“ลพบุรี” บ้านฉัน... มีดีจะอวด

18 กันยายน 2561 | โดย ลุงเสื้อเขียว (2,936 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ผมเป็นคนชอบเที่ยว รักการเดินทาง มีวันหยุดเป็นไม่ได้ ต้องวางแผนเที่ยวเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์ให้กับตัวเองไปเรื่อย ตะเวนเที่ยวมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่...”ลพบุรี” บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองแท้ๆ ยังตะลอนเที่ยวไม่ทั่วเลย รู้สึกสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมา ลองหันกลับมามองลพบุรีดูบ้าง เฮ้ย...ลพบุรีบ้านฉัน ก็มีอะไรดีๆ ที่สู้จังหวัดอื่นๆ ได้เหมือนกันนี่หว่า!!! 

“วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์“

“ลพบุรี” หรือหลายคนเรียก “เมืองลิง” เคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณหลายสมัย เดิมเรียก “ละโว้” นับตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ มีหลักฐานสำคัญคือ พระปรางค์สามยอด ศิลปะเขมร สมัยบายน คำว่า “ละโว้” สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ลวะ” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “น้ำ” ลพบุรี ไม่ได้มีดีเพียงเมืองประวัติศาสตร์ แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ลพบุรีมีอะไรดีบ้าง ตามไปชมกันเลยครับ

ขอเริ่มในเขตอำเภอเมืองก่อน ตั้งต้นในเขตเมืองเก่าครับ

พระนารายณ์ราชนิเวศน์

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือชาวลพบุรีเรียกกันติดปากว่า วังนารายณ์ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และพระองค์ทรงประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้ประมาณ 8-9 เดือน ในช่วงปลายรัชกาลและเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ภายหลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้บูรณะพระราชวังแห่งนี้และสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ และพระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ครับ

ภายในวังนารายณ์แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 เขต คือ พระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นในครับ เดี๋ยวเราไปดูในเขตพระราชฐานชั้นนอกกันก่อนครับ


หมู่ตึกพระคลังศุภรัตน์หรือหมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผนังประตูและหน้าต่างเจาะเป็นช่องโค้งแหลมจำนวน 12 ห้อง โดยเรียงกันเป็นแถวยาว 2 แถว แถวละ 6 ห้อง มีถนนตัดผ่าตรงกลางระหว่างแถว สันนิษฐานว่าหมู่ตึกสิบสองท้องพระคลังใช้เป็นสถานที่เก็บทรัพย์สมบัติหรือเก็บของครับ

 

 

 


ติดกับหมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง เป็นที่ตั้งของตึกเลี้ยงต้อนรับแขกเมือง ลักษณะเป็นตึกชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน ผนังเจาะเป็นช่องประตูและหน้าต่างลายโค้งแหลม ล้อมรอบด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ 3 สระ ตรงกลางมีน้ำพุมากกว่า 20 จุด

 


ติดกับหมู่ตึกสิบสองท้องพระคลังอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของอ่างเก็บน้ำ จากบันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าระบบการจ่ายทดน้ำเป็นผลงานของชาวฝรั่งเศสและอิตาลี โดยน้ำที่เก็บในถังเป็นน้ำที่ไหลมาจากอ่างซับเหล็ก โดยผ่านมาทางท่อดินเผาที่เชื่อมมาจากอ่างซับเหล็ก เพื่อนำน้ำมาใช้ภายในพระราชวัง ด้านหน้าของอ่างเก็บน้ำมีแนวท่อดินเผาที่ทำหน้าที่เสมือนท่อน้ำประปา มาจัดแสดงด้วยครับ


ส่วนด้านในสุดเป็นที่ตั้งของตึกพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่าเป็นหอพระประจำพระราชวัง และมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในตึก ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้อาจมีชื่อว่าพระเจ้าเหา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตึกแห่งนี้ครับ


ใกล้ๆ กับกำแพงเมืองที่กั้นระหว่างเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นกลาง เป็นที่ตั้งของโรงช้างหลวง มีทั้งหมด 10 โรงด้วยกัน และช้างที่ยืนโรงอยู่คงเป็นช้างทรงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชครับ


อาคารหลังนี้ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ อยู่ด้านหน้าบริเวณทางเข้าวังนารายณ์ ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ครับ

ไปต่อกันที่เขตพระราชฐานชั้นกลางกันครับ

 


พระราชฐานแต่ละชั้น จะถูกแบ่งโดยกำแพงขนาดใหญ่ครับ

 


เมื่อผ่านพ้นประตูบานมหึมา ก็จะพบกับอาคารหลักๆ 3 หลัง เรียงจากขวามือไปซ้ายมือ คือ พระที่นั่งจันทรพิศาล, พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท

 


ตามบันทึกชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า พระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นหอประชุมองคมนตรี สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นใหม่บริเวณที่เดิม เป็นพระที่นั่งสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ ใช้เป็นท้องพระโรง ด้านหน้ามีมุขเด็จสำหรับออกให้ข้าราชการเฝ้า ภายในแบ่งเป็นท้องพระโรงหน้าด้านทิศตะวันออกและท้องพระโรงทิศตะวันตก กั้นด้วยประตูซึ่งกั้นระหว่างเขตพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน ปัจจุบันพระที่นั่งจันทรพิศาล เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ครับ


ถัดจากพระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งพิมานมงกุฎ พระที่นั่ง 3 ชั้น โดยด้านหน้าสูง 2 ชั้น ด้านหลังมีความสูง 3 ชั้น ส่วนหน้าตรงกลางเป็นบันไดขนาดใหญ่ ขนาบด้วยมุขซึ่งยื่นออกมาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา หลังคาเป็นโครงสร้างไม้ทรงปั้นหยา ยกจั่วสูง ชายคากุด มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วยทับแนวด้วยปูนปั้นแบบจีน ท้องพระโรงห้องบนสุดเป็นห้องพระบรรทม ชั้น 2 เป็นห้องเสวย หน้าบันเป็นรูปพระราชลัญจกรณ์ประจำรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันพระที่นั่งแห่งนี้จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ครับ

 


ติดกับพระที่นั่งพิมานมงกุฎคือพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จออกรับคณะราชทูตที่พระที่นั่งแห่งนี้ พระที่นั่งมียอดแหลมทรงมณฑป ศิลปกรรมแบบไทยผสมผสานกับฝรั่งเศส ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นรูปโค้งแหลมแบบฝรั่งเศส ตัวมณฑปด้านหลังทำเป็นประตูและหน้าต่าง เป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์แบบไทย ตรงกลางพระที่นั่งเป็นท้องพระโรง มีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อมีปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงตอนหน้า ตามประวัติบอกว่าผนังภายในท้องพระโรงประดับด้วยกระจกเงา ซึ่งโปรดให้คนไปจัดซื้อมาจากฝรั่งเศส ดาวเพดานเป็นช่องสี่เหลี่ยมประดับลายดอกไม้ทองคำและแก้วผลึก ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่างเจาะเป็นช่องเล็กๆ รูปโค้งแหลมคล้ายบัวสำหรับตั้งตะเกียงในเวลากลางคืนครับ

 


ด้านหลังของทั้ง 3 อาคารที่ผมกล่าวมาตอนต้น เป็นที่ตั้งของหมู่ตึกประเทียบ เดิมเป็นที่ประทับและที่พักของเจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารฝ่ายใน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรและใช้เป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับงานพิพิธภัณฑ์ครับ


บริเวณด้านข้างของประตูทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นกลางเป็นที่ตั้งของทิมดาบ โดยตั้งอยู่ทางทิศเหนือ 1 หลัง และทิศใต้ 1 หลัง ทิมดาบเป็นที่พักของทหารรักษาการณ์ถวายความปลอดภัยแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะที่ประทับอยู่ ณ พระที่นั่งพิมานมงกุฎครับ


สำหรับพระราชฐานชั้นในเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระที่นั่ง 2 ชั้นก่ออิฐถือปูนหลังคากระเบื้องเคลือบแบบจีน เป็นพระที่นั่งที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2231 ปัจจุบันพระที่นั่งสุทธาสวรรย์คงเหลือแต่เพียงฐานของพระที่นั่งเท่านั้น

 

 

 

 

ประตูหน้าว่าสำคัญแล้ว ประตูหลังก็สำคัญไม่แพ้กัน ประตูที่จะเข้าสู่วังนารายณ์นั้นมีหลายประตู แต่ประตูที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ เห็นจะเป็นประตูที่อยู่ด้านหลังพระที่นั่งจันทรพิศาล เพราะเมื่อเปิดประตูนี้เข้าไปจะเป็นเขตพระราชฐานชั้นในเลย ซึ่งอยู่ใกล้กับส่วนที่ประทับของพระองค์มากที่สุด ต่างจากประตูอื่นๆ ที่เปิดเข้ามาจะเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกบ้าง ชั้นกลางบ้าง แล้วประตูหลังนี้มีความสำคัญอย่างไรนั้นเหรอครับ ประตูนี้เป็นประตูที่มีทางลาดทอดลงตลิ่งริมแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำสายสำคัญที่เป็นเส้นทางสัญจรจากอยุธยามาสู่เมืองละโว้ มีการสันนิษฐานว่าเดิมเส้นทางนี้อาจจะเป็นทางลาด ต่อมาภายหลังได้มีการฟันเป็นขั้นบันไดเตี้ยๆ ได้ 51 ขั้น เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินจากอยุธยามาลพบุรี พระองค์ต้องเสด็จพระราชดำเนินด้วยเรือพระที่นั่ง และจะมาขึ้นที่บริเวณท่าเรือแห่งนี้ ซึ่งท่าเรือตรงนี้เรียกต่อๆ กันมาว่า “ท่าพระนารายณ์” เมื่อขึ้นมาจากท่าน้ำนี้แล้วสามารถเข้าวังหลวงได้เลยครับ

 

พระนารายณ์ราชนิเวศน์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเฉพาะวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น.ค่าเข้าชม คนไทย 30 บาท ต่างชาติ 150 บาท เด็ก ผู้สูงอายุ และพระภิกษุ เข้าชมฟรีครับ สำหรับวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ พิพิธภัณฑ์ด้านในจะปิด แต่สามารถเข้าชมได้ฟรีเฉพาะเขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้นครับ

ศาลพระกาฬ

 

 

 

 

 


ศาลพระกาฬ หรือชื่อเดิมคือ ศาลสูง เนื่องจากศาลตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดมหึมา สันนิษฐานกันว่าฐานศิลาแลงดังกล่าวเป็นฐานพระปรางค์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือไม่ก็สร้างสำเร็จแต่พังถล่มลงมาภายหลัง โดยไม่ได้รับการซ่อมแซมให้ดีดังเดิม ศาลพระกาฬเป็นสิ่งก่อสร้างของขอมครับ 

 

 


ภายในศาลพระกาฬประดิษฐานเจ้าพ่อพระกาฬ เทวรูปโบราณยุคขอมเรืองอำนาจ เจ้าพ่อพระกาฬเป็นเทวรูปรุ่นเก่า ซึ่งอาจจะเป็นพระวิษณุ หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นเทวรูปรุ่นเก่าศิลปะลพบุรี แต่เดิมเจ้าพ่อพระกาฬมีพระกายสีดำ ไม่มีเศียร และพระกรทั้งหมด กล่าวกันว่าเจ้าพ่อพระกาฬได้ไปเข้าฝันผู้ประสงค์ดีท่านหนึ่ง นัยว่าขอพระเศียรและพระกรเท่าที่จะหามาได้ ซึ่งได้มีผู้ศรัทธาได้จัดหาเศียรพระศิลาทรายศิลปะสมัยอยุธยา ส่วนพระกรนั้นได้เพียงสองข้างจากทั้งหมดสี่ข้างครับ ในแต่ละวันมีผู้ที่มีจิตศรัทธามากราบไหว้ขอพรจากเจ้าพ่อพระกาฬอย่างไม่ขาดสายเลยครับ 

หากจะมาบนบานศาลกล่าวเจ้าพ่อพระกาฬ ไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร แนะนำว่าให้ไปบนที่อื่นครับ เพราะเท่าที่ผมได้ยินเรื่องเล่าต่อๆ กันมา บอกว่าท่านสนับสนุนให้คนเป็นทหาร อันนี้เท็จจริงอย่างไรไม่รู้นะครับ


เมื่อพรที่ขอไว้สัมฤทธิ์ผล ก็คงต้องมีการแก้บน แต่ละคนก็บนกันคนละแบบ บ้างก็บนด้วยไข่ต้มหรือหัวหมู บ้างก็บนด้วยการรำ ซึ่งถ้าหากใครไม่อยากรำเอง ด้านข้างของศาลพระกาฬจะมีบริการรำแก้บนด้วย สำหรับราคาคงต้องต่อรองกันอีกทีครับ

 


สิ่งที่อยู่คู่กับศาลพระกาฬมาตั้งแต่ดั้งแต่เดิม เห็นจะเป็นเหล่าลิงตัวน้อยใหญ่ ที่ต่างห้อยโหนทะโยนอากาศอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ในศาลพระกาฬ ลิงที่นี่จะว่าดุก็ดุ จะว่าไม่ดุก็ไม่ดุ ตัวที่ดุส่วนใหญ่จะเป็นลิงอายุเยอะ ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ส่วนตัวที่ไม่ดุส่วนใหญ่จะเป็นลิงน้อย บางตัวก็จะกระโดดมาเล่นบนหัวนักท่องเที่ยว บางตัวก็เล็งๆ ดูทีท่าของผู้คน แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ มันก็คงไม่ทิ้งความดุร้ายครับ พ่อผมเองยังเคยโดนลิงกัดที่มือจนเส้นเอ็นขาด เป็นเรื่องราวใหญ่โต ต้องไปต่อเส้นเอ็น แถมติดเชื้อ จนต้องไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่หลายอาทิตย์ เหตุเกิดเพราะลิงมาแย่งปลากระป๋องที่พ่อถือใส่ถุงมา พอลิงมาแย่ง พ่อก็ยื้อ มันเลยกัดเข้าที่มือครับ แนะนำว่าหากมาที่ศาลพระกาฬ ก็อย่าไปหลอกล่อ แหย่ลิงเป็นดีที่สุดครับ

 

ปัจจุบันศาลพระกาฬกลายเป็นวงเวียนตั้งอยู่เคียงคู่กับพระปรางค์สามยอด มีเส้นทางรถไฟสายเหนือพาดผ่าน ช่วงเวลาที่รถติดขบวนรถไฟ สังเกตเห็นผู้โดยสารบนรถไฟซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นเก่าๆ  ต่างยกมือไหว้ศาลพระกาฬกันอย่างเนืองๆ แสดงให้เห็นว่า เจ้าพ่อพระกาฬไม่ได้เป็นที่เคารพศรัทธาเฉพาะชาวลพบุรีเท่านั้น แต่คนรุ่นเก่าๆ จากหลายท้องที่ ต่างก็ยังคงให้ความศรัทธาต่อองค์พระกาฬอย่างไม่เสื่อมคลายครับ

พระปรางค์สามยอด

 

 

 

 

 


พระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของลพบุรีครับ ลักษณะเป็นปราสาทขอมในศิลปะบายน โครงสร้างเป็นศิลาแลงประดับปูนปั้น เรียงต่อกัน 3 องค์ เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสัน สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อใช้เป็นพุทธสถานในลัทธิวัชรยานประจำเมืองละโว้ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรขอม แต่เดิมภายในปราสาทประธานประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่อง ปราสาททิศใต้ประดิษฐานรูปพระโลเกศวรสี่กร และปราสาททิศเหนือประดิษฐานรูปพระนางปรัชญาปารมิตาสองกร


ทางด้านทิศตะวันออกของประสาทประธาน มีการต่อเติมวิหารก่ออิฐถือปูนเชื่อมต่อกับปราสาทประธานเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชครับ

 

 

 


ช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมีฝูงลิงจำนวนมากออกมาปีนป่าย บ้างก็นั่งเล่นกันอยู่โดยรอบองค์พระปรางค์สามยอด แต่หากเป็นช่วงเที่ยง ๆ ถึงบ่ายแก่ๆ ลิงก็จะไปอาศัยหลบแดดอยู่ตามซอกมุมขององค์พระปรางค์ครับ

ช่วงเวลาที่รถติดขบวนรถไฟ บางทีก็จะมีลิงกระโดดขึ้นมาบนหลังคารถยนต์ บ้างก็มาคุ้ยหาสิ่งของด้านหลังกระบะรถปิคอัพ หากมีอาหารหรือของกินที่วางไว้ด้านหลังกระบะ รับรองว่าของเหล่านั้นจะอันตรธานหายไปอย่างแน่นอน หลังจากที่ขบวนรถไฟผ่านพ้นไปแล้ว ช่วงที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ ลิงบางตัวก็จะรีบกระโดดลงจากรถ แต่บางตัวยังคงสาละวนกับการคุ้ยหาอาหารอยู่ด้านหลังรถ จนบางครั้งอาจติดรถไปกับเจ้าของรถก็มี 


พระปรางค์สามยอดเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ต่างชาติ 30 บาทครับ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวศาลพระกาฬและพระปรางค์สามยอด หากจะจอดรถไว้ข้างถนนใกล้ๆ พระปรางค์สามยอด คงต้องระวังลิงด้วยนะครับ เพราะจะมีฝูงลิงขึ้นมางัดแงะยางที่ติดขอบกระจก ขอบประตู ขาดวิ่นอย่างแน่นอน บางทีผมเห็นมีรถป้ายแดงมาจอด แล้วโดนลิงรื้องัด ยังแอบนึกสงสารเจ้าของรถมากๆ รู้ทันทีว่าเจ้าของรถคันนั้นต้องไม่ใช่คนลพบุรีแน่นอน เนื่องจากคนลพบุรีส่วนใหญ่จะไม่จอดรถบริเวณนั้นกัน เพราะรู้ถึงกิตติศัพท์ลิงลพบุรีเป็นอย่างดี หากเพื่อนๆ ต้องการจอดรถ แนะนำให้จอดรถไว้ที่ลานข้างศาลพระกาฬ เพราะบริเวณนั้นจะมีคนคอยเฝ้าไล่ลิงให้ แต่จุดนี้จะเสียค่าจอดรถด้วย นอกจากนี้ยังสามารถจอดรถได้แถวสถานีรถไฟ ไล่ไปจนถึงวังนารายณ์ บริเวณนั้นจะค่อนข้างปลอดภัยจากฝูงลิงครับ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

 

 

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟลพบุรีเลยครับ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่มีการปรับปรุงซ่อมแซมหลายครั้งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกได้ว่าลงรถไฟมา ออกมายืนหน้าสถานี ก็จะมองเห็นวัดพระศรีรัตนมหาธาตุอย่างชัดเจน


เมื่อเดินเข้ามาด้านใน สิ่งแรกที่จะพบนั่นคือ ศาลาเปลื้องเครื่อง เป็นศาลาสำหรับพระเจ้าแผ่นดินใช้เปลี่ยนเครื่องทรงก่อนที่จะเข้าพิธีทางศาสนาในพระวิหารหรือพระอุโบสถ ปัจจุบันศาลาเปลี้องเครื่องคงเหลือเพียงแค่เสาให้ได้ชมเท่านั้น 


ถัดจากศาลาเปลื้องเครื่องเป็นวิหารหลวงหรือวิหารเก้าห้อง เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่มีผนังยาว โดยมีช่วงเสากั้นอยู่รวมเก้าช่วงเสา ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประตูวิหารทำเป็นเหลี่ยมแบบไทย  หน้าต่างเจาะช่องแบบโค้ง ตามสถาปัตยกรรมแบบกอธิคของฝรั่งเศส ภายในสร้างฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูป

 


ถัดจากวิหารหลวง จะเป็นพระปรางค์ประธานองค์ใหญ่ นับเป็นพระปรางค์องค์ใหญ่ที่สูงที่สุดในลพบุรี ก่อด้วยศิลาแลงตั้งแต่ฐานถึงหน้าบัน เหนือขึ้นไปก่อด้วยอิฐจนถึงยอด ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ลักษณะขององค์พระปรางค์ย่อมุมมากและชะลูดกว่าปรางค์สามยอด ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมของเขมร นักวิชาการได้สันนิษฐานว่าพระปรางค์องค์นี้ได้ถูกสร้างขึ้นสองครั้ง โดยรุ่นแรกสร้างขึ้นราว พ.ศ.1600 ต่อมาได้พังทลายลงจนเหลือแต่ฐาน จากนั้นราว พ.ศ.1800 ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยมีอำนาจในภูมิภาคนี้ จึงได้สร้างองค์ปรางค์ขึ้นมาอีกครั้งบนฐานเดิม ลักษณะเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน จึงนับว่าปรางค์องค์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของพระปรางค์แบบไทยครับ 


วิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นอาคารเพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดครับ

 

 

 


เจดีย์รายและพระปรางค์ อยู่ภายนอกเขตระเบียงคดชั้นนอก เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น

 


ส่วนเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างระเบียงคดชั้นในและชั้นนอก เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายครับ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.300-16.30 น.ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ต่างชาติ 30 บาท

บ้านวิชาเยนทร์ หรือ บ้านหลวงรับราชทูต

 


ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กันก่อนนะครับ แฟนละครบุพเพสันนิวาส ละครดังที่ออกอากาศทางช่อง 3 คงรู้จักเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือหลวงสุรสาคร (คอนสแตนติน ฟอลคอน) กันเป็นอย่างดีแล้ว หลวงสุรสาครเป็นสมุหนายกชาวกรีก ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดปรานยิ่งนัก ด้วยเพราะได้ทำความดีความชอบไว้มาก เลยได้รับพระราชทานที่พักอาศัยให้อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของบ้านหลวงรับราชทูต จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านวิชาเยนทร์นั่นเอง  


บ้านหลวงรับราชทูตมีซุ้มประตูทางเข้า 4 ซุ้ม โดยเป็นซุ้มที่อยู่ด้านหน้า 3 ซุ้ม และด้านข้างอีก 1 ซุ้ม พื้นที่ภายในจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ

 


นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมบ้านวิชาเยนทร์ทางซุ้มประตูกลางด้านหน้าเท่านั้น เมื่อเดินผ่านเข้าซุ้มประตูมา จะพบพื้นที่ส่วนกลาง เป็นลานโล่ง ถูกขนาบข้างซ้ายขวาด้วยกำแพงแก้ว และอีกด้านจะไปชนกับบันไดโค้งครึ่งวงกลม จากลานหน้าบันไดเมื่อขึ้นบันไดไป 5 ขั้น จะพบกับลานมหากางเขน ซึ่งมีพื้นที่เล็กกว่าลานหน้าบันได จุดศูนย์กลางของลานมหากางเขนยังคงหลงเหลือซากโบราณสถานผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแท่นประดิษฐาน “มหากางเขนศิลา” ครับ 

 

 


ด้านหลังของลานมหากางเขนเป็นที่ตั้งของโรงสวด หรือโบสถ์ในคริสต์ศาสนา โรงสวดนี้ถวายแก่พระเจ้าในนาม “นอเตรอะ-ดาม เดอ ลอแรตต์” (Notre-Dame de Laurette) เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “แม่พระ แห่ง ลอแรตต์” ซึ่งหมายถึงพระนางมารีย์พรหมจารี โดยประดิษฐานพระแท่นด้านทิศตะวันออกของอาคารด้านหลัง มีช่องประตูทางออกด้านเหนือและใต้ ส่วนบริเวณโถงกลางมีประตูทางออกสามด้าน คือด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือและทิศใต้ แบ่งเป็นห้องปีก มีบันไดขึ้นไปด้านบน เป็นหอระฆัง ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้ว มีปลายเสาเป็นรูปกลีบบัวยาว สันนิษฐานว่ารูปแบบหลังคาของโรงสวดหลังนี้เป็นอาคารที่มีหลังคา 3 ตับ ยกซ้อน 2 ชั้น โดยมีหลังคาของมุข transept 2 ตับ วิ่งมาชนที่กึ่งกลางหลังคา เป็นศิลปะแบบอย่างไทย โรงสวดแห่งนี้ นับเป็นโรงสวดหรือโบสถ์หลังแรกของโลกที่ตกแต่งด้วยลักษณะของโบสถ์ทางพระพุทธศาสนา ผสมผสานสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเรเนซองส์ครับ


ด้านหน้าของโรงสวดเป็นหอพักคณะสงฆ์ การใช้สอยอาคารนี้มีนัยยะที่สัมพันธ์กับพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นที่ตั้งของโบสถ์และลานไม้กางเขน สันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นที่อยู่นักบวชและผู้ติดตามคณะทูตครับ

 


พื้นที่ด้านตะวันตก (ด้านซ้ายมือของพื้นที่ส่วนกลาง) เป็นอาคารพักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์และท้าวทองกีบม้า ผู้ซึ่งเป็นภรรยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมอบหมายให้เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ทำหน้าที่รับรองราชทูตจากฝรั่งเศส ณ เมืองลพบุรี เมื่อคราวรับราชทูตฝรั่งเศส (อาแล็กซ็องดร์ เชอวาลีเย เดอ โชมง) ที่มาเยือนในปี พ.ศ.2228 ระหว่างที่ไม่มีคณะทูต สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ให้ออกญาวิชาเยนทร์เป็นผู้ดูแลหมู่ตึกเหล่านี้ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นบ้านของออกญาวิชาเยนทร์จึงเรียกว่า “บ้านวิชาเยนทร์” ตั้งแต่นั้นมา ตัวอาคารเป็นตึก 2 ชั้นหลังใหญ่ ก่อด้วยอิฐครับ

 


อาคารหลังนี้เป็นห้องอาหาร เป็นอาคารทรงจั่ว มีชั้นใต้ดินสำหรับเก็บไวน์ พื้นที่ชั้นบนใช้ต้อนรับแขกส่วนชั้นล่างใช้เพื่อเก็บของที่มีน้ำหนักมาก มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาคารหลังนี้ถูกสร้างต่อเติมขึ้นมาภายหลังจากที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เข้ามาพักอาศัยในบ้านหลังใหญ่แล้ว โดยอาจสร้างขึ้นเป็นที่เลี้ยงต้อนรับใช้รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม (ไวน์) แก่แขกผู้มาเยือน 

 


ส่วนนี้เป็นอาคารพักอาศัย สันนิษฐานว่าเดิมอาคารหลังนี้อาจใช้เป็นบ้านยาม ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เข้ามาอาศัย อาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ห้องคนงานรับใช้ครับ

บ้านวิชาเยนทร์ หรือ บ้านหลวงรับราชทูต (ต่อ)


ติดกับอาคารพักอาศัย เป็นครัวประจำบ้าน เป็นอาคารที่มีอิทธิพลตะวันตก มีหลังคาจั่ว มีปีกหลังคาด้านข้าง สร้างเมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เข้ามาอยู่อาศัยแล้ว (พ.ศ.2228) น่าจะเป็นสถานที่ที่ท้าวทองกีบม้านั่งทำทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองครับ

 


ติดกับครัวประจำบ้าน เป็นโรงอาบน้ำ ประกอบด้วยห้องเล็กๆ 3 ห้อง ที่ประกอบด้วยห้องร้อนและห้องเย็นคู่กัน อันเป็นแบบฉบับที่ปรากฏในวัฒนธรรมการชำระล้างแบบเปอร์เซียครับ เห็นโรงอาบน้ำแล้ว แอบสงสัยว่าคนสมัยโบราณคงตัวเล็กมากๆ เพราะซุ้มประตูทางเข้าโรงอาบน้ำมีความสูงประมาณเมตรครึ่งเองครับ


ถังเก็บน้ำ (สิ่งก่อสร้างเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้างโรงสวด) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารกลุ่มเดียวกับโรงอาบน้ำแบบอิทธิพลอินโด-เปอร์เซียครับ

 


สำหรับพื้นที่ด้านตะวันออก (ด้านขวามือของพื้นที่ส่วนกลาง) เป็นบ้านพักของคณะทูตชาวฝรั่งเศส ประกอบด้วยกลุ่มอาคารใหญ่ 2 ชั้น มีบันไดขึ้นทางด้านหน้าเป็นรูปครึ่งวงกลม ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นศิลปะแบบเรอเนอซองส์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบยุโรปครับ 

เพียงหนึ่งปีหลังจากคณะราชทูตเดินทางกลับฝรั่งเศสก็เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติที่นำโดยพระเพทราชา เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ถูกจับกุม บ้านของเขาถูกรื้อค้นจนถึงขั้นทำลายอาคารพีระมิดด้านหน้าของหอพระ และสุดท้ายก็ถูกประหารชีวิต ก่อนโดนประหารชีวิต เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ต้องทนทุกข์ทรมานและอดอาหารนานถึง 14 วัน จนเกือบจะเหลือแต่ซี่โครง ในที่สุดก็ถูกปลดโซ่ตรวนกุมตัวไปในยามพลบค่ำ ที่แรกที่ไปถึงคือบ้านของตนเอง ซึ่งปรากฏว่าถูกรื้อค้นไว้ยุ่งเหยิง ท้าวทองกีบม้าถูกจับขังไว้ในโรงม้า และเมื่อพบหน้าสามี แทนที่นางจะร่ำลาไว้อาลัย กลับถ่มน้ำลายรดหน้า ซึ่งไม่ทรมานใจเขาเท่ากับการก้มลงจุมพิตบุตรชายอายุ 4 ขวบ ซึ่งเหลืออยู่เพียงคนเดียว ลูกชายอีกคนก็เพิ่งตาย ยังไม่ได้ทำศพ จากที่นั้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ถูกนำตัวไปนอกเมืองและเข้าสู่แดนประหาร


เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต สมเด็จพระเพทราชาก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ โดยพระองค์มีรับสั่งให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาในทันที หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นบ้านวิชาเยนทร์และบ้านหลวงรับราชทูตก็ถูกทิ้งร้าง สิ้นสุดบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกับชีวิตอันมีสีสันของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในที่สุด

บ้านหลวงรับราชทูตหรือบ้านวิชาเยนทร์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ต่างชาติ 30 บาทครับ

วัดปืน (ร้าง)

วัดปืน (ร้าง) ไม่พบประวัติที่ชัดเจน คำว่า ปืน อาจมาจากศรพระรามหรือปืนพระราม เนื่องจากวัดนี้อยู่ใกล้ศาลลูกศร (ศาลหลักเมือง) หรืออาจมาจากในบริเวณนี้สมัยก่อนมีร้านทำปืนตั้งอยู่ จึงเรียกวัดปืน จากลักษณะศิลปกรรมของพระวิหารภายในปรากฏซุ้มรูปกลีบบัวและช่องแสงบริเวณผนังหุ้มกลองด้านบน สันนิษฐานว่าวัดปืนน่าจะมีการสร้างหรือบูรณะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามที่ปรากฏในแผนที่เก่าของเมืองละโว้ (พ.ศ.2230) บริเวณวัดปืนตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มบ้านพักของชาวต่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดปืนได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2550-2552 จากการดำเนินการทางโบราณคดีพบว่าบริเวณวัดปืนมีชุมชนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบร่องรอยโบราณสถานสมัยทวารวดีและสมัยวัฒนธรรมเขมร ก่อสร้างศาสนสถานในพระพุทธศาสนาขึ้นในสมัยอยุธยา

 

 


วิหารอาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นอาคารทรงไทยผสมอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตก (อินเดีย-เปอร์เซีย) มีการก่อผนังหนารับน้ำหนักโครงสร้างส่วนหลังคา สันนิษฐานว่ารูปแบบของอาคารสมัยแรกก่อสร้างมีขนาดประมาณ 12x23 เมตร มีประตูเข้า-ออกอยู่ผนังด้านแปรด้านละ 1ช่อง ต่อมามีการขยายอาคารออกมาทางด้านหน้าทิศตะวันออกอีก 5.4 เมตร แล้วเปลี่ยนประตูเข้า-ออกมาเป็นด้านสกัดทางทิศตะวันออกเพียง 1 ช่อง และเจาะช่องหน้าต่างบริเวณกึ่งกลางด้านสกัดด้านละ 1 ช่อง รวมทั้งเจาะช่องซุ้มโค้งกลีบบัว บริเวณผนังด้านในของด้านสกัด ฝั่งเดียวกับประตูทางเข้า-ออก เพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่รวมทั้งสิ้น 12 ช่อง วัดปืน ตั้งอยู่ติดกับบ้านวิชาเยนทร์ครับ

เทวสถานปรางค์แขก

ไม่ไกลจากบ้านวิชาเยนทร์ เป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งโบราณสถานเล็กๆ นั่นคือ เทวสถานปรางค์แขกครับ

เทวสถานปรางค์แขก หรือที่ชาวลพบุรีเรียกกันสั้นๆ ว่า ปรางค์แขก ตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนเล็กๆ บริเวณแยกถนนวิชาเยนทร์กับถนนสุระสงคราม นับเป็นปราสาทขอมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของลพบุรีเลยทีเดียว


ปรางค์แขก ถูกสร้างขึ้นเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด บ้างก็ว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 15 บ้างก็ว่าสร้างตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16  และไม่ทราบด้วยว่าสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด แต่มีผู้สันนิษฐานว่า อาจจะสร้างขึ้นตามพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ หรือสร้างจากการอุปถัมภ์ของผู้นำท้องถิ่น 

 

 


ลักษณะของปรางค์แขกมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบสมัยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 2 ประกอบด้วยปราสาทอิฐ 3 องค์ เรียงตัวกันในแนวเหนือใต้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตามธรรมเนียมที่พบในกัมพูชา แต่ละปรางค์จะมีประตูทางเข้าเพียงทางเดียว ส่วนอีก 3 ประตูจะเป็นประตูหลอก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าองค์อื่นๆ เดิมก่อด้วยอิฐไม่สอปูน และคาดว่าเกิดการพังทลายลง

 


ต่อมา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับสั่งให้ทำการปฏิสังขรณ์ปรางค์ทั้งสามองค์ขึ้นใหม่ในรูปแบบถืออิฐสอปูนแต่ละก้อนเชื่อมด้วยยางไม้ และสร้างอาคารอีกสองหลังขึ้นเพิ่มเติม โดยอาคารแรกเป็นวิหารทางด้านหน้า ส่วนอาคารอีกหลังทางทิศใต้สร้างเป็นถังเก็บน้ำประปา อาคารที่สร้างใหม่ทั้งสองหลังเป็นศิลปะไทยผสมยุโรปตามพระราชนิยม โดยประตูทางเข้ามีลักษณะโค้งแหลมครับ

วัดบันไดหิน

 

 

 


วัดบันไดหิน เป็นวัดเล็กๆ ที่อยู่ติดกับด้านข้างของสถานีรถไฟลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันวัดบันไดหินเหลือเพียงผนังสองด้าน ประตู หน้าต่างเป็นวงโค้งแหลมคล้ายกลีบบัว ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นที่นิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้านหลังวัดมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมที่ได้รับการบูรณะแล้ว

วัดนครโกษา

 

 

 

 

 

 


วัดนครโกษา ตั้งอยู่ระหว่างศาลพระกาฬและสถานีรถไฟลพบุรี บริเวณวัดนครโกษาพบโบราณสถานที่สร้างทับซ้อนกันหลายสมัย โดยเจดีย์องค์ใหญ่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี โบสถ์และวิหารสร้างในสมัยพระนารายณ์มหาราช และปรางค์สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อีกองค์หนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ดำเนินการก่อสร้างและบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ สันนิษฐานว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นผู้ดำเนินการในครั้งนั้น วัดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า วัดนครโกษา ครับ 

วัดอินทรา

 


วัดอินทรา อยู่ตรงข้ามกับวัดนครโกษา วัดแห่งนี้สร้างขึ้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อยู่ภายในเขตกำแพงเมืองชั้นใน ปัจจุบันวัดอินทราหลงเหลือเพียงซากวิหารที่ตั้งอยู่บนเนินดิน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น ช่องหน้าต่างทำเป็นช่องเล็กๆ คล้ายกับการทำช่องหน้าต่างแบบลูกมะหวดในศิลปะเขมรครับ


การเที่ยวชมในเขตเมืองเก่านั้นสามารถใช้การเดินเท้าเที่ยวชมในแต่ละจุดได้ครับ ใครที่นำรถมาก็หาที่จอดรถเหมาะๆ สักจุด อาจจะจอดไว้ที่ด้านข้างของศาลพระกาฬก็ดี เพราะมีคนเฝ้า ปลอดภัยจากฝูงลิงแน่นอน หรือถ้าใครเดินทางโดยรถไฟ ก็สามารถเดินเที่ยวได้เช่นเดียวกัน แต่ละจุดสามารถวางแผนเดินเที่ยวเป็นวงกลมได้ครับ

วัดสันเปาโล

หลุดจากเขตเมืองเก่าออกมานิดหน่อย เป็นที่ตั้งของวัดสันเปาโล อีกหนึ่งโบราณสถานสำคัญในเมืองลพบุรี และของเมืองไทยครับ

 

 

 

 

 


จุดเด่นของวัดสันเปาโล คือ หอดูดาว ซึ่งเป็นหอดูดาวมาตรฐานสากลที่ใช้ในกิจกรรมทางวิชาดาราศาสตร์อย่างแท้จริงแห่งแรกในประเทศไทย สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมือ พ.ศ.2230 เป็นอาคารที่ประกอบด้วยศาสนสถานและหอดูดาว ดำเนินการโดยบาทหลวงคณะเยสุอิตชาวฝรั่งเศส เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หอดูดาวแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้งานอีกต่อไป

วัดสันเปาโลแห่งนี้ มีชื่อเรียกในเอกสารชั้นต้นของชาวฝรั่งเศสว่า วิทยาลัยแห่งเมืองลพบุรี ประกอบด้วยอาคารสำคัญๆ คือ หอดูดาว ที่พักบาทหลวง และโบสถ์ สำหรับคำว่า “วิทยาลัย” น่าจะเพราะที่แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาวิชาดาราศาสตร์ตะวันตกได้จริง ตั้งแต่ครั้งปลายรัฐสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง

วัดสันเปาโล มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมยุโรป คล้ายบ้านวิชาเยนทร์ ปัจจุบันเหลือเพียงซากของผนังหอดูดาวทรงแปดเหลี่ยมบางส่วน กับฐานของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักและโบสถ์ฝรั่งที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จเท่านั้น


ภาพวาดสีน้ำของหอดูดาวเมืองลพบุรี เมื่อครั้งยังสมบูรณ์ เก็บรักษาอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส และมีคำบรรยายประกอบว่า เป็นวัดที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างพระราชทานให้กับบาทหลวงเยสุอิตชาวฝรั่งเศส เพื่อประกอบกิจกรรมศึกษาค้นคว้าวิชาดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตรงกลางเป็นหอดูดาวซึ่งเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมสูงสามชั้น มีปีกเป็นตึกสองชั้นเป็นที่พัก สำหรับฐานอาคารที่อยู่ใกล้ๆ มีผังเป็นรูปไม้กางเขนที่กำลังเริ่มก่อสร้าง นั่นคือโบสถ์ครับ

พระที่นั่งไกรสรสีหราช

 

 

 

 

 

 

พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือที่ชาวลพบุรีเรียกกันติดปากว่า พระที่นั่งเย็น เป็นพระที่นั่งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างเพื่อทรงสำราญพระราชอิริยาบถ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อน พ.ศ.2228 นับเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชใช้ศึกษาจันทรุปราคา ร่วมกับบาทหลวงเยซุอิตและบุคคลในคณะทูตชุดแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี


มีบันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า พระที่นั่งเย็นเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการมองท้องฟ้าได้ทุกด้าน มีพื้นที่กว้างพอในการติดตั้งเครื่องมือ มีหลักฐานภาพวาดการศึกษาจันทรุปราคาที่วาดโดยชาวฝรั่งเศสแสดงภาพสมเด็จพระนารายณ์ทรงสวมลอมพอก ทรงกล้องยาวบนขาตั้ง ทอดพระเนตรดวงจันทร์จากสีหบัญชรและตรงเฉลียงหน้าสีหบัญชรด้านหนึ่งมีขุนนางหมอบกราบ อีกด้านหนึ่งมีนักดาราศาสตร์กำลังสังเกตการณ์โดยใช้กล้องส่องดาว ว่ากันว่า การศึกษาดาราศาสตร์เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ พระที่นั่งเย็นครับ

วงเวียนเทพสตรี

มาลพบุรี แล้วไม่มาสักการะองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เหมือนมาไม่ถึงลพบุรี เราสามารถมาสักการะพระองค์ท่านได้ที่วงเวียนเทพสตรี หรือที่ชาวลพบุรีเรียกกันติดปากว่า วงเวียนพระนารายณ์ครับ

 


วงเวียนพระนารายณ์ ตั้งอยู่หัวถนนนารายณ์มหาราช หากเดินทางจากกรุงเทพ ตามถนนพหลโยธิน ก่อนที่จะเข้าตัวเมืองลพบุรีจะผ่านที่วงเวียนพระนารายณ์ นับเป็นปราการด่านแรกเมื่อมาถึงลพบุรี วงเวียนนี้รายล้อมด้วยสถานที่ราชการหลายแห่ง เช่น ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ และโรงเรียน วงเวียนพระนารายณ์เป็นวงเวียนขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในลักษณะประทับยืน ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ และก้าวพระบาทซ้ายออกมาเล็กน้อย หล่อด้วยโลหะรมดำ ขนาดเท่าพระองค์จริง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีคุณูปการต่อลพบุรีเป็นอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือจากเจ้าพ่อพระกาฬ ที่ชาวลพบุรีให้ความเคารพนับถือครับ

ตัวเมืองลพบุรี มีวงเวียนหลักๆ อยู่ 3 วงเวียน คือ วงเวียนพระนารายณ์ วงเวียนศาลพระกาฬ และอีกหนึ่งวงเวียนคือ วงเวียนศรีสุริโยทัย

วงเวียนศรีสุริโยทัย

 

 

 

 

 

วงเวียนศรีสุริโยทัย หรือที่คนลพบุรีรู้จักกันดีในชื่อ วงเวียนสระแก้ว เป็นวงเวียนที่มีสิ่งก่อสร้างคล้ายเทียนตั้งอยู่บนพานขนาดใหญ่ เดิมทีเดียววงเวียนแห่งนี้มีการสร้างประติมากรรมคล้ายทหารปืนใหญ่ในท่าเตรียมพร้อมอยู่บนแท่นสูงกลางสระ ต่อมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ด้วยการสร้างประติมากรรมลักษณะคล้ายเชิงเทียนตั้งอยู่กลางพาน มีสะพานเชื่อมจากขอบสระทั้งสี่ทิศ ขอบพานมีตรากระทรวงต่างๆ ในขณะนั้น เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง ในสระจะมีพญานาคให้น้ำสี่ตัว มีรูปปั้นคชสีห์หมอบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทหารอยู่เชิงสะพานทั้งสี่ทิศรวมแปดตัวครับ วงเวียนนี้สร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในเมืองลพบุรีครับ


วันลอยกระทงของทุกๆ ปี ทางจังหวัดลพบุรีจะมีการจัดงานลอยกระทงย้อนยุคกันที่บริเวณวงเวียนแห่งนี้ และทุกๆ วัน ช่วงเย็นไปจนถึงดึกๆ ด้านข้างของวงเวียนสระแก้ว จะมีตลาดโต้รุ่ง มีร้านอาหารให้เลือกชิมหลากหลายเลยทีเดียวครับ

 


สถานที่สำคัญที่อยู่บริเวณวงเวียนสระแก้ว มีทั้งสถานีขนส่งจังหวัดลพบุรี สวนสัตว์ลพบุรี รวมถึงโรง “ภาพยนต์ทหานบก” (สะกดด้วย ทหาน) ที่สร้างขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นับเป็นโรงภาพยนตร์แห่งที่ 2  ต่อจากโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ด้านหน้าโรงภาพยนต์ทหานบกมีอนุสาวรีย์ของจอมพล ป.พิบูลสงครามด้วย เสียดายที่ปัจจุบันโรงภาพยนต์แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย รวมถึงสมาคมกีฬาไปแล้วครับ

สวนสัตว์ลพบุรี

ด้านหลังของอดีตโรงภาพยนต์ทหานบก เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ลพบุรี หรือที่ชาวลพบุรีเรียกกันว่า สวนสัตว์สระแก้วครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


สวนสัตว์ลพบุรี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2483 ในสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อใช้เป็นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าหายากของไทย และให้เป็นสถานที่พักผ่อนแห่งที่ 2 ของประเทศไทยรองลงมาจากสวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) มีการนำสัตว์ที่จับได้จากป่าธรรมชาติ รวมถึงสัตว์ที่ประชาชนนำมาบริจาค และบางส่วนยังได้มาจากสวนสัตว์ดุสิตด้วย หลังสิ้นยุคสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม สวนสัตว์จึงถูกทิ้งและร้างไปในที่สุด เหลือเพียงร่องรอยซากกรงสัตว์เก่าๆ ให้เห็น

ต่อมาในสมัยพลตรีเอนก บุนยถี ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการปรับปรุงบูรณะสวนสัตว์แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ในเรื่องสัตว์และพืชต่างๆ สวนสัตว์ลพบุรีจึงกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวการแต่งงานของลิงอุรังอุตัง “ไมค์-ซูซู” ซึ่งนับเป็นคู่รักบันลือโลก เหตุการณ์นั้นสร้างชื่อเสียงให้กับสวนสัตว์ลพบุรีเป็นอย่างมาก มีผู้คนหลั่งไหลมาเยี่ยมชมเจ้าไมค์และซูซูกันอย่างไม่ขาดสาย จนเมื่อปี 2545 เจ้าไมค์ได้จากไปอย่างสงบด้วยโรคปอดอักเสบและระบบหายใจล้มเหลว แต่ก็ได้ทิ้งทายาทอย่างเจ้าจ้อย ที่เกิดจากไมค์และซูซู นอกจากนั้นยังมีเจ้าลำไย ซึ่งเกิดจากไมค์และมะลิอีกตัวหนึ่งด้วย

หลังจากที่สวนสัตว์ลพบุรีขาดตัวชูโรงอย่างเจ้าไมค์ไปแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมสวนสัตว์ก็เริ่มน้อยลง บรรยากาศในสวนสัตว์ไม่ครึกครื้นเหมือนเก่า ผมว่าชนิดของสัตว์ต่างๆ เริ่มน้อยลง หลักๆ จะเป็นตระกูลลิง และนก ช่วงเสาร์อาทิตย์ จะมีชาวลพบุรีมาพักผ่อนหย่อนใจกันพอสมควรครับ หากเพื่อนๆ มีเวลามากพอ สามารถแวะมาพักผ่อน มาให้อาหารสัตว์กันที่สวนสัตว์ลพบุรีได้ครับ

ตลาดโบราณบ้าน 4 ภาค

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ตลาดโบราณบ้าน 4 ภาค แหล่งชอปปิ้งในบรรยากาศย้อนยุค แห่งใหม่ของลพบุรี เป็นตลาดที่จำลองบรรยากาศตลาดสมัยโบราณด้วยบ้านเรือนไทยสองชั้น สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลังลักษณะคล้ายเรือนแถว มาประยุกต์เป็นร้านค้าจำหน่ายของกิน ของฝาก ของที่ระลึกมากมาย นอกจากร้านค้าที่อยู่ในเรือนแถวแล้ว ยังมีร้านค้าที่เป็นรถเข็นขายอาหารอีกด้วย ตลาดโบราณบ้าน 4 ภาค อยู่ติดกับวิทยาลัยนาฏศิลป์ลพบุรี เปิดให้เที่ยวชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.ครับ

หมู่บ้านหินสองก้อน

หมู่บ้านหินสองก้อน แหล่งผลิตดินสอพองที่มีคุณภาพดีที่สุดของเมืองไทย ตั้งอยู่ริมคลองชลประทานบริเวณสะพาน 6 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนสัตว์สระแก้วมากนัก แทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านหินสองก้อนมีอาชีพหลักคือทำดินสอพองครับ อาจมีข้อสงสัยว่า แล้วทำไมชาวบ้านที่นี่ถึงได้มาผลิตดินสอพอง เหตุเพราะดินบริเวณหมู่บ้านหินสองก้อนเป็นดินสีขาว หรือที่เรียกกันว่า ดินมาร์ล เนื้อดินเนียนขาว ละเอียดแน่น ไม่เหมาะกับการปลูกพืช แต่ด้วยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น จึงนำดินขาวในพื้นที่มาผลิตเป็นดินสอพองครับ

 

 

 


ชาวบ้านจะนำดินมาร์ลมาใส่ในบ่อกาก แล้วปล่อยน้ำลงไปผสมให้ดินละลาย จากนั้นตักน้ำในบ่อกากเทใส่ตะแกรงลงในบ่อกรอง เพื่อแยกเอาหิน กรวด และเศษไม้ใบหญ้าออก หลังจากนั้นจะตักน้ำดินจากบ่อกรอง เทผ่านผ้ากรองลงในบ่อทำแผ่น ทิ้งไว้ 1 คืน ดินขาวจะตกตะกอน นอนก้อนบ่อ ตอนบนจะเป็นน้ำใส ค่อยๆ ดูดเอาน้ำใสออกจากบ่อ จนเหลือแต่แป้งดินขาวข้นเหมือนดินโคลน

 

 

 

 

 


จากนั้นตักโคลนดินสอพองมาหยอดในแม่พิมพ์ ซึ่งพิมพ์จะทำจากเหล็กแผ่นขดเป็นวงกลม หรือนำมาใส่ในเครื่องหยอด ที่จะหยอดออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ลวดลายสวยงาม คล้ายๆ กับขนมอาลัวครับ


หลายคนอาจสงสัยว่า ดินที่หมู่บ้านหินสองก้อน ถูกนำมาใช้ทำดินสอพองมานมนานแล้ว แล้วดินขาวที่นำมาผลิตดินสอพองนั้นไม่หมดไปจากหมู่บ้านหรอกเหรอ ทุกวันนี้ชาวบ้านหินสองก้อนจะไปซื้อดินขาวจากตำบลท่าแค แล้วนำมาผลิตที่หมู่บ้านหินสองก้อนครับ ปัจจุบันได้มีการต่อยอดนำดินสอพองมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแป้ง เครื่องสำอาง ยาสีฟัน อุตสาหกรรมการผลิตธูป ไข่เค็มดินสอพอง รวมถึงอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาสิวและโรยแผลครับ

ตลาดซาโม่น

ลพบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รวบรวมคนหลายเชื้อชาติไว้ในจังหวัดเดียว ไม่ว่าจะเป็น คนไทยเชื้อสายจีน ลาวพวน หรือแม้กระทั่งมอญครับ

มาเที่ยวลพบุรีแล้ว ไม่อยากให้พลาดมาชมวิถีชีวิตของชาวมอญที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในลพบุรี ที่ "ตลาดซาโม่น" บริเวณวัดอัมพวัน ต.บางขันหมาก อ.เมือง ตลาดแห่งนี้จะเปิดเดือนละ 2 ครั้งเท่านั้น คือเปิดวันเสาร์และวันอาทิตย์แรกของเดือน ช่วงแดดร่มลมตกครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ตลาดซาโม่น หรือตลาดมอญเมืองละโว้ เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน มีจุดประสงค์คือต้องการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ดำรงอยู่คู่กับชุมชนตลอดไป ชาวบ้านที่ตลาดซาโม่นส่วนใหญ่เป็นชาวมอญ ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่มาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดทางภูมิปัญญาในหลายๆ เรื่อง เช่น วัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตริมสองฝั่งแม่น้ำลพบุรี 

บรรยากาศในตลาดซาโม่นค่อนข้างมีสีสันในช่วงพลบค่ำ ยามแดดร่มลมตก เมื่อแสงไฟจากไฟราวดวงเล็กๆ ส่องไปยังธงทิว เกิดเป็นสีสันที่สดใส เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างพร้อมใจกันแต่งชุดรามัญ ยิ่งทำให้ตลาดแห่งนี้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นครับ

 

 

 

 


สารภาพเลยว่าอาหารบางอย่าง ผมก็เพิ่งจะเคยเห็นที่ตลาดแห่งนี้เป็นครั้งแรก บางอย่างก็เคยเห็นในสมัยเด็กๆ แล้วก็ไม่เคยเห็นอีกเลย อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารและขนมพื้นบ้าน แถมชื่อก็ยังแปลกๆ ด้วย อย่างกระจองงอง ฟะกาว ฟานฮะกอฟานฮะเปรียง ขนมกวน แกงบอน แกงมะตาด แกงกระเจี๊ยบ น้ำพริกมอญ ข้าวแช่ครับ

 

 

 

 


ในวันที่ผมไปเที่ยวที่ตลาดซาโม่น ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะผมไปตรงกับการจัดกิจกรรม “เธียะเริ่มเจี๊ยะเปิงฟะ” พอดี กิจกรรมนี้เป็นงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ล้อมวงกินข้าวแบบมอญ งานนี้ได้รวบรวมชาวมอญจากหลายชาติพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นไทยพวน ไทยเบิ้ง ไทยกระเหรี่ยง ไทยยวน ไทยทรงดำญัฮกุร (ยะ-กุ่น) และไทยมอญจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ภายในงานมีลานธรรมลานวิถีไทย มีการร่วมทำคนอมจีน (ขนมจีน) มีการละเล่นเรียกผีต่างๆ อย่างผีนางปลา ผีนางกวัก ผีกระด้ง ผู้ที่มาร่วมงานจะแต่งตัวด้วยชุดไทยรามัญตามชาติพันธ์ของตนเอง งานนี้ไม่ได้จัดกันบ่อยๆ นับว่าเป็นโชคดีของผมจริงๆ ที่ได้มาร่วมในพิธีการพิเศษแบบนี้ครับ หากเพื่อนๆ มาไม่ตรงช่วงจังหวะดีๆ แบบผม ก็อาจไม่ได้เห็นการจัดกิจกรรมแบบจัดเต็มอย่างนี้ แต่อย่างน้อยก็จะได้เห็นลานขายอาหารพื้นเมือง ในบรรยากาศตลาดแบบบ้านๆ ที่พ่อค้าแม่ขายแต่งชุดมอญมารอต้อนรับเพื่อนๆ อย่างแน่นอนครับ

อ่างซับเหล็ก

 

 

อ่างซับเหล็กเป็นอ่างเก็บน้ำที่ถูกใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยโบราณ มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับสั่งให้ช่างต่อท่อดินเผาเพื่อนำน้ำจากอ่างซับเหล็กเข้าไปใช้ในเขตพระราชวัง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อ่างซับเหล็กก็ยังคงเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของลพบุรี นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพักผ่อนของชาวลพบุรีอีกด้วย แนวสันอ่างเก็บน้ำจะมีร้านอาหารแบบเรือนแพมากมาย ขอบอกเลยว่าบรรยากาศดีเลยทีเดียว สำหรับทิวทัศน์รอบอ่างซับเหล็กสามารถมองเห็นเขาตะกร้าและเขาโด่ได้ด้วยครับ

ตลาดบ้านดินมดแดง

เมื่อเอ่ยถึง “มด” หลายคนคงมีคำจำกัดความถึง “มด” ไปต่างๆ นานา บ้างก็อาจจะนึกถึง ความหวาน บ้างก็นึกถึง กัดเจ็บ แต่ถ้าหากลองนึกภาพดูดีๆ จะเห็นว่า มด มีความขยัน ความสามัคคี มีการทำงานเป็นทีม จนมีคำหนึ่งคำที่นำ “มด” มาใช้เป็นคำเปรียบเปรยสำหรับคนที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำงานจนงานนั้นประสบผลสำเร็จว่า “มดงาน”  และมีสถานที่แห่งหนึ่งได้นำแนวคิดนี้มาจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจปั้นตุ๊กตาดินเผา หรือสนใจที่จะทำบ้านดิน สถานที่ที่ผมกล่าวถึง นั่นคือ “บ้านดินมดแดง” ครับ

 

 

 


บ้านดินมดแดง ตั้งอยู่ที่ ต.โคกตูม อ.เมือง บนเส้นทางที่จะไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ บ้านดินมดแดงเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้สอนปั้นตุ๊กตาดินเผา และสอนทำบ้านดิน สอนตั้งแต่การเลือกดินไปจนถึงการสร้าง การตกแต่งให้ดูสวยงาม ผู้ที่สนใจสามารถไปเรียนรู้และนำไปใช้สร้างรายได้ได้นะครับ หากสนใจโทรติดต่อที่ 081-5509697 ครับ

 

 

 

 

 

 


และทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ (และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ตรงกับวันศุกร์หรือวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ที่บ้านดินมดแดงแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมของร้านค้าชุมชน ที่จะมีชาวบ้านมาขายของกินของใช้ในสไตล์ตลาดพื้นบ้าน บอกเลยว่าเดินแล้วมีความสุข ชอปปิ้งแบบเพลินมากเพราะของถูก แถมบรรยากาศภายในตลาดก็ร่มรื่นด้วยครับ 

 

 


ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 10-50 บาทครับ อย่างไข่ป่ามกระทงละ 10 บาท ทั้งถูกทั้งอร่อย ขนมตาลนี่ต้องบอกเลยว่าอร่อยมาก นุ่ม หอม เนื้อละเอียดมากๆ ขายกล่องละ 20 บาท ถ้าหากใครไปเดินที่ตลาดแห่งนี้แล้ว แนะนำว่าห้ามพลาดนะครับ ขนมถ้วยก็อร่อย ผมเองหิ้วขนมกลับบ้านหลายอย่างเลยครับ


มีบริการนวดตอกเส้นด้วยครับ

 


จุดนี้ไม่ได้หลอกล่อได้เฉพาะเด็กๆ นะครับ ยังมีผู้ใหญ่รวมถึงผู้สูงวัยต่างมาให้อาหารฝูงแพะ ป้อนอาหารนกกันอยู่ตลอด

 

 


ด้านท้ายสุดของตลาด มีแคร่ไม้ไผ่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหรือนั่งทานอาหารกันตามอัธยาศัย นั่งทานอาหารท่ามกลางอุโมงค์ต้นไม้ด้วย บอกเลยว่าฟิน...บรรยากาศดีม๊ากกกครับ

ตลาดแห่งนี้เข้าชมฟรี จอดรถฟรี สามารถจอดรถได้ที่ด้านหน้าตลาดเลยครับ จะมีคนคอยโบกรถให้ หรือถ้าหากที่จอดรถด้านหน้าเต็ม สามารถขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านในได้ครับ

วัดเขาวงพระจันทร์

เขาวงพระจันทร์ นับเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ในเขต ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง อยู่ห่างจากตัวเมืองลพบุรีประมาณ 28 กิโลเมตร บริเวณเชิงเขาเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ครับ

 

 


เมื่อเข้าไปในวัด จะพบศาลาไม้สักหลวงปู่ฟัก ด้านในมีพระประธานรวมถึงสังขารของหลวงปู่ฟัก (อดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพไปแล้ว) ที่ไม่เน่าเปื่อย อยู่ในโรงไม้ นอกจากนี้ด้านข้างของศาลาไม้สักยังมีพิพิธภัณฑ์ที่สะสมโบราณวัตถุของหายากและมีพระพิมพ์ต่างๆ มากมายครับ

 

 


และจุดที่เป็นไฮไลต์อยู่ที่การเดินขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 650 เมตร ผู้ที่มีจิตศรัทธาจะต้องใช้กำลังขาของตัวเองฝ่าฟันบันไดที่มีมากถึง 3,790 ขั้น เพื่อไปให้ถึงยอดเขา


บันไดบางช่วงค่อนข้างแคบและชัน ยิ่งสูงก็ยิ่งชันครับ ดีหน่อยที่บริเวณกลางสะพาน ทางวัดได้ทำราวจับไว้ให้ ใช้เวลาในการเดินขึ้นเขาประมาณ 2 ชั่วโมง หากขึ้นในช่วงที่มีเทศกาลขึ้นเขาวงพระจันทร์ ที่จัดราวๆ เดือน 3 ของทุกปี ตลอดสองข้างทางบันได จะมีร้านค้ามาเปิดขายเครื่องดื่มและผ้าเย็นให้ผู้แสวงบุญได้คลายเหนื่อยกัน แต่ถ้าหากมาไม่ตรงช่วงงานเทศกาล อาจจะต้องพกน้ำขึ้นไปเอง

 

 

 

 


ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทแท้ (รอยพระบาทที่ 4) พระพุทธรูป เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายพระองค์ สิ่งก่อสร้างและรูปแบบของการแสดงความเคารพที่วัด จะได้รับอิทธิพลจากจีนหรือฝ่ายมหายานอยู่มาก ด้านบนนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์ด้านล่างได้สุดลูกหูลูกตา ช่วงเทศกาลจะมีโรงเจอยู่บนยอดเขาด้วยครับ 

ก่อนจะกลับ สามารถแวะไปสักการะ “พระปรางค์เชียงแสน” ซึ่งประดิษฐานอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 45 เมตร สูง 75 เมตร ปัจจุบันยังสร้างไม่แล้วเสร็จ นับเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากหลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง จ.อ่างทองครับ

วัดไลย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


วัดไลย์ ตั้งอยู่ริมน้ำบางขาม ในเขต ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง เป็นวัดเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ภายในวัดมีพระวิหารเก่า ซึ่งถูกบูรณะขึ้นใหม่ แต่ก็ยังคงรูปลักษณ์เหมือนเดิม ฐานรับตัวอาคารทำเป็นบัวคว่ำชั้นเดียว ไม่มีหน้าต่าง แต่จะเจาะช่องลมแทนผนังแทนหน้าต่างทั้งสองข้าง ข้างละห้าช่อง อันเป็นความนิยมของสถาปัตยกรรมก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารมีพระประธานปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ศิลปะอู่ทอง ลงรักปิดทอง มีซุ้มเรือนแก้วแบบพระพุทธชินราช และอีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นของวิหารแห่งนี้คือที่ด้านหน้าและด้านหลังวิหาร มีลายปูนปั้นเต็มพื้นผนัง ผนังด้านหน้าเป็นเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก ส่วนด้านหลังยังไม่ฟันธงว่าเป็นเรื่องอะไร บ้างก็ว่าเป็นพุทธประวัติตอนมารผจญ บ้างก็ว่าเป็นตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ บ้างก็ว่าเป็นเรื่องมโหสถชาดก ที่ผนังมุขตอนในเป็นเรื่องพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช สภาพของลายปูนปั้นค่อนข้างสมบูรณ์ มีลวดลายที่อ่อนช้อยงดงาม ถือได้ว่าเป็นภาพประติมากรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญชิ้นหนึ่งของชาติเลยทีเดียว

 

 

 


ใกล้ๆ กันยังมีวิหารอีกหนึ่งหลัง ด้านหน้าเป็นรูปมณฑลจัตุรมุข ดูงดงามมาก ส่วนด้านในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตร หรือพระศรีอาริย์ ของสำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนนับถือกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่าพระศรีอาริย์สร้างขึ้นตั้งแต่แรกตั้งกรุงศรีอยุธยา หรือในสมัยสุโขทัย เป็นการหล่อแบบพุทสาวก ศีรษะโล้น ไม่มีเปลวรัศมี ลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญ นั่งขัดสมาธิ คล้ายปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ ทำจากทองสำริด ลงรักปิดทอง ตามตำนานว่าหล่อขึ้นแทนองค์พระศรีอาริยเมตไตรองค์เดิมซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองที่อยู่ในวิหารที่ถูกไฟไหม้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการซ่อมสร้างขึ้นใหม่ ทุกวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ของทุกปี ทางวัดจะจัดประเพณีชักพระศรีอาริย์ โดยจะอัญเชิญรูปหล่อพระศรีอาริย์ประดิษฐานบนแท่นตะเฆ่ แล้วประชาชนร่วมกันชักลากตะเฆ่ ระหว่างการชักพระจะมีการหยุดให้ผู้มีจิตศรัทธาได้สรงน้ำ เป็นประเพณีที่มีผู้คนหลั่งไหลมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทุกปีครับ

 


พระอุโบสถสีทองอร่าม

 

 


ด้านหน้าวัดมีสระน้ำขนาดใหญ่ มีศาลาจัตุรมุขกลางน้ำด้วยครับ

วัดเขาสมอคอน

วัดเขาสมอคอน เป็นวัดเก่าอีกหนึ่งวัดในจังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่บนเทือกเขาสมอคอน เขตอำเภอท่าวุ้ง เขาสมอคอนเป็นเสมือนสำนักตักศิลาสำคัญในสมัยโบราณ เป็นที่อยู่ของสุกกทันตฤาษี อาจารย์ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระยางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา เมื่อครั้งทั้งสองพระองค์ยังทรงพระเยาว์ได้เสด็จมาศึกษาศิลปวิทยา ณ เขาสมอคอนครับ

 


วัดเขาสมอคอนมีเจดีย์ทรงลังกาย่อมุมไม้สิบสองที่ทำบัวกลุ่มรองรับองค์ระฆัง เป็นเจดีย์แบบนิยมของสมัยอยุธยามาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

 

 


ที่ด้านล่างของเจดีย์มีถ้ำเล็กๆ เรียกว่าถ้ำพระนอน ภายในมีพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสที่ถ้ำแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2448 ครับ

 


หากใครมีกำลังวังชาดี สามารถเดินขึ้นไปชมวิวบนเขาเตี้ยๆ ที่มีรูปปั้นหนุมานแบกภูเขาได้นะครับ


ก่อนกลับอย่าลืมไปไหว้สังขารของหลวงพ่อฉลวยและหลวงพ่อบุญมี ซึ่งสังขารของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย บรรจุอยู่ในโลงแก้วครับ

วัดเกริ่นกฐิน


วัดเกริ่นกฐิน ตั้งอยู่ใน ต.บ้านชี อ.บ้านหมี่ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่ชาวบ้านรู้ว่าวัดนี้มีคู่กับหมู่บ้านมาเนิ่นนานแล้ว หลังจากที่หลวงพ่อเพี้ยน พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นเจ้าอาวาสวัดเกริ่นกฐิน หลวงพ่อและชาวบ้านได้ร่วมกันพัฒนาวัดให้ดีขึ้น ท่านได้พัฒนาวัดโดยการสร้างถาวรวัตถุขึ้นมากมาย เช่น ศาลาการเปรียญ พระอุโบสถ วิหาร กุฏิสงฆ์ และได้ทำการซื้อที่ดินเพิ่มอีกด้วย จนทำให้ทุกวันนี้วัดเกริ่นกฐินเป็นวัดที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของลพบุรี มีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาที่วัดนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งต้องการมาชื่นชมบารมีของหลวงพ่อเพี้ยน ร่วมกันบริจาคทรัพย์ หรือจะมาเช่าบูชาวัตถุมงคลที่หลวงพ่อท่านได้ปลุกเสกแล้ว ปัจจุบันหลวงพ่อเพี้ยนได้มรณภาพลงแล้ว แต่สิ่งที่ท่านสร้างไว้ก็จะอยู่คู่กับวัดเกริ่นกฐินไปอีกนานแสนนานครับ 

 

 

 


ภายในวัดเกริ่นกฐินมีเจดีย์สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่สมเด็จพระสังฆราชประทานให้ไว้ เป็นวิหารที่มีความสวยงามมากครับ ด้านในมีการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากๆ และมีการยกฉัตรทองคำอีกด้วย

 

 

 


และถาวรวัตถุอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือพุทธอุทยาน สถานปฏิบัติธรรม “วิมลธรรมวัตร” ซึ่งประดิษฐานองค์พระพุทธรูปประจำวันอาทิตย์ (ปางถวายเนตร) พระนามว่า “พระพุทธกตัญญู” เหตุที่สร้างเป็นพระพุทธรูปปางถวายเนตรเพราะวันอาทิตย์ตรงกับวันเกิดของหลวงพ่อเพี้ยนนั่นเอง องค์พระมีความสูงถึง 29 ศอกเลยครับ ภายใต้ฐานพระพุทธกตัญญู เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเพี้ยนครับ

วัดห้วยแก้ว

 

 

 

 

 


วัดห้วยแก้ว ตั้งอยู่ใน ต.มหาสอน อ.บ้านหมี่ จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระมหาเจดีย์มหาเมตตารัตนะรังสี ซึ่งตั้งอยู่กลางสระน้ำของวัดห้วยแก้ว ลักษณะเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองรูปแบบศิลปะการก่อสร้างเป็นงานศิลปะผสมผสานความเป็นไทย ขอม พม่า คล้ายกับเจดีย์ทางสุโขทัย ประดับลวดลายที่อ่อนช้อยรอบองค์พระเจดีย์คล้ายปราสาทหินแบบขอม ประดิษฐานพระพุทธรูป 8 องค์ประจำทั้ง 8 ทิศ บริเวณสะพานที่ทอดยาวไปยังองค์เจดีย์จะมีซุ้มประตูที่เหมือนกับโคปุระของขอมครับ


ด้านในพระเจดีย์จำลองบรรญากาศป่าใหญ่ ประดิษฐานเจดีย์หยกขาวจากพม่าพร้อมด้วยพระพุทธเจ้าทั้งแปดพระองค์ ตั้งตามทิศแบบพม่า คือการเสริมดวงเสริมวาสนาแบบพม่า เชื่อกันว่า ผู้ใดมามากราบไหว้บูชาจะโชคดี ปรารถนาสิ่งใดก็จะสมดังใจหวังครับ

 

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่ในเขต อ.พัฒนานิคม ห่างจากตัวเมืองลพบุรีประมาณ 50 กิโลเมตรครับ

 

 


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นเขื่อนพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยความยาวถึง 4,860 เมตร สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง บริเวณกรุงเทพและปริมณฑลครับ


มีบริการรถรางนั่งชมวิวบนสันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ข้าม 2 จังหวัด คือจังหวัดลพบุรีและสระบุรีด้วย ถ้าหากมีเวลามากพอ ผมไม่อยากให้พลาดกิจกรรมนี้ครับ จากฝั่งลพบุรี นั่งข้ามไปยังฝั่งสระบุรี ซึ่งจะมีจุดแวะให้นักท่องเที่ยวได้ลงสักการะ “หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก” ในฝั่งจังหวัดสระบุรีด้วย


เมื่อรถรางวิ่งเข้าสู่พื้นที่ของ อ.วังม่วง จ.สระบุรี จะมองเห็น “หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก” องค์ใหญ่ สีขาวบริสุทธิ์ พระพักตร์ดูอิ่มเอิบ เปี่ยมด้วยความเมตตา ประดิษฐานอยู่ริมเขื่อน หลวงปู่ใหญ่ป่าสัก พระนามเต็มว่า พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย ครับ

 

หากใครมีเวลามากพอจริงๆ อยากจะให้มานอนค้างที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ดูสักคืนครับ ที่เขื่อนป่าสักฯ มีบ้านพักไว้ให้บริการด้วย ใครอยากจะนอนริมน้ำแนะนำให้มาใช้บริการบ้านพักของโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เลยครับ แต่ถ้าใครไม่ซีเรียสเรื่องวิว ก็จะมีรีสอร์ทของเอกชนอยู่ด้านหน้าเขื่อน ที่ผมแนะนำให้มาพักค้างคืนที่เขื่อนป่าสักนั้น เพราะที่เขื่อนป่าสักฯ มีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่อยากให้พลาด นั่นคือการนั่งรถไฟลอยน้ำครับ

 

 

 

 

 


ยามเช้าบน “เส้นทางรถไฟสายลอยน้ำ” ทุกๆ เช้า เราสามารถนั่งซึมซับบรรยากาศยามเช้าบนรถไฟ ชมดวงตะวันที่กำลังทอแสงสีทอง สาดส่องไปบนผิวน้ำ สะท้อนแสงระยิบระยับตา ใครที่สนใจจะมาชมดวงตะวันขึ้นกลางเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถมาขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยช่วงเวลาที่อยากจะแนะนำคือ รถไฟรอบ 06.10 น. ตีตั๋วไปลงสถานีรถไฟโคกสลุง  ขบวนนี้นับเป็นขบวนที่เหมาะกับการนั่งซึมซับบรรยากาศมาก คือจะเป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นแสงสีทอง รวมถึงเมื่อไปถึงสถานีรถไฟโคกสลุงแล้ว จะไม่เสียเวลารอรถไฟรอบกลับนาน เพราะจะมีรถไฟรอสลับรางเพื่อกลับไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในทันทีครับ ค่ารถไฟนั่งไปกลับเพียง 6 บาทครับ

ทุ่งทานตะวัน

 

 

 

 

 

 

 

 


ราวปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงสิ้นเดือนมกราคม ท้องทุ่งรอยต่อบริเวณอำเภอเมืองลพบุรีและอำเภอพัฒนานิคม จะเต็มไปด้วยทุ่งทานตะวัน เมื่อดอกทานตะวันบานเต็มทุ่ง ดูไม่ต่างอะไรกับการปูด้วยพรมสีเหลือง พรมที่ถูกถักทอด้วยกลีบของดอกทานตะวัน จุดที่จะชมดอกทานตะวันคงจะระบุพิกัดแน่ชัดไม่ได้ เพราะแต่ละทุ่งจะเบ่งบานไม่พร้อมกัน ทุ่งนี้โรย ทุ่งใหม่บาน แต่ละทุ่งจะบานอวดโฉมให้ได้ชมเพียง 1 อาทิตย์เท่านั้น 

 

 


สำหรับจุดชมดอกทานตะวันเด็ดๆ ผมขอแนะนำ 3 จุดนี้เลยครับ จุดแรกที่ เขาจีนแล จุดนี้ดอกทานตะวันจะบานเต็มทุ่งกว้าง มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงรูปทรงดูแปลกตา จากสถิติหลายๆ ปี ทุ่งนี้จะบานประมาณต้นเดือนธันวาคมครับ   

 

 

 


จุดที่ 2 คือ เขาโด่ ถึงแม้ว่าจุดนี้จะไม่กว้างเท่าเขาจีนแล แต่เมื่อดอกทานตะวันเบ่งบานเต็มที่ ก็เด็ดไม่แพ้เขาจีนแลครับ ฉากหลังของจุดนี้จะมองเห็นยอดเขาโด่ ยอดเขาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากๆ

 


จุดที่ 3 คือ เขาตะกร้าทอง ทุ่งนี้อยู่ไม่ไกลจากอ่างซับเหล็กครับ ถึงแม้ว่าทุ่งนี้เป็นทุ่งเล็กๆ แต่ฉากหลังนี่ก็เด็ดไม่แพ้จุดใดๆ ฉากหลังจุดนี้เป็นเขาตะกร้าทอง ทิวเขาหินปูนที่มองเห็นวัดตะกร้าทองอยู่บนนั้น ให้อารมณ์เหมือนเมืองจีนอยู่เหมือนกันครับ มาเที่ยวทุ่งทานตะวัน ผมแนะนำว่าให้ใส่เสื้อสีแดงสดๆ ไปเต๊ะท่าถ่ายภาพกลางทุ่งทานตะวัน แล้วอย่าลืม Share ให้เพื่อนๆ ได้อิจฉาเล่นด้วยละครับ

งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี จังหวัดลพบุรีจะมีการจัดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” เพื่อรำลึกถึงองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ทรงสร้างความเจริญให้กับเมืองลพบุรี โดยงานจัดขึ้นที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ งานมีทั้งภาคกลางวันและกลางคืน โดยภาคกลางวันมีการจำลองบรรยากาศย้อนยุคกลับไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการแสดงมหรสพทางด้านศิลปวัฒนธรรม มีขบวนพิธีเปิดที่มีตามจุดต่างๆ ภายในเขตเมืองเก่าลพบุรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


สำหรับภาคค่ำมีการประดับประดาไฟหลากหลายสีสัน เป็นที่งดงามมากๆ ครับ

 

 

 

 

 


มีการแสดงแสง สี เสียง จำลองเหตุการณ์ในครั้งประวัติศาสตร์ให้ชมด้วย ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ชาวลพบุรีพร้อมใจ แต่งไทยทั้งเมืองครับ

เทศกาลโต๊ะจีนลิง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ทุกเช้าวันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน บริเวณพระปรางค์สามยอดจะมีการจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง นับเป็นเทศกาลงานประเพณีที่จัดได้ว่าเป็น 1 ใน 10 ของเทศกาลที่แปลกที่สุดในโลก งานนี้จัดเพื่อเลี้ยงบรรดาลิงที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณศาลพระกาฬ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นศิษย์ของเจ้าพ่อพระกาฬ รวมถึงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมาเที่ยวชมความน่ารักน่าเอ็นดูของเหล่าศิษย์เจ้าพ่อพระกาฬครับ การเลี้ยงโต๊ะจีนลิงเริ่มขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2532 และจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

หากมาเที่ยวลพบุรี แล้วมาถูกช่วงถูกเวลา ก็เหมือนกับการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว วางแผนมาเที่ยวลพบุรีในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ช่วงเช้ามากินโต๊ะจีน เอ๊ย..มาดูลิงกินโต๊ะจีน บ่ายไปชมทุ่งทานตะวัน เป็นอีกหนึ่งทริปสั้นๆ ในลพบุรีครับ

กระท้อนหวาน ของดีเมืองลพบุรี

 

 

 

 


ช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงที่กระท้อน นับ 1,000 ไร่ ในเขต ต.ตะลุง จะออกผลมากมาย กระท้อนที่นี่เป็นกระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย ผลมีรสหวาน เปลือกนิ่ม เม็ดมีปุยเหมือนปุยฝ้าย ปัจจุบันมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระท้อนแช่อิ่ม กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนกวน กระท้อนหยี มีให้เลือกชิมมากมายครับ ใครคอกระท้อนสามารถหาซื้อได้ริมถนนคันคลองชลประทานสายลพบุรี-บ้านแพรก-ท่าเรือ ใกล้ๆ สี่แยกบายพาส จะมีเพิงของชาวบ้านมาตั้งอยู่ริมถนนเป็นแนวยาวเลยครับ

ไข่เค็มศรีสกุล

 


อีกหนึ่งของฝากที่ขึ้นชื่อของลพบุรีนั่นคือ ไข่เค็มดินสอพอง สามารถหาซื้อได้ที่ร้านศรีสกุล ร้านตั้งอยู่ในหมู่บ้านหินสองก้อน แหล่งผลิตดินสอพองครับ

 

 


ภายในร้านไม่ได้มีจำหน่ายเฉพาะไข่เค็มดินสอพองเท่านั้น แต่ยังมีของฝากจากลพบุรีหลายชนิด รวมถึงของฝากจากจังหวัดอื่นๆ จำหน่ายด้วยครับ แต่ผมจะขอแนะนำเฉพาะของฝากของลพบุรีนะครับ


วุ้นมะพร้าวในน้ำเชื่อม เนื้อวุ้นจะมีความหวานอยู่ในตัวแล้ว เวลาทานก็ไม่ต้องใส่น้ำเชื่อมใดๆ เพียงตักน้ำแข็งใส่ ก็สามารถทานได้เลยครับ


เมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก คั่วเรียบร้อย เคี้ยวเพลินเชียวละครับ


คุ๊กกี้ทานตะวัน


หมูส้มกระดูกอ่อน นำไปทอด แล้วทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว


แป้งฝุ่นดินสอพอง อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากดินสอพองครับ


น้ำพริกไข่เค็ม ขอบอกเลยว่าอร่อยมาก รสชาติจัดจ้าน นอกจากนี้ยังมีน้ำพริกอีกหลายชนิดให้เลือกชิมครับ


สามารถให้ทางร้านจัดเป็นกระเช้าของฝากแบบนี้ก็ได้นะครับ

 


ไข่เค็มที่ร้าน มีจำหน่ายทั้งแบบไข่ดิบ ที่สามารถนำไปทอดหรือต้มก็ได้ หรือถ้าใครอยากจะซื้อเป็นของฝาก ทางร้านได้บรรจุเป็น Package ที่ดูเก๋ไก๋ ใน Package มีไข่เค็มต้มสุก 4 ฟองและน้ำพริก 1 กระปุกครับ

ไข่เค็มศรีสกุล เป็นสินค้า OTOP ของลพบุรี มีจำหน่ายทั้งปลีกและส่งครับ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 036-640125, 081-9469267

35614061" data-reply_id="81139256pantip3g">

ไปดูที่พักกันบ้าง สำหรับที่พักที่ผมจะแนะนำเป็นที่พักที่อยู่ในเขตเมืองใหม่และเมืองเก่า อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยว และเป็นที่พักที่ค่อนข้างใหม่ เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมาครับ

O2 Hotel

 


O2 Hotel อยู่ในเขตเมืองใหม่ ตั้งอยู่ระหว่าง Big C และโลตัส ลพบุรี O2 Hotel จะอยู่ในซอย ห่างจากถนนพหลโยธินไม่เกิน 500 เมตร เข้าทางเดียวกับโรงเรียนพระนารายณ์ มีที่จอดรถกว้างขวางเลยทีเดียว


O2 Hotel น่าจะเป็นโรงแรมที่ใหม่ที่สุดของลพบุรีในเวลานี้แล้ว เพราะเพิ่งเปิดตัวไปราวเดือน กรกฎาคม 2561 นี่เอง

บริเวณ Lobby   ค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว

 

 


ห้องพักของ O2 Hotel จะมี 3 แบบ แบบแรกคือห้อง Deluxe VIP ภายในจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือห้องนอนและห้องนั่งเล่นครับ เมื่อเปิดห้องเข้ามาจะพบกับส่วนที่เป็นห้องนอน บริเวณห้องนอนจะมีมุมโต๊ะทำงาน ตู้เสื้อผ้า และทีวี บริเวณห้องนอนสามารถออกไปสูดอากาศด้านนอกระเบียงได้ด้วยครับ


ติดกับห้องนอนจะเป็นพื้นที่ในส่วนห้องนั่งเล่นและห้องน้ำ ภายในห้องนั่งเล่นจะมีกาต้มน้ำ รวมถึงชุดโซฟายาวไว้ให้นั่งจิบกาแฟชมวิวนอกห้องครับ

 


ห้องน้ำค่อนข้างกว้างขวาง แยกสัดส่วนอย่างชัดเจน มีอ่างอาบน้ำไว้ที่มุมห้องด้วยครับ ห้องนี้ราคา 1,490 บาทครับ

 


สำหรับห้องนี้เป็น Standard room เตียงคู่ พื้นที่ใช้สอยในห้องกว้างเลยทีเดียว มีมุมให้นั่งทำงาน รวมถึงระเบียงให้ออกไปสูดอากาศด้านนอกได้ด้วยครับ


ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำให้พร้อมครับ


Standard room เตียงเดี่ยว การจัดวางทุกอย่างเหมือนห้องเตียงคู่ครับ แตกต่างกันที่แบบของเตียงเท่านั้น ห้อง Standard Room ราคา 699 บาทครับ

ราคาห้องที่นี่รวมอาหารเช้าแล้ว อาหารเช้า ณ ตอนนี้จะเป็นโจ๊ก และครัวซองแฮมชีส สลับวันกันไป แต่เมื่อห้องอาหารสร้างเสร็จแล้ว ทางโรงแรมจะจัดอาหารเช้าแบบ Buffet ครับ  พื้นที่ภายในโรงแรม Free wifi และใช้ระบบ Key Card สำหรับเปิดประตูห้องครับ

เบอร์โทรโรงแรม 064-9677474

The Tempo

 


The Tempo อยู่ในเขตเมืองใหม่ ไม่ไกลจาก Big C ลพบุรี มีที่จอดรถกว้างขวางเลยทีเดียว

 


บริเวณลอบบี้ออกแบบแนวสูงโปร่ง ดูสะอาดสะอ้านดีครับ

 

 

 

 


VIP Room จะแบ่งเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นและห้องนอน เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาจะพบกับห้องนั่งเล่น ซึ่งในห้องนี้จะมีชุดโซฟา มุมเตรียมอาหาร ซึ่งมีเคาเตอร์บาร์ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งทีวี และตู้เย็น ติดกับห้องนั่งเล่นเป็นห้องนอน พื้นที่ใช้สอยทั้ง 2 ห้องถือว่ากว้างขวางเลยทีเดียว ราคา 1,480 บาท สามารถเข้าพักได้ 2 ท่านครับ 

 

 


Triple Room เป็นห้องพักที่เข้าพักได้ 3 ท่าน มีเตียงขนาด 3 ฟุต 1 เตียง และเตียง King Size อีก 1 เตียง พื้นที่ห้องพักกว้างขวางเช่นเดียวกัน ราคา 950 บาทครับ

 

 


Superior Room สามารถเข้าพักได้ 2 ท่าน ราคา 680 บาท

 

 


ราคาห้องพักที่นี่รวมอาหารเช้าแบบ Buffet ครับ ห้องอาหารอยู่ชั้นล่าง ด้านหลัง Lobby ครับ


นับว่าเป็นที่พักที่น่าสนใจเลยทีเดียว อยู่ในเขตชุมชน อยู่ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเก่าประมาณ 8 กิโลเมตร The Tempo ไม่ได้อยู่ติดถนนพหลโยธินนะครับ แต่ต้องเข้าซอยข้างตลาดกกโก ประมาณ 2 กิโลเมตร อาจไม่สะดวกสักนิดสำหรับผู้ไม่มีรถส่วนตัวครับ

เบอร์โทรโรงแรม 080-5805580, 036-422555

The Grand Place


The Grand Place อยู่ในเขตเมืองใหม่อีกเช่นกัน อยู่ระหว่าง Big C 1 และ Big C 2 ซอยทางเข้าอยู่ตรงข้ามศูนย์ Nissan Lopburi ครับ

 


The Grand Place เข้าซอยมาไม่ไกล จากถนนพหลโยธิน สามารถมองเห็นโรงแรมได้เลยครับ 

 

 


ห้องเตียงคู่ธรรมดา ภายในห้องมีตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น มุมโต๊ะนั่งทำงาน ทีวี เครื่องปรับอากาศ ราคา 480 บาทครับ


ห้องเตียงเดี่ยวธรรมดา ราคา 480 บาทเช่นกัน

 

 

 


ห้องเตียงคู่ VIP มี 2 ห้องนอน มีทีวีให้ห้องละเครื่อง ราคา 700 บาทครับ


ห้องเตียงเดี่ยว VIP แปลนของห้องเป็นแปลนเดียวกับห้องเตียงคู่ VIP แต่จะเอาเตียงออกไป 1 เตียง และจะเสริมด้วยชุดโซฟาให้นั่งเล่นดูทีวี ราคา 650 บาทครับ


ห้องพักที่นี่ไม่รวมอาหารเช้าครับ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thegrandplacelopburi.com เบอร์โทร 092-4964566, 036-680550

HOP INN

 

 

 

 

 

 

 

 


HOP INN อยู่ในเขตเมืองใหม่เช่นกัน อยู่เยื้องกับ Big C ลพบุรี ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธินเลยครับ ห้องพักจะเป็นแบบมาตรฐานของ HOP INN ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ ราคาห้องละ 600 บาท ไม่รวมอาหารเช้า แต่จะมีเครื่องดื่มร้อนอย่างกาแฟ และโกโก้ร้อนไว้บริการครับ

เบอร์โทร 063-2057368, 02-6592899

PJ Loft

 


PJ Loft ตั้งอยู่ใกล้เขตเมืองเก่า อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของลพบุรีมากนัก อยู่บนถนนสายคันคลอง ลพบุรี-บ้านแพรกครับ

 


แนวการตกแต่งสไตล์ Loft ครับ

 

 

 

 

 

 

 


ห้อง VIP มีเพียง 1 ห้อง โดยห้องนี้จะแยกเป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอนครับ ภายในห้องนั่งเล่นมีมุมจัดเตรียมอาหารให้ด้วย ห้องนี้ราคา 2,990 บาท ราคารวมอาหารเช้าครับ

 

 

 

 

 

 


ห้อง Standard ราคา 499 บาท ไม่รวมอาหารเช้าครับ การจัดวางอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจะเหมือนกันทุกห้อง ยกเว้นภาพวาดตกแต่งบนหัวเตียง แต่ละห้องจะไม่เหมือนกัน ทางโรงแรมจะดึงเอาเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศมาวาดไว้บนหัวเตียง 

 

 

 


ด้านหน้าของโรงแรมเป็นที่ตั้งของ LA NOIR Café ด้วยครับ


สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้คือ Free wifi, ทีวีจอแบนพร้อมช่องเคเบิล, ตู้เย็น และมีระเบียงทุกห้องครับ เบอร์โทร 094-9524246

Windsor

Windsor ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า อยู่ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของลพบุรีเพียงไม่ถึง 1 กิโลเมตร อยู่บนถนนสายคันคลอง ลพบุรี-บ้านแพรก ติดทางรถไฟ ห้องพักของที่นี่จะมี 2 ประเภท คือแบบรีสอร์ทเป็นหลังๆ และแบบเป็นโรงแรมปาร์คครับ

 

 

 

 

 

 

 


ไปดูแบบรีสอร์ทกันก่อนครับ ห้องนี้เป็นแบบ Double Bedded VIP Room และ Twin Bedded VIP Room รูปแบบของห้องเหมือนกันหมด ยกเว้นเตียงเป็นแบบเตียงใหญ่ และเตียงเล็ก 2 เตียง ราคาห้องละ 690 บาท เข้าพักได้ 2 ท่าน ราคาไม่รวมอาหารเช้า แต่ถ้าต้องการอาหารเช้า (ข้าวต้ม กาแฟ ขนม น้ำดื่ม น้ำอัดลมในห้องพัก)  เพิ่ม 100 บาท/ห้อง ทุกห้อง Free Wifi ครับ

 

 

 

 

 

 


ห้องพักอีกแบบหนึ่งเป็นแบบโรงแรมปาร์ค มีห้องพัก 2 แบบ คือแบบ Double Bedded Room ราคา 650 บาท และแบบ Twin Bedded Room ราคา 690 บาท พักได้ 2 ท่าน ราคารวมอาหารเช้าแบบ Buffet ทุกห้อง Free Wifi ครับ

เบอร์โทรติดต่อ 036-422554, 036-422844

ที่พักที่ผมแนะนำมาทั้งหมดสามารถโทรจองได้โดยตรงกับทางโรงแรม หรือถ้าจะสะดวกกว่านั้นสามารถจองออนไลน์ผ่าน Agoda, Expedia, Booking.com ก็ได้ครับ


สำหรับสาวกที่ชอบจองที่พักออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ที่ผมกล่าวถึงด้านบน ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ Shopback ครับ ( https://www.shopback.co.th/ ) ผมเองก็เพิ่งรู้จักเว็บไซต์นี้ได้ไม่นาน เห็นว่าดีเลยมาบอกต่อ Shopback เป็นเว็บไซต์สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าดังๆ มากมาย เช่น Agoda, Expedia, Booking.com, Lazada, Shopee ฯลฯ โดยการเลือกซื้อแต่ละครั้ง ก็จะมีส่วนลดและโปรโมชั่นของร้านค้าที่เราจะเลือกซื้อให้ด้วย แล้วเมื่อการสั่งซื้อสินค้าเสร็จสมบูรณ์ (ไม่มีการยกเลิกสินค้า) เราจะได้รับเงินคืนจากการสั่งซื้อสินค้าเข้ามายังบัญชี ShopBack ของเรา จากนั้นเราสามารถถอนเงินจากบัญชี ShopBack เข้าสู่บัญชีธนาคารเพื่อรับเงินคืนได้ด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์ 2 เด้งเลยครับ คือได้รับทั้งส่วนลดจากการซื้อสินค้า แล้วยังได้รับเงินคืนอีกด้วย รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกและดูร้านค้าที่แต่ละคนสนใจว่ามีร้านไหนบ้าง ได้ส่วนลดเท่าไร ผมเองยังนึกเสียดาย น่าจะมีการซื้อของออนไลน์ลักษณะแบบ Shopback นานแล้ว ไม่อย่างงั้นผมคงได้เงินเข้าบัญชีไปเยอะแล้ว

เครดิต: https://pantip.com/topic/38007757

ติดผลงานของคุณลุงเสื้อเขียวได้ที่ : 2 เท้า Around the world

แสดงความคิดเห็น