายถึงเอกราช ภายในจัตุรัสเมอร์เดกายังคงหลงเหลือสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์อยู่ นั่นคืออาคารสุลต่านอับดุลซามัด ตั้งชื่อตามพระนามของสุลต่านแห่งรัฐสลังงอร์ สมัยก่อนใช้เป็นที่ทำการของหน่วยงานราชการในยุคที่อังกฤษเข้ามาปกครอง แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นอาคารสำนักงานของศาลฎีกา สถาปัตยกรรมที่เห็นเป็นแบบมัวร์ ส่วนที่เป็นหอนาฬิกาสูง 40 เมตร จะถูกเรียกติดปากว่า “บิ๊กเบนของมาเลเซีย” อิฐที่นำมาใช้ทำอาคารสุลต่านอับดุลซามัดนำเข้าจากอินเดีย จำนวน 3 ล้านก้อนเลยทีเดียว


ฝั่งตรงข้ามของอาคารสุลต่านอับดุลซามัด มองเห็นน้ำพุวิคตอเรีย ที่อังกฤษได้สร้างไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์และเชิดชูพระนางวิคตอเรียที่ 4 จะสังเกตได้ว่า ถ้าอังกฤษไปปกครองเมืองที่ไหนก็จะสร้างน้ำพุไว้ที่เมืองนั้นๆ อย่างที่มะละกาก็มีเช่นกันครับ

จบจากจัตุรัสเมอร์เดกาเราไปต่อกันที่ “อนุสาวรีย์แห่งชาติมาเลเซีย” หรืออนุสาวรีย์ทหารอาสาครับ

 

 

 

 


อนุสาวรีย์แห่งนี้ สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในมาเลเซีย เนื่องด้วยมาเลเซียนับถือศาสนาอิสลาม จึงไม่นิยมให้มีการประดับรูปปั้นตามสถานที่ต่างๆ เพราะเชื่อว่าการกราบไหว้รูปปั้นเป็นเรื่องไม่ดี แต่ว่าอนุสาวรีย์แห่งชาตินี้ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างขึ้นเพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อรักษาอิสรภาพและสันติสุขให้กับมาเลเซียในเหตุการณ์สำคัญ 2 ครั้ง นั่นคือในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหตุการณ์ปราบปรามคอมมิวนิสต์ อนุสาวรีย์แห่งชาติมาเลเซียเป็นประติมากรรมรูปหล่อสำริดรูปมนุษย์เจ็ดคน จะแทนคุณสมบัติ 7 ประการ ได้แก่ ความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำ ความเสียสละ ความเข้มแข็ง ความอดทน ความเป็นหนึ่งเดียว และความรอบคอบ ประติมากรรมชิ้นนี้ถือเป็นประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1966 โดยเฟลิกซ์ เดอ เวลดอน

ถัดจากอนุสาวรีย์คือสวนอาเซียนและอนุสาวรีย์ตันราซักซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่นายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซียครับ

ได้เวลาอันสมควรแล้วคงต้องล่ำลามาเลเซียกันแล้ว ไกด์เค๊กพามุ่งหน้าสู่สนามบิน ระหว่างทางแวะทานมื้อเที่ยงกันก่อนที่ “RESTORAN EAST OF HIGHWAY SDN BHD” ครับ

 


ช่วงเวลาที่ผมไปถึงร้าน ลูกค้าเยอะมาก นี่ขนาดไกด์เค๊กโทรสั่งอาหารล่วงหน้าไว้แล้ว แต่เมื่อคณะเดินทางไปถึง ปรากฏว่าโต๊ะยังไม่ได้เคลียร์ อาหารยังไม่ได้ทำ สรุปว่านั่งลุ้นกันว่าจะทานอาหารกันทันไหม เพราะระยะทางจากร้านไปยังสนามบินยังอีกไกลอยู่เหมือนกัน ร้านนี้จะเป็นอาหารสไตล์จีนครับ เมนูค่อยๆ ทยอยมาทีละอย่าง เราก็รีบจัดไปเพื่อไม่ให้เสียเวลามื้อนี้มีทั้งกุ้งทอด ปลาทอดน้ำปลา ขาหมู ผัดปลาหมึก ผัดผัก ผัดลูกชิ้น รสชาติอาหารถือว่าโอเคเลยครับ

นั่งรถตู้ไปใจก็ลุ้นว่าผู้โดยสารที่สนามบินจะเยอะหรือไม่ เพราะวันที่ผมเดินทางมาถึง เห็นแถว ตม.แล้วอ่อนใจ ถ้าคนเยอะแบบวันที่ผมมาถึง เป็นอันว่าผมคงต้องตกเครื่องอย่างแน่นอนครับ

สนามบินมาเลเซียไม่มีกระบวนการสแกนกระเป๋าที่จะโหลดใต้ท้องเครื่องครับ ทำให้ประหยัดเวลาไปได้ 1 ขั้นตอน มาถึงกระบวนการ Check in ก็ไร้คิว ถือว่าโชคดีมากๆ และกระบวนการสุดท้ายคือ ตม. วันนี้คนไม่เยอะอย่างวันที่ผมมาถึง แต่ผมได้ทำการสรุปบทเรียนจากการรอต่อคิวในวันที่มาถึงไว้แล้ว วันนี้เลยปรับกลยุทธ์ ทำให้ไม่ต้องรอคิวนานครับ


เมื่อผ่าน ตม.เข้าไปแล้ว แนะนำว่าไม่อยากให้หลงระเริงกับสินค้า Duty Free มากนักนะครับ ยังไงควรเผื่อเวลาเดินไปยัง Gate ด้วย เพราะ Gate ค่อนข้างไกล และใกล้ๆ Gate ก็มีสินค้า Duty Free ให้เลือกช๊อปเหมือนกัน แต่อาจจะน้อยกว่าร้านค้าที่อยู่ใกล้ๆ ตม.ครับ

 


ใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมงครับ


มองเห็นกระเพาะหมู ชุมชนบางกระเจ้า ปอดแห่งใหญ่ของคนกรุงเทพครับ

 

 


ถือเป็นการจบทริปโดยสมบูรณ์ ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่สนุกมากๆ ในตอนแรกผมเองยังคิดว่าทริปนี้คงจะน่าเบื่อ เพราะผมไปทับรอยเดิมที่ผมเคยไปทั้งหมด แต่ที่ไหนได้ ทริปนี้กับเป็นทริปที่ทำให้ผมต้องหาโอกาสกลับไปเที่ยวที่มาเลเซียอีกครั้งให้ได้ อาจจะไปทางปีนัง ซึ่งผมไปมาเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน รวมถึงเกาะลังกาวี ที่ผมยังไม่เคยไปเลย

สำหรับรีวิวนี้ อาจจะไม่ละเอียดในเรื่องของการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจุด เนื่องจากผมใช้บริการของรถตู้ที่ บ.รักเดินทางจัดให้ แต่ผมตั้งใจที่จะถ่ายทอดให้เพื่อนๆ ได้เห็นบรรยากาศรวมถึงประวัติที่มาของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งว่าเป็นอย่างไร ที่พักที่ผมไปพักเป็นแบบไหน ร้านอาหารที่ไปเป็นอย่างไร อาหารอะไรที่ไม่ควรพลาดชิม เผื่อเพื่อนๆ จะได้ใช้ข้อมูลที่ผมตั้งใจทำขึ้นเพื่อประกอบในการวางแผนท่องเที่ยวมาเลเซียของเพื่อนๆ นะครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น