เที่ยวเมืองคอน ตะลอนเกาะพะงัน 6 วัน 6 คืน ด้วยงบ 3,500 บาท

14 มิถุนายน 2561 | โดย LH.SARAN (2,304 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีผู้อ่านทุกๆท่านครับ วันนี้อยากจะรีวิวการเดินทางที่พึ่งผ่านมาให้ชาวพันทิปได้อ่านกันนะครับ 
อาจจะเขียนสับสนไปบ้าง ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ทริปนี้เกิดจากการที่ผมมีเวลาว่างก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน 10 วัน จึงมองหาสถานที่เที่ยวไปเรื่อย 
ซึ่งเป็นช่วง Low season และเข้าสู่หน้าฝนด้วย แต่เราก็พร้อมเสี่ยงที่จะมา

นครศรีธรรมราช หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า "เมืองคอน"
เมืองที่เขาว่ากันว่ายังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ผู้คนใจดี และยังไม่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากนัก 

โดยในทริปนี้เป็นการเดินทางคนเดียว ชวนเพื่อนๆแล้วแต่ไม่มีใครมาด้วยเลยตัดสินใจไปคนเดียว 
6 วัน 6 คืน ตั้งแต่วันที่ 2 - 8 มิถุนายน 2561 เลือกที่จะเดินทางในวันธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่างๆ 
ค่าใช้จ่ายในทริปนี้อยู่ที่ 3,495 บาท จะมีสรุปไว้อยู่ด้านล่างนะครับ

"เดินทางเมื่อยังมีโอกาส ก่อนที่จะไม่มีโอกาสให้เดินทาง"

เอาละครับเกริ่นกันมาพอสมควรถึงเวลา เที่ยวเมืองคอน ตะลอนเกาะพะงันกันแล้ว!

Day 1 วันแรกกับรถไฟชั้น 3


เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพ - นครศรีธรรมราช โดยรถไฟชั้น 3 นับวันยิ่งเดินทางไกลขึ้นเรื่อยๆ 
เป็นการนั่งรถไฟที่นานที่สุดในตอนนี้ที่ 16 ชั่วโมง ภายในรถไฟเย็นวันเสาร์ มีคนอยู่ในขบวนไม่ถึง 10 คน 
นอนสบายจนถึงตัวเมืองนครศรีฯ กันเลยทีเดียว ระหว่างนั่งรถไฟ ฝนก็ตกหนักมาก แต่พอฝนหยุดตก บรรยากาศดีอย่างบอกไม่ถูก 
นี้แหล่ะเสน่ห์ของการเดินทางด้วยรถไฟ

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ นั่งๆนอนๆบนรถไฟนั้นแหล่ะ ดีตรงที่ว่าเราสามารถยิดขานอนได้ เพราะไม่มีคน 
ตอนกลางคืนแมลงและยุงค่อนข้างเยอะ ควรจะใส่ขายาวหรือทายากันยุงไว้ด้วยนะครับ

ถึงนครศรีฯ 9.55 น. ตรงเวลาดี (ใครว่ารถไฟมาไม่ตรงเวลา ส่วนใหญ่คือตรงเวลาและถึงก่อนเวลา เลทสุดที่เคยนั่งคือ 10 นาที 
ยกเว้นตอนเดินทางออกจากหัวลำโพง ตรงนี้บางครั้งจะออกเลทมากหน่อย แต่ถึงปลายทางค่อนข้างตรงเวลา) 
ใครจะนั่งรถไฟก็ดูตารางเดินรถไฟจากเว็บไซต์หลักได้เลยแล้วกะเวลามาให้ทันนะครับ

Day 2 ตะลุยเมืองนครศรีฯ

ถึงนครศรีฯกันแล้ว...  วันแรกคือเดินเที่ยวในตัวเมือง เน้นชิวๆ พักผ่อนปรับตัวก่อนเพราะเหนื่อยจากการเดินทางด้วยรถไฟพอสมควร 
ก่อนอื่นเลยเดินหาที่พัก ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ ไม่ไกลมากนัก ในราคาคืนละ 320 บาท เข้าห้องเก็บของ นอนพักชั่วโมงหนึ่ง 
ก่อนที่จะเดินหาร้านอาหารกิน น่าแปลกตรงที่ในตัวเมืองจะไม่ค่อยมีร้านอาหารขายเท่าไหร่ ถามๆคนแถวนั้นก็เลยรู้ว่าส่วนใหญ่เขากินกันที่บ้าน 
นานๆจะกินข้าวนอกบ้านทีเลยทำให้ไม่ค่อยมีร้านอาหารเท่าไหร่ 

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็เดินไป วัดพระมหาธาตุ มาถึงเมืองนครแล้ว จะไม่มาได้ไง เปิดดูในแผนที่เห็นระยะทาง 3 กิโลเมตร 10 นาที 
ก็เลยตัดสินใจเดิน (จริงๆ 10 นาทีคือรถยนต์ เราก็ลืมดู) ไหนๆก็เลือกเดินละก็เลยแวะ กำแพงเมืองเก่า ถูกสร้างขึ้นใน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งแต่ก่อนเป็นกำแพงล้อมรอบเมือง มีป้อม เชิงเทินทั้ง 4 ด้าน ปัจจุบันเหลือกำแพงด้านเดียวเท่าที่เห็น

เดินชมเรียบร้อยก็เดินตามแผนที่กันต่อ เห็นป้ายบอกทางแล้ว

เดินต่อไปเรื่อยๆ จนเห็นหอนาฬิกาแสดงว่าใกล้ถึงละ แต่ระหว่างที่เดินฝนดันตกลงมาอีก นึกว่าจะไม่ได้ไปซะแล้ว 
ตกไม่ถึง 5 นาที ก็หยุด ...ตกมาเพื่ออะไร มาเที่ยวในฤดูฝนก็ต้องทำใจงี้แหล่ะหนา

ถึงแล้ววว ช่วงนี้เขากำลังบูรณะซ่อมแซมภายนอก แต่ภายในยังสามารถเข้าชมได้ตามปกตินะครับ

สีขาวบริสุทธิ์สวยงามมากๆครับ ส่วนภาพด้านล่างคือวิหารที่อยู่ข้างๆ ลองสังเกตดูดีๆนะครับ 
มีการออกแบบเสาค้ำให้เอียงเข้าหาตัววิหารทั้งหมด

แปลกดีครับ หรือผมอาจจะไม่เคยเห็นมั้งครับ

บริเวณถนนด้านหน้าของวัดพระธาตุจะมี หลาดหน้าพระธาตุ ตลาดขายของที่เปิดเฉพาะวันเสาร์ ...อดไป เพราะวันนี้วันอาทิตย์   ขากลับนั่งรถสองแถวกลับเข้าที่พัก เจอพี่ๆที่เคาน์เตอร์เลยถามหาที่เที่ยวในตัวเมือง พี่ๆก็บอกว่าในตัวเมืองไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่นะ 
แต่พี่ๆก็แนะนำให้ลองเดินไป ตลาดเปิดท้ายท่าเรียน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ใกล้สถานีรถไฟ เป็นตลาดขายอาหารและของใช้ทั่วไป 
เดินหาของกินบริเวณนั้นก็กลับมาพักผ่อนเตรียมออกลุยในวันที่ 3 


Day 3 พรหมคีรี ดีกว่าที่คิด

เช้านี้เดินหาร้านอาหารใกล้ๆ เดินตาม Google maps มี 4 ร้านอยู่ใกล้ๆกัน พอเดินไปถึงปิดทุกร้าน! สุดท้ายเจอร้านขายข้าวไข่เจียวใกล้ๆที่พัก 
ก็เลยแวะกินที่นี้แทน กินเสร็จ พี่เจ้าของร้านก็ชวนคุย สอบถามว่ามาจากไหน จะไปไหน บลาๆ แล้วก็บอกวิธีไปให้ด้วย  br />
พอเราได้ข้อมูลก็ขอบคุณพี่เขาแล้วก็เดินทางเลย วันนี้จะไปพักที่ พรหมคีรี หรือที่หลายๆคนจะเรียกกันว่า พรหมโลก 
เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่นะครับ 
แต่บอกได้เลยว่าเป็นอำเภอหนึ่งที่ยังมีความสวยงามตามธรรมชาติอยู่ จองที่พักจากชุมชนพรหมโลก
โดยเราได้นอนที่บ้านลุงจ่าทิตย์ ซึ่งบ้านลุงอยู่แถว สภ.พรหมคีรี

วิธีเดินทาง คือนั่งรถสองแถวไปนะครับ คิวรถสองแถวจะอยู่ตรงข้ามกับวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช เป็นลานกว้างๆ 
ตอนเย็นจะมีตลาดเล็กๆ มาเปิดร้านขายของกัน เมื่อมองดูดีๆจะเห็นคิวรถสองแถวเรียงกันยาวเลย 

เรานั่งสองแถว นครศรีฯ - พรหมคีรี บอกเขาว่าลงตรง สภ.พรหมคีรี ราคา 20 บาท 
แต่ถ้าได้นอนที่บ้านท่านอื่นอาจต้องเลยไปหน่อยนะครับ เพราะที่พักบางที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน

เห็นป้ายนี้ก็กดกริ่งลงได้เลยครับ

ที่โดดเด่นสังเกตง่าย คือศาลพระพรหมด้านหน้านี้แหล่ะครับ

เมื่อถึงแล้วก็โทรไปหาลุง ปรากฎว่าลุงปิดเครื่องครับ! ไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้ด้วย สุดท้ายเลยถามพี่ๆตำรวจว่ารู้จักบ้านลุงทิตย์หรือเปล่า 
โชคดีที่พี่รู้จักก็เลยบอกทางไปได้ และนี้คือทางเข้าที่เราต้องเดินไป

เดินจนถึงละ แต่หันหน้าผิดทิศ บ้านคุณลุงจะอยู่ด้านขวาใกล้ๆกับโรงพัก นึกว่าเป็นที่พักของตำรวจเลยมองแต่ด้านซ้าย 
เจอพี่สาวกำลังขี่มอไซต์มาก็เลยถาม แต่พี่สาวก็ไม่แน่ใจ คิดว่าไม่ใช่แถวนี้เลยพาออกไปส่งตรงสี่แยกไกลออกไปประมาณโลกว่าๆได้ 

ตอนแรกก็ดีใจที่ไม่ต้องเดินไกลนะ พอถึงสี่แยกก็โทรถามทางชุมชน จึงได้รู้ว่าตรงที่แรกอะถูกแล้ว... 

ทำไงดีละทีนี้ถูกส่งมาซะไกลเลย เดินกลับไปทางเดิมอีกรอบหนึ่ง

คราวนี้มองให้ทั่วๆเลย แล้วถามคนในนั้น จนสุดท้ายก็เห็นบ้านลุงแล้ว ดีใจมากก นั่งรอหน้าบ้านถึงเที่ยงกว่าๆ ลองโทรดูอีกที 
ลุงเปิดเครื่องละกำลังกลับอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ลุงเลยบอกให้ไปหยิบกุญแจเอาของเข้าไปเก็บก่อนก็ได้ แล้วก็ให้ยืมมอไซต์ไปขี่เล่นก่อน

หึหึ มีมอไซต์ให้ขี่แล้วจะไปไหนก็ได้ในหัวตอนนั้นนึกถึง น้ำตกพรหมโลก สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในพรหมคีรี
เส้นทางไปน้ำตกเป็นถนนสองเลนที่ด้านหน้าจะมีวิวเขาหลวง (ภูเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้) 
หากมาเช้าๆอาจจะได้เห็นวิวภูเขาตัดกับหมอกสวยๆด้วยนะครับ ขี่ตามทางไปเรื่อยๆ บรรยากาศกำลังดี 
ข้างๆก็จะมีที่ให้เล่นน้ำได้ด้วย แต่ขอบอกให้อดใจรอขึ้นไปด้านบนดีกว่า

ขี่มาจนเจอป้ายทางขึ้น จะมีด่านเก็บค่าเข้านะครับ 
ผู้ใหญ่คนละ 40 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติก็จะอีกราคาหนึ่ง 
และ หากนำรถมาด้วยจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม รถมอไซต์ 20 บาท รถยนต์ 30 บาท 
(จำราคารถยนต์ไม่ได้ หากผิดพลาดขออภัยครับ)

ระยะทางจากหน้าด่านถึงน้ำตกประมาณ 2 กิโล ทางขึ้นชันเล็กน้อย ยังขี่ได้สบายๆ เมื่อถึงแล้วเจ้าหน้าที่จะบอกว่าสามารถเดินได้แค่
บริเวณชั้น 1 เท่านั้น ชั้นอื่นๆต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่งจะเดินทางในช่วง 10 โมงเช้าและ บ่าย 2 โมง แต่ถ้าสภาพอากาศไม่ดีก็จะปิด
ไม่ให้เข้า เพราะจะต้องเดินเข้าไปในป่า

น้ำตกพรหมโลกมีทั้งหมด 50 ชั้น ชั้นที่1-4 จะมีชื่อเรียกด้วย เสียดายที่สภาพอากาศวันนั้นไม่ค่อยดีมีฝนตกเลยไม่ได้ขึ้นไปที่ชั้นอื่น 
ครั้งแรกฝนตกไม่นานก็หยุด เลยเดินมาเล่นน้ำที่บริเวณด้านล่าง 
มีป้ายเตือนด้วย ห่วงแต่หินไม่ห่วงเราเลย เราก็น้อยใจนะ 

เดินลงมาถึงขอบอกเลยว่าอาการน้อยใจเมื่อตะกี้หายไปทันที 55 น้ำตกอลังการมาก ที่เคยไปน้ำตกมาชอบตรงนี้ที่สุด 
รอบข้างโอบล้อมด้วยป่าไม้ น้ำใสและเย็นเจี๊ยบพร้อมด้วยเหล่าปลาตัว(ไม่)น้อย แหวกว่ายอยู่ในน้ำ คอยตอดหลังและขาเราอยู่ตลอด 
แค่นั่งเฉยๆตรงนี้ก็มีความสุขแล้ว มองขึ้นไปเห็นน้ำตกหลายชั้น ข้างๆเป็นป่า ในน้ำมีปลา และไม่มีคนเลยในบริเวณนี้ 
อยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ 

เล่นได้ประมาณเกือบชั่วโมงเมฆมืดมาอีกแล้ว หลังจากที่พึ่งตกไปไม่นานมันจะตกอีกแล้วเลยรีบขึ้นเตรียมตัวกลับ 
ยังไม่ทันกลับเลยฝนก็ตกแล้ว นั่งหลบฝนอยู่ตรงร้านสวัสดิการ รอจนกระทั่งอุทยานปิดฝนก็ยังไม่หยุด แต่ตกปรอยๆละ

ขี่รถแวะไปที่ วังปลาแงะ หน่อย น้ำตกพรหมโลกกับวังปลาแงะจะอยู่ในเส้นทางเดียวกันไม่ไกลกันมาก 
เป็นที่สร้างฝายชะลอน้ำและสามารถเล่นน้ำบริเวณนี้ได้

ถ่ายรูปได้นิดหน่อยก็กลับเข้าที่พัก ได้เจอคุณลุงแล้วก็ทักทายพูดคุยกัน เห็นว่าคุณลุงกำลังจะไป ตลาดนอกท่า เลยขอตามไปด้วย 
เป็นตลาดสด ซึ่งทุกๆวันอาทิตย์และวันพุธจะเป็นวันที่มีคนเยอะและของขายมาก... แต่วันนี้วันจันทร์ พลาดอีกแล้ว

ตกเย็นก็นั่งคุยกับลุงทิตย์ หาที่เที่ยวในตอนเช้าแล้วก็วิธีการเดินทางไปคีรีวง

Day 4 คีรีวง....ในวันธรรมดา


เช้านี้ที่พรหมคีรีไป ถ้ำเขาขุนพนม ถ้ำที่ชาวนครฯ เชื่อกันว่าเป็นที่พระเจ้าตากสินมหาราช
ได้เสด็จหนีมาผนวชและประทับ ณ ถ้ำแห่งนี้จนสวรรคต 

ตัวถ้ำจะต้องเดินขึ้นบันได 245 ขั้น เมื่อขึ้นจนเกือบสุดทางด้านขวาจะเจอถ้ำ เสียเหงื่อกันแต่เช้าเลย ช่วงเช้าแดดออกร้อนมาก

ภายในถ้ำไม่มีคนเลย เดินมาคนเดียวในถ้ำมืดๆ เลยถ่ายรูปถึงแค่ตรงบันไดนี้เองครับไม่กล้าเดินลงไป ตอนนั้นบรรยากาศน่ากลัวจริงๆ 

หลังจากออกจากถ้ำก็กลับไปบ้านพัก ร่ำลาลุงทิตย์ที่คอยช่วยเหลือมาตลอดแล้วลุงก็ให้กล้วยมาเป็นเสบียงกันหิวด้วย 
เลยขอถ่ายรูปลุงเก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อย

ระหว่างกำลังเดินฝนดันมาตกอีกแล้ว เมื่อกี้ยังแดดออกอยู่เลยเลยต้องรีบไปหลบฝนตรงป้ายรถเมล์

นั่งรอรถสองแถว (คันที่เขียน นครศรีฯ - พรหมคีรี หรือคันอื่นๆก็น่าจะไปถึงเหมือนกัน) ไปลงที่ สามแยกบ้านตาล 
แล้วข้ามถนนมายืนรอรถสองแถว นครศรีฯ-คีรีวง ถ้านั่งจากตรงนี้จะเสียค่ารถแค่ 20 บาท

ฝนก็ยังคงตกอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่ตกแบบปรอยๆเรื่อยๆ จนพี่กิต เจ้าของที่พักที่เราจองไว้ก็เลยโทรมาเปลี่ยนจากเต้นท์เป็นกระท่อมให้ 
เพราะ ฝนตกแล้วเต้นท์เปียก ถ้านอนเต้นท์คงทรมานน่าดู หลังจากถึงคีรีวงแล้วก็โทรหาพี่เขาจะขับรถมารับ 
เป็นที่พักที่อยู่ค่อนข้างไกลจากด้านหน้าพอสมควร สำหรับใครที่ต้องการความสงบนะครับ

ที่พักสำหรับคืนนี้

เห็นหลายๆคนบอกว่า คีรีวงเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เราว่าก็จริงบางส่วนนะ มีที่พักมากมายเลยระหว่างที่นั่งรถผ่านมา 
และกำลังก่อสร้างอีกหลายๆหลัง แต่ความเป็นธรรมชาติก็ยังมีอยู่บ้าง เพียงแต่มันไม่ได้อยู่บริเวณด้านหน้า 
ต้องใช้ความพยายามในการหาหน่อย 

หลังจากเก็บของเสร็จก็ไปหาร้านอาหาร พี่กิตแนะนำร้านอาหาร พร้อมทั้งให้ยืมจักรยานกับมอไซต์ได้เลย 
แต่เราอยากไปชิวๆก็เลยยืมจักรยานปั่นไปดีกว่า กินข้าวเสร็จก็ปั่นเที่ยวสำรวจดูหน่อย ปั่นเข้าไปด้านในยิ่งลึกยิ่งชันขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายปั่นไปไม่ไหว เลยกลับมาเล่นน้ำใกล้ๆที่พักดีกว่า

มีห่วงยางให้นอนเล่นได้ด้วย หรือจะล่องตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆก็ได้

มาวันธรรมดาก็จะดีตรงนี้แหล่ะ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ หากจะมาวันศุกร์-เสาร์ พี่กิตบอกว่าคนจะเยอะมาก ที่พักที่ว่าเยอะแล้วก็ยังเต็มทุกที่

ตอนกลางคืนมานั่งดูแผนพรุ่งนี้แล้วเกิดการเปลี่ยนกะทันหัน จากที่จะไปขนอมนั่งเล่นให้ปลาตอดเท้าหน่อย แต่ไหนๆก็ลงใต้มาทั้งที ก็อยากไปทะเลบ้าง ซึ่งใกล้ๆแถวนี้ก็มีที่เกาะสมุยกับเกาะพะงัน คิดไปมาจนตัดสินใจลองไปเกาะพะงันในวันที่ไม่ใช่ Fullmoon Party ดูหน่อยว่าจะเป็นยังไง แถมที่พักก็ราคาถูกอีกด้วย

Day 5 เกาะพะงัน ในวันที่เงียบเหงา


เช้านี้อากาศดีขี่มอไซต์ไป หนานหินท่าหา หรือ สะพานแขวนที่หลายๆคนต้องแวะมา แชะภาพซักรูปสองรูป 
บริเวณนี้สามารถเล่นน้ำได้ มีปลาเยอะพอสมควร หากใครนำรถมาจอดเสียค่าที่จอดด้วยนะครับ มอไซต์ 10 บาท รถยนต์ 30 บาท

ไม่มีคนเลย ถ่ายรูปสบายยปนเหงาๆ 

ถึงช่วงสายๆก็ได้เวลาลาคีรีวงไปเกาะพะงันกันแล้ว ต้องไปถึงท่าเรือก่อนบ่าย 2 โมง 
เริ่มจากนั่งรถสองแถวกลับตัวเมือง บอกคนขับว่าลงที่ บขส. ราคา 30 บาท แล้วไปซื้อตั๋วรถตู้ที่ช่อง 10 (ขออภัย ลืมถ่ายรูปมาให้ดูครับ) 
ถามคนแถวนั้นก็ได้นะครับ บอกว่าไปเกาะพะงันหรือท่าเรือดอนสัก ราคา 120 บาท จะได้กระดาษเขียนว่า สมุย มาแทน หลังจากนั้นก็รอขึ้นรถตู้ตรงหน้าห้องน้ำ เมื่อขึ้นรถแล้วก็เอาตั๋วให้คนขับ แล้วบอกปลายทางให้เขารู้หน่อยก็ได้ครับ จากนั้นก็หลับยาวๆเกือบ 2 ชั่วโมง

ถึงแล้ว... คนขับก็จะเรียกให้ลงแต่ยังไม่ใช่ท่าเรือนะ จอดตรงบริเวณที่จอดรถด้านหน้า แล้วจะมีรถรับ-ส่งเข้าไปข้างใน 
ซึ่งตรงนี้จะมีที่ให้ซื้อตั๋วก่อน ราคาและเวลาการเดินเรือก็ตามนี้เลยนะครับ 

กะเวลาให้ดีๆว่าจะไปช่วงกี่โมง เพราะเกาะพะงัน ช่วงเช้าจะมีถึงรอบ 10 โมงเช้า หากมาไม่ทันก็ต้องนั่งรอจนถึงบ่าย 2 ถึงจะมาอีกรอบ เรานั่งรอบบ่าย 2 ค่าเรือ 210 บาท 

นั่งรถรับ-ส่งมาถึงหน้าท่าเรือดอนสัก เห็นเรือแล้วก็รีบขึ้นเลยครับ ใกล้จะถึงเวลาออกเรือละ

ภายในเรือจะมีร้านขายน้ำ-ขนม และที่นั่งจะมีทั้งแบบพัดลมและแบบแอร์ จริงๆสามารถเข้าไปนั่งในห้องแอร์ได้นะครับ แต่อันนี้เราไม่รู้เลยนั่งห้องพัดลมแทน ในเรือจะปลั๊กไฟบางจุด ลองสังเกตดูดีๆ แต่ส่วนใหญ่จะถูกจองไว้หมด 

2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือท้องศาลา เกาะพะงัน เมื่อลงจากเรือก็เดินตรงตามทางได้เลย 

จะเจอทั้งสองแถว วินมอไซต์ยืนรอต้อนรับอย่างดี

แต่หากใครจะเช่ามอไซต์นะครับ ให้เดินตรงไปเรื่อยๆจะเห็นสี่แยก บริเวณนั้นจะมีร้านให้เช่ามอไซต์หลายร้านมาก 
ลองเดินไปถามร้านแรกด้านขวา 200 บาท + มัดจำ 3,000 บาท
เงินในกระเป๋าเหลือยังไม่ถึง 2,000 เลยจะให้มัดจำ 3,000 ยังไง 

แต่พี่เจ้าของร้านก็แนะนำอีกร้านหนึ่งอยู่ใกล้ๆ 7-11 ซึ่งได้เช่ามาในราคา250 บาท + มัดจำด้วยบัตรประชาชน 
ในหลายๆรีวิวบอกว่าเขาไม่ให้คนไทยเช่า ตรงนี้อาจเป็นเพราะเราไปช่วงที่ไม่ใช่ Fullmoon Party หรือเปล่า 
เลยหาเช่าได้ไม่ยากเลย รถที่ได้มาเลขสวยดี ...13...

มีมอไซต์ขี่แล้ว แต่ตอนนี้เริ่มเย็น รีบไปที่พักดีกว่า คืนนี้เราจะนอนแบบ Backpacker นะครับ นอนห้องรวมกับคนอื่น ตื่นเต้นๆ

ถึงที่พักแล้วเดิน Check-in เจ้าของเป็นคนยุโรป ชื่อ Sam เข้าไปคุยก่อนเล็กน้อย พอบอกว่าเป็นคนไทย 
พี่แกก็ทักทายเป็นภาษาไทย บอกว่าเราเป็นคนที่ 2 ที่เป็นคนไทยมาพักที่นี้ รู้สึกดีใจจัง เดินเข้าไปในห้องยังไม่มีคนพัก 
โอเคไม่เป็นไร คิดว่าคงไปเที่ยวกันอยู่หรือยังมากันไม่ถึง

รูปห้องนอนในคืนนี้

เก็บของเสร็จก็ขี่รถไปดูพระอาทิตย์ตก แต่ยังไม่รู้จะไปที่ไหนก็ขี่ไปเรื่อยๆจนมาเจอกับตรงนี้ 

ไม่รู้ว่าเกาะพะงันก็มีด้วย นึกว่ามีแค่ที่เกาะเต่าเท่านั้น

สวยงาม ตรงนี้เป็นหาดที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ นั้นคือ อ่าววกตุ่ม เป็นหาดที่เงียบสงบดี

ตะวันตกดิน ในค่ำคืนนี้มานั่งชิวกับพี่ Sam แรกๆก็พูดภาษาไทย สักพักเริ่มปนอิ้ง สุดท้ายอิ้งล้วนเลย แต่พอเข้าใจได้ 
พี่แกบอกว่าที่เกาะพะงันจะมี Party แทบจะทุกอาทิตย์เลยทั้ง Half Moon Party, Black Moon Party และอื่นๆอีกตามแต่ละหาด 
เอาง่ายๆเลยคือ มีจัด Party ทุกอาทิตย์ แต่ที่ดังสุดๆก็จะเป็นแบบข้างบนที่กล่าวมาครับ ซึ่งพี่ Sam บอกว่า วันนี้มี Half Moon Party 

ตอนแรกกะจะไปเหมือนกัน เลยถามว่าจัดที่ไหนแต่พี่บอกค่าเข้า 1,500 บาท เลยขอบาย มานั่งคุยกับพี่ดีกว่า

พี่ Sam อยู่ประเทศไทยมา 6 ปี มีลูกเมียอยู่ที่ศรีสะเกษ นานๆจะเจอกันทีนึง พี่แกชอบเล่าเรื่องลูกของตัวเองให้ฟังบ่อยๆ

หลังจากคุยจนดึกก็กลับขึ้นห้อง พี่แกบอกว่าวันนี้ไม่มีคนเข้ามาพักนะแต่พรุ่งนี้จะมีคนมา 3 คน ...จังหวะไม่ดีอีกแล้ว

แต่ก็ไม่เป็นไรถือว่าจ่ายค่าห้องถูกได้นอนแบบ Private (ปลอบใจตัวเอง)

Day 6 เดินทางกลับบ้าน


วันนี้ตื่นเช้าหน่อย ขี่มอไซต์ไปหาดริ้น หาดที่เป็นจุดรวมคนจากทุกประเทศในคืน Fullmoon Party ทางไปหาดริ้นชันมาก 
ประมาณทางขึ้นปางอุ๋ง หรือ บ้านจ่าโบ่ได้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คือชันและเป็นโค้งหักศอกต้องขี่กันอย่างระวังๆนะครับ 
ผ่านพ้นจากทางอันตรายยังต้องมาหาที่จอดอีก ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้พักแถวนั้นจะหาที่จอดยากมาก 
สุดท้ายคือขี่ไปจอดตรงร้านสะดวกซื้อที่ไกลออกมาหน่อย แล้วเดินเข้าไปในหาดแทน
*การเข้าหาดที่เกาะพะงัน ส่วนใหญ่จะต้องเดินทะลุผ่านพวกที่พักมานะครับ

ถึงแล้วหาดริ้น หาดที่ทุกคนต้องมาในคืน Fullmoon Party แต่วันธรรมดาก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง 

เม็ดทรายละเอียดมาก เหยียบแล้วสบายเท้า

เล่นน้ำจนพอใจแล้วก็ไปจองตั๋วกลับตัวเมืองสุราษฎร์ธานี คุณป้าที่เคาน์เตอร์บริการดีมาก ให้คำแนะนำแล้วก็การเดินทางไปสถานีรถไฟ 
แล้วก็จองตั๋วเรือ+รถตู้ไปตัวเมืองสุราษฏ์ให้ทุกอย่างราคา 310 บาท (รวมรถตู้จากท่าเรือเข้าตัวเมือง 100 บาท) 
พร้อมกับแนะนำสถานที่น่าไปในเกาะพะงันด้วย 

เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงก่อนจะกลับ คุณป้าเลยแนะนำให้ไป Secret Beach หรือ หาดสนนั้นเอง ใช้เวลาประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย 
ทางเข้าไปหาดสนจะชันเหมือนทางไปหาดริ้นแต่โดยรวมถือว่าสบายกว่า เราเข้าทางหาดสนรีสอร์ท แล้วเดินทะลุออกมายังหาด

สัญลักษณ์ของตรงนี้คิดว่าน่าจะเป็นนางเงือกตรงนี้นะครับ

ใกล้ถึงเวลา Check-out ที่พักละ รีบกลับเข้าที่พักไปเก็บของ บอกลาพี่ Sam แล้วไปท่าเรือเพื่อขึ้นเรือเวลาบ่ายโมง 

ขากลับได้นั่งห้องแอร์แล้ว หลับสบายจนถึงท่าเรือดอนสักเลยทีเดียว

เมื่อถึงท่าเรือแล้วจะมีรถตู้มารับไปส่งที่ตัวเมืองสุราษฏ์ บอกคนขับไว้ว่าลง ตลาดเกษตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง 
เมื่อลงจากรถก็มองหาท่ารถบัสไว้ (ลืมถ่ายไว้) ขึ้นคันที่เขียนว่า ตลาดเกษตร - พุนพิน 
คันนี้เราจะลงที่ บขส. ก็ได้ (ถ้าจะนั่งรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ) หรือลงที่สถานีรถไฟก็ได้ เพราะ ผ่านทั้งคู่ ราคา 15 บาท รถขับค่อนข้างช้า

กว่าจะถึงรถไฟก็ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับกรุงเทพอีกหนึ่งคืน รอบนี้คนจะเยอะกว่าขามาหน่อยหนึ่ง


การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวเป็นครั้งที่สอง ความรู้สึกแตกต่างจากครั้งแรกพอสมควร รู้สึกกล้าที่จะตัดสินใจ 
กล้าที่จะทำอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น อยากให้หลายๆคนลองมาสัมผัสดูนะครับ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3,495 บาท
-รถไฟชั้น 3 ขาไป 243 ขากลับ 257 = 500 บาท
-ที่พักในตัวเมืองนครศรีฯ = 320 บาท
-อาหาร+น้ำ = 689 บาท
-ค่ารถสองแถวในตัวเมือง = 10 บาท
-ค่ารถจากตัวเมือง-พรหมคีรี = 20 บาท
-ค่าเข้าน้ำตกพรหมโลก 40 +มอไซต์ 20 = 60 บาท
-ค่าที่พักกับชุมชน 150 บาท + อาหารเย็น 180 + อาหารเช้า 100 =  430 บาท
-ค่าน้ำมัน = 50 บาท
-ค่ารถจากพรหมคีรี-สามแยกบ้านตาล = 20 บาท (ปกติไม่น่าถึง 20 บาท แต่เราลืมให้ไป 20 แล้วเดินออกมาเลย)
-ค่ารถจากสามแยกบ้านตาล-คีรีวง = 20 บาท
-ที่พักคีรีวง = 300 บาท
-ค่าที่จอดรถตรงหนานหินท่าหา = 10 บาท (มอไซต์ 10 บาท รถยนต์ 30 บาท)
-ค่ารถคีรีวง - นครศรีฯ = 30 บาท
-รถตู้ นครศรีฯ - ท่าเรือดอนสัก = 120 บาท
-ค่าเรือท่าเรือดอนสัก - เกาะพะงัน = 210 บาท
-ค่าเช่ามอไซต์ = 250 บาท
-น้ำมัน = 50 บาท
-ค่าเรือเกาะพะงัน - ท่าเรือดอนสัก - สุราษฏ์ธานี = 310 บาท
-รถบัส ตลาดเกษม - สถานีรถไฟ = 15 บาท
-จิปาถะ = 81 บาท

*รายการบางอย่างมีราคาถูกเนื่องจากเป็นช่วง Low Season นะครับ*
ขอบคุณทุกๆท่านครับที่อ่านจนถึงตรงนี้ ขอให้โชคดีกับการเดินทางครับ

ยังคงคิดถึง "เขา" อยู่ ก็เลยต้องไปหา "เขา"

เครดิต: https://pantip.com/topic/37761318

แสดงความคิดเห็น