ABC : Annapurna Base Camp ความหนาวที่อบอุ่นในอ้อมกอดของหิมาลัย

18 มิถุนายน 2561 | โดย Mod Phoenix (1,246 เข้าชม)
แบ่งปัน:

หลังจากที่ลงจากม่อนจอง เขาลูกแรกที่เริ่มเดินเมื่อสองปีก่อน ผมก็แอบฝันมาตลอดที่จะมายืนใต้เทือกเขาหิมาลัยดูสักครั้ง อยากมองความยิ่งใหญ่ของภูเขาหิมะในระยะใกล้ๆ แต่วันเวลาการเดินทางที่ต้องใช้เกือบสองอาทิตย์ ทริปนี้จึงค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากสำหรับคนทำงานประจำอย่างผม

แต่สุดท้ายผมขอหัวหน้าหยุดงานได้จริงๆ วันลาพักร้อนที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ต้นปี ถูกนำออกมาใช้เพื่อแลกกับวันหยุดยาว 13 วันในช่วงต้นเดือนธันวา (หยุดวันพ่อ+วันรัฐธรรมนูญ) สำหรับเส้นทางปีนเขายอดฮิตของคนไทยอย่าง Annapurna Base Camp ที่เหลือก็แค่ฝากชีวิตไว้กับแรงกายและสองขาคู่นี้ล่ะ ว่าพาตัวเองเดินไปให้ถึงจุดหมายบนความสูง 4,130 m ได้หรือเปล่า

ช่วงเวลาที่เดินทาง : 02-14 December 2017

แพลนคร่าวๆ ของทริปนี้ คือ 13 วัน เดินเท้าจริงๆ 9 วัน (ไป 6 วัน + กลับ 3 วัน) ต้องผ่าน Poon Hill ก่อนในช่วงแรก แล้วเดินต่อไปสิ้นสุดปลายทางที่ Annapurna Base Camp 

Day 1 : Bangkok – Kathmandu 
Day 2 : Kathmandu – Pokhara 
Day 3 : Pokhara – Ulleri
Day 4 : Ulleri – Ghorepani
Day 5 : Ghorepani – Chuile
Day 6 : Chuile – Sinuwa
Day 7 : Sinuwa – Deurali
Day 8 : Deurali – ABC
Day 9 : ABC – Bamboo 
Day 10 : Bamboo – Jhinudanda
Day 11 : Jhinudanda – Pokhara
Day 12 : Pokhara – Kathmandu
Day 13 : Kathmandu – Bangkok

ด้วยงบที่มีอย่างจำกัด และเพื่อนหารค่าทริปที่หามาได้แค่คนเดียว ผมจึงเลือกที่จะไม่ใช่ไกด์นำทาง แต่ก็ได้ติดต่อขอลูกหาบ รวมถึงบางรายการที่จำเป็น ผ่านเอเจนซี่คนเนปาล ตกลงราคากันที่ 287$/2คน แยกเป็นรายการดังนี้ 

1. Porter 1 คน = 17$ x 9 day trek = 153$ (ลูกหาบแบกได้ประมาณ 20 kg)
2. Tims & Permit = 60$/2คน
3. Tourist Bus [Kathmandu-Pokhara- Kathmandu] = 24$/2คน
4. Private Car [Pokhara-Nayapul-Pokhara] = 40$ 
5. Taxi from KTM airport to Hotel in Tamel = 10$

"เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ขอพับหน้าจอคอม หยุดอ่านรีวิวของคนอื่นซักพัก แล้วลองออกไปเขียนเรื่องราวของตัวเองบ้าง"

----------------------------------------------------------------------------------
Leh Ladakh 2016 ... "ทิเบตน้อย ประตูสู่หลังคาโลก" >>> https://pantip.com/topic/35493492
Street Life in LEH LADAKH 2016 >>> https://pantip.com/topic/35503302
Alone in Sapa & Mu Cang Chai … เวียดนามคนเดียวก็เฟี้ยวได้ >>> https://pantip.com/topic/35622626
Lost in Kyoto & Alone in Autumn … ไปหลงในแดนอาทิตย์อุทัยกับช่วงใบไม้ที่เปลี่ยนสี >>> https://pantip.com/topic/35990619
Mt. Kinabalu ให้ใจพาร่างกายขึ้นไป >>> https://pantip.com/topic/36194696
----------------------------------------------------------------------------------
( ถ้ามีข้อสงสัยเข้ามาสอบถามกันได้นะครับ https://www.facebook.com/mod.x.phoenix , IG: mod_wuttipong)

ปฐมบท : First time in Nepal


จากไทย ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่ง สายการบินที่รักคุณเท่าฟ้าก็พาผมบินตรงลง landing ที่สนามบินในกรุงกาฐมาณฑุ (Kathmandu) เมืองหลวงของเนปาล เดินออกมาเจอเอเจนซี่ที่ติดต่อไว้ให้มารับไปส่งโรงแรมในย่านทาเมล พี่แกอธิบายส้นทางแบบคร่าวๆ พร้อมกับแนะนำให้รู้จักกับ “ดัส” ลูกหาบคนที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุข และดูแลพวกผมในช่วงเกือบสิบวันต่อจากนี้

ที่นี่ดูห่างไกลกับคำว่าสะดวกสบายและอาหารอร่อยมาก หรือผมจะยังไม่ชินกับรสชาติเครื่องเทศก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ผมนี่รีบยกมือไหว้ก่อนเลย >>> เครื่องเทศ  พ่ามม!!! (แค่นี้เมิงก็เล่น)

เป็นประเทศที่ฝุ่นตลบอบอวน เยอะพอๆ กับผู้คนที่เดินวุ่นวายตามถนน จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันทางรถหรือทางเท้ากันแน่ ! แต่ถ้ามองแบบไม่คิดอะไรมาก มันคือความดิบที่มีสเน่ห์ และความสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยทำให้เรามองข้ามความลำบากพวกนี้ไป มันคือเหตุผลที่ผมหรือผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาเยื่ยมเยือนประเทศนี้ 

เย็นนี้ยังพอมีเวลาเหลือ เลยพากันออกมาเดินเล่นย่านทาเมล หาซื้อของบางอย่างทียังขาด แถวนี้คือแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่สำหรับนักปีนเขา มีของทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในราคาที่น่าคบหามาก แต่เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นของปลอม แต่ก็เพียงพอแหละสำหรับเส้นทาง ABC … เดินเพลินๆ นี่ มีสิทธิ์หมดตัวแบบไม่รู้ตัวได้ 

เช้าวันต่อมา ดัช มาเจอเราที่หน้าโรงแรมตามที่นัดไว้ ก่อนจะพาไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังเมืองโพคารา (Pokhara)   จุดเริ่มต้นของการปีนเขา เป็นวันที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงกับการนั่งโครงเครงบนรถบัส ที่ขับผ่านสภาพถนนสองเลนตัดภูเขา สภาพดีบ้าง ชำรุดบ้าง อยู่ในช่วงก่อสร้างบ้าง สลับๆกันไป 

โพคารา เป็นเมืองที่ดูสงบ ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่ากาฐมาณฑุ อากาศที่นี่เย็นสบายเพราะติดกับภูเขาด้านหลัง และมีทะเลสาบใหญ่อยู่ใจกลางเมือง เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนอย่างมาก เราจะพักที่นี่หนึ่งคืน นอนเก็บแรงก่อนจะเริ่มเดินจริงๆ ในวันพรุ่งนี้ 

//มุมนี้ยิงระยะไกลจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรม

บันทึกหน้าแรก : Pokhara - Ulleri

ออกจากโรงแรมตั้งแต่ 7 โมงเช้า นั่งรถเก๋งคล้าย Taxi บนถนนรุกรังกว่า 2 ชั่วโมง จาก Pokhara  ไป Napayul จุดที่ต้องเริ่มเดินเท้า บนรถมีผู้โดยสารแปลกหน้าเป็นนักปีนเขาชาวพม่าอีก 2 คน ที่สุดท้ายกลายมาเป็นเพื่อนกัน เพราะเจอกันทุกวัน ตั้งแต่ต้นจนจบทริป

ทางช่วงแรกถือว่าเดินสบายมากถึงฝุ่นก็ยังเยอะไปหน่อยก็ตาม  เส้นทางดูชัดเจน เดินลัดเลาะไปตามแม่น้ำ ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ โบกมือทักทายคนท้องถิ่นไปเรื่อย

บ้านเรือนแถวนี้ส่วนใหญ่สร้างจากการเอาก้อนหินมาเรียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ หลังคามุงด้วยแผ่นสังกะสี มีก้อนหินวางทับข้างบนอีกที กันหลังคาปลิวมั้ง (ยังสงสัยอยู่ ว่ามันกันลมพัดได้จริงๆ หรอ)

การเดินวันนี้ มาพีคเอาตอนก่อนจะถึงที่พักบน Ulleri .... มันคือบันไดหินสูงชันสามพันกว่าขั้น เป็นจุดที่บั่นทอนกำลังขามาก  เล่นซะหอบ- หนักกันตั้งแต่วันแรกเลยหรอ ร่างกายยังไม่ชินกับขั้นบันได

บันทึกหน้าที่สาม : Ghorepani – Chuile

04:30 เสียงนาฬิกาปลุกดังเร็วกว่าทุกวัน เพื่อให้เดินขึ้น Poon Hill ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น รอบข้างมึดสนิท ได้ยินแค่เสียงหายใจที่กำลังหอบของตัวเอง อากาศหนาวพัดเข้ามาเป็นระยะๆ ต่อสู้กับความอบอุ่นของร่างกายที่เกิดจากความเหนื่อย 

ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ก็เดินขึ้นมาถึงยอดจนได้ เช้านี้เมฆค่อนข้างเยอะ บดบังซะเกือบไม่เห็นยอด South Annapurna ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และแล้วในที่สุดพระอาทิตย์ก็มาตามนัด แสงทีทองที่เฝ้ารอค่อยๆ สาดส่องไปทั่ว เผยให้เห็นภูเขาบางยอดที่โผล่พ้นเมฆออกมาอย่างสวยงาม

ผมลงจาก Poon Hill ค่อยข้างสาย เพราะมัวแต่รอให้ฟ้าเปิดมากกว่านี้ ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผมคิด เลยตัดใจรีบกลับมาเก็บกระเป๋าแล้วเดินต่อไปให้ถึง  Chuile ที่พักสำหรับคืนนี้ 

การเดินบนความสูงระดับ 3000 m นี่มันไม่ง่ายเลย หายใจยังแทบไม่ทัน เป็นวันที่ต้องใช้คำว่า "ขึ้นให้สุด แล้วลงให้มิด"  คือบทจะขึ้นก็ขึ้นไปถึงยอด แต่พอบทจะลง ก็ลงลึกถึงตีนเขาอ ดีหน่อยที่ระหว่างไต่ไปตามสันเขา จะเห็นภูเขาน้ำเเข็งที่ทอดตัวยาวอยู่อีกฟากหนึ่ง ส่วนที่เป็นยอดสลับกันโผล่พ้นเมฆให้เห็นในวันที่ท้องฟ้าสดใส มองกันเพลินๆ ก็พอทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยไปได้บ้าง

บันทึกหน้าที่สี่ : Chuile - Sinuwa

ถ้าวัดจากจุดเริ่มเดินเท้าไปถึงจุดหมายที่ ABC ตอนนี้ก็นับว่าเรามาได้ถึงครึ่งทางแล้ว ระยะทางและจำนวนขั้นบันไดไม่ได้ลดน้อยลงไปเลยเมื่อเทียบกับวันที่ผ่านมา แต่เหมือนสภาพร่างกายรวมถึงการหายใจจะสามารถปรับตัวกับความสูงและความเหนื่อยในระดับนี้ได้แล้ว หรือเรียกว่า เหนื่อยจนชินชา

เราพักทานข้าวกลางวันในหมู่บ้าน Chhomrung ถ้ากะจากผู้คนและสิ่งก่อสร้างรอบๆที่เห็น ที่นี่น่าจะเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทาง ABC แต่ด้วยความที่ตั้งบนภูเขา เส้นทางที่ใช้สัญจรหลักก็คือ บันไดหิน ที่ทอดยาวผ่านใจกลางหมู่บ้าน ตั้งแต่บนยอดไปถึงข้างล่าง ทุกคนที่จะไป ABC ต้องผ่านบันไดสุดโหดนี่ ทั้งขาไปและขากลับ

อากาศเย็นสบาย บวกกับยอดเขา Machapuchare หรือยอดเขาหางปลาที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ที่นี่จึงเหมาะกับการนั่งพักดื่มกาแฟ ชิวๆ อย่างมาก

บันทึกหน้าที่ห้า : Sinuwa - Deurali

เริ่มเข้าใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที กล้ามเนื้อที่อ่อนล้าสะสมจากวันก่อนหน้า ยังคงตามมารบกวนผมอยู่ในวันนี้ ทุกๆก้าวมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ รับรู้ได้ถึงน้ำหนักตัวและกระเป๋าบนหลังที่กดลงมา

กว่า 6 hr บนทางเดินเล็กๆ กลางหุบเขา ต้องพยายามเดินอยู่ตลอดเพื่อให้ร่างกาบอบอุ่น ต่อสู้กับความหนาวเหน็บที่อุณหภูมิไม่น่าเกิน 10 องศา

ทุกๆ เนินที่คิดว่าจะถึงยอด มันมักจะมีเนินต่อๆไปอีก ร่างกายผมไม่ได้แข็งแกร่งมากขนาดนั้น ใจผมก็เช่นกัน ... มันเลยเปิดให้ความท้อเข้ามาเยือนนับครั้งไม่ถ้วน แต่เพราะเข้ามายืนในจุดที่ถอยกลับไม่ได้ล่ะงัย สุดท้ายก็ต้องเดินต่อ บางทีมันเหนื่อยจนลืมจุดหมาย คิดแค่ขอมีแรงยกเท้าก้าวไปข้างหน้าให้ได้ก็พอ  

“ความท้อ” ... ถ้าเมิงจะเข้ามาบ่อยขนาดนี้ เมิงก็มาเป็นเพื่อนกับกูเหอะ! อย่าเพิ่งหนีไปไหนล่ะกัน

บันทึกหน้าสุดท้าย : Annapurna Base Camp

ถ้านี่เป็นหนังก็คงจะเหมือนเข้าสู่ฉากสุดท้ายของการเดินทาง กับการไต่ขึ้นไปให้ถึง base camp ที่ความสูง 4,130 m จากระดับน้ำทะเล ก้อนหินที่วางอย่างเป็นศิลปะ บนทุ่งหหญ้าสีทอง ข้างหลังเป็นภูเขาน้ำแข็ง South Annapurna ในวันที่อากาศเป็นใจ

ผมเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เพราะอยากจะเก็บความทรงจำบนเส้นทางนี้ไว้ให้นานที่สุด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้มีโอกาสแบบนี้อีก แสงแดดจากดวงอาทิตย์ในวันที่อุณหภูมิไม่น่าจะเกิน 5 องศา มันคือ “ความหนาวที่อบอุ่นภายใต้อ้อมกอดของหิมาลัย”

บน Annapurna Base Camp ถึงจะสวยก็จริง แต่ความหนาวเหน็บและสภาพอากาศที่เบาบางบนความสูงระดับนี้ มันไม่ใช่ที่ที่เหมาะสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยบนพื้นราบมาทั้งชีวิตแบบเรา อาการปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้แวะเข้ามารบกวนเป็นพักๆ ขยับร่างกายเร็วไปก็เสี่ยงกับ AMS อีก ถึงจะมีที่นอนและผ้าห่มในห้องปิด แต่ร่างกายก็รับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่ติดลบตลอดทั้งคืน 

ชีวิตในช่วงขาลง

จากแพลนเดิม ที่ต้องเดินลง 3 วัน บนเส้นทาง ABC - Sinuwa | Sinuwa - New Bridge | New Bridge - Pokhara แต่เพราะเราออกมาจาก base camp ค่อนข้างเช้า และทำเวลาได้ดี จึงตัดสินใจเดินต่อไกลอีกหน่อย เพื่อกลับลงมานอนที่ Chhomrung ก่อนจะเดินกลับมาถึงจุดที่ขึ้นรถต่อมาที่ Pokhara ในวัดถัดไป 

สรุปทริปนี้ เดินกันจริงๆ 8 วัน (ขึ้น 6 วัน + ลง 2 วัน )

" นะมัสเต ! "

คำทักทายธรรมดาๆ ของประเทศเนปาล แต่ถ้ามันถูกเอ่ยขึ้นในระหว่างการ trek แล้วล่ะก็ ดูเหมือนมันมีความหมายมากกว่าแค่การสวัสดี 
เสียงตอบรับคำพูดเดียวกันจากฝ่าย มันเหมือนเป็นการให้กำลังใจ คอยบอกว่าเราไม่ได้เดินเส้นทางนี้เพียงลำพัง ยังมีอีกหลายคน หลายเชื้อชาติ ที่กำลังใช้เส้นทางนี้อยู่ ด้วยจุดหมายเดียวกัน 

• TRUST FOR NATURE •

สรุปค่าเสียหายของทริปนี้ ประมาณ 33,000/คน แยกเป็นรายการต่างๆ ดังนี้ 

•    จ่ายให้กับเอเจนซี่ 287$/2คน (รายละเอียดอยู่ในต้นกระทู้)
•    ค่าใช้จ่ายระหว่าง trekking = 210$/คน [ รวม Hotel,Food,Drink,Wifi,Hot shower ]
•    Hotel 3 night in Thamel = 48.6$/2คน
•    Hotel 2 night in Pokhara = 35.28$/2คน
•    Taxi Pokhara Bus sta. - Hotel - Bus sta. = 6$/2คน
•    Private Car [Siwai-Nayapul] = 30$/2คน 
•    อื่นๆ = 50$/คน 
•    ตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ Bangkok – Kathmandu 16,000 บาท/คน
•    ประกันเดินทาง AIG Plan C (Helicopter rescue)  = 850บาท/คน
•    วีซ่า Nepal = 1,000บาท/คน


เครดิต : https://pantip.com/topic/37765718

แสดงความคิดเห็น