กินๆ นอนๆ ตะลอนภูเก็ต

25 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (6,522 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ทริปภูเก็ตครั้งนี้ ผมไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะไป แต่เพื่อนผมโชคดีจากการร่วมสนุกของเพจ Paksabuy (https://www.facebook.com/paksabuy) ได้ Voucher ที่พักจาก 2 โรงแรม คือ Angsana Laguna Phuket และ The Bell Pool Villa Resort อย่างละ 1 คืน เพื่อนผมเลยให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของทริปนี้ครับ

เนื่องจากทริปนี้ต้องไปภายในสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงมรสุมของฝั่งอันดามัน ทำให้ทริปนี้ผมไม่ได้วางแผนออกเที่ยวตามเกาะต่างๆ เลย คงวางแผนขับรถเที่ยวในตัวเมืองภูเก็ต หาของอร่อยๆ ทาน และเน้นพักผ่อนอยู่ภายในโรงแรมเป็นหลักครับ รีวิวนี้เลยจะเน้นร้านอาหารที่ผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่ภูเก็ตว่าเด็ด และจะพาชมที่พักทั้ง 2 แห่งครับ  

SR : voucher ที่พัก Angsana Laguna Phuket และ The Bell Pool Villa Resort จากการร่วมสนุกทาง FB เพจ Paksabuy
CR : ค่าเดินทาง ค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอาหารทุกมื้อยกเว้นมื้อเช้า

ทริปนี้ผมเลือกเดินทางกับสายการบินไลออนแอร์ครับ


บรรยากาศอาคารขาออกภายในประเทศ ผมว่าดูโอ่โถงสบายตากว่าขาออกต่างประเทศเยอะเลยครับ


ออกเดินทางกันตั้งแต่ไก่โห่เลยครับ


ฟ้าเริ่มสว่าง ก็ได้เวลาเหินฟ้าครับ


มุมนี้ไม่แน่ใจว่าแถวเขาสก จ.สุราษฎร์ธานีหรือเปล่า


เริ่มเข้าเขตพังงาครับ


วิวอ่าวพังงามุมสูง มองเห็นเกาะปันหยีด้วยครับ

 


แสงสีทองยามเช้า สาดส่องมายังหมู่เกาะต่างๆ ภายในอ่าวพังงา สวยงามมากๆ ผมใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมง ก็มาถึงยังสนามบินภูเก็ตครับ


เมื่อมาถึงก็มาติดต่อรับรถกับ THAI RENT A CAR ที่ผมจองรถ Yaris ล่วงหน้ามาแล้ว ช่วงที่ผมจองมีโปรโมชั่น “รักคนไทย” เลยได้รถเช่าราคาถูกมาในราคาสองวันจ่ายไปเพียง 1,068 บาทเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมจองรถ Yaris ไว้ แต่รถที่ผมได้คือรถ VIOS ซึ่งจริงๆ ราคาของ VIOS จะแพงกว่า Yaris ถือว่าได้รถใหญ่ในราคารถเล็กครับ

ก่อนอื่นขอแวะไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตกันก่อนครับ


ขอเริ่มที่วัดพระทอง หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักในนาม วัดพระผุด ครับ 


ตามความเชื่อของวัดนี้เล่าว่า มีเด็กจูงควายไปกินหญ้าที่กลางทุ่ง แล้วเด็กก็เอาเชือกผูกควายไว้กับพระเกตุมาลาเนื่องจากเด็กคิดว่าเป็นท่อนไม้ เมื่อเด็กกลับถึงบ้านปรากฏว่าเด็กได้เสียชีวิตลง และควายตัวนั้นก็เสียชีวิตด้วยเหมือนกัน พ่อของเด็กได้ฝันถึงสาเหตุที่ลูกชายและควายตาย วันรุ่งขึ้นจึงไปดูที่เกิดเหตุตามในฝัน จึงรู้ว่าจุดที่เด็กเอาควายไปผูกนั้นคือพระพุทธรูปนั่นเองครับ


องค์พระผุดตั้งอยู่ในพระอุโบสถ จากภาพจะเห็นพระผุด 2 องค์ จริงๆ แล้วองค์พระผุดเป็นพระพุทธรูปทองคำครึ่งพระองค์ ที่โผล่เพียงพระเกตุมาลาขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก (องค์ที่อยู่ทางซ้ายมือของภาพ) ปัจจุบันทางวัดได้สร้างองค์พระครอบพระผุดองค์จริงไว้ นอกจากนี้ยังสร้างพระผุดองค์จำลองไว้ใกล้ๆ กันเพื่อให้พุทธศาสนิกชนมาติดทองเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ


และสิ่งที่ไม่ควรพลาดชมอีกจุดหนึ่งในวัดพระผุด คือพิพิธภัณฑสถานวัดพระทอง ด้านในเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก หลายสิ่งหลายอย่างผมก็เพิ่งจะเคยเห็นที่นี่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันฝนชาวเหมืองแร่ดีบุก, หมอนกระเบื้อง แต่ที่ตื่นตาตื่นใจผมที่สุดเห็นจะเป็นรองเท้าตีนตุก (รองเท้าคู่เล็กๆ) ของสตรีเชื้อสายจีน ที่จะมัดเท้าให้เล็กตามค่านิยมของสังคมสมัยนั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปครับ

จากนั้นผมมุ่งหน้าสู่เมืองภูเก็ต เพื่อมาสัมผัสกับวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองจากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน มุสลิม ยุโรป อินเดีย ที่ถนนดีบุกครับ ถนนดีบุกเป็นถนนที่เก่าแก่เส้นหนึ่งของภูเก็ต สองข้างทางจะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ สวยงาม ของอาคารสไตล์ชิโนโปรตุกีสครับ

 

 


สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส เป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่เกาะภูเก็ตมาอย่างยืนยาวมากกว่าร้อยปี เริ่มตั้งแต่ยุค ค.ศ.1850 ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองของการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ของไทย ภูเก็ตก็เป็นจุดศูนย์กลางสำคัญในยุคนั้น บ้านหลายหลังเป็นของนายเหมือง บ้านเจ้าเมืองและตระกูลใหญ่ๆ ซึ่งจะตั้งอยู่ในถนนเส้นเดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสเป็นการผสมผสานเอาศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ตไปเลยครับ


บริเวณซอยรมณีย์ก็เป็นอีกย่านหนึ่งที่สามารถชมสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีสได้ ปัจจุบันตึกรูปแบบนี้ได้ถูกปรับปรุงให้ดูใหม่ ทาสีสันสดใส ตกแต่งให้เป็นร้านค้า เป็นเกสเฮาส์ ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวครับ

และนอกจากสถาปัตยกรรมเก่าๆ แล้ว บริเวณย่านถนนเก่าเหล่านี้ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือภาพกราฟฟิตี้ ที่กลุ่มศิลปินร่วมกันเนรมิตให้ถนนเก่าเหล่านี้กลายเป็น Street Art โดยภาพวาดแต่ละภาพจะมีกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมของภูเก็ตแฝงอยู่ในแต่ละภาพครับ


ขอเริ่มที่ถนนพังงาครับ 


ภาพทั้งสองจะอยู่บริเวณเดียวกัน โดยภาพซ้ายจะเป็นรูปคุณยายในชุดพื้นเมืองนั่งอยู่บนเก้าอี้ ข้างๆ มีปิ่นโต และตะกร้าที่เต็มไปด้วยของที่ซื้อมาจากตลาดยามเช้า 

ส่วนภาพขวามือเป็นภาพคุณลุงกำลังทำโอต้าว อยู่ อาหารพื้นเมือง ที่หาทานได้ที่ภูเก็ตที่เดียว สองภาพนี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่หยั่งลึกลงไปในจิตใจของชาวภูเก็ตครับ


ฝั่งตรงข้ามของภาพคุณลุง คุณป้า จะเป็นสองภาพนี้ครับ

ภาพซ้ายมือ เป็นภาพสิงโต แสดงถึงการก้าวย่างสู่ปีใหม่ ร่วมเฉลิมฉลองและพบปะญาติพี่น้องครับ

ภาพขวามือ เป็นภาพที่บอกเล่าเกี่ยวกับการไหว้เทวดา ด้วยผลไม้และขนมหวาน สมัยก่อนระหว่างที่ตั้งโต๊ะไหว้เทวดาจะมีคณะเล่นหุ่นกาเร่ ซึ่งประกอบด้วยคนเล่นดนตรีและเชิดหุ่น แวะมาเชิดหุ่นกาเร่หน้าบ้าน พร้อมกับกล่าวอวยพรเพื่อให้เจ้าของบ้านมีความเจริญรุ่งเรือง ภาพนี้ตั้งอยู่บริเวณทางเข้ามูลนิธิแสงธรรมครับ


เยื้องๆ กับภาพสิงโต เป็นร้านตู้กับข้าว ที่มีสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีส ที่เตะตาผมเห็นจะเป็นเจ้ากุ้งมังกรตัวยักษ์ที่อยู่ด้านหน้าร้านนี่แหล่ะครับ

 


ติดกับร้านตู้กับข้าว มีอาคารสีขาวขนาดใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย ที่สร้างได้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีส ที่ชั้นล่างมีจุดให้นั่งพักผ่อนด้วย พร้อมตู้ไปรษณีย์สีแดง เก๋ไก๋ไม่เบาครับ 


ภาพลูกเจี๊ยบกำลังเล่นโต้คลื่นกับเต่า มืออีกข้างหนึ่งถือขวดสเปรย์พ่นสีเหลืองเป็นแนวยาว ผู้วาดต้องการจะสื่อถึงอาหารวันหยุดของคนภูเก็ตกับการพักผ่อนในอดีตที่ทำอาหารมาอร่อยริมทะเลกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 


ภาพซ้ายดูโดยรวมเหมือนภาพของเสือ แต่จริงๆ แล้วภาพนี้เป็นการนำภาพอาหารหลายๆ อย่างมาวาดรวมกันจนมีลักษณะคล้ายเสือ แสดงถึงเทศกาลกินผัก เทศกาลที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต ภาพนี้วาดอยู่บนผนังด้านหน้าของโรงแรมสินทวีครับ

ภาพขวามือเป็นภาพของนกแก๊ก นกพื้นถิ่นของภูเก็ต ภาพนี้อยู่บริเวณทางเข้าที่จอดรถของโรงแรมสินทวีครับ


ติดกับภาพนกแก๊ก เป็นภาพเสือคำราม สื่อถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของเพื่อนฝูงผ่านขนมคาวหวานและชากาแฟถ้วยโปรดครับ 


สองภาพนี้อยู่บริเวณถนนถลาง ต้นซอยรมณีย์ ภาพซ้ายมือเป็นภาพของนกที่ประกอบขึ้นจากขนมเด็กวัยเรียน สะท้อนความสนุกสนานและสีสันกับความทรงจำในวัยซุกซน ถือเป็นภาพที่มีสีสันสดใสมากๆ ครับ

ส่วนภาพขวามือเป็นภาพน้องมาร์ดีในชุดงานผ้อต่อ หรืองานวันสารทจีนของภูเก็ต ซึ่งเป็นเทศกาลงานบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษ ขนมเต่าสีแดงเป็นเครื่องหมายแห่งการมีอายุยืนและสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลครับ 

 


บนถนนเยาวราช ระหว่างถนนถลาง และถนนดีบุก จะมีซอยเล็กๆ ด้านซ้ายมือชื่อซอยสุ่นอุทิศ บริเวณปากซอยเป็นที่ตั้งของร้านอาโป้งแม่สุณี ขนมพื้นเมืองที่หาทานได้ที่ภูเก็ตที่เดียว อาโป้งทำจากแป้งข้าวเจ้า กะทิ และน้ำตาล นำมาผสมกัน จากนั้นนำมาเทลงในกระทะใบเล็กๆ ให้เป็นแผ่นบางๆ รอจนแป้งสุกแล้วนำมาม้วนหลวมๆ แผ่นของอาโป้งที่สุกจะมีความหวานกรอบ ส่วนตรงกลางจะนุ่มๆ ขอบอกว่าต้องรอคิวนานมาก ร้านนี้ขาย 7 แผ่น 20 บาทครับ

ภูเก็ต ได้รับสมญานามว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสวยงามของทิวทัศน์ หาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าใส นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาสัมผัสที่นี่สักครั้งในชีวิต

 


โดยจุดแรกเริ่มที่หาดราไวย์ มองเห็นฟ้าสวยๆ แถมน้ำใสๆ เลยอดที่จะขอจอดถ่ายภาพไม่ได้ บริเวณหาดราไวย์ จะมีเรือจอดอยู่เยอะมากเลย ดูจากสายตาแล้ว น่าจะเป็นทั้งเรือประมงและเรือที่ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวครับ


จากนั้นมุ่งหน้าสู่แหลมพรหมเทพ จะเรียกว่าเป็นพระเอกของภูเก็ตก็คงไม่ผิด ผมว่าช่วงเย็นที่นี่จะเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันมากที่สุดในภูเก็ตเลยครับ เพราะต่างจะมารอชมพระอาทิตย์ตกที่จุดนี้ 

จากแหลมพรหมเทพ ขับรถเลยต่อมา ยังหาดยะนุ้ยครับ

 

แสดงความคิดเห็น