หลบความวุ่นวายของเมืองกรุง แล้วไปนอนตีพุงที่ CHATRIUM RESIDENCE SATHON กันดีกว่า

25 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (1,888 เข้าชม)
แบ่งปัน:


หากเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังมองหาที่พักในเมืองกรุง แต่เบื่อความวุ่นวายหรือความจอแจของเมืองหลวง วันนี้ผมมีที่พักแห่งหนึ่งที่อยากนำเสนอเพื่อเป็นตัวเลือกในการหาที่พักของเพื่อนๆ สถานที่แห่งนี้อยู่แถวๆ สาทร ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24 ครับ


ถึงแม้ว่า CHATRIUM RESIDENCE SATHON จะไม่ได้อยู่ในแนวเส้นรถไฟฟ้า แต่การเดินทางมาที่นี่ก็ถือว่าไม่ลำบากมากนัก สามารถมาลงรถไฟฟ้า BTS ได้ที่สถานีช่องนนทรี จากนั้นมี 3 ตัวเลือก คือ 1. เรียก TAXI 2. รอรถ Shuttle Van Service ของทางโรงแรม ที่จะมีบริการรับส่งแขกของโรงแรม แต่จะมีเป็นรอบเวลา ซึ่งใช้เวลารอนานพอสมควรครับ หรือ ทางเลือกสุดท้ายคือ นั่งรถ BRT ครับ


สำหรับใครที่เลือกตัวเลือกที่สามนี้ เมื่อลง BTS แล้ว ให้เดินมาตาม Sky Walk จะพบกับสถานที่จำหน่ายตั๋ว BRT ซื้อตั๋วมาลงที่ถนนจันทน์ (3 ป้ายรถเมล์) ค่าโดยสารเพียง 5 บาทเองครับ เมื่อลงรถแล้วให้เดินข้ามฟากถนน ถ้าหากใครขี้เกียจเดิน สามารถนั่งวินมอเตอร์ไซด์ได้ครับ แต่ถ้าใครเรี่ยวแรงกำลังดี อยากจะเดินออกกำลังกายก็สามารถ ให้เดินเข้าซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24  ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีก็จะถึง CHATRIUM RESIDENCE SATHON ครับ


ถึงแล้วครับ CHATRIUM RESIDENCE SATHON มองดูจากภายนอกจะเห็นตึก 7 ตึก ตั้งเรียงกันคล้ายตัว U ครับ

 


เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็น Lobby ขนาบซ้ายขวาด้วยพื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนระหว่าง check in/check out ครับ

 

 


หลังจาก Ckeck in เรียบร้อยแล้ว พนักงานจะมอบคูปองสำหรับนำไปแลก Welcome drink หากใครมาเหนื่อยๆ สามารถแลก Welcome drink ได้ตรงมุมที่นั่งพักได้เลย แต่ถ้าหากใครยังไม่เหนื่อยมากนัก ผมแนะนำว่าให้เก็บคูปองไว้ก่อนดีกว่า เก็บไว้ทำไม เดี่ยวผมจะมาเฉลยครับ 


หายเหนื่อยแล้ว เราไปห้องพักกันดีกว่า ระหว่างทางที่จะไปลิฟต์ มีมุมสำหรับให้นั่งเช็คเมลด้วยครับ

สำหรับห้องแรกที่ผมจะพาไปชม เป็นแบบ Grand Deluxe Two-Bedroom Suite ห้องนี้เหมาะกับการเข้าพักแบบครอบครัว หรือแบบกลุ่มเพื่อนที่มากัน 4 คนครับ

 


ห้องนี้จะมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัว ภายในห้องนั่งเล่นจะมีโซฟาขนาดใหญ่ ให้นั่งชมทีวี หรือนั่งทำกิจกรรมร่วมกัน มีมุมเขียนหนังสือ และมีโต๊ะทานอาหารสำหรับ 4 คนครับ

 


ห้องนอนหลัก พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว มีมุมให้เขียนหนังสือ มีเก้าอี้ที่สามารถเอนหลังนอนชมทีวีได้ พร้อมเตียงขนาด King size ครับ


ในห้องนอนหลักนี้จะมีห้องน้ำในตัว ภายในห้องน้ำมีทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัวครับ


ห้องนอนที่สองดูไม่ต่างจากห้องนอนหลักมากนัก พื้นที่ใช้สอยมีพื้นที่ย่อมลงมาจากห้องนอนหลักนิดหน่อย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่แตกต่างจากห้องนอนหลัก เพียงแต่ห้องนอนนี้ไม่มีห้องน้ำในตัวเท่านั้นครับ


ห้องน้ำที่สองจะอยู่ในพื้นที่ของห้องนั่งเล่น เป็นห้องน้ำแบบใช้ร่วมกัน ถึงแม้จะเป็นห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน แต่ก็มีอ่างอาบน้ำด้วยนะครับ 


ห้องนี้เป็นห้องครัว มีอุปกรณ์หลากหลายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเตาไฟฟ้า เครื่องดูดควัน ตู้เย็น ไมโครเวฟ เตาอบ เครื่องซักผ้า กาต้มน้ำร้อน จาน ชาม ช้อน ส้อม เตรียมไว้พร้อมสรรพครับ 


วิวที่มองจากห้องพักจะมี 2 แบบ ห้องนี้เป็นแบบ pool view ครับ

ห้องพักแบบที่สองเป็นแบบ Deluxe One-Bedroom Suite ห้อง type นี้มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องครัวครับ

 


เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะพบกับพื้นที่ในส่วนของห้องนั่งเล่น ซึ่งมีโต๊ะทานอาหาร และโซฟา สำหรับให้นั่งชมทีวี หรือวิวภายนอกห้องพักครับ 

 


พื้นที่ภายในห้องนอนกว้างขวางพอสมควร เตียงขนาด King size พร้อมมุมให้นั่งทำงาน มีเตารีดพร้อมที่รองรีด รวมถึงตู้นิรภัยตั้งอยู่ภายในตู้เสื้อผ้า ภายในห้องนอนยังมีทีวีให้อีก 1 เครื่องครับ


ห้องน้ำดูกว้างขวางดีครับ มีสายฉีดชำระ และมีอ่างอาบน้ำด้วยครับ


ภายในห้องครัว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจากห้องแบบ 2 Bed room ที่ขาดหายไปเห็นจะมีเตาอบและเครื่องซักผ้าเท่านั้น แต่ถ้าพักเพียงแค่ 1-2 คืน ผมว่าสิ่งที่ขาดหายไปก็ไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นสักเท่าใดนัก


วิวของห้องนี้เป็นแบบ City View ช่วงค่ำสวยมากๆ เพราะสามารถมองเห็นดาวบนดินแบบสุดสายตาครับ

สำหรับห้องพัก Type สุดท้ายที่ผมจะพาชมเป็นแบบ Studio ห้อง Type นี้จะมีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็ยังมีพื้นที่ใช้สอยถึง 45 ตารางเมตรเลยทีเดียวครับ 

 


เตียงนอนขนาด King Size มีพื้นที่ให้เขียนหนังสือ มีเก้าอี้ให้นั่งหรือนอนเอนหลังเล่นๆ ครับ


ถึงแม้ห้อง Type จะมีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็ไม่ลืมจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องครัว พร้อมมุมเล็กๆ สำหรับให้นั่งทานอาหาร ผมว่ามุมเล็กๆ แบบนี้ก็ดูเก๋ดี แถมใช้งานได้จริงด้วย


ห้องน้ำของห้องพัก Type นี้ก็มีขนาดย่อมลงตามพื้นที่ห้อง แต่ถึงมีขนาดย่อมลงมา ก็ยังมีอ่างอาบน้ำไว้ให้ด้วยครับ

ดูห้องพักกันมาเยอะแล้ว ไปดูพื้นที่ส่วนอื่นกันบ้างดีกว่า จุดแรกที่ผมจะพาไปชมคือ Flow Oasis Pool Lounge ครับ

 


Flow Oasis Pool Lounge ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ริมสระว่ายน้ำ เป็นมุม Soft Drink เปิดบริการตั้งแต่ 11.00-23.00 น. ครับ

 


และที่ผมบอกว่า อย่าเพิ่งใช้คูปอง Welcome Drink ในตอนแรก เพราะผมอยากแนะนำให้มาจิบ Welcome Drink ที่ Flow Oasis Pool Lounge นี่แหล่ะครับ บรรยากาศดีกว่าการนั่งดื่มบริเวณ Lobby เยอะเลย อ้อ Welcome Drink ที่นี่จะเป็นกาแฟหรือน้ำผลไม้นะครับ ส่วน Cocktail นี้ผมสั่งเพิ่มเติมครับ

 


ใกล้ๆ กับ Flow Oasis Pool Lounge จะเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร albricias Restaurant คำว่า “albricias” เป็นภาษาสเปน แปลประมาณว่า การเฉลิมฉลอง 

 


ห้องอาหารนี้ให้บริการเกือบตลอดทั้งวัน จะมีหยุดให้บริการช่วงมื้อเช้าต่อมื้อกลางวัน ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น มื้อกลางวันและมื้อค่ำให้บริการแบบ A la carte และ Buffet ไปพร้อมๆ กัน โดยจะแยกพื้นที่ออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหาร จะเป็นพื้นที่ของ  A la carte การตกแต่งดูหรูหราดีทีเดียว มีการใช้สีเทาเป็นหลัก แต่จะมีการเบรคสีด้วยสีเหลืองครับ


พื้นที่ของ A la carte และ Buffet ถูกกั้นด้วย Partition กระจก ที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม แขกที่นั่งในพื้นที่แบบ A la carte จึงดูไม่อึดอัดสายตาเมื่อมองผ่านผนังที่เป็นกระจก และก็จะไม่เห็นความพลุกพล่านของแขกฝั่ง Buffet ด้วยครับ 

 


สำหรับพื้นที่ในส่วนของ Buffet จะมองเห็น City View ครับ


พื้นที่นั่งและไลน์อาหารจะแยกออกจากกัน ทำให้ดูเป็นระเบียบดีครับ

ไหนๆ ก็พูดถึงห้องอาหารแล้ว ผมขอต่อเรื่องอาหารมื้อค่ำกันเลยดีกว่า วันที่ผมไปเป็นวันเสาร์ ทุกๆ วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. จะเป็น Saturday International Seafood Buffet ครับ


อย่างที่บอกไปในตอนต้นครับ พื้นที่สำหรับนั่งทานจะแยกออกจากไลน์อาหารอย่างชัดเจน พื้นที่ไลน์อาหารจะมีลักษณะคล้ายๆ กับครัวเปิด ซึ่งจะมีเชฟมายืนปรุงอาหารเป็นบางเมนูเท่านั้น เช่น ยำ และส้มตำครับ

 


เมื่อเดินเข้ามายังพื้นที่ไลน์อาหาร ก็ต้องมาสะดุดตากับพระเอกของ Saturday International Seafood Buffet ซึ่งตั้งอย่างโดดเด่น ยากที่จะมีอาหารชนิดไหนมาขโมยซีนได้เลยครับ


ปูอลาสก้าตัวใหญ่เบิ้ม หอยแมลงภู่ตัวใหญ่ขนาดช้อน หอยนางรมสดๆ คุณภาพคับปาก 


เสริมทัพด้วยกุ้งนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแม่น้ำ กุ้งทะเล กุ้งลายเสือ และเติมเต็มด้วยปูม้า และปลาหมึกครับ


อีกเมนูที่แนะนำว่าต้องลอง คือนี่เลยครับ ค็อกเทลหอยนางรมครับ


อาหารญี่ปุ่นประเภทซาซิมิก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแซลมอน ทูน่า ปลาหมึกยักษ์ กุ้งอะมาเอบิ ปูอัด


นอกจากนี้แล้วยังมีอาหารอีกหลากหลายเมนูเลยทีเดียวที่มี Seafood เป็นวัตถุดิบครับ


มาดูแต่ละเมนูกันบ้างดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง เริ่มที่ Lobster , ปลากะพงอบ, BBQ Seafood, Tasmania Salmon a la Provencal, หอยแมลงภู่ หอยลาย และกุ้ง อบซอสมะเขือเทศ ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นหอยลายอยู่ในมื้อแบบนี้ 


กุ้งกับซอสค็อกเทล, Smoked Salmon Guacamole, Seafood Pizza แป้งบางกรอบครับ


ปลาทอด, TATAKI SALMON, ปลาทอดราดซอสสามรส


กุ้งลายเสือและกั้งเผา, ยำปลาหมึก, Squid Cheviche เป็นปลาหมึกหมักด้วยมะนาว เกลือ หอมใหญ่ พริกหยวก มะกอก


ข้าวผัดปู, สุกี้ยากี้, ปอเปี๊ยะ, เกี๊ยวซ่า


ผมว่าเมนูอาหารที่นี่กว่าร้อยละ 90 มีส่วนประกอบของ Seafood เป็นหลัก จะมีไม่กี่เมนูที่อาจจะแตกแถวบ้างเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของมื้อค่ำนี้ อย่างเช่น ชีสต่างๆ, มันบด,Prama Ham, ของขบเคี้ยวเล่นอย่างเม็ดมะม่วงหิมพานต์ บิสกิต ตัดเลี่ยนด้วยสตอเบอรี่สดครับ


มีมุมสลัดให้ด้วย


ใครอยากทานยำ ก็มีบริการปรุงกันแบบสดๆ 


หรือใครอยากแซบ ก็มีเมนูส้มตำให้ด้วย

 

 

 

 

 


มุมนี้คอของหวานไม่ควรพลาด มีเค๊กนานาชนิดให้เลือกชิม นอกจากนี้ยังมีขนมไทยๆ อย่าง ลูกชุบ เม็ดขนุน ทองหยอด ข้าวต้มมัด ขนมสอดไส้ กล้วยเชื่อม รวมถึงไอศกรีมที่มีให้เลือกถึง 4 รสชาติ ไม่ว่าจะเป็นรสสตอเบอรี่ วนิลา รัมเรซิ่น และที่แปลกลิ้นผมมากๆ คือ รสขิง แปลกแต่อร่อยครับ


พระเอกของมื้อนี้ครับ อาหารทะเลสดใหม่จริงๆ 


หอยนางรมสด ผมไม่สังเกตเห็นเครื่องยำอย่างหอมเจียวหรือน้ำพริกเผา แต่ที่นี่จะทานคู่กับน้ำจิ้มแบบนี้ครับ รสชาติคล้ายๆ กับอะไรสักอย่างดอง แต่ก็อร่อยดีทีเดียว


อ้อ ผมลืมพูดไป อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ หอยเชลล์ครับ ตัวใหญ่ เนื้อนุ่ม อร่อยมากๆ ครับ


ซาซิมิ


ยำ Seafood


ส้มตำกุ้งแม่น้ำครับ อูยๆ เขียนรีวิวไป น้ำลายสอไป 

ต้องบอกว่าผมไม่ได้ชิมอาหารเมนูพระรองเลย เพราะเท่าที่ทาน 6 จานที่ถ่ายรูปมาให้ชม ผมก็แทบจะทานอะไรเพิ่มอีกไม่ได้แล้ว จะมีก็แต่ของหวานเพิ่มเติมนิดหน่อยเพื่อเพิ่มความสดชื่นขึ้นเท่านั้น รสชาติอาหารผมว่ากำลังดีนะครับ เพราะว่าอาหารทะเลค่อนข้างสด น้ำจิ้ม Seafood ถือว่าโอเค ส้มตำ รวมถึงยำ รสชาติกำลังดี อาจจะอ่อนเผ็ดไปสักนิดสำหรับผมครับ

สำหรับค่าเสียหายมื้อนี้ ราคา 1,090++ (Net ที่ 1,283 บาท) ราคานี้ไม่รวมเครื่องดื่มนะครับ ถ้ารวมเครื่องดื่มแบบ Free flow ราคาอยู่ที่ 1,150++ (Net ที่ 1,354 บาท) แต่ถ้าใครมีบัตรเครดิตของ Citibank จะมีโปรโมชั่น มา 2 จ่าย 1 หรือจ่าย 1,400 บาท/ 2 ท่าน ราคานี้เป็นราคา Net ที่ไม่รวมเครื่องดื่มครับ

นอกจาก Saturday International Seafood Buffet ในวันเสาร์แล้ว วันอังคาร ยังมี Tuesday’s Flavor of Japan เป็น Buffet อาหารญี่ปุ่น ที่จะคัดสรรปลาดิบอย่าง แซลมอน ทูน่า หรือจะเป็นปูอลาสก้า ที่แล่กันแบบสดใหม่ เรียกได้ว่าวัตถุดิบมาถึงเช้า ตอนเย็นก็แล่ให้ได้ทานกันสดๆ เลย และยังมีเทมปุระมาเสริมทัพอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ 890++ (Net ที่ 1,048 บาท) Promotion Citibank ราคาอยู่ที่ 1,143 บาท/ 2 ท่านครับ
แต่ถ้าหากใครมาพักไม่ตรงกับวันเสาร์ หรือวันอังคาร ในวันศุกร์ก็ยังมีโอกาสแก้ตัวด้วย Mediterranean Friday Buffet วัตถุดิบเด่นๆ เห็นจะเป็น  Foie gras, Prama Ham, ซี่โครงแกะ, หอยนางรมฟินเดอแคลร์, ชีสต่างๆ สนนราคาอยู่ที่ 690++ (Net ที่ 813 บาท) Promotion Citibank ราคาอยู่ที่ 886 บาท/ 2 ท่านครับ


หลังจากที่เต็มอิ่มกับอาหารมื้อค่ำ ขอเดินย่อยอาหารที่ริมสระว่ายน้ำสักเล็กน้อย ก่อนขึ้นไปพักผ่อนครับ


วิวจากห้องพักครับ มองเห็นดาวบนดินแบบเต็มๆ ตา

สำหรับมื้อเช้า ผมก็มาฝากท้องไว้ที่เดิม ที่ albricias Restaurant จากที่เคยแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน คือพื้นที่ส่วน A la carte และพื้นที่ส่วน Buffet แต่มื้อเช้าจะผนวกสองพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับแขกที่จะมาทานมื้อเช้าครับ


ไลน์อาหารเช้าจะเป็นแบบนานาชาติครับ


มุมนี้เป็นมุมข้าวต้ม


มุมนี้เป็นผัดหมี่ มีข้าวสวยและข้าวผัด 


มุมติ่มซำ มีทั้งขนมจีบ ฮะเก๋า และซาลาเปาครับ

 


มุมนี้มีทั้งแฮม และไส้กรอกครับ


มุมข้าวปั้นและซุปต่างๆ 


มุมนี้เป็นโรตีและแกงต่างๆ มุมนี้ไม่ค่อยได้เห็นในไลน์อาหารเช้าของโรงแรมต่างๆ สักเท่าไรครับ


มุมสลัด


Egg Station


มุมเบเกอรี่ ที่ชอบคือมีขนมฟักทองด้วย อร่อยดีครับ


มุมผลไม้


มุมโยเกิต


มุมซีเรียลและทอปปิ้งต่างๆ


รสชาติอาหารถือว่าโอเคครับ อาหารค่อนข้างหลากหลาย ผมใช้เวลาอยู่ในห้องอาหารนี้ร่วมหนึ่งชั่วโมงเหมือนกัน ช่วงสายแขกจะมาใช้บริการเยอะมาก จนต้องมีการต่อคิวครับ และต้องขอชมน้องๆ พนักงานเลยว่ามี Service mind ดีมากๆ ถึงแม้แขกจะเยอะ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเต็มใจที่จะให้บริการครับ 

สำหรับมื้อเช้า ในวันจันทร์ – ศุกร์ ห้องอาหารจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 – 10.00 น. แต่ในวันเสาร์ – อาทิตย์ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 – 11.00 น. ผู้ที่ไม่ได้เข้าพักที่นี่ ก็สามารถมาใช้บริการอาหารเช้าของที่นี่ได้นะครับ โดยมีค่าบริการอยู่ที่ 490++ (Net ที่ 577 บาท)

มาดูกันดีกว่าว่า CHATRIUM RESIDENCE SATHON ได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรไว้ให้กับผู้เข้าพักบ้าง

 


Business Center ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่าง ใกล้ๆ กับ Lobby ให้บริการ ห้องประชุม, High speed Wifi, เครื่องถ่ายเอกสาร, Fax, VDO conference  ครับ

 


ที่ชั้น 3 เป็นที่ตั้งของ T-Zone สำหรับแขกที่ชอบเล่นกีฬาอย่างสนุ๊กเกอร์ และการไดร์ฟกอล์ฟครับ

 


ที่ชั้น 4 ถือเป็นชั้นที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆ อย่างเลยทีเดียว เริ่มกันที่ Kids Zone จะมีสนามเด็กเล่น ทั้งแบบ indoor และ outdoor แต่ที่ Kid Zone จะไม่มีพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ นะครับ ผู้ปกครองต้องมาดูแลเอง แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ว่างและต้องการฝากเด็กไว้ที่โรงแรม สามารถติดต่อทางโรงแรมเพื่อหาพี่เลี้ยงเด็กได้ครับ แต่จุดนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ


มีห้องซักผ้าแบบหยอดเหรียญด้วยครับ

 


Fitness Center ที่นี่ไม่ได้มีอุปกรณ์ออกกำลังกายเพียงแค่ชิ้นสองชิ้น เพื่อให้รู้ว่ามีห้อง Fitness แต่ที่นี่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายเยอะมากๆ เปิดบริการตั้งแต่ 06.00 – 22.00 น. ครับ


มี Convenience Store ด้วย ราคามีบวกเพิ่มจากร้านภายนอกนิดหน่อยครับ

 

 

 

 

 


สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความร่มรื่นมากๆ สระเปิดตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น. ครับ


มีฝักบัวให้ล้างตัวอยู่โดยรอบสระว่ายน้ำครับ


และช่วงเช้าๆ ตั้งแต่ 07.00 – 07.45 มีการสอนโยคะริมสระว่ายน้ำด้วยครับ


สำหรับการเข้าพักที่นี่ โดยรวมแล้วผมว่าโอเคครับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้วยทำเลที่ตั้งย่านสาธร แต่ก็อยู่ในมุมที่ไม่พลุกพล่าน ภายในโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Convenience Store, Business Center, สระว่ายน้ำ, Fitness Center, สนามไดร์ฟกอล์ฟ, ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ  ส่วนในห้องพักก็มีอุปกรณ์ทำครัว โต๊ะทานอาหาร ซึ่งสิ่งของบางอย่างที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ ผมว่าบางอย่างก็เกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำสำหรับการเข้าพักเพียง 1-2 คืน ถือเป็นจุดแข็งของที่นี่เลยครับ

ถึงแม้ว่าสิ่งของเครื่องใช้ภายในห้องพัก บางอย่างดูจะผ่านการใช้งานมาค่อนข้างเยอะ อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อย่างในห้องน้ำ เช่น อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ อ่างอาบน้ำ ผ้าม่านพลาสติก อาจดูไม่ค่อยทันสมัยไปสักนิด แต่ถ้าพูดถึงการใช้ประโยชน์แล้ว ผมว่าทุกอย่างสามารถจับต้องและใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่ออำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ทุกห้องมี Free Wifi ให้ด้วยครับ

ด้วยการที่โรงแรมอยู่ในทำเลที่ไม่พลุกพล่าน จึงทำให้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการเดินทางสำหรับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว แต่ทางโรงแรมก็เตรียมรถ Shuttle Van Service ไว้คอยรับส่งผู้ที่เข้ามาพัก ไปยังสถานี BTS ช่องนนทรี, Emporium Shopping Mall, เซ็นทรัลพระราม 3- เทสโก้โลตัส, Asiatique โดยจะบริการตามรอบเวลาครับ

สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าพักที่  CHATRIUM RESIDENCE SATHON สามารถติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็ปไซด์ของทางโรงแรม http://www.chatrium.com/chatrium_residence_sathon/default-en.html

และทาง FB : https://www.facebook.com/ChatriumResidenceSathonBangkok

อ้อ !!.. ผมมีอีกสิ่งที่อยากจะแนะนำ กับการสมัครเป็นสมาชิก “บัตรชาเทรียมพรีวิเลจ” ซึ่งผมว่ามันคุ้มค่ามากๆ หากคุณกำลังมองหาที่พักบนทำเลดีๆ ในเครือ CHATRIUM โดยการสมัครเป็นสมาชิกบัตรชาเทรียมพรีวิเลจ ในราคา 3,500 บาท/ปี คุณจะได้รับห้องพักพร้อมอาหารเช้าฟรี สำหรับการเข้าพัก 2 ท่าน จำนวน 1 คืน เลือกได้เลยว่าจะพักที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น CHATRIUM HOTEL RIVERSIDE หรือ CHATRIUM RESIDENCE SATHON (เฉพาะราคาค่าห้องก็เกือบเท่าราคาบัตรแล้วครับ) สิทธิพิเศษที่จะได้รับเพิ่มเติมคือ ส่วนลดต่างๆ  15-50% สำหรับค่าอาหาร ส่วนลดจะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่มาทานอาหารครับ เช่น มา 2 คน จะลด 50%, มา 3 คน ลด 33% เป็นต้น ส่วนลดไม่ได้มีเพียงแค่อาหารนะครับ ถ้าหากสนใจจริงๆ สามารถสอบถามได้ที่ Lobby โรงแรมได้เลยครับ

ก่อนจบรีวิวนี้ ฝากเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น