แซ่บนัว ทัวร์อีสาน (นครพนม-ร้อยเอ็ด-ยโสธร-อุบลราชธานี)

25 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (4,604 เข้าชม)
แบ่งปัน:


“อีสาน” ไปทำไม ทั้งร้อนทั้งแล้ง ผมว่าหลายคนมีความคิดแบบนี้ แต่ “อีสาน” สำหรับผมนั้นมีความน่าสนใจมาก อีสานเป็นภาคที่มีประเพณีที่ยิ่งใหญ่สวยงาม อย่างเช่นประเพณีไหลเรือไฟ ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีบุญบั้งไฟ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกมากมาย และอีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมพูดถึงไม่ได้ นั่นคือรสชาติของอาหารครับ

ผมมีโอกาสไปเยือนอีสานใต้ โซนอุบลราชธานี มุกดาหาร นครพนม แทบทุกปี จนมาช่วง 2-3 ปีหลังนี่แหล่ะที่ห่างหายไป ปัจจุบันอีสานมีแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งจะได้รับการโปรโมท รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง ผมเองก็ตั้งใจจะไปสัมผัสความน่าสนใจอยู่หลายครั้งแต่ก็พลาดทุกครั้ง และด้วยความที่อยากไปมาก เลยไปฉุดกระชากลากพี่ๆ ที่ทำงานจนได้ผู้ร่วมชะตากรรมมา 9 คน เมื่อสมาชิกพร้อม ผมเลยนำโปรแกรมเก่าที่เคยวางไว้หลายรอบแล้วมาปัดฝุ่น และปรับโปรแกรมเล็กน้อยเพื่อให้ทริปนี้ลงตัวมากขึ้น โดยเลือกปักหมุดที่ 4 จังหวัด โปรแกรมที่วางไว้คือบินไปลงที่นครพนม และไล่เที่ยวมาเรื่อยๆ ในพื้นที่ร้อยเอ็ด ยโสธร และมาปิดทริปที่อุบลราชธานีครับ

สำหรับขาไป ผมเลือกใช้บริการของ Air Asia เนื่องจากเวลาสวย Flight แรกถึงนครพนมเวลา 09.45 น. แต่ถ้าหากเป็นนกแอร์ Flight แรกจะถึงนครพนม เวลา 11.30 น. ครับ

 


เครื่องที่จะพาผมไปนครพนมคือเครื่องลำที่ 3 จอดรออยู่ที่ Gate 55 แค่ชื่อ Gate ก็พอจะรู้เป็นนัยๆ แล้วว่าทริปนี้จะสนุกสนานขนาดไหน

 

 


ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินนครพนม

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในทริปนี้ ผมเลือกเหมารถตู้พร้อมคนขับ โดยเหมารถตู้จากจังหวัดอุบลราชธานีให้มารับที่สนามบินนครพนม


จุดหมายแรกของทริปนี้คือ บ้านลุงโฮจิมิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินครับ


บ้านไม้หลังเล็กๆ ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของพันธุ์ไม้นานาพรรณหลังนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ระหว่างปี พ.ศ.2467-2474 อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงครามเพื่อเตรียมการปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส


ลุงโฮได้ย้ายมาอยู่ที่นครพนมโดยมาอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทที่มาจากเวียดนามที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ช่วงที่หนีออกจากเวียดนาม ทั้งลุงโฮและเพื่อนสนิทคนนี้ต่างหลบหนีไปอยู่คนละที่ ลุงโฮได้เปลี่ยนชื่อเรียกและย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ต้องการให้ใครจำลุงโฮได้ ส่วนเพื่อนสนิทของลุงโฮได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองไทยและมีครอบครัวที่เมืองไทย 

 


จะมีเจ้าหน้าที่มาบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์รวมถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของลุงโฮเมื่อครั้งที่ลุงโฮมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

 

 

 


ภายในบ้านจะแบ่งออกเป็นสามห้อง ประกอบด้วยสองห้องนอนและหนึ่งห้องโถง มีโต๊ะทำงาน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ลุงโฮใช้เมื่อครั้งที่มาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้

 


ห้องครัวแยกออกมาจากตัวบ้าน ภายในจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องครัวครับ


เครื่องตำข้าวที่ลุงโฮใช้ในการตำข้าวด้วยตัวเองครับ


ต้นมะเฟืองต้นนี้ปลูกโดยลุงโฮ ปัจจุบันแผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โต ให้ลูกให้ผลอยู่ข้างๆ บ้านนั่นเอง


ดอกซากุระจากเวียดนาม ตอนแรกคิดว่าดอกปลอม พอเข้าไปมองใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าดอกจริงครับ 

 


ต้องยอมรับว่าที่นี่ร่มรื่นจริงๆ มีทั้งไม้สวนอย่างต้นมะพร้าว หมาก พลู น้ำเต้า กล้วย หรือจะเป็นไม้ดอกงามๆ อย่างกล้วยไม้ มะลิซ้อน ที่แข่งกันส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ


บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเพื่อนลุงโฮ ปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยของลูกหลาน และที่ใต้ถุนบ้านหลังนี้เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ 

สำหรับการเข้าชมบ้านลุงโฮนั้น เข้าชมฟรีนะครับ แต่ถ้าเราอยากจะให้ที่นี่เปิดให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวไปนานๆ เราอาจจะช่วยค่าน้ำค่าไฟได้ โดยจะมีตู้รับบริจาค หรือไม่ก็ช่วยกันอุดหนุนสินค้ากันสักชิ้นสองชิ้นก็ยังดีครับ

ใกล้ๆ กับบ้านลุงโฮ เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ภายในจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ การต่อสู้กอบกู้เอกราชของลุงโฮ มีการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง และมีการจำลองบ้านลุงโฮด้วย ผมว่าไหนๆ ก็มาถึงถิ่นแล้ว ไปดูบ้านลุงโฮของแท้ได้อารมณ์กว่าเยอะครับ

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรเลย แต่ต้องอดใจเก็บท้องไว้ทานข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อของนครพนม ที่ร้านข้าวเกรียบปากหม้อศรีเทพครับ

 


"ร้านข้าวเกรียบปากหม้อศรีเทพ" อยู่ในตัวเมืองบนถนนศรีเทพ ตรงข้ามโรงแรมศรีเทพ แม่ค้าจะมาทำข้าวเกรียบปากหม้อกันให้เห็นด้านหน้าร้าน หม้อใบใหญ่มากๆ ปกติที่ผมเคยทานจะเป็นข้าวเกรียบปากหม้อตัวเล็กๆ ไส้ผัดด้วยหมูสับ ถั่วลิสงและไชโป๊สับ  แต่ข้าวเกรียบปากหม้อที่นี่ตัวใหญ่เลยทีเดียว ไส้เป็นไส้หมูผัดกับต้นหอม ทานคู่กับน้ำจิ้มหวานๆ ใส่พริกสดตำครับ

ความแตกต่างแต่ละเมนูของข้าวเกรียบปากหม้อศรีเทพจะอยู่ที่ตัวแป้งและการห่อ แต่ไส้จะเหมือนกันทุกเมนู จะแตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลยครับ


“ปากหม้อ” แป้งเป็นแป้งธรรมดา ห่อด้วยไส้ปกติ เมนูนี้ถือเป็นเมนูพื้นๆ ครับ


“ปากหม้อใส่ไข่” เป็นการผสมไข่ลงในตัวแป้ง ห่อเป็นทรงกระบอกคล้ายก๋วยเตี๋ยวหลอดครับ


“ปากหม้อห่อไข่” เป็นการผสมไข่ลงในตัวแป้งเหมือนกัน แต่ลักษณะการห่อคล้ายไข่ยัดไส้ครับ

 


“ปากหม้อไข่ดาว” จานนี้จะไม่ยีไข่ลงในแป้งเหมือนปากหม้อห่อไข่ แต่จะใส่ไข่เป็นฟองลงไปเลย จานนี้ไข่แดงจะไม่สุก เวลาทานจะคล้ายกับลาวาไหลออกมาครับ 

ทั้งสี่เมนู แป้งจะนุ่มและนิ่ม อร่อยดีทีเดียวครับ


สำหรับใครที่ชอบความแหวกแนว ต้องจานนี้เลยครับ ”ข้าวเกรียบปากหม้อ” เพิ่มความกรอบด้วยข้าวเกรียบที่จะนำมาห่อไว้บนตัวแป้งอีกที ทำให้เมื่อเคี้ยวไปจะมีทั้งความกรอบของข้าวเกรียบและความหนึบนุ่มของตัวแป้ง มันแตกต่างแต่ลงตัวมากๆ ถูกใจเมนูนี้ครับ 

นอกจากนี้ยังมีของให้ทานแกล้มด้วย ไม่ว่าจะเป็นผักดองหรือหมูยอ สนนราคาข้าวเกรียบปากหม้อแต่จะเมนูก็ไม่แพงครับ เมนูละประมาณ 30-35 บาทเท่านั้นเอง หากมากันหลายคน แนะนำว่าให้สั่งหลายๆ เมนูมาทานร่วมกันเหมือนกับที่ผมสั่งมาทานก็ได้นะครับ จะได้กินหลายๆ รสชาติ เป็นอีกหนึ่งร้านที่ไม่ควรพลาดหากมาเที่ยวที่นครพนมครับ

อิ่มท้องแล้ว เราไปเที่ยวกันต่อที่จุดต่อไปคือ “พญาศรีสัตตนาคราช” แลนด์มาร์คอันศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ของนครพนม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านข้าวเกรียบปากหม้อครับ

 

 


ด้วยความเชื่อเรื่อง “พญานาค” ที่มีต่อคนไทยมานานแสนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอีสานนั้นมีความเชื่อและศรัทธาต่อพญานาคเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าช่วงออกพรรษาจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ที่จะมีดวงไฟลึกลับผลุดขึ้นกลางลำน้ำโขงตลอดแนวทางภาคอีสาน เพิ่มการตอกย้ำความเชื่อและศรัทธาของชาวไทยรวมถึงชาวลาวเรื่องพญานาคไม่ให้จางหายไป 

แม้แต่ประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนมเอง ก็มีความเชื่อมโยงกับพญานาค หากสืบสาวราวเรื่องถึงประวัติประเพณีไหลเรือไฟกันให้ลึกแล้วจะรู้ว่า ประเพณีไหลเรือไฟจัดเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที อันเป็นที่อยู่ของพญานาค พระพุทธเจ้าเสด็จไปฝั่งแม่น้ำนัมทามหานทีเพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพญานาคได้ทูลขอพระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้มาสักการบูชารอยพระพุทธบาท เลยสืบต่อเป็นประเพณีที่ดีงามต่อๆ กันมานั่นเอง  

 


องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร ตั้งโดดเด่นพ่นน้ำอยู่ริมน้ำโขง นักท่องเที่ยวและชาวนครพนมนิยมมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสายเลยครับ 

ไม่ไกลจากองค์พญาศรีสัตตนาคราช เป็นที่ตั้งของ "วัดโพธิ์ศรี" วัดที่ประดิษฐานพระทอง พระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัย พระคู่บ้านคู่เมืองนครพนม


องค์พระทอง ประดิษฐานอยู่ในหอพระทองแห่งนี้ องค์พระทองเป็นพระพุทธรูปโบราณ สร้างโดยสกุลช่างล้านช้าง ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น เดิมพระทองประดิษฐาน ณ วัดบ้านห้อม ต.อาจสามารถ ต่อมาเจ้าเมืองนครพนมเห็นว่าไม่ปลอดภัย ยากต่อการดูแลรักษา จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ ณ วัดโพธิ์ศรี มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง จึงมีการป้องกันการโจรกรรมอย่างแน่นหนา โดยการสร้างกรงครอบ ปิดด้วยกระจก และปิดล๊อกกุญแจไว้ 3 ชั้น 

 

 


ด้านข้างของหอพระทองคือ สิม (พระอุโบสถ) ด้านในประดิษฐานพระประธานครับ

ถัดจากวัดโพธิ์ศรีไปนิดหน่อย เป็นที่ตั้งของวัดมหาธาตุอีกหนึ่งวัดสำคัญของนครพนมครับ

 


"วัดมหาธาตุ"เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ เป็นพระธาตุทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ 4.85 เมตร สูงประมาณ 24 เมตร มีลักษณะตามแบบพระธาตุพนมองค์เดิม เป็นพระธาตุที่ขุดเอาพระอรหันตธาตุ จากพระธาตุองค์เดิมมาสร้างเป็นองค์นี้ เชื่อกันว่าผู้ที่ได้มานมัสการพระธาตุนคร จะได้รับอานิสงส์มีความสุขสวัสดี มีความมั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง เสริมบารมี อำนาจวาสนา เป็นเจ้าคนนายคนครับ

จากวัดมหาธาตุ ผมไปต่อที่วัดโอกาสศรีบัวบาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดมหาธาตุมากนักครับ

 


"วัดโอกาสศรีบัวบาน" เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งของนครพนม สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร บริเวณกลางวัดจะมีหอประดิษฐานพระติ้วกับพระเทียมครับ

 


พระติ้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ สูงประมาณสองไม้บรรทัด มีอายุกว่า 1,300 ปี สร้างโดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร พ.ศ. 1328 ภายหลังเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าองค์พระติ้วถูกเพลิงไหม้ จึงมีการสร้างพระติ้วองค์จำลองขึ้นมา (พระเทียมไม่ได้บุทองคำแต่ลงรักปิดทองเปลว) ภายหลังกลับพบพระติ้วลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง จึงกลายเป็นพระพุทธรูปคู่แฝด คือ พระติ้ว (องค์ขวามือ) และ พระเทียม (องค์ซ้ายมือ) เดิมทั้งพระติ้วและพระเทียมประดิษฐานอยู่ที่วัดธาตุ แต่ภายหลังได้ย้ายมาประดิษฐานที่วัดโอกาสศรีบัวบานแห่งนี้เมื่อกว่า 250 ปีที่แล้ว


จากวัดโอกาสศรีบัวบาน ผมมุ่งหน้าสู่ "หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์" เป็นหอนาฬิกาที่ชาวเวียดนามได้สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชาวนครพนม เมื่อคราวย้ายกลับบ้านเกิดที่ประเทศเวียดนาม เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามครับ

 


จุดหมายต่อไปคือแวะถ่ายภาพเก๋ๆ ที่ "หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ" หอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ลักษณะอาคารเป็นแบบเรอเนสซอง ดูคลาสิคมากๆ อาคารแห่งนี้ใช้แรงงานนักโทษในการก่อสร้าง เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนครพนมครับ

จากหอสมุดแห่งชาตินั่งรถต่อกันอีกนิด เรียกได้ว่าแอร์ยังไม่ทันเย็นก็มาถึงจุดหมายถัดไปของผม นั่นก็คือวัดนักบุญอันนา-หนองแสงครับ

 

 


"วัดนักบุญอันนา-หนองแสง" หากฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งนึกสงสัยว่าทำไมชื่อวัดดูแปลกๆ แท้จริงแล้ววัดนักบุญอันนา-หนองแสงเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่และสวยงามแห่งหนึ่งของนครพนมเลยครับ ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ.1926 เดิมตัวโบสถ์ถูกทำลายจากการถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มเมืองนครพนมในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน ซึ่งทำให้โบสถ์พังเสียหายยับเยิน ต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคริสต์สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ นึกภาพตามแล้วคงสวยงามมากๆ ในวันที่ผมไปโบสถ์ไม่เปิด เลยไม่ได้เก็บบรรยากาศภายในมาให้ชมกันครับ

 


ติดกับโบสถ์ยังมีอาคารที่ทำการศาสนกิจของบาทหลวงนิกายคาทอลิก สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1952 โดยบาทหลวงเอดัวร์นำลาภ ภายหลังจัดตั้งเป็นมูลนิธิบาทหลวงเอดัวร์นำลาภ ตัวอาคารถูกสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียลก่อด้วยอิฐถือปูน ภายนอกทาด้วยสีเหลืองสวยงาม การก่อสร้างใช้วัสดุก่อสร้างบางอย่างนำเข้ามาจากเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนามครับ

จากวัดนักบุญอันนา-หนองแสง เราตีรถกันยาวสักนิด พอได้งีบสัก 15 นาที ก็มาถึงจุดหมายต่อไป คือสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ครับ

 

 


"สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3" เป็นสะพานที่เชื่อมต่อกับประเทศลาว ฝั่งเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ใช้งบประมาณในการก่อสร้างจากรัฐบาลไทยและลาว ทั้งสิ้น 1,723 ล้านบาท สะพานมีความยาว 780 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการร่วมกับรองประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี 2011 เวลา 11.11 น. ถือเป็นเลขสวย 11-11-11 และเป็นตัวเลขแห่งความทรงจำครับ สะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้า การท่องเที่ยว เชื่อมโยงจากประเทศไทย ประเทศลาว สู่ประเทศเวียดนาม และภาคใต้ของประเทศจีน

ผมไม่มีเวลาพอที่จะข้ามไปเที่ยวในฝั่งลาว คงทำได้แค่เพียงขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อเดินไปถ่ายภาพของสะพานแห่งนี้ที่บริเวณตีนสะพานครับ

โปรแกรมต่อไปของผมคือการล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งโขง ไทย-ลาว โดยท่าเรือจะอยู่บริเวณลานคนเมือง ใกล้ๆ กับวัดโอกาสศรีบัวบานนั่นเอง เรือจะออกจากท่าเวลา 17.00 น.ครับ


ผมตั้งใจเผื่อเวลาให้มาถึงที่ท่าเรือประมาณ 16.00 น. เพื่อจะได้เตรียมจองที่นั่งบนเรือ ระหว่างที่รอเรือออกเลยขอชอปปิ้งสินค้าที่ตลาดอินโดจีนพอหอมปากหอมคอสักนิดหน่อยครับ

 


ตลาดอินโดจีนอยู่ติดกับวัดโอกาสศรีบัวบาน และอยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือนั่นเอง ถึงแม้สินค้าอาจจะไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ก็เดินชมพอฆ่าเวลาไปได้ครับ

 


บริเวณท่าเรือ เรือที่เห็นนั่นคือเรือที่จะพานักท่องเที่ยวชมทิวทัศน์สองฝั่งโขง เป็นเรือสองชั้น ขนาดค่อนข้างใหญ่ บนเรือมีของว่างจำพวกลูกชิ้นและเครื่องดื่มจำหน่ายด้วย


แนะนำให้ขึ้นมาบนชั้นสองนะครับ วิวเปิดโล่งกว่าเยอะ อากาศปลอดโปร่ง ไม่อึดอัดเหมือนชั้นล่าง ช่วงแรกๆ อาจจะต้องทนตากแดดนิดหน่อย แต่นั่งไปได้สักระยะ แสงแดดจะค่อยๆ หายไปครับ


มองเห็นหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ด้วย


ช่วงที่ผมไป ฟ้าไม่ค่อยเปิดสักเท่าไร แต่ก็เป็นผลดีเหมือนกัน ทำให้ระหว่างที่ล่องเรือ แดดไม่แรงจนเกินไป ระหว่างเส้นทางมีชาวบ้านออกมาหาปลากันด้วยครับ


เรือมากลับลำบริเวณวัดนักบุญอันนา-หนองแสง และพาข้ามร่องน้ำโขงไปใกล้ฝั่งลาว เมื่อเรือเข้าใกล้ฝั่งลาว ผมรับรู้ได้ถึงความเย็นที่มาปะทะกับผิวกายจากฝั่งลาวเลย อาจเป็นเพราะฝั่งลาวมีต้นไม้เยอะ จนเกิดความชุ่มชื้นก็เป็นได้ครับ


มาดูวิถีชีวิตทางฝั่งลาวกันบ้าง มีการเลี้ยงปลาในกระชังด้วยครับ


ท่าเรือแขวงคำม่วน ด่านท่าแขกครับ


วกกลับมาที่ฝั่งไทยอีกครั้ง ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆ ครับ


พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว แสงอุ่นๆ เริ่มกลายเป็นสีทอง


ตลอดระยะทางไป-กลับราว 8 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้รับทั้งความรู้และความบันเทิงในการบรรยายของเจ้าหน้าที่ รวมระยะเวลาในการล่องเรือประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับค่าบริการล่องเรือ คนละ 50 บาทครับ แต่ถ้าหากว่าใครมาเป็นหมู่คณะใหญ่ และต้องการล่องเรือชมวิถีชีวิตไทยลาวก่อนเวลา 17.00 น. ก็สามารถนะครับ โดยเหมาเรือลำนี้ได้ในราคาชั่วโมงละ 1,000 บาท มา 2 คน ก็จ่าย 1,000 บาท มา 40 คน ก็จ่าย 1,000 บาทครับ

เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว คงต้องเข้าที่พักกันเสียที คืนนี้ผมพักที่ "The River" ครับ

 

 

 


เมื่อขับรถเข้าไป ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องอาหาร ขับรถผ่านห้องอาหารไปจะเป็นที่ตั้งของห้องพัก ด้านหน้ามีลานจอดรถให้เยอะพอควรครับ


ห้องทุกห้องจะมองเห็นแม่น้ำโขงครับ


บริเวณ Lobby ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีที่นั่งให้แขกได้นั่งพักผ่อนระหว่างรอการ check in - check out   ด้วย

 

 


ห้องพักขนาดกำลังพอดี ไม่คับแคบหรือกว้างจนเกินไป ตกแต่งได้น่ารักดี สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีตามมาตรฐานของโรงแรมทั่วไป เช่น ตู้เซฟ ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำพร้อมชากาแฟ ทีวี LCD ไดร์เป่าผม รวมถึง Free wifi 

 


ห้องน้ำเป็นแบบซีทรู แยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยผนังกระจก หัวฝักบัวแบบ Rain Shower ที่โถสุขภัณฑ์มีสายฉีดชำระให้พร้อมครับ


ไปดูบรรยากาศรอบๆ โรงแรมกันบ้างดีกว่า หน้าโรงแรมมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ รอให้แขกได้มาแอ๊คท่าถ่ายภาพด้วย กับป้ายไม้ที่ดึงจุดขายของนครพนมออกมา “นครพนม เมืองที่มีความสุขที่สุด ๒๕๕๗” 


ด้านหลังโรงแรม มีตู้ไปรษณีย์สีแดง เขียนป้าย นครพนม เก๋ไก๋ไม่เบา

 

 


ฝั่งตรงข้าม Lobby   เป็นร้านกาแฟเล็กๆ “River Coffee”


บรรยากาศยามค่ำครับ

หลังจากพักผ่อน ล้างหน้าล้างตากันได้ที่แล้ว ก็ถึงเวลาไปทานมื้อค่ำกันครับ

ค่ำนี้ผมไปฝากท้องกันที่ร้าน "สบายดี" ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับหอนาฬิกาครับ


ระหว่างรออาหาร ผมเลยเดินถ่ายรูปเล่นเพื่อเป็นการฆ่าเวลา ถนนสายนี้เป็นถนนคนเดินเรียบแม่น้ำโขง จะมีของมาขายช่วงค่ำๆ วันศุกร์และเสาร์ครับ เสียดายวันที่ผมไปไม่ใช่วันที่มีการขายของกัน แต่ถึงไม่ใช่วันศุกร์และเสาร์ นักท่องเที่ยวก็สามารถมานั่งทานข้าว ฟังเพลงเบาๆ เสพบรรยากาศของถนนสายนี้ได้เช่นกัน เพราะมีร้านเก๋ๆ ให้เลือกนั่งเยอะเลยครับ

 


จากร้านสบายดี เดินไปไม่ถึง 200 เมตร ก็ถึงหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์แล้วครับ บรรยากาศช่วงค่ำก็สวยงามไปอีกแบบ มีการเล่นไฟสาดส่องมาที่หอนาฬิกา ทำให้หอนาฬิกาเปลี่ยนสีได้ด้วยนะเออ


ถ่ายรูปพอเป็นกระษัย คงต้องรีบเดินกลับไปที่ร้านแล้ว เพราะกลัวทานอาหารไม่ทันคนอื่นครับ อิอิ


เริ่มด้วย "กุ้งอบวุ้นเส้น" กุ้งตัวโตๆ รสชาติกำลังดี สนนราคา 150 บาทครับ


"ยำหอยแครง" หอยแครงทั้งเยอะทั้งใหญ่ ลวกแบบสุกๆ อัดแน่นด้วยสมุนไพร จานนี้ผมทานคนเดียวเกือบครึ่งจานเลย สนนราคา 120 บาทครับ


"เมี่ยงปลาทอด" นี่ก็รสชาติดี เนื้อปลาหั่นมาแบบหนานุ่ม น้ำเมี่ยงอร่อยแต่อุปกรณ์ที่กินแนมน้อยไปสักนิดครับ สนนราคา 150 บาท


"ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม"  ขนาดปลาไม่ใหญ่มาก ทอดออกมากำลังดี ทำให้กรอบ ทานได้ทั้งหัวเลยครับ สนนราคา 200 บาท


"เนื้อโคขุนแช่วาซาบิ" เนื้อจะติดเหนียวไปสักนิด กลิ่นวาซาบิยังไม่ค่อยออกสักเท่าไร สนนราคา 150 บาท


"ต้มส้มปลาเผาะ" จริงๆ เนื้อปลามีให้เลือกหลายชนิด แต่ผมอยากลองชิมปลาต่างถิ่นดูบ้าง เลยเลือกปลาเผาะดูครับ ปลาเผาะเป็นปลาที่มีหนังหนา เวลาเคี้ยวจะกรุบๆ อารมณ์เหมือนเคี้ยวหนังหมู ใครอยากลองของแปลกๆ ลองสั่งชิมดูได้ครับ น้ำต้มส้มกำลังดี สนนราคา 250 บาทครับ


ปิดท้ายด้วย "ข้าวเหนียวมะม่วง" ข้าวเหนียวมูลอัดมาเป็นรูปหัวใจ สนนราคา 80 บาทครับ

สำหรับร้านสบายดี ทั้งราคาและรสชาติถือว่ารับได้ อาหารแต่ละอย่างราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพของอาหาร มื้อนี้สมาชิกร่วมทริปให้ผ่านครับ หลังมื้อค่ำคงต้องกลับไปพักผ่อนแล้ว เพราะวันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวันครับ

แสงสีทองยามเช้า เริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องพัก ผมไม่รอช้ารีบตื่นขึ้นมาชมบรรยากาศที่ระเบียงห้องโดยทันทีครับ

 


นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเลือกเข้าพักที่ The River คือการยืนชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ระเบียงห้องของตัวเอง หรือถ้าใครขี้เกียจขนาดหนักก็สามารถนอนชมแสงแรกของวันอยู่บนเตียงได้เลยเช่นกันครับ ชาวบ้านออกมาหาปลากันตั้งแต่เช้า แสงสีทองค่อยๆ โผล่ส่องผ่านทิวไม้น้อยใหญ่ของฝั่งลาว ถึงแม้ฟ้าจะไม่เปิดมากนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสวยงามของแสงแรกครับ

หลังจากซึมซับกับบรรยากาศจนได้ที่แล้ว เห็นทีต้องรีบลงไปทานอาหารเช้าแล้ว เพราะวันนี้โปรแกรมผมยังมีอีกเพียบ แถมต้องใช้ระยะเวลาเดินทางค่อนข้างไกลด้วย

 

 

 

 

 


อาหารเช้า ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ที่ River Bar ซึ่งอยู่ส่วนหน้าของโรงแรม ตัวอาคาร River Bar แยกออกมาเป็นเอกเทศกับตัวโรงแรมครับ ภายในตกแต่งออกแนวดิบๆ กึ่งปูนเปลือย ดูเก๋ดี ไลน์อาหารมีให้เลือกกันพอสมควร

 

 


เช้านี้ผมไม่ได้ไปข้องแวะกับไลน์ Buffet เลย แต่ไปใช้บริการของสถานีไข่กระทะ และก๋วยจั๊บญวน ซึ่ง Chef จะทำตาม order ของลูกค้า ดังนั้นจึงได้ทานของร้อนๆ จากเตากันเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วที่พักถูกๆ ที่นครพนม ราคาประมาณ 500-600 บาท ก็มีเยอะนะครับ แต่ผมมาคำนวณแล้ว ยอมเพิ่มอีกคนละ 200 (ในกรณีเข้าพัก 2 คน) สิ่งที่จะได้เพิ่มเติมคือ คุณภาพของอาหารเช้า และที่สำคัญเลยคือ วิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง ซึ่งผมและสมาชิกในทริปพอใจเป็นอย่างมาก จากการเข้าพักที่นี่ ต้องบอกเลยว่าคุณภาพคุ้มราคา ห้องพักใหม่ สะอาด วิวงาม อาหารเช้าดี คุ้มค่า 990 บาท ที่จ่ายไปครับ ลืมบอกไปว่าโรงแรมนี้มี 5 ชั้น ราคาห้องชั้นล่างอยู่ที่ 790 บาท ส่วนชั้น 2-5 ราคาอยู่ที่ 990 บาท (เฉพาะห้อง type ปกติ)

โปรแกรมแรกสำหรับเช้านี้ ผมมุ่งหน้าสู่ อ.เรณูนคร จุดหมายแรกที่ปักหมุดไว้คือ แวะสักการะ "พระธาตุเรณูนคร" ครับ

 


เมื่อรถเลี้ยวเข้ามายังบริเวณวัดพระธาตุเรณู ผมต้องสะดุดตากับพระธาตุองค์สีชมพูขนาดใหญ่ตั้งเคียงคู่กับโบสถ์สีเหลืองทอง เสียงมัคนายกดังแว่วผ่านลำโพง เชื้อเชิญให้คณะของผมมาร่วมทำบุญกับทางวัด ผมเองปลีกตัวมาเยี่ยมชมภายในพระอุโบสถเป็นสิ่งแรก ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานพระองค์แสน พระพุทธรูปทองคำศิลปะแบบลาว ปางสมาธิ สร้างก่อนที่จะสร้างพระธาตุเรณูในปี พ.ศ.2460  แผ่นทองที่นำมาหลอมเป็นองค์พระได้จากการบอกบุญขอบริจาคจากญาติโยมทั่วเรณูนคร จึงถือว่าพระองค์แสนเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเรณูนครก็คงไม่ผิดครับ

 

 


หลังจากกราบพระองค์แสนเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว ก็มากราบองค์พระธาตุเรณูนครกันต่อ องค์พระธาตุเรณูนครจำลองมาจากองค์พระธาตุพนมองค์เดิม คือองค์ก่อนที่จะล้มในปี พ.ศ.2518 แต่พระธาตุเรณูนครมีขนาดเล็กกว่า จากข้อมูลที่ผมหามา บอกว่าภายในองค์เจดีย์เป็นที่บรรจุคัมภีร์พระธรรม พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา รวมถึงของมีค่าที่เจ้าเมืองเรณูนครและประชาชนร่วมกันบริจาค และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุไว้ด้วย พระธาตุเรณูนครเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ แต่ถ้าผมไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน ผมคงคิดว่าเป็นพระธาตุของผู้เกิดวันอังคารซะอีก เพราะองค์เจดีย์เป็นสีชมพูครับ เชื่อกันว่าใครที่มาสักการะองค์พระธาตุจะได้รับอานิสงค์ส่งผลให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์ครับ

จากพระธาตุเรณูนคร ผมไปต่อที่พระธาตุพนม ผมเชื่อว่าพระธาตุแห่งนี้ที่มีความสำคัญต่อจังหวัดนครพนมเป็นอย่างมาก เพราะดูจากตราประจำจังหวัดนครพนมยังเป็นรูปองค์พระธาตุพนมเลยครับ

 

 

 


"พระธาตุพนม" ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร องค์พระธาตุที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นองค์พระธาตุที่สร้างขึ้นมาแทนพระธาตุองค์เดิม จากผลการขุดค้นทางโบราณคดีลงความเห็นว่าพระธาตุองค์เดิมสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.1200-1400 โดยพระมหากัสสปะ พระอรหันต์ 500 องค์ และท้าวพระยาเมืองต่างๆ จนมากระทั่งปี 2518 เกิดพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวัน ประกอบความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ จึงได้เกิดการพังทลายลงมา ต่อมาญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาทั่วทั้งประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์เพื่อก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิม และแล้วเสร็จเมื่อปี 2522 ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ รวมถึงของมีค่ามากมายนับหมื่นๆ ชิ้นเลยทีเดียว 

พระธาตุพนมเป็นพระธาตุปีเกิดของคนเกิดปีวอกและเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้เกิดวันอาทิตย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งประเทศรวมถึงชาวลาวด้วย เชื่อกันว่าผู้ใดได้มานมัสการ จะได้รับอานิสงส์มีผู้คนให้ความเคารพนับถือ

จริงๆ แล้วนครพนมยังมีสถานที่ที่สำคัญอีกหลายแห่งมาก แต่เนื่องจากผมมีเวลาในนครพนมรวมๆ แล้วเพียง 1 วัน 1 คืน ก็คงเก็บสถานที่ท่องเที่ยวได้เพียงเท่านี้ หวังไว้ลึกๆ ว่าคงจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง โดยครั้งหน้าวางแผนว่าจะมาตะเวนไหว้พระธาตุประจำวันเกิดให้ครบทุกพระธาตุเลยครับ 
ผมมาปิดทริปนครพนมที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร แต่ยังไม่ใช่การปิดทริปนี้ เพราะวันนี้เพิ่งเป็นวันที่ 2 ของทริป จุดหมายต่อไปอยู่ที่พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดครับ

จากพระธาตุพนม ผมตีรถยาวเกือบ 2 ชั่วโมง ผ่านมุกดาหาร และตรงเข้าอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ช่วงเวลานั้นก็เที่ยงกว่าแล้ว เลยจัดแจงหามื้อกลางวันทานซะให้เรียบร้อย เพื่อนๆ ท่านไหนตั้งใจจะมาเที่ยวที่ "พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล" แล้วมาติดเที่ยงแถวนี้ หากมาตามทางหลวงหมายเลข 2136 ขอแนะนำว่าบริเวณปากทางเข้ามายังพระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล (ทางหลวงหมายเลข 4043) จะมีร้านส้มตำไก่ย่างอยู่หลายร้านมากๆ ครับ ย้ำนะครับว่า บนทางหลวงหมายเลข 4043 จะมีร้านส้มตำไก่ย่างมากกว่าบนถนนสายหลัก (2136) 

 


ออกมาไกลๆ ต่างอำเภอแบบนี้ นึกว่าต้องหิ้วท้องรวบมื้อเที่ยงรวมไว้กับมื้อเย็นเสียแล้ว หลังจากได้ส้มตำมาช่วยชีวิตแล้ว ผมมุ่งหน้าตามทางหลวงหมายเลข 4043 จนมาชนกับประตูวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม แต่ทางวัดไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปด้านใน คงต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดด้านหน้าประตูวัด จากนั้นจะมีรถราง (บริการฟรี) พาเข้าไปยังพระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคลครับ


จากลานจอดรถเข้ามาไม่ไกลนักก็จะพบพระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล จริงๆ แล้วรอบๆ พระมหาเจดีย์ก็มีพื้นที่มากเพียงพอสำหรับการจอดรถ แต่ผมคิดว่าทางวัดคงกลัวจะวุ่นวายเลยตัดปัญหาให้นำรถไปจอดที่ลานจอดรถเพียงจุดเดียว อีกอย่างจะได้ช่วยกระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่ด้วย เนื่องจากบริเวณลานจอดรถมีร้านค้าอยู่เยอะพอสมควรครับ

 


จากจุดลงรถราง มองเห็นพระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคลตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกตอนนั้นว่าอลังการแล้ว แต่พอก้าวข้ามกำแพงเข้าสู่ด้านในองค์พระมหาเจดีย์ ขอบอกเลยว่ายิ่งอลังการมากกว่าเดิมอีก อาจเป็นเพราะด้านในจะมองเห็นพื้นที่โดยรอบเจดีย์ทั้งหมด ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย 


โดยรอบระเบียงคตเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนับร้อยๆ องค์เลยทีเดียว

 


พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล เป็นการผสมผสานศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลาง อย่างพระปฐมเจดีย์ และภาคอีสานอย่างพระธาตุพนม องค์เจดีย์ของพระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคลเป็นสีขาวตกแต่งลวดลายอย่างวิจิตรด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร และสร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าทุกอย่างมีตัวเลข 101 เข้ามาเกี่ยวข้อง สาเหตุเพราะต้องการให้สอดคล้องกับชื่อของจังหวัดร้อยเอ็ดครับ ยอดทองคำใช้ทองคำหนักถึง 60 กิโลกรัมเลยทีเดียว ภายในพระมหาเจดีย์แบ่งเป็น 6 ชั้นครับ


ชั้นที่ 1 เป็นชั้นอเนกประสงค์ ลักษณะเป็นห้องโถงกว้างใหญ่ ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีรูปหล่อของหลวงปู่ศรี มหาวีโร ผู้สร้างพระมหาเจดีย์แห่งนี้ ประดิษฐานอยู่ใจกลางชั้นที่ 1

 

 


ชั้นที่ 2 เป็นชั้นสำหรับประชุมสงฆ์ ผนังติดตั้งรูปพุทธประวัติลวดลายไทย งดงามมากๆ ที่ผนังรอบด้านมีรูปของหลวงปู่ศรี มหาวีโร ขนาดใหญ่ในอิริยาบถต่างๆ 

 

 

 


ชั้นที่ 3 ชั้นอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธชินราชจำลอง ขนาดหน้าตักกว้าง 101 นิ้ว และรูปพระคณาจารย์ปราชญ์อีสานในอดีต เป็นรูปเหมือนสลักหินอ่อน ที่เสาประดับลวดลายงดงามมากๆ แหงนมองที่เพดานถึงกับตลึง ผมว่าชั้น 1 งดงามแล้ว ยิ่งขึ้นไปชั้นสูงๆ ยิ่งอลังการงานสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ครับ


ที่ผนังของชั้น 3 มีหุ่นรูปเหมือนของเกจิพระอาจารย์สายอีสานทั้งหมดรวม 101 องค์ 


ดูลวดลายปูนปั้นซิครับ งดงามมากจริงๆ


บันไดจากชั้น 3 ที่จะขึ้นไปยังขั้น 4 งดงามไม่แพ้กัน


ชั้น 3 นี้จะมีทางออกให้ไปชมวิวด้านนอกได้ครับ


ลวดลายปูนปั้น บางจุดลงสีทองไว้ 


บางจุดเป็นลายปูนปั้นคล้ายดินเผา ดูสวยไปอีกแบบครับ


อีกหนึ่งสิ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือการเขียนลวดลายบนผนังกระจก คล้ายๆ กับการประดับกระจกโมเสคในโบสถ์คริสต์ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นการเขียนลวดลายบนกระจกในศาสนสถานแบบนี้ 

 


ชั้นที่ 4 เป็นชั้นชมวิว สามารถชมทัศนียภาพโดยรอบภูเขาเขียวครับ 

 

 


ชั้นที่ 5 เป็นชั้นพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ศรี มหาวีโร ลักษณะเป็นห้องโถงรูประฆังแปดเหลี่ยม ที่ผนังเป็นที่บรรจุอัฐิของเกจิชื่อดังสายอีสานที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และมีบันไดเวียน 119 ขั้นเพื่อจะขึ้นไปยังชั้น 6 แต่ขอบอกเลยว่ากว่าจะขึ้นมาถึงชั้น 6 ได้แอบมีสภาพคล้ายๆ กับเพิ่งจะปั่นจิ้งหรีดเสร็จใหม่ๆ จุดนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะขั้นบันไดค่อนข้างแคบครับ

 


ชั้นที่ 6 ถือเป็นชั้นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ที่ผนังลงสีด้วยสีฟ้า ให้อารมณ์เหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์เลยครับ

ถ้าหากใครได้มีโอกาสมาที่พระมหาเจดีย์ศรีชัยมงคล แนะนำเลยนะครับว่าให้ขึ้นมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต นอกจากนี้จะได้เห็นความงดงามของเจดีย์แห่งนี้ด้วย นี่ขนาดยังสร้างไม่เสร็จ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากสร้างเสร็จแล้วจะงดงามมากขนาดไหน

ผมใช้เวลาอยู่ที่มหาเจดีย์ศรีชัยมงคลนานพอสมควร เห็นทีต้องเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไปแล้ว ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดยโสธรครับ


สถานที่แรกในจังหวัดยโสธรของผมอยู่ที่ "โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้" (วัดอัครเทวดามิคาแอล) ครับ


ที่ผมเลือกมาโบสถ์คริสต์แห่งนี้ เพราะโบสถ์แห่งนี้ไม่เหมือนใคร เป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยครับ

 

 


ตัวโบสถ์ออกแบบด้วยศิลปะไทยๆ กว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร เป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีการฉลุลายไม้ร่วมด้วย ใช้แผ่นไม้เป็นแป้นมุงหลังคา 80,000 แผ่นครับ

 

 


เห็นว่าด้านในโบสถ์ใช้เสาขนาดต่างๆกัน รวม 360 ต้น ส่วนใหญ่จะเป็นเสาไม้เต็ง ส่วนพื้นกระดานเป็นไม้แดงและไม้ตะเคียน พื้นที่ด้านในถือว่าโอ่โถงเลยทีเดียว สามารถจุคนได้กว่าพันคนเลยครับ ถึงแม้โบสถ์แห่งนี้อาจจะดูไม่หรูหราเหมือนโบสถ์อื่นๆ ที่ผมเคยได้สัมผัสมา แต่ต้องยอมรับว่าโบสถ์แห่งนี้ดูมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมากเลยครับ

จุดหมายจุดที่สองในยโสธรของผมอยู่ที่ "พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก" สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของยโสธรครับ

 


ในพื้นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จะแบ่งพื้นที่หลักๆ ออกเป็น 2 จุด จุดแรกคือพิพิธภัณฑ์พญานาค ซึ่งสามารถพ่นน้ำได้ด้วยครับ


ด้านในพญานาคเป็นห้องโถงยาว ช่วงที่ผมไปกำลังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับอาเชียนอยู่ครับ

 


ติดกับพิพิธภัณฑ์พญานาค เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พญาคันคากครับ อาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีรูปร่างเป็นคางคก ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำทวนใน สูงกว่า 19 เมตร ด้านในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับคางคกกว่า 500 สายพันธุ์ทั่วโลก เสียดายในวันที่ผมไป พิพิธภัณฑ์อยู่ระหว่างปรับปรุงพอดี เลยอดเข้าไปชมด้านในครับ

แอบนึกสงสัยว่าแล้วทำไมต้องเป็นคางคก เลยไปหาข้อมูลมา สำหรับชาวอีสานคางคกเป็นสัตว์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และเป็นตำนานความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีบุญบั้งไฟที่มีมาช้านานครับ

เหล่าสมาชิกในทริปนี้แอบสงสัยเกี่ยวกับประวัติของพญาคันคาก ผมเองก็สงสัยเช่นกัน และเชื่อว่าหลายคนอาจจะอยากรู้ ผมเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ครับ ตามตำนานบอกว่า พญาคันคากเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเมื่อครั้งประสูติมีรูปร่างผิวพรรณเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก ถึงแม้พระองค์จะมีรูปร่างอัปลักษณ์ แต่พระอินทร์ก็คอยช่วยเหลือ จนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน จนลืมที่จะเซ่นบูชาพระยาแถน พระยาแถนจึงโกรธ ไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ ศึกการต่อสู้ระหว่างพญาคันคากและพญาแถนจึงเกิดขึ้น โดยพญาคันคากได้นำทัพสัตว์ต่างๆ ขึ้นไปรบจนได้รับชัยชนะ พญาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี จึงเป็นที่มาว่าเมื่อถึงเดือนหกอันเป็นต้นเดือนฤดูฝน ชาวอีสานจึงทำบั้งไฟจุดขึ้นบนฟ้าถวายพญาแถน เพื่อฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาลนั่นเอง


ด้านหลังของพิพิธภัณฑ์พญาคันคากมีรูปปั้นที่แสดงให้เห็นถึงประเพณีแห่บั้งไฟด้วยครับ

และสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของวันนี้อยู่ที่ธาตุก่องข้าวน้อย เหตุที่เรียกว่าธาตุก่องข้าวน้อย ไม่เรียกพระธาตุก่องข้าวน้อยนั้น เพราะภายในธาตุแห่งนี้บรรจุอัฐิบุคคลธรรมดา มิใช่เป็นอัฐิพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนเช่นพระธาตุหรือพระบรมธาตุทั่วไปครับ

 

 


หลายคนคงเคยได้ยินตำนานของหนุ่มชาวนาที่ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดามาส่งข้าวสาย หนุ่มชาวนาเกิดหิวข้าวจนตาลาย ด้วยอารมณ์ชั่ววูบจึงได้กระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่มารดาเอามาส่งดูจะน้อยจนไม่พอกิน แต่เมื่อหนุ่มชาวนากินข้าวอิ่มแล้ว ปรากฏว่าข้าวยังไม่หมด จึงได้สติคิดสำนึกผิดที่ได้ฆ่ามารดาตัวเอง หนุ่มชาวนาจึงได้สร้างธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาตต่อมารดา ธาตุก่องข้าวน้อยเป็นเจดีย์เก่าสมัยขอม ก่ออิฐถือปูน รูปทรงแปลกไปจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าวครับ ผมเองเคยได้ยินตำนานเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็เพิ่งจะมีโอกาสได้มาสัมผัสก็ครั้งนี้ครับ ใครผ่านไปผ่านมาที่ยโสธร แวะมาเยี่ยมชมได้นะครับ อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองครับ

ถึงจะเป็นที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้ แต่การเดินทางยังไม่จบอยู่แค่นี้ จุดหมายปลายทางในวันนี้ของผมอยู่ที่ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ห่างจากธาตุก่องข้าวน้อยกว่า 160 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงครึ่งกันเลยทีเดียว

คำนวณเวลาแล้วผมน่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่ บ้านสวนณัฐชนา ซึ่งเป็นที่พักของผมในคืนนี้ราวสามทุ่ม มื้อค่ำนี้ผมเลยฝากท้องไว้ที่ตลาดโต้รุ่งในอำเภอเขมราฐ แนะนำว่าถ้าใครจะไปพักแถวๆ หาดสลึง แล้วมาถึงหาดสลึงในช่วงค่ำ ให้หาอะไรทานเข้าไปเลยนะครับ เพราะช่วงค่ำแถวหาดสลึงไม่มีร้านอาหารเลย ขนาด 7-11 ที่ใกล้ที่สุด ก็อยู่ห่างเกือบ 10 กิโลเมตร ส่วนทำไมผมถึงไม่นอนที่ยโสธร ทั้งๆ ที่เวลา ณ จุดเที่ยวสุดท้ายของวันก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว แต่ต้องตีมานอนไกลถึงหาดสลึงนั้น มันมีสาเหตุครับ เพราะผมมีโปรแกรมที่จะล่องเรือไปสามพันโบกกันตั้งแต่ตอนเช้าครับ

ผมมาถึง "บ้านสวนณัฐชนา" ราวสามทุ่ม ตรงตามเวลาที่วางแผนไว้ บ้านสวนณัฐชนาอยู่ใกล้ๆ กับท่าเรือสองสลึง ท่าเรือที่ผมจะไปล่องเรือในวันพรุ่งนี้ครับ

 


มาดูบรรยากาศของบ้านสวนณัฐชนากันครับ รีสอร์ทแห่งนี้เป็นของอาจารย์เรืองประทิน เขียวสด ผู้บุกเบิกสามพันโบกครับ ที่นี่เป็นรีสอร์ทเล็กๆ เงียบ สงบดีครับ


อาคารนี้เป็นห้องอาหารเช้าครับ ตอนเช้าจะมีข้าวต้ม ขนมปัง ชากาแฟไว้บริการครับ

 

 

 


มาดูในส่วนของห้องพักกันครับ ห้องพักที่นี่มี 3 แบบ แบบแรกเป็นห้องพัก 2 คน จะมีเฉพาะเตียง 5 ฟุต 1 เตียง, แบบที่สอง พัก 3 คน จะมีเตียง 5 ฟุต 1 เตียงและเตียงขนาด 3.5 ฟุตอีก 1 เตียง ส่วนแบบที่สามเป็นห้องพัก 3 คน เตียง จะมีเตียงขนาด 3.5 ฟุต 3 เตียงครับ สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ มีทั้งทีวี ตู้เย็น ผ้าเช็ดตัว น้ำดื่ม มี free wifi ด้วย แต่วันที่ผมไปเล่น wifi ไม่ได้ครับ


ห้องนี้เป็นแบบพัก 3 คน มี 3 เตียงครับ ต้องบอกเลยว่าห้องพักที่นี่สะอาดเลยทีเดียว

สำหรับอัตราค่าบริการ คิดง่ายๆ คือ 300 บาทต่อคน โดยราคานี้รวมอาหารเช้า (ข้าวต้ม ขนมปัง ชากาแฟ) ครับ

หากใครวางแผนจะมาพักแถวๆ หาดสองสลึง เพื่อวันรุ่งขึ้นจะล่องเรือไปสามพันโบกแบบผม ผมแนะนำให้พักที่บ้านสวนณัฐชนาเลยครับ ผมว่าที่นี่แฟร์มากๆ ตอนที่โทรไปจองก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีการให้โอนค่าห้องก่อน แถมตอนที่ผมจอง ผมตั้งใจจองห้องแบบพัก 2 คน จำนวน 5 ห้อง แต่เผอิญว่าห้องพักแบบ 2 คน มีเหลือเพียง 3 ห้อง ทางรีสอร์ทเลยแนะนำว่าหากต้องการพักห้องละ 2 คน ให้เปิดห้องแบบพัก 3 คน อีก 2 ห้อง (ปกติห้องพักแบบ 3 คน ราคา 900 บาท) โดยจะลดให้เหลือห้องละ 700 บาท ซึ่งผมก็ตกลงตามนั้น แต่พอวันจริง ผมมีสมาชิกเพิ่มอีก 1 คน คือคนขับรถตู้ ทางรีสอร์ทเลยเปลี่ยนห้องให้ผมเป็นแบบพัก 3 คน 3 เตียง (ปกติห้องพักแบบ 3 คน 3 เตียง ราคาจะแพงกว่าพักแบบ 3 คน 2 เตียง) โดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายของคนขับเพิ่มด้วยครับ สรุปแล้วผมจ่ายค่าที่พักในราคาเท่าเดิม (สำหรับ 10 คน) แต่พักจริงๆ 11 คน แถมห้องดีขึ้นกว่าที่จอง 1 ห้องครับ ต้องขอขอบคุณทางรีสอร์ทด้วยครับ สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าพักที่นี่ สามารถติดต่อได้ที่ บ้านสวนณัฐชนา โทร.081-725 4728 ครับ

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีห้า ผมยังไม่อยากจะลุกจากเตียงเลยครับ แต่ก็ต้องกัดฟันรีบล้างหน้าแปรงฟัน เพราะโปรแกรมเช้านี้คือการไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สามพันโบก หากออกเดินทางช้าอาจจะทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไปได้

สมาชิกพร้อมหน้ากันเวลา 05.20 น. จากรีสอร์ทไปยังท่าเรือห่างกันเพียง 1 กม. ผมใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที เนื่องจากไม่รู้เส้นทางและยังมืดอยู่ เลยต้องค่อยๆ คลำเส้นทางไป


ผมถึงท่าเรือหาดสลึงเวลา 05.30 น. มาถึงฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ณ เวลานี้ไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบออกเรือโดยทันที


เรือที่ใช้เดินทางลำใหญ่มาก สำหรับผู้โดยสาร 10 คน ค่าเหมาเรือ 1,000 บาทต่อลำครับ 


ผมนั่งลุ้นตลอดเส้นทาง กลัวว่าพระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาทักทายก่อนที่ผมจะถึงสามพันโบก จากท่าเรือใช้เวลาประมาณ 10 นาที เรือก็มาเทียบท่าที่สามพันโบกครับ 

 


เมื่อเรือเทียบท่า ผมไม่รอช้ารีบก้าวเท้าขึ้นไปด้านบนทันที พยายามหามุมดีๆ สำหรับการชมพระอาทิตย์ขึ้น แต่ไม่ทันกาลแล้ว พระอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นมาทักทาย

ถึงแม้จะไม่ได้มุมถ่ายรูปดีๆ แต่ผมทันได้เห็นแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ค่อยๆ โลมเลียแม่น้ำโขงที่อยู่เบื้องหน้าผม แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วที่ผมกัดฟันลุกจากเตียงนอนครับ


ผมมาสามพันโบก รอบนี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว รอบแรกมาช่วงฤดูน้ำ เลยมองไม่เห็นสักโบกเลย รอบที่สองมาถึงช่วงบ่าย และรอบนี้เป็นรอบที่ 3 แต่รอบนี้พิเศษกว่าทุกๆ รอบเพราะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวชมสามพันโบกครับ

"สามพันโบก" เกิดจากแก่งหินทรายที่จมอยู่ใต้แม่น้ำโขงโดนแรงน้ำวนของแม่น้ำโขงกัดเซาะ ทำให้แก่งหินกลายเป็นแอ่งเล็กใหญ่เป็นจำนวนมาก บางจุดถูกกัดเซาะมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี เกิดเป็นแอ่งขนาดใหญ่ หลุมหินเหล่านี้ภาษาอีสานเรียกว่า โบก นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า สามพันโบกครับ

สามพันโบกได้รับการขนานนามให้เป็นแกรนด์แคนยอนเมืองสยาม สามพันโบกเมืองอุบลราชธานี

 


บริเวณสระมรกต แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่บนสามพันโบก อารมณ์ไม่ต่างจากสระว่ายน้ำธรรมชาติที่อยู่บนแก่งหินเลยครับ สระมรกตก็เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโขงเกิดเป็นโบกเล็กๆ กว่า 700 โบก นานเข้าปากโบกเล็กๆ ขยายเป็นโบกใหญ่ๆ ทะลุทะลวงเข้าหากัน กลายเป็นสระขนาดใหญ่ น้ำที่อยู่ในสระมรกตจะไม่มีทางออก สระมรกตจึงมีน้ำแบบนี้ตลอดทั้งปี กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดตามธรรมชาติ ราวเดือนกรกฎาคมน้ำจะท่วมสามพันโบกรวมถึงสระมรกตแห่งนี้ ปลาที่อยู่ในสระมรกตก็จะกลับสู่แม่น้ำโขง หมุนเวียนเป็นวงจรแบบนี้ตลอดทุกปีครับ


อีกหนึ่งเสน่ห์ของสระมรกตครับ


จากสระมรกต มองเห็นท่าเทียบเรือ แสงอ่อนๆ ฉาบแม่น้ำโขงจนเป็นสีทอง


อีกหนึ่งมุมที่ผมคิดว่าใครที่มาสามพันโบกต้องตามหาโบกมิกกี้เม้าส์ครับ


หลายคนเชื่อว่าที่สามพันโบกเป็นสะดือแม่น้ำโขง และเป็นวังพญานาคครับ


ลักษณะการเกิดของโบก หากมีการถูกเจาะโดยกระแสน้ำแล้ว มันก็จะถูกเจาะไปเรื่อยๆ เพราะว่าพอเป็นหลุม น้ำที่พัดมาจะพัดหินทรายให้ตกลงในหลุม แล้วจะปั่นอยู่ในหลุม เกิดการกัดเซาะอยู่ตลอดเวลา หลุมเล็กๆ ที่เห็นอยู่บนสามพันโบก เกิดจากการกัดกร่อนประมาณ 4-500 ปี แต่หลุมใหญ่ขนาดนี้ คงเป็นหมื่นๆ ปีครับ 


เพียงแค่เอากล้องลงไปถ่ายจากด้านในหลุมโบก ก็จะได้อีกมุมมองที่ดูแปลกตาครับ


อย่างโบกนี้ ไกด์ตัวน้อยบอกว่าเป็นโบกที่สามพัน กระแสน้ำกัดกร่อนจนทำให้แผ่นผาทะลุจนเป็นรู พอมาถึงโบกนี้ไกด์ตัวน้อยรีบกระโดดลงไปนอนที่ด้านล่างของโบก แล้วถ่ายรูปย้อนขึ้นมาให้กับผมครับ


เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ไม่ควรมองข้ามจริงๆ ครับ


ถ้ามองดีๆ จะเห็นหินหัวสุนัขครับ แต่มุมนี้อาจจะดูยากไปสักนิด


มุมนี้คล้ายซุ้มประตูหินที่เกาะไข่ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตาเลยครับ


จากสามพันโบก เรานั่งเรือต่อไปยังจุดหมายต่อไป นั่นคือ "ลานหินสี" ครับ


จากท่าเรือ เราต้องเดินเท้าต่อนิดหน่อย เพื่อไปยังลานหินสี รอบๆ มองเห็นต้นหว้าน้ำอยู่เต็มไปหมดครับ


เริ่มมองเห็นหินสี มันๆ วาวๆ คล้ายเซรามิคกระจัดกระจายกินพื้นที่กว่า 2 ไร่ สีที่เห็นสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มของสารฟอกเคลือบที่มากับน้ำแล้วก็มาพอกอยู่ที่หินเหล่านี้ สีที่เห็นมีทั้ง สีแดง สีน้ำตาล สีเหลืองครับ 


และจุดไฮไลต์อยู่ที่หินก้อนนี้ หากสังเกตดีๆ จะมีรูปร่างคล้ายแจกันครับ


จากลานหินสีเราไปต่อกันที่ "หาดหงส์" ครับ ไกด์ตัวน้อยช่วยกันถ่อเรือเพื่อให้เรือเทียบท่า เห็นแล้วก็พลันสะท้อนนึกถึงตัวเองสมัยอายุเท่าเด็กๆ พวกนี้ ยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย

 

 


ทรายที่เห็นก็มาจากแก่งหินทรายที่โดนกระแสน้ำโขงกัดเซาะและพัดพามารวมกัน ดูไม่ต่างอะไรกับชายหาดเลยครับ บางจุดทับถมกันจนดูคล้ายกับทะเลทราย ด้วยภูมิทัศน์ที่แปลกตา หาดหงส์แห่งนี้เลยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องฟ้าจรดทรายด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินอีกด้วยครับ


ผ่าน "ผาหินศิลาเลข" ถ้าหากมองดีๆ จะเห็นตัวเลขสีขาวถูกสลักไว้บนแผ่นหิน ตัวเลขที่เห็นนั้นถือเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์สมัยฝรั่งเศส ใช้บอกระดับน้ำในแม่น้ำโขง เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ เนื่องจากฤดูน้ำหลากบริเวณนี้จะมีแนวหินโสโครกเป็นจำนวนมากครับ


ไกด์ตัวน้อยชี้ให้เห็นหินเกล็ดปลา สังเกตที่ด้านล่างของหินดูนะครับ มีลวดลายคล้ายเกล็ดปลาจริงๆ

ร่องเรือมาเรื่อยๆ จนมาถึง “ปากบ่อง” หน้าผาหินที่เกิดจากรอยแยกตัวของแผ่นหินทรายเปลือกโลก ลักษณะเหมือนคอขวด ที่ปากบ่องนี้เป็นจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง กว้างเพียง 56 เมตร บริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวมากครับ

 


บริเวณปากบ่องนี้จะเห็นชาวไทยและชาวลาวออกมาตักปลา การจับปลาที่นี่จะไม่ใช้เหยื่อ แต่จะใช้สวิงขนาดใหญ่คอยตักปลาที่ว่ายอยู่ริมตลิ่งครับ ผมใช้เวลาล่องเรือกว่าสองชั่วโมงครึ่ง ขอบอกเลยว่าเป็นสองชั่วโมงครึ่งที่มีความสุขมากๆ ครับ


บรรยากาศบริเวณท่าเรือสองสลึงครับ จากป้ายจะเห็นว่าเรือที่เหมาจะมี 2 ขนาด คือลำใหญ่ นั่งได้ 10 คน แบบที่ผมเหมาไป ราคา 1,000 บาท อีกขนาดจะนั่งได้ 5 คน ค่าเหมาลำละ 500 บาท ขอบอกเลยว่าการล่องเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นในเช้านี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปนี้เลยครับ


กลับมาถึงรีสอร์ทพร้อมกับความหิว ทางรีสอร์ทได้เตรียมข้าวต้มหม้อใหญ่ไว้ให้แล้ว ผมเลยจัดไป 2 ถ้วยใหญ่ๆ อร่อยมากครับ หลังอาหารจัดแจงอาบน้ำอาบท่า เก็บข้าวของและเดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไป

จุดหมายต่อไปอยู่ที่ "หาดชมดาว" ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหาดสลึง ทางเข้าหาดชมดาวจะมีสองทาง ผมเลือกเข้าตรงทางเข้าที่มีหลักกิโลใหญ่ๆ เลี้ยวขวาเข้าไปไม่นานก็จะมาถึงจุดสิ้นสุดเส้นทาง บริเวณนี้จะมีรถปิคอัพออฟโรดคอยให้นักท่องเที่ยวเหมาเข้าไปยังจุดที่ใกล้กับหาดชมดาว รวมถึงจะมีไกด์ตัวน้อยๆ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ครับ สำหรับค่าเหมารถ ถ้าจำไม่ผิด 300 บาท แต่คณะผมให้ทิปคุณลุงคนขับไปด้วย เลยให้ไป 500 บาทครับ

ผมมาถึงที่หาดชมดาวประมาณ 10.00 น. นั่งรถออฟโรดออกไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร สภาพของรถจะเป็นรถแคป ด้านในแคปอัดได้ 4 คน นอกนั้นคงต้องนั่งท้ายปิคอัพไป ตรงนี้ขอแนะนำว่าควรจะติดอุปกรณ์กันแดดมาให้เต็มที่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดด หมวก ร่ม ปลอกแขน ได้งัดออกมาใช้งานอย่างแน่นอนครับ

จากจุดจอดรถเราต้องเดินเท้ากันต่ออีกนิดหน่อย ไกด์ตัวน้อยอาสาเดินนำเพื่อพาไปยังจุดที่เป็นไฮไลต์ครับ 

 


ลักษณะทางภูมิประเทศไม่แตกต่างจากสามพันโบก การเกิดโบกนั้นเกิดเช่นเดียวกับที่สามพันโบกเลยครับ

 

 

 

 


และจุดนี้แหล่ะครับ คือไฮไลต์ของหาดชมดาว ด้วยลักษณะของหน้าผาสูงชัน เว้าแหว่งอยู่ท่ามกลางลำน้ำไหลโค้งไปมา แผ่นผืนน้ำเป็นสีเขียว บางจังหวะมองเห็นเงาสะท้อนของโตรกผา สวยงามเลยทีเดียว ไกด์ตัวน้อยอาสาโชว์กระโดดน้ำจากหน้าผาสูงลงสู่ผิวน้ำเบื้องล่าง กระโดดโชว์ไปมาอยู่หลายรอบ ใครชอบความท้าทายจะมาลองวัดความกล้า ณ จุดนี้ดูก็ได้นะครับ  


ถ้าหากเพื่อนๆ อยากจะมาเที่ยวที่หาดชมดาว ขอแนะนำเลยว่าให้มาถึงช่วงเช้าหรือไม่ก็ช่วงเย็น เพราะหากมาช่วงสายราว 10.00 น. จนถึงบ่ายแก่ๆ ราว 16.00 น. แดดจะร้อนมากๆ ผมมาถึง 10 โมงยังร้อนจนแทบจะเป็นลม รู้อารมณ์คนที่ร้อนตายเลยครับ และแนะนำให้เหมารถของชาวบ้านให้มาส่งยังจุดที่ใกล้หาดชมดาวจะดีที่สุด ออมแรงเก็บไว้เดินบริเวณหาดชมดาวดีกว่าครับ อีกอย่างคือการเรียกใช้บริการของไกด์ตัวน้อยๆ จะทำให้เราไม่พลาดมุมเด็ดๆ ที่ไม่ควรพลาดถ้าหากมาเที่ยวที่สามพันโบกและหาดชมดาว และอีกอย่างเป็นการช่วยเหลือเด็กๆ ให้มีรายได้ด้วย ลองคิดดูเถอะครับ ตอนเราอายุเท่าเด็กๆ พวกนี้ เรายังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่เลย แต่เด็กพวกนี้กลับหาเงินช่วยเหลือพ่อแม่ได้แล้ว แบบนี้น่าสนับสนุนครับ 

ใครมาเที่ยวอุบลราชธานีแล้วชอบสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ลองจัดโปรแกรมให้มาถึงหาดชมดาวสัก 17.00 น. แล้วพักค้างคืนที่หาดสลึง เช้ามาก็ลงเรือไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สามพันโบกดูนะครับ รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ประทับใจอย่างแน่นอนครับ

 


จากหาดชมดาว ผมไปต่อที่อำเภอโขงเจียมเพื่อจะไปยังจุดหมายต่อไป เมื่อเลยสามพันโบกไปได้สัก 2-3 กม. จะผ่านอุโมงค์ต้นไม้เขียวขจี ดูแล้วสดชื่นจริงๆ

ผมมาแวะทานมื้อเที่ยงตอนบ่ายโมงกว่าๆ ที่ "แพอารยา" ในตลาดโขงเจียมครับ


ผมมาที่โขงเจียมทีไร ก็จะมาทานมื้อกลางวันที่แพอารยาทุกครั้ง รสชาติอาหารถือว่าใช้ได้ บรรยากาศถือว่าโอเค มาทีไรคนแน่นแพทุกที


ระหว่างรออาหาร มีพ่อค้าหาบเร่เดินขายของขบเคี้ยวเล่นอย่าง "หนอนไหมอบ"


และ "ยำไข่มดแดง" ผมกินทั้ง 2 เมนูไม่เป็น เลยขอแค่ถ่ายรูปอย่างเดียวครับ


มาอีสานทั้งที ขอ "ส้มตำปลาร้า" แซบๆ ซะหน่อย จะว่าไปผมเจอส้มตำปลาร้าอยู่หลายมื้อเหมือนกันนะเนี่ย รสชาตินัว เรียกว่าซดน้ำส้มตำปลาร้าเลยก็ว่าได้ครับ


"ปลาเนื้ออ่อนทอด" ทอดได้กำลังดีครับ 


"ไข่เจียวกุ้ง" กินดับเผ็ดจากส้มตำ เข้ากันดีครับ


"ปลาคังลวกจิ้ม" เนื้อปลาสดดี กินกับน้ำจิ้มรสแซบและกระเทียมสด อร่อยเอาเรื่องครับ


"ต้มยำปลาคัง" รสชาติยังไม่ค่อยโดนสักเท่าไร เนื้อปลาจะเป็นเนื้อปลาติดก้างกลางซะมากกว่า พี่ๆ ในทริปแซวว่าเนื้อปลาเอามาทำปลาลวกจิ้มหมดแล้ว เมนูนี้ยังไม่ให้ผ่านครับ


"ยำรวมมิตร" รสชาติกลางๆ ครับ


"ทอดมันปลากราย" เนื้อปลาเหนียวดีครับ 


"กะเพราปลาหมึก" รสชาติกลางๆ ครับ

บริเวณริมตลิ่งที่จะลงมายังแพอาหาร จะมีแนวร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย หลังอิ่มท้องแล้วก็เข้าสู่โหมดกระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่ครับ อ้อ ใกล้ๆ กับแพอาหาร ยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำสองสีด้วย วันที่ผมไป น้ำลงค่อนข้างมาก เลยมองไม่เห็นจุดที่แม่น้ำสองสีตัดกันครับ ชาวบ้านบอกว่าต้องนั่งเรือไปชมในแม่น้ำถึงจะเห็น แต่ผมมีเวลาไม่มากพอเลยไม่ได้ลงเรือครับ


ก่อนอำลาโขงเจียม ขอแวะไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยซะหน่อยที่ "วัดถ้ำคูหาสวรรค์" เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาในเขตพื้นที่วัด ผมต้องสะดุดตากับพระธรรมเจดีย์ศรีไตรภูมิ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่ามากๆ รวมถึงฆ้อง AEC เห็นว่าเป็นฆ้องที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยครับ  และเนื่องจากทำเลที่ตั้งของวัดถ้ำคูหาสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูง จึงสามารถมองเห็นแม่น้ำสองสี ทิวทัศน์ของเมืองโขงเจียม และประเทศลาวด้วยครับ


ที่ด้านหลังของวัดยังมีถ้ำคูหาสวรรค์ ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยหลายองค์มากๆ 


นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของโลงแก้วที่บรรจุสรีระที่ไม่เน่าไม่เปื่อยของหลวงปู่คำนึง จุลมณี พระนักวิปัสสนา ผู้ที่ก่อตั้งวัดนี้ครับ

และโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ผมเลือกปักหมุดที่ "วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว" อ.สิรินธร อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวอุบลราชธานีครับ

 


วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือเรียกง่ายๆ ว่า วัดเรืองแสง เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จำลองสภาพแวดล้อมของวัดป่าหิมพานต์ บริเวณยอดเขาเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถสีปัดทอง ลักษณะคล้ายพระอุโบสถของวัดเชียงทอง ในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ช่วงที่ผมเดินทางมาถึงเป็นช่วงแสงสีทองจากดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่องมายังพระอุโบสถ ดูมลังเมลืองเป็นอย่างมากครับ 


ด้านในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเดิมเป็นองค์พระพุทธชินราช แต่ภายหลังมีการออกแบบใหม่ โดยถอดรัศมีและพระเกตุมาลาออก และมีการแกะสลักไม้ให้เป็นต้นโพธิ์อยู่ด้านหลังพระประธานด้วย เสาของพระอุโบสถแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมือ ดูโดยรวมแล้วงดงามมากๆ ครับ

 

 

 


จิตกรรมฝาผนังรูปต้นกัลปพฤกษ์ขนาดใหญ่นี้ เป็นฝีมือการออกแบบของช่างคุณากร ปริญญาปุณโณ นอกจากออกแบบแล้ว ยังเป็นผู้ติดโมเสกแต่ละชิ้นด้วยตัวของเขาเอง โดยต้นกัลปพฤกษ์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นไม้แห่งชีวิต ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร ต้องยอมรับไอเดียและความละเอียดอ่อนของช่างในการค่อยบรรจงปลูกต้นกัลปพฤกษ์ที่งดงามต้นนี้ไว้ที่ด้านหลังพระอุโบสถครับ 


ด้านหลังพระอุโบสถจะมีศาลาให้ได้นั่งพักผ่อน กินลมชมวิว มองเห็นทิวทัศน์ฝั่งลาว ด่านช่องเม็กรวมถึงอ่างเก็บน้ำ ดูแล้วสดชื่นดีครับ


นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยอีกจุดหนึ่งของอุบลราชธานีครับ

 


เมื่อแสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปแสงของต้นกัลปพฤกษ์ก็ค่อยเรืองแสงสีเขียว เปล่งประกายขึ้นทีละน้อย ดูสวยงามแปลกตามากๆ และนี่เองที่เป็นที่มาของชื่อวัดเรืองแสงครับ

 


ยิ่งมืด ความเรืองแสงของต้นกัลปพฤกษ์ยิ่งมีสีเขียวมรกตมากขึ้น การที่ต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงได้เนื่องจากเจ้าของไอเดียได้ใช้สารเรืองแสงที่เรียกว่า ฟอสเฟอร์ ทาลงไปที่ต้นกัลปพฤกษ์ ในช่วงกลางวันฟอสเฟอร์ที่ทาอยู่บนต้นกัลปพฤกษ์จะดูดแสงเอาไว้ และพอช่วงกลางคืนก็จะเรืองแสงออกมา นอกจากต้นกัลปพฤกษ์ที่เรืองแสงได้แล้ว บริเวณพื้นโดยรอบอุโบสถก็มีการทาฟอสเฟอร์ไว้บนลวดลายปูนปั้นที่พื้นด้วยเช่นกัน ทำให้ยิ่งตื่นตาตื่นใจขึ้นไปอีก นับถือแนวคิดของผู้ออกแบบจริงๆ ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์แบบนี้ขึ้นมาได้ครับ

ผมใช้เวลาในการถ่ายภาพช่วงต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงสองภาพนี้อยู่เกือบสองชั่วโมง ถ่ายไปกว่า 50 ภาพ เพราะกว่าจะได้จังหวะที่ปลอดแสงรบกวนจากการใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพพร้อมเปิดแฟลชของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ รวมถึงจังหวะที่นักท่องเที่ยวต่างเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์และส่องไปยังลวดลายบนพื้นเพื่อต้องการให้พื้นเรืองแสงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ทำให้ภาพที่ผมถ่ายออกมามีความสว่าง ส่งผลให้ต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงลดลง อีกทั้งยังติดรูปนักท่องเที่ยวกำลังนั่งขีดเขียนลวดลายที่พื้นอีก กว่าจะได้ภาพที่พอใจแต่ละภาพยอมรับเลยว่าเหนื่อยใจน่าดูครับ และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากจบทริปนี้แล้ว ช่วงขณะที่ผมกำลังโหลดภาพลงคอมพิวเตอร์ เกิดเหตุผิดพลาดขึ้นทำให้ภาพตั้งแต่วัดเรืองแสงนี้ไปจนจบทริปเกิดหายไป ต้องจ้างช่างมากู้ไฟล์ให้ โชคดีที่กู้กลับมาได้บ้าง แต่ก็มีภาพกว่าครึ่งที่ไม่สามารถกู้คืนมาได้ แต่ก็ยังดีที่ได้ภาพวัดเรืองแสงกลับมาด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าภาพที่กู้กลับมาได้เป็นภาพที่ดีที่สุดที่ผมถ่ายหรือเปล่า แต่สองภาพนี้เป็นภาพที่ดีที่สุดเท่าที่ผมมีไฟล์อยู่ครับ

โปรแกรมสุดท้ายของวันหมดลงแล้ว แต่การเดินทางของวันนี้ยังไม่สิ้นสุดครับ คืนนี้ผมตีรถกลับไปนอนที่ตัวเมืองอุบลราชธานี ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงนิดๆ  โดยเลือกเข้าพักที่ "HOP INN" ครับ

 

 


HOP INN เป็นเครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ท ที่มีกระจายอยู่ 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย รูปแบบห้องพักของ HOP INN จะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ห้องพักถือว่าสะอาด ใหม่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน Free wifi มีที่จอดรถกว้างขวาง ที่สำคัญราคาไม่แพงครับ เพียงห้องละ 550 บาทเท่านั้น ราคานี้ไม่รวมอาหารเช้าแต่จะมีชา กาแฟ ไว้บริการฟรีครับ 

คืนนี้หลับยาวเลย เพราะเหนื่อยและเพลียมาทั้งวันครับ


สำหรับมื้อเช้า ผมไปฝากท้องที่ร้าน "สามชัยกาแฟ" ซึ่งอยู่ตรงข้ามศาลจังหวัดอุบลราชธานีครับ 

 


เมื่อเดินเข้าไปในร้านให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าวัด เพราะจะได้ยินเสียงของเจ้าของร้านพูดเชื้อเชิญลูกค้าผ่านไมค์ตัวเล็กๆ ด้วยน้ำเสียงแบบเนิบๆ อารมณ์ไม่ต่างจากมัคนายกเชื้อเชิญให้ญาติโยมมาร่วมทำบุญ ฟังตอนแรกบอกเลยว่ารำคาญพอสมควร แต่เมื่อฟังไปสักพักนี่ซิ อยากจะให้พ่อค้าพูดไม่หยุด เหตุผลเพราะอะไร เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังในตอนท้ายครับ  

 

 


สามชัยกาแฟให้บริการอาหารเช้าประเภทก๋วยจั๊บญวน ข้าวขาหมู โจ๊ก ต้มเลือดหมู ไข่กระทะ รวมถึงของฝากประเภทหมูยอ แหนมเนือง ราคาไม่แพงครับ สำหรับรสชาติอาหารผมว่ากลางๆ จริงๆ ถ่ายรูปมาหลายเมนู แต่เนื่องจากไฟล์หาย กู้ภาพมาได้บางส่วนครับ

กินอาหารไปก็ฟังเสียงพ่อค้าไป อยู่ๆ พ่อค้าก็ร้องเพลง “หากพวกเรากำลังสบายจงตบมือพลัน” พี่ๆ ร่วมทริปของผมก็ดันตบมือไปตามเสียงเพลงด้วย ปรากฏว่าพ่อค้าเรียกให้มารับรางวัล รางวัลเป็นเงิน 20 บาทครับ เพลงนี้โต๊ะผมเลยได้มา 60 บาท เพราะตบมือกัน 3 คน นอกจากนี้พ่อค้าจะหาเกมต่างๆ มาให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกกัน เช่นให้เอาบัตรประชาชนขึ้นมาแล้วถ้าใครมีตัวเลขที่พ่อค้าเอ่ยขึ้นก็รับรางวัลกันไป บางทีก็อาจได้รางวัลแบบไม่รู้ตัว พ่อค้าจะถามว่าใครมาไกลที่สุด โต๊ะผมเองก็เกือบจะได้รางวัลไปแล้ว แต่มีคนมาไกลกว่าผมอีกเพราะมาจากระนอง โต๊ะนั้นเลยได้ทานอาหารฟรีกันไปเลย ผมแอบถามพนักงานว่ามีการเล่นเกมแบบนี้ทุกวันหรือไม่ พนักงานบอกว่าส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะวันหยุด เพราะมีลูกค้าเยอะครับ

สำหรับทริปในวันสุดท้ายนี้ผมยังมีเวลาอีกครึ่งวัน เลยจัดโปรแกรมชิวๆ ตะเวนไหว้พระในตัวเมืองอุบลราชธานี โดยวัดแรกอยู่ที่ "วัดสุปัฏนารามวรวิหาร" 


วัดสุปัฏนารามวรวิหารเป็นวัดธรรมยุติวัดแรกของอุบลราชธานี สร้างโดยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระอุโบสถวัดนี้มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะเป็นการรวมศิลปะจากสามแห่งมารวมกัน ส่วนหลังคาเป็นศิลปะแบบไทย ส่วนกลางเป็นศิลปะตะวันตก และส่วนฐานเป็นศิลปะแบบขอมครับ 


ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือพระสัพพัญญูเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย

จุดหมายต่อไปอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง วัดนี้ผมอยากจะมาเที่ยวชมนานมากแล้วแต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที รอบนี้เลยไม่ขอพลาดครับ

 

 


"วัดทุ่งศรีเมือง" มีจุดเด่นอยู่ที่หอพระไตรปิฎกที่สร้างด้วยไม้กลางสระน้ำ มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะของไทย ลาว และพม่า หอไตรหลังนี้จึงจัดได้ว่าเป็นหอไตรที่สวยงามและสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน โดยมีรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมงกุฎราชกุมารีเป็นสิ่งการันตีด้วยครับ

 


เดินเข้ามาในหอไตร แอบนึกเสียดายความงดงามอันทรงคุณค่าที่ถูกปล่อยทิ้งให้เก่าลงตามกาลเวลา ด้านในมีทั้งฝุ่น ทั้งหยากไย่ มูลของนกที่ถูกถ่ายอยู่เต็มด้านในหอไตร หากทางวัดเข้ามาทำความสะอาดและดูแลในส่วนนี้ ผมว่าจะทำให้หอไตรแห่งนี้อยู่คู่กับวัดไปอีกนานครับ

จากวัดทุ่งศรีเมืองไปต่อที่วัดมหาวนารามครับ

 

 


"วัดมหาวนาราม" เดิมเรียกกันว่า "วัดป่าใหญ่" เป็นวัดเก่าแก่และถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของอุบลราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระอินแปงหรือพระเจ้าใหญ่อินแปง พระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะศิลปะแบบลาว ทุกๆ ปีในเดือนเมษายนจะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดกและสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินแปง ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมเองไปในช่วงที่มีการจัดพิธีพอดี เลยได้ร่วมสืบสานประเพณีนี้ด้วยเช่นกัน ถือเป็นโอกาสดีจริงๆ ครับ

จากวัดมหาวนาราม ไปต่อกันที่ "วัดสระประสานสุข" ครับ


เพียงแค่จะเลี้ยวรถเข้าไปยังเขตวัดก็เตะตากับสิ่งก่อสร้างแรกของวัดแห่งนี้แล้วครับ เพราะที่ซุ้มประตูทางเข้าวัดทำเป็นซุ้มประตูพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียร เมื่อนั่งรถผ่านซุ้มประตูก็เหมือนกับได้ลอดท้องช้าง จะรอดพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไปได้ ตามความเชื่อของคนไทยครับ

 

 


ประตูทางเข้าวัดว่าแปลกตาแล้ว พระอุโบสถของที่นี่ก็แปลกตาไม่แพ้กัน เพราะอุโบสถของวัดสระประสานสุขสร้างเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ที่ประดับตกแต่งด้วยเซรามิค ด้านบนเรือมีฝีพายกำลังพายเรืออยู่ด้วย ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน และมีจิตกรรมฝาผนังที่งดงามครับ


นอกจากอุโบสถเรือสุพรรณหงส์แล้ว ที่ด้านท้ายวัดยังมีวิหารกลางน้ำเรือธรรมนาคราช หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวิหารกลางน้ำที่สร้างไว้กลางน้ำบนพญานาคราชรูปร่างคล้ายเรือ ส่วนหัวเป็นพญานาคราช 5 เศียร ทางเดินเข้าวิหารกลางน้ำเป็นทางเดินด้านหางนาคราช โดยรวมแล้ววัดสระประสานสุขเป็นอีกหนึ่งวัดที่น่าสนใจ หากใครที่ชอบความแปลก แนะนำให้ลองมาสัมผัสดูครับ

ผมมาปิดทริปที่ "วัดหนองบัว" ครับ

 

 

 


สิ่งที่โดดเด่นของวัดหนองบัวเห็นจะเป็น “พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์”ที่จำลองมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา องค์เจดีย์ในปัจจุบันสร้างขึ้นครอบองค์พระธาตุเดิม ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากกรุงเทพฯ และเกล็ดชิ้นส่วนของพระธาตุพนมซึ่งถือว่าเป็นเสมือนหนึ่งบรมครูของพระธาตุทั้งปวงในภาคอีสาน ด้านนอกว่ายิ่งใหญ่อลังการแล้ว ด้านในยิ่งงดงามมากๆ ภายในพระธาตุมลังเมลืองด้วยสีทองอร่าม งดงามมากๆ ครับ

นี่ก็ใกล้เวลาที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว ก่อนกลับคงต้องหาอะไรรองท้องกันก่อน เที่ยงนี้ผมฝากท้องที่ "ร้านกอล์ฟเฟอร์" ครับ

 

 


ร้านกอล์ฟเฟอร์ขายอาหารเวียดนามครับ สำหรับใครที่ทานเจก็สามารถเลือกเมนูเจได้เช่นกัน รสชาติอาหารโดยรวมถือว่าผ่านครับ เมนูมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแหนมเนือง ขนมเบื้องญวน ยำหมูมะเฟือง ไข่เจียวเวียดนาม แหนมเนืองเจ เสียดายที่ภาพบางส่วนกู้คืนมาไม่ได้ เลยเห็นหน้าตาอาหารเพียง 3 เมนูครับ


แล้วเวลาที่ไม่อยากให้มาถึงก็มาถึงจนได้ ถึงเวลาต้องอำลาอีสานเสียแล้วครับ ขากลับผมเลือกใช้บริการของนกแอร์ เนื่องจากเวลาเหมาะ และตอนที่จองราคาตั๋วถูกกว่าแอร์เอเซียครับ

 


Bye Bye เมืองอุบล


ผมไม่ได้ใช้บริการของนกแอร์มานานเหมือนกัน ทุกทีของว่างจะใส่เป็นถุงกระดาษ รอบนี้ใส่เป็นกล่องมา ดูน่ารักเชียวครับ 


จริงๆ แล้วอีสานยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เวลาเพียง 4 วัน 3 คืน คงเที่ยวอะไรไม่ได้มากนัก คงจะต้องหาโอกาสมาสัมผัสความแซบอีกสักหลายๆ รอบ มีอีกหลายสถานที่ที่อยากไปแต่ยังไม่ได้ไป มีอีกหลายสถานที่ที่ไปแล้วแต่อยากจะกลับไปอีก รอแค่เวลาและจังหวะเหมาะๆ คงจะได้เจอกันอีกนะ...อีสาน

ก่อนจบรีวิวนี้ ฝากเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

 

แสดงความคิดเห็น