กินๆ นอนๆ ตะลอนภูเก็ต

25 พฤษภาคม 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (4,259 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ทริปภูเก็ตครั้งนี้ ผมไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะไป แต่เพื่อนผมโชคดีจากการร่วมสนุกของเพจ Paksabuy (https://www.facebook.com/paksabuy) ได้ Voucher ที่พักจาก 2 โรงแรม คือ Angsana Laguna Phuket และ The Bell Pool Villa Resort อย่างละ 1 คืน เพื่อนผมเลยให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของทริปนี้ครับ

เนื่องจากทริปนี้ต้องไปภายในสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงมรสุมของฝั่งอันดามัน ทำให้ทริปนี้ผมไม่ได้วางแผนออกเที่ยวตามเกาะต่างๆ เลย คงวางแผนขับรถเที่ยวในตัวเมืองภูเก็ต หาของอร่อยๆ ทาน และเน้นพักผ่อนอยู่ภายในโรงแรมเป็นหลักครับ รีวิวนี้เลยจะเน้นร้านอาหารที่ผมได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่ภูเก็ตว่าเด็ด และจะพาชมที่พักทั้ง 2 แห่งครับ  

SR : voucher ที่พัก Angsana Laguna Phuket และ The Bell Pool Villa Resort จากการร่วมสนุกทาง FB เพจ Paksabuy
CR : ค่าเดินทาง ค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอาหารทุกมื้อยกเว้นมื้อเช้า

ทริปนี้ผมเลือกเดินทางกับสายการบินไลออนแอร์ครับ


บรรยากาศอาคารขาออกภายในประเทศ ผมว่าดูโอ่โถงสบายตากว่าขาออกต่างประเทศเยอะเลยครับ


ออกเดินทางกันตั้งแต่ไก่โห่เลยครับ


ฟ้าเริ่มสว่าง ก็ได้เวลาเหินฟ้าครับ


มุมนี้ไม่แน่ใจว่าแถวเขาสก จ.สุราษฎร์ธานีหรือเปล่า


เริ่มเข้าเขตพังงาครับ


วิวอ่าวพังงามุมสูง มองเห็นเกาะปันหยีด้วยครับ

 


แสงสีทองยามเช้า สาดส่องมายังหมู่เกาะต่างๆ ภายในอ่าวพังงา สวยงามมากๆ ผมใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมง ก็มาถึงยังสนามบินภูเก็ตครับ


เมื่อมาถึงก็มาติดต่อรับรถกับ THAI RENT A CAR ที่ผมจองรถ Yaris ล่วงหน้ามาแล้ว ช่วงที่ผมจองมีโปรโมชั่น “รักคนไทย” เลยได้รถเช่าราคาถูกมาในราคาสองวันจ่ายไปเพียง 1,068 บาทเท่านั้นเอง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมจองรถ Yaris ไว้ แต่รถที่ผมได้คือรถ VIOS ซึ่งจริงๆ ราคาของ VIOS จะแพงกว่า Yaris ถือว่าได้รถใหญ่ในราคารถเล็กครับ

ก่อนอื่นขอแวะไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตกันก่อนครับ


ขอเริ่มที่วัดพระทอง หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักในนาม วัดพระผุด ครับ 


ตามความเชื่อของวัดนี้เล่าว่า มีเด็กจูงควายไปกินหญ้าที่กลางทุ่ง แล้วเด็กก็เอาเชือกผูกควายไว้กับพระเกตุมาลาเนื่องจากเด็กคิดว่าเป็นท่อนไม้ เมื่อเด็กกลับถึงบ้านปรากฏว่าเด็กได้เสียชีวิตลง และควายตัวนั้นก็เสียชีวิตด้วยเหมือนกัน พ่อของเด็กได้ฝันถึงสาเหตุที่ลูกชายและควายตาย วันรุ่งขึ้นจึงไปดูที่เกิดเหตุตามในฝัน จึงรู้ว่าจุดที่เด็กเอาควายไปผูกนั้นคือพระพุทธรูปนั่นเองครับ


องค์พระผุดตั้งอยู่ในพระอุโบสถ จากภาพจะเห็นพระผุด 2 องค์ จริงๆ แล้วองค์พระผุดเป็นพระพุทธรูปทองคำครึ่งพระองค์ ที่โผล่เพียงพระเกตุมาลาขึ้นมาจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก (องค์ที่อยู่ทางซ้ายมือของภาพ) ปัจจุบันทางวัดได้สร้างองค์พระครอบพระผุดองค์จริงไว้ นอกจากนี้ยังสร้างพระผุดองค์จำลองไว้ใกล้ๆ กันเพื่อให้พุทธศาสนิกชนมาติดทองเพื่อความเป็นสิริมงคลครับ


และสิ่งที่ไม่ควรพลาดชมอีกจุดหนึ่งในวัดพระผุด คือพิพิธภัณฑสถานวัดพระทอง ด้านในเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก หลายสิ่งหลายอย่างผมก็เพิ่งจะเคยเห็นที่นี่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันฝนชาวเหมืองแร่ดีบุก, หมอนกระเบื้อง แต่ที่ตื่นตาตื่นใจผมที่สุดเห็นจะเป็นรองเท้าตีนตุก (รองเท้าคู่เล็กๆ) ของสตรีเชื้อสายจีน ที่จะมัดเท้าให้เล็กตามค่านิยมของสังคมสมัยนั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปครับ

จากนั้นผมมุ่งหน้าสู่เมืองภูเก็ต เพื่อมาสัมผัสกับวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองจากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน มุสลิม ยุโรป อินเดีย ที่ถนนดีบุกครับ ถนนดีบุกเป็นถนนที่เก่าแก่เส้นหนึ่งของภูเก็ต สองข้างทางจะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ สวยงาม ของอาคารสไตล์ชิโนโปรตุกีสครับ

 

 


สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส เป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่คู่เกาะภูเก็ตมาอย่างยืนยาวมากกว่าร้อยปี เริ่มตั้งแต่ยุค ค.ศ.1850 ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองของการทำเหมืองแร่ในภาคใต้ของไทย ภูเก็ตก็เป็นจุดศูนย์กลางสำคัญในยุคนั้น บ้านหลายหลังเป็นของนายเหมือง บ้านเจ้าเมืองและตระกูลใหญ่ๆ ซึ่งจะตั้งอยู่ในถนนเส้นเดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีสเป็นการผสมผสานเอาศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ตไปเลยครับ


บริเวณซอยรมณีย์ก็เป็นอีกย่านหนึ่งที่สามารถชมสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีสได้ ปัจจุบันตึกรูปแบบนี้ได้ถูกปรับปรุงให้ดูใหม่ ทาสีสันสดใส ตกแต่งให้เป็นร้านค้า เป็นเกสเฮาส์ ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวครับ

และนอกจากสถาปัตยกรรมเก่าๆ แล้ว บริเวณย่านถนนเก่าเหล่านี้ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือภาพกราฟฟิตี้ ที่กลุ่มศิลปินร่วมกันเนรมิตให้ถนนเก่าเหล่านี้กลายเป็น Street Art โดยภาพวาดแต่ละภาพจะมีกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมของภูเก็ตแฝงอยู่ในแต่ละภาพครับ


ขอเริ่มที่ถนนพังงาครับ 


ภาพทั้งสองจะอยู่บริเวณเดียวกัน โดยภาพซ้ายจะเป็นรูปคุณยายในชุดพื้นเมืองนั่งอยู่บนเก้าอี้ ข้างๆ มีปิ่นโต และตะกร้าที่เต็มไปด้วยของที่ซื้อมาจากตลาดยามเช้า 

ส่วนภาพขวามือเป็นภาพคุณลุงกำลังทำโอต้าว อยู่ อาหารพื้นเมือง ที่หาทานได้ที่ภูเก็ตที่เดียว สองภาพนี้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่หยั่งลึกลงไปในจิตใจของชาวภูเก็ตครับ


ฝั่งตรงข้ามของภาพคุณลุง คุณป้า จะเป็นสองภาพนี้ครับ

ภาพซ้ายมือ เป็นภาพสิงโต แสดงถึงการก้าวย่างสู่ปีใหม่ ร่วมเฉลิมฉลองและพบปะญาติพี่น้องครับ

ภาพขวามือ เป็นภาพที่บอกเล่าเกี่ยวกับการไหว้เทวดา ด้วยผลไม้และขนมหวาน สมัยก่อนระหว่างที่ตั้งโต๊ะไหว้เทวดาจะมีคณะเล่นหุ่นกาเร่ ซึ่งประกอบด้วยคนเล่นดนตรีและเชิดหุ่น แวะมาเชิดหุ่นกาเร่หน้าบ้าน พร้อมกับกล่าวอวยพรเพื่อให้เจ้าของบ้านมีความเจริญรุ่งเรือง ภาพนี้ตั้งอยู่บริเวณทางเข้ามูลนิธิแสงธรรมครับ


เยื้องๆ กับภาพสิงโต เป็นร้านตู้กับข้าว ที่มีสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีส ที่เตะตาผมเห็นจะเป็นเจ้ากุ้งมังกรตัวยักษ์ที่อยู่ด้านหน้าร้านนี่แหล่ะครับ

 


ติดกับร้านตู้กับข้าว มีอาคารสีขาวขนาดใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย ที่สร้างได้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีส ที่ชั้นล่างมีจุดให้นั่งพักผ่อนด้วย พร้อมตู้ไปรษณีย์สีแดง เก๋ไก๋ไม่เบาครับ 


ภาพลูกเจี๊ยบกำลังเล่นโต้คลื่นกับเต่า มืออีกข้างหนึ่งถือขวดสเปรย์พ่นสีเหลืองเป็นแนวยาว ผู้วาดต้องการจะสื่อถึงอาหารวันหยุดของคนภูเก็ตกับการพักผ่อนในอดีตที่ทำอาหารมาอร่อยริมทะเลกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 


ภาพซ้ายดูโดยรวมเหมือนภาพของเสือ แต่จริงๆ แล้วภาพนี้เป็นการนำภาพอาหารหลายๆ อย่างมาวาดรวมกันจนมีลักษณะคล้ายเสือ แสดงถึงเทศกาลกินผัก เทศกาลที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต ภาพนี้วาดอยู่บนผนังด้านหน้าของโรงแรมสินทวีครับ

ภาพขวามือเป็นภาพของนกแก๊ก นกพื้นถิ่นของภูเก็ต ภาพนี้อยู่บริเวณทางเข้าที่จอดรถของโรงแรมสินทวีครับ


ติดกับภาพนกแก๊ก เป็นภาพเสือคำราม สื่อถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของเพื่อนฝูงผ่านขนมคาวหวานและชากาแฟถ้วยโปรดครับ 


สองภาพนี้อยู่บริเวณถนนถลาง ต้นซอยรมณีย์ ภาพซ้ายมือเป็นภาพของนกที่ประกอบขึ้นจากขนมเด็กวัยเรียน สะท้อนความสนุกสนานและสีสันกับความทรงจำในวัยซุกซน ถือเป็นภาพที่มีสีสันสดใสมากๆ ครับ

ส่วนภาพขวามือเป็นภาพน้องมาร์ดีในชุดงานผ้อต่อ หรืองานวันสารทจีนของภูเก็ต ซึ่งเป็นเทศกาลงานบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษ ขนมเต่าสีแดงเป็นเครื่องหมายแห่งการมีอายุยืนและสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลครับ 

 


บนถนนเยาวราช ระหว่างถนนถลาง และถนนดีบุก จะมีซอยเล็กๆ ด้านซ้ายมือชื่อซอยสุ่นอุทิศ บริเวณปากซอยเป็นที่ตั้งของร้านอาโป้งแม่สุณี ขนมพื้นเมืองที่หาทานได้ที่ภูเก็ตที่เดียว อาโป้งทำจากแป้งข้าวเจ้า กะทิ และน้ำตาล นำมาผสมกัน จากนั้นนำมาเทลงในกระทะใบเล็กๆ ให้เป็นแผ่นบางๆ รอจนแป้งสุกแล้วนำมาม้วนหลวมๆ แผ่นของอาโป้งที่สุกจะมีความหวานกรอบ ส่วนตรงกลางจะนุ่มๆ ขอบอกว่าต้องรอคิวนานมาก ร้านนี้ขาย 7 แผ่น 20 บาทครับ

ภูเก็ต ได้รับสมญานามว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสวยงามของทิวทัศน์ หาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าใส นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาสัมผัสที่นี่สักครั้งในชีวิต

 


โดยจุดแรกเริ่มที่หาดราไวย์ มองเห็นฟ้าสวยๆ แถมน้ำใสๆ เลยอดที่จะขอจอดถ่ายภาพไม่ได้ บริเวณหาดราไวย์ จะมีเรือจอดอยู่เยอะมากเลย ดูจากสายตาแล้ว น่าจะเป็นทั้งเรือประมงและเรือที่ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวครับ


จากนั้นมุ่งหน้าสู่แหลมพรหมเทพ จะเรียกว่าเป็นพระเอกของภูเก็ตก็คงไม่ผิด ผมว่าช่วงเย็นที่นี่จะเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันมากที่สุดในภูเก็ตเลยครับ เพราะต่างจะมารอชมพระอาทิตย์ตกที่จุดนี้ 

จากแหลมพรหมเทพ ขับรถเลยต่อมา ยังหาดยะนุ้ยครับ

 

 

 

 


หาดยะนุ้ยเป็นหาดเล็กๆ ที่ผมว่าเงียบสงบดีครับ นักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะ เหมาะกับการมานอนเล่นพักผ่อนมาก บริเวณหาดจะมีแนวชายหาดที่ไม่ยาวนัก ทรายถือว่าละเอียดแต่ไม่ขาวครับ บริเวณปลายชายหาดทั้งซ้ายและขวาเป็นแนวโขดหิน ที่เตะตาผมที่สุดเห็นจะเป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางซ้ายของหาด จะมีชายหาดทอดตัวไปยังเกาะเล็กแห่งนี้ ให้อารมณ์คล้ายๆ กับทะเลแหวกที่กระบี่ หรือเกาะนางยวน ที่สุราษฎร์ธานีเลยครับ
เส้นทางการเดินทางมาหาดยะนุ้ยถือว่าค่อนข้างสะดวกสำหรับผู้มีรถนะครับ มีที่จอดรถค่อนข้างน้อย

จากหาดยะนุ้ย ผมเลือกเดินทางต่อไปทางซ้ายมือ เพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าครับ


บริเวณกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ถือเป็นอีกจุดชมวิวหนึ่งที่ไม่ควรพลาด จากจุดชมวิวนี้ สามารถมองเห็นกังหันลม และหาดในหานได้ด้วยครับ


นอกจากนี้ยังเห็นหาดยะนุ้ยมุมสูง และเส้นทางที่จะไปยังแหลมพรหมเทพครับ


เกาะเล็กๆ บริเวณหาดยะนุ้ย ที่มีหาดทรายเชื่อมบริเวณชายหาดกับเกาะเล็กนั้น อารมณ์คล้ายๆ กับเกาะนางยวนเลยครับ


ต้นตาล พบเห็นได้ง่ายแถวๆ บริเวณแหลมพรหมเทพครับ

ออกจากจุดชมวิวบริเวณกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ผมมุ่งหน้าสู่หาดกะตะ ระหว่างทางแวะชมวิวที่จุดชมวิว KARON View Point กันก่อนครับ


จากจุดชมวิว สามารถมองเห็นหาดกะตะน้อย หาดกะตะ และหาดกะรน (ไล่จากใกล้ไปไกล) ส่วนเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือ คือ เกาะปู จุดชมวิวนี้ถือเป็นอีกจุดที่ผมมาภูเก็ตทีไรก็จะไม่พลาดมาแวะชมครับ

เห็นภาพ 3 หาดมุมสูงไปแล้ว คราวนี้ขอไปสัมผัสกับหาดทรายกันบ้างดีกว่า ผมเลือกแวะที่หาดกะรน เพราะที่หาดกะรนมีที่จอดรถค่อนข้างสะดวก

 

 


บริเวณหาดกะรน มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ ที่มานอนอาบแดดและเล่นกิจกรรมทางทะเลกัน หาดทรายที่นี่ถึงแม้ไม่ขาว แต่เม็ดละเอียดนุ่มเท้ามากๆ ครับ

จากหาดกะรน ขับรถต่อไปยังหาดป่าตอง แต่คงมีโอกาสได้แค่ชื่นชมอยู่บนรถ เพราะหาที่จอดรถยากมากครับ เลยจากหาดป่าตอง ก็เข้าเขตของหาดกมลาครับ

เมื่อพูดถึง “หาดกมลา” หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนัก แต่ถ้าบอกว่า “ภูเก็ตแฟนตาซี” หลายคนอาจจะคุ้นหูมากกว่า ผมเองไปเที่ยวภูเก็ตก็หลายครั้งแล้ว เคยได้ยินชื่อหาดกมลามาก็นานพอสมควร แต่ขอบอกเลยว่า ผมเพิ่งจะเคยมาชายหาดกมลาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ผมว่าด้วยทำเลที่ตั้งของชายหาด อาจจะไม่ดีเท่าหาดอื่นๆ อย่างหาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน หาดราไวย์ ที่เราสามารถขับรถเที่ยวเลาะหาดไปได้ หาดทั้ง 4 จึงเป็นหาดที่มีชื่อติดอยู่ในลิสต์ท่องเที่ยวของภูเก็ต ซึ่งผิดกับหาดกมลา ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่หาดนี้เพียงเพื่อมาชมการแสดงที่ภูเก็ตแฟนตาซีเท่านั้น

 

 


จริงๆ แล้วหาดกมลาก็สวยและสงบ เป็นอีกหนึ่งหาดที่น่าสนใจมากๆ นะครับ

และวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ The Bell Pool Villa Resort Phuket ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดกมลา จะพูดว่าตั้งอยู่ที่หาดกมลาก็ไม่น่าจะถูกนัก เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ไม่ได้อยู่ติดชายหาด ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงคลื่น ไม่ได้เห็นแม้แต่วิวทะเล แล้วผมจะมาแนะนำรีสอร์ทแห่งนี้ทำไม ไว้คอยติดตามมาเรื่อยๆ นะครับ


การเดินทางมายัง The Bell Pool Villa Resort Phuket นั้นไม่ยากครับ จะมีซอยอยู่ด้านข้างของภูเก็ตแฟนตาซี จากนั้นขับรถตรงไปเรื่อยๆ ให้สังเกตแยกขวามือไว้ โดยจะมีป้ายรีสอร์ทเล็กๆ อยู่ ถ้าไม่สังเกตป้ายมีขับรถเลยแน่นอน ผมเองก็ขับเลยไปเหมือนกัน รีสอร์ทอยู่ห่างจากภูเก็ตแฟนตาซีประมาณ 1.5 ก.ม. ครับ 

ตลอดสองข้างทางดูไม่เหมือนเส้นทางที่จะเข้ารีสอร์ทเลยครับ เส้นทางเหมือนจะเข้าหมู่บ้านซะมากกว่า ยิ่งบริเวณหน้ารีสอร์ทดูเป็นแหล่งชุมชนเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อขับรถเข้ามาด้านในรีสอร์ทแล้ว เหมือนหลุดเข้ามาอีกสถานที่หนึ่งเลย ด้านในดูสงบและร่มรื่นมากๆ ครับ


เมื่อจอดรถเรียบร้อย มีพนักงานในชุดสีขาวขลิบด้วยสีแดงออกมาต้อนรับ และพาผมเข้าไปยังบริเวณ Lobby เพื่อทำการ Check in 


บริเวณ Lobby ตกแต่งออกแนวจีนเลยครับ เน้นสีแดง มีโคมไฟเป็นรูประฆังห้อยระย้าอยู่เต็มไปหมด


Welcome drink มาพร้อมกับผ้าเย็น เรียกความสดชื่นกลับมาได้เยอะเลยครับ ระหว่างที่ทำการ Check in น้องพนักงานจะมีใบสั่งอาหารเช้าให้เราเลือกด้วย เราอยากทานอะไรก็ติ๊กที่รายการอาหารนั้นๆ โดยจะมีการแบ่งเป็นหมวดๆ ไว้ เช่น ต้องการอาหารเช้าแบบไหน ออมเลทหรือไข่ดาว หรือจะเป็นข้าวต้ม ขนมปังต้องการแบบไหน ต้องการแยมอะไร มีให้เลือกค่อนข้างเยอะครับ แต่ถึงรายการเยอะ เราไม่สามารถเลือกได้ทุกรายการนะครับ ในแต่ละหมวดทางรีสอร์ทจะระบุว่าเราสามารถเลือกได้กี่ชนิด

เมื่อทำการ Check in เรียบร้อย เลือกอาหารเช้าเรียบร้อย น้องพนักงานก็พาไปยังห้องพักครับ ที่พักที่นี่จะเป็นแบบ villa ทุกหลัง โดย 1 Villa จะแบ่งเป็น 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น พร้อมสระว่ายน้ำ ถึงเพื่อนๆ จะจองห้องพักแบบ one bed room มา ทางรีสอร์ทก็จะเปิด villa แบบนี้ให้กับเพื่อนๆ แต่เขาจะปิดอีก 2 ห้องนอนไว้ และเปิดห้องนอนหลักไว้ให้กับเราครับ  


ต้องบอกเลยว่า ภายใน villa มีการออกแบบได้อย่างสวยงาม เป็นสัดส่วน พื้นที่กว้างขวางมาก โดยมีสระว่ายน้ำอยู่กลางพื้นที่ ขนาบข้างด้วยห้องนั่งเล่น ห้องนอน และมีศาลาเล็กๆ สำหรับทำ Spa หรือนอนเล่นครับ 


เข้ามาดูในห้องนั่งเล่นกันก่อนดีกว่า ภายในห้องกว้างขวางมาก สามารถมานั่งทำกิจกรรมได้ทั้งครอบครัว รองรับสมาชิกจำนวน 6 คนได้อย่างสบาย ที่เพดานมีโคมไฟเป็นรูประฆังใบใหญ่สีแดงอยู่ 2 ใบ คงคอนเซปของรีสอร์ทได้เป็นอย่างดีครับ


ชุดโซฟาก็กว้างขวางมาก อยากบอกว่าน้องๆ เตียงนอนเลยครับ


ผนังด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่นจะเป็นกระจก สามารถมองเห็นสระว่ายน้ำได้ ส่วนผนังอีกด้านก็ไม่ได้ปิดทึบเสียทีเดียว โดยจะมีกระจกที่สามารถมองออกไปเห็นต้นไม้เขียวได้ ทำให้ห้องนั่งเล่นนี้ดูโปร่ง โล่งสบาย สามารถทำกิจกรรมอยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันเหมือนกันครับ


ด้านหลังของชุดโซฟา เป็นโต๊ะทานข้าว และยังมีพื้นที่ในส่วนของครัวที่อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ทำครัวหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไมโครเวฟ ถ้วย จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้ว เครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น ถือว่าครบถ้วนเลยครับ


ติดกับห้องนั่งเล่น จะมีห้องน้ำเล็กไว้ให้ 1 ห้อง จริงๆ จะเรียกว่าเล็กก็ไม่ถูก เพราะมันใหญ่กว่าห้องน้ำบางโรงแรมที่ผมเคยเข้าพักมาซะอีก เอาเป็นว่าผมขอเรียกว่าห้องน้ำเล็ก (เมื่อเทียบกับอีกห้องน้ำหนึ่งในห้องนอนหลักซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า) ก็แล้วกัน ภายในห้องน้ำเล็กนี้มีทั้งโถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และที่อาบน้ำแบบฝักบัวครับ 

 


มาดูในส่วนของห้องนอนหลักกันบ้างครับ ภายในอาจจะไม่ได้ดูหรูหราอะไรมากนัก แต่สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครันตามแบบฉบับของห้องนอน มีโต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า แต่ไม่มีทีวีนะครับ เพราะผมคิดว่าคนออกแบบเขาต้องการให้ห้องนอนคือห้องนอนจริงๆ หากต้องการดูทีวีก็ไปดูที่ห้องนั่งเล่นครับ


มาดูในส่วนของห้องน้ำในห้องนอนหลักกันบ้างดีกว่า ขอบอกว่าใหญ่มากๆ พื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของห้องนอนเลยครับ เมื่อเปิดประตูเลื่อนจากห้องนอนมาจะพบกับอ่างล้างหน้าขนาบซ้ายขวาเลย


ด้านในสุดจะเป็นอ่างอาบน้ำ


ส่วนด้านในสุด หลังอ่างล้างหน้าทั้งสองด้าน จะเป็นโถสุขภัณฑ์ ส่วนอีกฝั่งจะเป็นพื้นที่อาบน้ำแบบฝักบัว ผมว่าการให้สีกระเบื้องของพื้นที่อาบน้ำเป็นโทนสีดำ เวลาผนังแห้งมันจะเห็นเป็นคราบสีขาวของสบู่ ดูไม่สวยเลยครับ และบริเวณสายฝักบัวอาบน้ำมีขี้สนิมขึ้นเต็มเลยครับ


มีถุงผ้าดิบสำหรับใส่อุปกรณ์อาบน้ำ เช่น หมวกคลุมผม แปรงสีฟัน ของที่อยู่ด้านในถุงผ้าดิบหยิบติดกลับบ้านไปได้ แต่ถุงผ้า ถ้าหยิบติดมือกลับไป มีโดนปรับนะครับ


สระว่ายน้ำที่นี่ใหญ่จริงๆ ครับ ทางรีสอร์ทเตรียมเบาะโฟมไว้ให้นอนเล่นบนน้ำด้วย นอกจากนี้ยังมีศาลาไว้ให้นอนเล่น ติดกับศาลาจะมีฝักบัวไว้สำหรับให้ล้างตัวด้วยครับ


พื้นที่ด้านนอกที่ติดกับห้องนั่งเล่น จะมีโต๊ะทานอาหารให้อีก 1 จุด ตั้งอยู่ริมสระว่ายน้ำเลยครับ


ไปชมบรรยากาศโดยรอบรีสอร์ทกันบ้างดีกว่าครับ บริเวณนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Lobby เลย มีระฆังใบใหญ่ สัญลักษณ์ของรีสอร์ทตั้งอยู่ ยามต้องแสงไฟ ระฆังเป็นสีทองมลังเมลืองเลยครับ


ซุ้มไผ่ ช่วยให้บรรยากาศดูเป็นจีนขึ้นอีกเยอะเลยครับ

 


บริเวณ Lobby ยามเปิดไฟ มันทำให้สีสันที่นี่ดูสดใสขึ้นอีกเป็นกอง

 

 


พื้นที่ด้านหน้าของ Lobby เป็นส่วนของห้องอาหาร Zhong จริงๆ พื้นที่ในส่วนของห้องอาหารจะเรียกว่าเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ก็ไม่น่าผิด เพราะผมเองก็ใช้พื้นที่ตรงนี้ตอนทำการ Check in ครับ หลังคาของห้องอาหารจะเป็นผ้าใบ สามารถยืดหดได้ เวลาฝนตกก็ยืดผ้าใบออกมาเป็นหลังคา เวลาปลอดฝนก็หดเก็บ ได้บรรยากาศแบบ Open air ครับ


ทางรีสอร์ทจะมีบริการรถรับส่งไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น หาดกมลา หาดป่าตอง ร้านสะดวกซื้อ แต่รถจะบริการเป็นรอบๆ ตามเวลาครับ

 

 


08.00 น. น้องพนักงานมาเคาะที่ประตู เพื่อมาเสิร์ฟอาหารตรงตามเวลาที่ผมนัดไว้ อาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟถึง Villa เลยครับ อยากนั่งทานตรงส่วนไหนของ Villa บอกน้องพนักงานได้เลย ผมเลือกนั่งทานริมสระว่ายน้ำครับ
ผมว่าอาหารเช้ามันน้อยไปสำหรับคนที่หนักมื้อเช้าแบบผม ช่วงที่ทานก็จะมีนกเอี้ยงลงมาแย่งทานด้วย บรรยากาศมันดูสบายๆ เหมือนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก ส่วนใหญ่เวลานั่งทานอาหาร จะมีแมลงวันมากวน แต่ที่นี่มีนกเอี้ยงมากวนครับ


ไอเดียเก๋ๆ ของรีสอร์ท ที่เพ้นท์รูประฆังไว้บนรองเท้าแตะครับ

ต้องบอกเลยว่าที่นี่เหมาะกับการเข้าพักแบบครอบครัวมากๆ สมาชิกจะได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน มีปาร์ตี้เล็กๆ ริมสระน้ำ หรือจะมากับเพื่อนฝูงก็สนุกไปอีกแบบ จะมาเป็นคู่กระจู๋กระจี๋ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าโดยรอบรีสอร์ทจะอยู่ท่ามกลางชุมชน แต่บรรยากาศภายในรีสอร์ทถือว่าเงียบสงบเลยทีเดียว ห้องพักถึงแม้จะดูธรรมดาแต่อัดแน่นไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายครับ

ส่วนข้อด้อยของที่นี่ เห็นจะเป็นเรื่อง

- ทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ไกลจากชายหาด รวมถึงซุปเปอร์มาเก็ต แต่ทางรีสอร์ทก็ได้จัดเตรียมรถไว้คอยบริการครับ
- อาหารเช้ามีปริมาณน้อย ทานไม่อิ่ม
- อุปกรณ์บางอย่างดูเก่า เช่น สายฝักบัวเป็นสนิม 

ผมว่าที่นี่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนแบบสงบๆ  แต่ถ้าชอบการพักผ่อนแบบติดทะเล หรือใกล้แหล่งท่องเที่ยว แสงสีเสียง ที่นี่คงไม่เหมาะครับ

จากหาดกมลา เราขยับมาที่หาดบางเทากันครับ ผมมีที่พักอีกหนึ่งที่ที่อยากจะแนะนำ คือ Angsana Laguna Phuket ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดบางเทาครับ หาดบางเทาเป็นหาดที่มีความยาวมากที่สุดแห่งหนึ่งของภูเก็ต และเป็นหาดที่เงียบสงบอยู่ริมเชิงเขา มีโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอยู่หลายแห่งเลยทีเดียว 

Angsana เป็นแบนด์น้องของ Banyan Tree โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใน Laguna ริมหาดบางเทา เป็นโรงแรมที่รีโนเวทมาจากโรงแรมเชอราตันครับ

 


Lobby แบบ Open air ดูโอ่โถงเลยทีเดียว ที่นี่เน้นโทนสีม่วงครับ ระหว่าง check in พนักงานมอบแผ่นพับแผนที่ พร้อมอธิบายโน่นนี่นั่นให้ทราบคร่าวๆ คืนนี้ผมเข้าพักที่ห้อง XANA Beachfront ซึ่งเป็น room type เดียวที่อยู่ติดกับทะเล แต่ขอบอกว่าจาก Lobby ถึงห้องพักระยะทางไกลมากๆ ครับ


ด้านข้าง Lobby ทางโรงแรมเตรียมพื้นที่ให้แขกได้นั่งพักผ่อนหลายมุมเลยครับ

 

 

 


บริเวณห้องอาหารลอยกระทง อยู่ใกล้ๆ Lobby ครับ


จากห้องอาหารลอยกระทง จะมีบันไดเพื่อเดินลงไปยังส่วนต่างๆ ของโรงแรมครับ 

 

 


สระว่ายน้ำส่วนกลางของโรงแรม ขนาดใหญ่มาก สระว่ายน้ำจุดนี้ตกแต่งได้กลมกลืนกับธรรมชาติ มีหาดทรายเล็กๆ พร้อมเตียงผ้าใบให้นอนเล่นด้วยครับ สระนี้ให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.30 น. ครับ

 


ห้องพักชั้นล่างที่อยู่รอบสระว่ายน้ำ สามารถก้าวเท้าจากห้องพักลงสู่สระว่ายน้ำได้เลย

 


สระนี้เชื่อมต่อมาจากสระที่มีชายหาดครับ กว้างไม่แพ้กัน

 


ถึงแม้ว่าห้องพักของที่นี่จะมีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้นที่จะเห็นชายหาด แต่ห้องพักที่ไม่เห็นชายหาดผมว่าน่าจะทุกห้อง จะเห็นสระว่ายน้ำ หรือไม่ก็จะเห็นวิวทะเลสาบครับ

 

 


โดยรอบของโรงแรมจะมีทะเลสาบล้อมรอบ แขกที่เข้าพักสามารถนั่งเรือที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ก็ได้นะครับ แต่จะมีเวลาเดินเรือเป็นรอบๆ ครับ

มาดูห้องพักของผมกันบ้างดีกว่า เป็นแบบ XANA Beachfront ซึ่งตั้งอยู่ติดชายหาดเลยครับ

 


ห้องพักถือว่ากว้างขวางเลยทีเดียว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มีทั้งเครื่องปรับอากาศ และพัดลมเพดานไว้ให้ด้วย


เตียงขนาด King size นอนสบายมากๆ


มีชุดโซฟาให้นั่งเล่นด้วย และมีระเบียงให้แขกได้มานั่งชมพระอาทิตย์ตกด้วยครับ


ทางโรงแรมยังเตรียมเตารีด พร้อมที่รีดผ้าไว้ให้ในตู้เสื้อผ้าด้วยนะครับ

 

 


ห้องน้ำก็กว้างไม่เบา ออกแบบให้มีการเล่นระดับเพื่อทำเป็นอ่างอาบน้ำด้วย ตั้งแต่ที่ผมเข้าพักตามโรงแรมมา ก็เพิ่งจะเคยเห็นแนวการออกแบบห้องน้ำแบบนี้ครับ 


วิวจากระเบียงห้องพักผมครับ ข้อเสียของอาคารที่อยู่ติดทะเลคืออุปกรณ์บางอย่างทั้งในและนอกห้องพักที่เป็นเหล็ก หรืออลูมิเนียม จะมีการกัดกร่อนจากความเค็มของน้ำทะเลครับ

 

 


บริเวณชายหาดด้านหลังของโรงแรม ช่วงเย็นๆ แขกจะมานอนเล่นที่ชายหาดเพื่อมารอชมพระอาทิตย์ตกกันเยอะเลยครับ เสียดายวันที่ผมไปฟ้าไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ เลยไม่เห็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์สัมผัสกับเส้นขอบฟ้าเลยครับ

 


ใกล้ๆ กับห้องพักผมเป็นฟิตเนสครับ 

 

 


และใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของ Xana Beach Club ช่วงเย็นบรรยากาศน่านั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชมพระอาทิตย์ตก โรแมนติกสุดๆ ครับ


ด้านหลังของ Xana Beach Club ยังมีห้องอาหารบ้านทะเลอีกด้วยครับ ห้องอาหารนี้เปิดบริการช่วงกลางคืนครับ

 


บรรยากาศยามเย็นครับ


กลับมาถึงห้องพักอีกที แม่บ้านมา turn down ให้เรียบร้อยพร้อมเจ้าปลาดาวตัวนี้ครับ ไม่แน่ใจว่าเอากลับบ้านได้หรือเปล่า แต่ไม่กล้าหยิบไป กลัวโดนปรับ อิอิ


ช่วงเช้ามาเดินออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเลครับ มุมนี้มองเห็นห้องอาหาร Market Place ซึ่งเป็นห้องอาหารเช้า อยู่ทางมุมซ้ายของภาพครับ


ห้องอาหารค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว ภายในจะเล่นระดับ ด้านบนเป็นไลน์ Buffet ส่วนด้านล่างจะเป็นโต๊ะทานอาหารครับ หรือถ้าใครไม่อยากนั่งในห้องแอร์ ก็สามารถมาใช้บริการด้านนอกห้องอาหารก็ได้นะครับ สามารถทานอาหารเช้าไป รับลมธรรมชาติไป

 

 


ด้านนอกห้องอาหารมีบริการก๋วยเตี๋ยว ส่วนบริเวณนี้เป็นไลน์ Buffet มี Egg station และอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว อาหารยังถือว่าไม่ค่อยหลากหลายเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับปริมาณแขกที่เรียกว่าล้นห้องอาหารเลย ขอบอกว่าควรมาใช้บริการแต่เช้าครับ เพราะช่วงสายๆ แขกเยอะมาก มากขนาดโต๊ะไม่พอนั่ง ต้องรอเข้าคิวเลยครับ

ผมมาเดินรับอากาศตอนเช้าตั้งแต่ไลน์อาหารยังไม่เรียบร้อย เลยแอบถ่ายมาได้นิดเดียว และกะว่าจะมาถ่ายอีกครั้งช่วงที่จะมาทานอาหารเช้า แต่ปรากฏว่าช่วงสายไม่มีโอกาสได้ถ่ายเลยครับ เพราะคนล้นหลาม เกรงว่าจะรบกวนแขกคนอื่นๆ ครับ


สระว่ายน้ำช่วงเช้า ก่อนฟ้าสว่างครับ


จะว่าไป ถึงห้องพักของผมจะอยู่ไกลสุด แต่ก็ติดชายหาดมากที่สุด แถมฟิตเนส และห้องอาหารเช้า ก็อยู่ใกล้ห้องผมมากๆ  เรียกได้ว่า ได้หลายอย่างเสียอย่างเดียวครับ


จากการที่ได้เข้าพักที่ Angsana Laguna Phuket ผมว่าห้องพักโดยรวมถือว่าโอเคเลยครับ บรรยากาศดี สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ จะติก็เรื่องอาหารเช้า ที่ดูไม่ค่อยหลากหลายสักเท่าไรครับ

ภูเก็ต มีความหลากหลายของอาหารเป็นอย่างมาก และที่โดดเด่นเลยเห็นจะเป็นอาหารพื้นเมืองซึ่งมีอัตลักษณ์ สูตรลับเฉพาะที่ถ่ายทอดผ่านคนในครอบครัว ไม่สามารถหาทานที่อื่นได้ อาหารบางเมนูหาทานได้เฉพาะที่ภูเก็ตเท่านั้น ในปี 2558 ยูเนสโกได้ประกาศให้ภูเก็ตเป็นเมืองแรกของไทย และเมืองแรกของอาเซียน เป็นหนึ่งใน 18 เมืองทั่วโลก ที่เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารหรือ City of Gastronomy  

จากนี้ผมจะมาแนะนำร้านอาหารในภูเก็ต 3 ร้าน 3 สไตล์ ที่ผมได้ไปชิมมา เผื่อเพื่อนๆ ไปภูเก็ตแล้วไม่มีไอเดียว่าจะไปทานที่ไหนดี รีวิวนี้อาจจะช่วยทำให้อาหารมื้อธรรมดา เป็นอาหารมื้อที่ถูกปากถูกใจของเพื่อนๆ ก็เป็นได้นะครับ

เริ่มกันที่ “ร้านหมอมูดง” ร้านนี้จะเป็นร้านอาหารใต้สไตล์ลูกทุ่งนิดๆ ชื่อร้านอาจจะฟังดูแปลกๆ ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าของร้านเป็นหมอเสียอีก แต่แท้จริงแล้วเจ้าของร้านชื่อ “หมอ” มาตั้งร้านอยู่ริมคลองมูดง เหตุนี้จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อร้าน หมอมูดงครับ


การเดินทางมาร้านหมอมูดง หากมาจากตัวเมืองภูเก็ต ให้ใช้เส้นทางถนนเจ้าฟ้า เส้นทางเดียวกับสวนสัตว์ภูเก็ต ขับตรงมาเรื่อยๆ จนถึงสามแยกป่าหล่าย ให้เลี้ยวซ้ายที่นี่ สังเกตจะเห็นป้ายชี้บอกมายังร้าน เมื่อเลี้ยวซ้ายแล้วให้ตรงไปจนสุดซอย แต่ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางแนะนำให้จับ GPS มาจะชัวร์กว่า จะได้ไม่หงุดหงิดก่อนทานอาหารครับ

เจอป้ายร้านแบบนี้ เลี้ยวขวาเข้าไปด้านในเลย ด้านในมีที่จอดรถไว้ให้พร้อมครับ


สภาพร้านคล้ายบรรยากาศในสวน แบบลูกทุ่ง มีศาลามุงจากหลายหลังตั้งอยู่ริมคลองมูดงเลยครับ 


นั่งทานอาหารไป ชมบรรยากาศป่าชายเลนไปพร้อมๆ กันครับ 


หลังสั่งอาหาร น้องพนักงานจะนำผลไม้มาเสริฟ มีทั้งสับปะรด ฝรั่ง และมะม่วง มาพร้อมเกลือเคย หน้าตาคล้ายน้ำปลาหวาน ผมเพิ่งมารู้ว่าเป็นน้ำปลาหวานก็หลังจากผลไม้หมดแล้ว แล้วเกิดสงสัยว่ามันคืออะไร จนต้องถามน้องพนักงาน ถึงได้รู้ว่าที่นี่เขาเรียกเกลือเคยครับ


“ยำสาหร่าย” สาหร่ายที่ทางร้านนำมาเสิร์ฟเป็นสาหร่ายพวงองุ่น โดยจะแยกระหว่างสาหร่ายและน้ำยำออกจากกัน ตัวสาหร่ายมีรสชาติออกเค็มๆ ยิ่งตรงปลายของสาหร่ายจะมีลักษณะเหมือนถุงน้ำกลมๆ ถ้าหากกินสดโดยที่ยังไม่ราดน้ำยำลงไป เวลาเคี้ยวสาหร่าย ถุงน้ำกลมๆ ที่ปลายสาหร่ายจะแตกกระจายทั่วทั้งปาก รับรู้ถึงรสความเค็ม แต่เมื่อเอาน้ำยำมาราดแล้ว มันทำให้รสชาติกลมกล่อมมากๆ ครับ 


“สะตอผัดกุ้ง” จานนี้ความมันของสะตอ บวกกับความเค็มของกะปิ รสชาติกลมกล่อมดีครับ


“ปลายัดไส้”  ทางร้านจะขูดเนื้อปลาลังแล้วนำไปคลุกเคล้ากับเครื่องแกง ปรุงรสจนได้ที่ แล้วนำเนื้อปลาที่ปรุงรสไว้แล้วกลับมายัดในตัวปลาอีกครั้ง จากนั้นนำไปทอด เมนูนี้ให้อารมณ์คล้ายๆ ปลาทอดมันภาคกลาง รสชาติออกเผ็ดพอควร เนื้อปลาเหนียวกำลังดี ขอบอกเลยว่ามาที่ร้านนี้แล้ว ไม่สั่งเมนูนี้ ถือว่าพลาดอย่างแรงครับ 


“มะเขือยาวทอดเครื่อง” ทางร้านจะนำมะเขือยาวมาเผาแล้วแผ่ออกมาเป็นแผ่น จากนั้นจะราดหน้าด้วยเนื้อปลาคั่วกับเครื่องแกง ความหวานของมะเขือยาว มันตัดกับความเผ็ดร้อนของเครื่องแกง ลงตัวมากๆ ครับ


“หมูคั่วเกลือ” ทำจากหมูสามชั้น มีรสชาติเค็มกำลังดี เมนูนี้ช่วยตัดความเปรี้ยวของยำสาหร่าย และตัดเผ็ดได้เป็นอย่างดีครับ


“น้ำพริกฉิ้งฉ้างทอด” เมนูนี้ปลาฉิ้งฉ้างทอดถือเป็นพระเอกครับ รสชาติน้ำพริกดีทีเดียว ตัดเผ็ดด้วยผักลวก อร่อยมากๆ


“ปลากะพงต้มขมิ้น” รสชาติดีเลยทีเดียว อมหวานอมเปรี้ยว อร่อยอีกเช่นกันครับ

รสชาติอาหารที่ร้านหมอมูดงถือว่าจัดจ้าน ถูกใจคนชอบทานเผ็ดอย่างแน่นอน ทานแล้วจะร้องว่า “หรอยจังฮู้”  ราคาอาหารถือว่าไม่แพงครับ ร้านนี้เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. แต่ดูแล้วช่วงค่ำๆ ยุงน่าจะเยอะนะครับ เพราะอยู่ในบรรยากาศสวนและอยู่ติดน้ำด้วย

ร้านที่สอง “ข้าวต้ม 25 น.” ร้านนี้มาสไตล์ร้านข้าวต้ม ทานช่วงมื้อค่ำครับ

ร้านอาหารตามชายหาดที่อยู่ห่างจากตัวเมืองมากๆ จะเป็นสไตล์ผับ บาร์ เสียเป็นส่วนใหญ่ จะว่าไปหาร้านอาหารที่เน้นขายอาหารเป็นหลักค่อนข้างยาก และส่วนใหญ่จะเน้นขายให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และแน่นอนราคาก็ต้องแพงตามไปด้วย สำหรับร้านที่ผมจะแนะนำนี้เป็นร้านสไตล์ร้านข้าวต้ม อยู่เชิงทะเล เขตพื้นที่หาดบางเทา ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ศรีสุนทร ชื่อร้าน “ข้าวต้ม 25 น.” ครับ

ถึงจะชื่อร้านข้าวต้ม แต่ไม่ได้ขายข้าวต้มอย่างเดียว เน้นอาหารตามสั่ง ที่ทานได้กับข้าวต้มหรือข้าวสวยครับ


เริ่มด้วย “ยำวุ้นเส้น” อัดแน่นด้วยกุ้งและปลาหมึกครับ


“คะน้าปลาเค็ม” ทานคู่กับข้าวต้มหรือข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเลยทีเดียว


“สะตอผัดกุ้ง” ผมว่ารสชาติที่หมอมูดงโดนลิ้นมากกว่าครับ แต่ที่นี่ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยกว่ากันสักเท่าไร


“ผัดเห็ดสามอย่าง” เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง ผัดรวม เพิ่มความหวานด้วยแครอท เมนูนี้สั่งมาเพื่อตัดความเผ็ดจากเมนูอื่นๆ 


“ไก่บ้านต้มขมิ้น” รสชาติกำลังดี เปรี้ยวนำนิดๆ เค็มกำลังดี มีกลิ่นหอมจากเครื่องสมุนไพรครับ


“หอยตลับผัดน้ำพริกเผา” หอยตลับตัวใหญ่ ผัดรวมกับน้ำพริกเผา ความหวานของน้ำพริกเผาแทรกในเนื้อหอย อร่อยเชียวครับ


“หอยแครงเผา”  ขนาดหอยไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป ทานคู่กับน้ำจิ้ม Seafood รสแซบมากครับ

รสชาติอาหารโดยรวมให้ผ่านครับ สำหรับราคาถือว่าไม่แรงอย่างที่คิด ผมว่าร้านนี้เน้นขายให้คนพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย ราคาเลยไม่แพงครับ

สำหรับร้านสุดท้าย อร่อยทั้งอาหาร และอิ่มเอมทั้งบรรยากาศกับร้าน “กันเอง 2”

ร้านกันเองมี 2 สาขานะครับ แต่ผมมาภูเก็ตที่ไร จะมาที่ร้านกันเอง 2 ตลอด ร้านกันเอง 2 ให้บริการทั้งอาหารไทย อาหารทะเล และอาหารพื้นเมืองปักษ์ใต้ครับ


การเดินทางมายังร้านกันเอง 2 จากวงเวียนห้าแยกฉลอง ให้มาตามถนนเจ้าฟ้าตะวันออก เส้นทางทีจะเข้าตัวเมืองภูเก็ต ประมาณ 600 เมตร จะเห็นซอยขวามือ มองเห็นป้ายร้านกันเอง 2 ใหญ่เบ้อเร่อ ให้เลี้ยวเข้าซอยไปอีกประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงร้านครับ

 


บรรยากาศของร้านดีทีเดียว ร่มรื่นแถมยังติดอ่าวฉลองเลยครับ


เริ่มที่ “ใบเหลียงผัดกุ้งเสียบ” เคยทานแต่ใบเหลียงผัดไข่ คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นกุ้งเสียบดูบ้าง ต้องบอกว่าเข้าท่าดีเหมือนกันครับ


ต้องยกนิ้วโป้งให้เมนูนี้เลยครับ “หมี่หุ้นแกงปู” แกงปูที่นี่รสชาติเข้มข้นมาก อัดแน่นด้วยเนื้อปูเป็นก้อนๆ ทานคู่กับเส้นหมี่ อร่อยมากๆ ครับ


“แกงส้มปลากะพง” ผมสั่งแบบใส่ยอดมะพร้าว ความหวานของยอดมะพร้าว ช่วยตัดความเปรี้ยวของแกงส้มได้อย่างลงตัว ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมากเลยครับ


“ยำไข่แมงดา” เมนูนี้เปรี้ยวได้ใจจากมะม่วงซอย ได้ความมันจากไข่แมงดา อร่อยอีกเช่นกันครับ


“ออส่วน” เสิร์ฟมาบนกระทะร้อน เมนูนี้ทานแก้เผ็ดได้เป็นอย่างดีครับ


“ปูนึ่ง” ปูสดมากๆ เนื้อหวาน ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู๊ด อร่อยสุดๆ ครับ


“หอยนางรม” ตัวใหญ่มาก


โดยรวมแล้ว ร้านนี้ถือว่าผ่าน ถึงแม้ว่าราคาอาจจะแรงไปสักนิด แต่ผมว่าคุ้มค่ากับคุณภาพ รสชาติ รวมถึงบรรยากาศ จึงไม่แปลกเลยว่ามาภูเก็ตแต่ละครั้ง ผมจะไม่พลาดที่จะมาทานร้านนี้ ร้านกันเอง 2 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ครับ

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นตัวช่วยในการเลือกที่กิน เลือกที่พัก ในภูเก็ตของเพื่อนๆ ได้บ้างนะครับ ขอให้มีความสุขกับการท่องเที่ยวภูเก็ตครับ

ปล. ขอบคุณเพจ Paksabuy ที่มีกิจกรรมดีๆ แจก Voucher ให้แฟนเพจได้ร่วมสนุกนะครับ

ก่อนจบรีวิวนี้ ฝากเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น