ปากีสถานฉบับแบ็คแพ็คเกอร์เดี่ยว โนทัวร์ โนไกด์ 10 วัน 4 พันกว่า

26 กุมภาพันธ์ 2562 | โดย ตาตุ่ม. (3,171 เข้าชม)
แบ่งปัน:

I backpacked solo in Pakistan, and this changed my life forever...

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเราเดินทางไปประเทศปากีสถานคนเดียวในเดือนกันยายน ปี 2561 และหลังจากนั้นมุมมองชีวิตเราก็เปลี่ยนไปตลอดกาล...

เห็นรีวิวการเดินทางในปากีสถานของคนไทยไม่น้อย แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นการเดินทางที่ต้องจัดกลุ่มแล้วจ้างทัวร์ให้พาเที่ยว

ในขณะที่ตัวเรามีความต้องการเดินทางไปยังปากีสถาน คือ เพื่อแบ็คแพ็คแบบแบ็คแพ็คกิ้งจริงจัง ค่ำไหนนอนนั่น  

และเงื่อนไขสำคัญที่สุด เราเป็นผู้หญิงและจะเดินทางคนเดียว 

เมื่อยืนยันความตั้งใจจะไปปากีสถานพร้อมมีเงื่อนไขส่วนตัว คำถามถัดมาคือ...

-    ปากีสถานเป็นประเทศที่ต้องจ้างไกด์ จ้างทัวร์จริงๆ หรือไม่ (เพราะไม่เคยเห็นรีวิวไปเที่ยวคนเดียว)

-    ผู้หญิงคนเดียวเดินทางในปากีสถานเป็นเรื่องที่ทำได้ไหม หรืออันตรายมาก เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

แหล่งข้อมูล

เราจึงหาข้อมูลและอ่านรีวิวนักเดินทางทั่วโลกอย่างจริงจัง ข้อมูลที่อ้างอิงได้หลังจากที่ค้นหาค่อนข้างทำให้เราประหลาดใจและมีความหวังขึ้นเรื่อยๆ เช่น

-    ปากีสถานเป็น the world’s top travel destination for 2018 จาก the British Backpacker Society

-     แบ็คแพ็คในปากีสถานเป็นเวลา 45 วันในงบเพียง 618USD หรือ 20,394 บาท (คูณเรท 33 บาท) อ้างอิง https://www.lostwithpurpose.com/budget-backpack-pakistan/

-     มีนักเดินทางผู้หญิงคนเดียวเดินทางในปากีสถาน https://www.lostwithpurpose.com/safe-women-travel-pakistan/

-    มีนักเดินทางต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่แบ็คแพ็คในปากีสถานโดยไม่อาศัยทัวร์หรือไกด์ บ้างต่อรถบัสท้องถิ่น บ้างก็โบกรถ  (Hitchhiking) ชาวบ้านชาวปากีสถานนั้นก็พร้อมให้นักท่องเที่ยวติดรถ

-    ทุกรีวิวและข้อมูลที่หามาบอกว่า ชาวปากีสถานโอบอ้อมอารีมาก

-    อีกที่ที่หนึ่งที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีและมีคนคอยตอบคำถามที่ผู้สงสัยโพสต์ไว้ตลอด หากใครต้องการข้อมูลใดๆ ในการเดินทาง กดรีเควสขอเข้ากรุ๊ปเลยค่ะ ในนั้นพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากสมาชิกในกรุ๊ปมีทั้งชาวต่างชาติและชาวปากีสถานเอง

เป็นกรุ๊ปที่ดีมากๆ นั่นคือกรุ๊ป Backpacking Pakistan 

https://web.facebook.com/groups/1211980632227404/

ที่นี่เองที่ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเหล่านักเดินทางต่างชาติที่ทำเคยไปและยังอยู่ในปากีสถาน และทุกเสียงกำชับเราว่า

“Do not worry much. People are so nice and generous. They will always love to host you and give you a lift for free (ให้ติดรถไปด้วย). The country is very safe and friendly for backpackers like us.”

ได้ข้อสรุปมาว่า ถ้าจะแบ็คแพ็คคนเดียวในปากีสถานมันเป็นไปได้!

ดังนั้น ลุย!

เนื่องด้วยเราเดินทางตั้งแต่ปีที่แล้ว (ปี 2561) หากอยากดูรูปหรืออ่านบันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางในช่วงนั้น แว้บไปได้ที่

www.facebook.com/tatoomthewanderer

www.instagram.com/vickyutai

เส้นทางและเมืองที่แวะ

1.    Islamabd

2.    Gilgit

3.    Karimabad

4.    Attabad Lake

5.    Hussani Bridge

6.     Karakoram Highway

7.     Batura Lake

8.    Border of Pakistan, Afghanistan, China

9.    Naran Villege

10.    Saifulmuluk Lake

11.    Lulusar Lake

12.    Babusar Pass   

ค่าใช้จ่าย

1.    ค่าครองชีพ 10 วันในปากีสถาน ไม่รวมค่าเครื่องและค่าวีซ่า 4,823 บาท (14,470  รูปี) หาร 3 โดยประมาณ

แยกเป็นค่าเดินทาง   2,236 บาท (6,710  รูปี)

อาหาร 236 บาท ( 710 รูปี)

ที่พัก 1,500 บาท (4,500 รูปี)

ซิมการ์ด ซื้อสองยี่ห้อ 850 บาท (2,550 รูปี)

*บอกเลยไม่ได้ตั้งใจงก แต่ชีวิตในปากีสถานเป็นการผจญภัยอย่างแท้จริง รู้ตัวอีกทีได้ใช้เงินไปน้อยมาก

2.  *เพิ่มเติม* ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง

- เราบินสายการบิน Pakistan Internaional Airlines ไปกลับเมืองหลวง  Islamabad (ตั๋วไปกลับราคาประมาณ 14,000  บาท)

- วีซ่าท่องเที่ยว ทำที่สถานทูตปากีสถานคนเดียว ไม่จ้างทัวร์หรือเอเจนซี่  (1,300 บาท)

ช่วงเวลาที่เดินทาง

3-12 กันยายน 2561

สกุลเงินที่ใช้

ปากีสถานรูปี โดยหากเดินทางจากไทย เราต้องแลกเป็นสกุล usd ก่อนแล้วจึงค่อยแลกเป็นรูปีที่ปากีสถาน

สิ่งที่ควรเตรียมไปด้วย

สำเนาหน้าพาสปอร์ตและวีซ่า เตรียมไปหลายๆ แผ่น

เรามักจะใช้ที่ด่านตรวจในแต่ละจุดเวลาเดินทางขึ้นไปทางเหนือ

day0

ก่อนเดินทาง ทุกคนที่รู้ว่าเรากำลังจะออกเดินทางไปยังปากีสถาน ‘ตัวคนเดียว’ ส่งสายตาเป็นห่วงใยมาให้พร้อมกับกำชับว่า ดูแลตัวเองดีๆ

วันเดินทางเราติดเงินไปด้วยกว่าสี่หมื่นบาท ถึงแม้ว่าจะอ่านรีวิวจากต่างชาติมาว่าใช้งบไม่เยอะก็จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เผื่อเป็นจังหวะที่ต้องใช้เงินหรือเพิ่มเงินเพื่อซื้อความปลอดภัย เราก็ยินยอม แพลนของเราหลวมมาก ไม่รู้ว่าในเวลาสิบวันจะมุ่งที่ใดเป็นพิเศษ รู้แค่ว่าโฟกัสที่ทางปากีสถานตอนเหนือ แล้วทุกอย่างให้ไหลไปตามน้ำก็พอ เป็นไงเป็นกัน ถ้าถึงตอนนั้นจังหวะจะได้ไปที่ไหนก็ที่นั่น

day1

ออกเดินทางจากกรุงเทพเวลา 12:45น. ไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองการาจี และจึงค่อยบินต่อไปลงเมืองอิสลามาบัด ถึงเวลา 20:55น. 

เดินออกไปหน้าสนามบินจะมีแท็กซี่จอดรอ เรายื่นที่อยู่ที่บันทึกไว้ในมือถือ ต่อราคาตกลงกันได้ที่ 1,000 รูปี เพื่อเดินทางไปยังที่พักของเราในค่ำคืนนี้ คือ บ้านพักของคุณหมอชาวปากีสถาน หรือจะเรียกว่าหอพักคุณหมอก็ได้ อยู่แถวๆ โรงพยาบาล PIMS (Pakistan Institute of Medical Sciences)  โดยเป็นการพักบ้านชาวท้องถิ่นโดยไม่เสียเงิน หรือที่เรียกว่า ‘เค้าช์เสิร์ฟฟิ่ง couchsurfing’

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ couchsurfing ไปที่ https://www.couchsurfing.com

และ เราได้เขียนอธิบายของการเค้าช์เสิร์ฟฟิ่งไว้ที่นี่

https://www.facebook.com/tatoomthewanderer/posts/1905009982922303?_rdc=1&_rdr

ตอนที่แท็กซี่วิ่งออกจากสนามบินไปในความมืด เราใจเต้นแรงขึ้นจนรู้สึกได้ ไม่น่าเชื่อและไม่คิดมาก่อนจริงๆ ว่า ณ ขณะนี้เราอยู่ประเทศปากีสถาน และกำลังเดินทางคนเดียว

คุณหมอเป็นผู้ชายอายุมากกว่าเราไม่กี่ปี สะอาดสะอ้าน ห้องที่เราพักคือห้องเดียวกับคุณหมอเลย คุณหมอนอนเตียง ส่วนที่นอนของเราคือฟูกสะอาดๆ มีหมอน ผ้าห่มให้

อาบน้ำเปลี่ยนชุดสบายตัวแล้ว ก็มานั่งพื้นคุยกับคุณหมอ กับคำถามแรกว่า

“What’s your plan in Pakistan? (วางแผนไว้ว่าจะทำอะไรในปากีสถานบ้าง)”

เราก็ตอบตาใสไปว่า ยังไม่มีแพลนตายตัวเลย รู้แค่ว่าจะขึ้นไปทางเหนือไปเรื่อยๆ และหัวเราะแหะแบบเจื่อนมากๆ เพราะข้อมูลที่หามามันเยอะมากจนตีกันไปหมด ยอมรับว่า ณ เวลานั้นยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน ต่อไปที่ไหนบ้าง รถโดยสารมีหรือเปล่า ที่พักก็ไม่จอง ตั้งใจไปเดินหาอย่างเดียว

“No worries, lots of my friends went to the north. I’ll ask them for you. (ไม่ต้องกังวล เพื่อนของฉันเที่ยวเหนือกันเยอะแยะ เดี๋ยวถามให้)”

คุณหมอจัดการอย่างรวดเร็ว โทรหาเพื่อนหลายสาย ก่อนวาดแผนการเดินทางให้เราอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นให้เราพร้อมอธิบาย คุณหมอย้ำว่าทุกอย่างไม่แพงและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงคนเดียว เพื่อนของเขาไปหลายครั้งแล้ว ให้มากสุดเธอใช้ไม่น่าเกิน 20,000 รูปีหรอกนะ

day 2 

เส้นทาง Islamabad to Gilgit (northern Pakistan) / นอนบนบัส

วันนี้เราออกไปจัดการธุระในเมือง ทั้งซื้อซิมการ์ด (ซิมการ์ดที่นักเดินทางแนะนำกันคือ SCOM แต่เราหาช็อปไม่เจอ จึงซื้อของ Zong ไปในราคา 1,800 รูปี ***เมื่อเดินทางขึ้นทางเหนือ สัญญาณของ  Zong หายวับเลยค่ะ ไม่แนะนำยี่ห้อนี้นะ) แลกเงินรูปี และซื้อตั๋วรถบัสจากอิสลามาบัดไปทางเหนือของปากีสถาน

รสบัสที่คนแนะนำกัน คือ NATCO (Northern Areas Transport Corporation) ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองพอสมควร

เราเปิด Google Map เพื่อหาทางไปแบบถูกๆ หน่อย ก็คือต่อเมโทรในราคา 20 รูปีตลอดสาย ก่อนต่อรถบัสไปยังสถานีรถ NATCO

ขณะกำลังเดินๆ ไปยังสถานีรถเพราะไม่มีรถบัสหรือตุ๊กๆ ผ่านมา ทันใดนั้น ตุ๊กๆ คันหนึ่งก็ผ่านหน้าเราไป ก่อนชะลอ แล้วผู้โดยสารในนั้นก็ชะโงกหน้าออกมาดูเรา หนึ่ง สอง สาม สี่ ชายหนุ่มสี่คนกำลังชะโงกหน้ามองเราอย่างสงสัย และถามว่าไปไหน

“NATCO NATCO” เราตอบซ้ำๆ แค่นั้นแหละ ชายหนุ่มกวักมือให้ขึ้นรถเป็นเชิงว่า พวกเราก็ไปทางนั้น แล้วกลุ่มชายหนุ่มก็มาส่งเราอย่างปลอดภัยพร้อมได้กับรูปเซลฟี่กับเราเป็นสิบๆ รูปแทนค่าโดยสาร

ส่วนเราเมื่อจัดการเรื่องการเดินทางขึ้นทางเหนือและได้ตั๋วรถมาในราคา 1,850 รูปีเรียบร้อยแล้ว ลุงผู้ออกตั๋วรถให้เราที่ยังดูตื่นเต้นกับการรู้ว่าเรามาจาก แบ้งค่อก ไทยแลนด์ ก็เอ่ยถามว่า

“Do you like chai (ชา)?”

“I love chai!” เราตอบไปอย่างไม่คิดอะไร

แล้วลุงก็กวักมือพาไปร้านอาหารข้างๆ เพื่อเลี้ยง chai ลุงบอกว่าไม่ค่อยเจอคนไทยเดินทางมาคนเดียวเท่าไร ขอบคุณที่มาเที่ยวประเทศของเค้านะ เค้าดีใจมากๆ เลย

เราแวะ Faisal Mosque ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งอยู่ในตัวเมืองอิสลามาบัด จึงกลับไปอาบน้ำที่บ้านคุณหมอ ก่อนจากลา คุณหมอยังซื้อไก่มาทำอาหารให้เรากินจะได้อิ่มๆ เพราะต้องเดินทางหลายสิบชั่วโมง คืนนี้รถออกตอน 20:00น. เราขึ้นรถแล้วยังต้องประหลาดใจในความใจดีของคนปากีสถานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อที่นั่งของเรากลายเป็นสองที่นั่งเปล่าๆ ติดกันและคนรถก็เดินมาบอกเราว่า 

“Free seat for you.” 

เรายิ้มอย่างขอบคุณ ชักสนุกแล้วสิ การได้รู้จักปากีสถานดูจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นซะแล้ว

day 3

เส้นทาง Gilgit / นอนโรงแรมคืนละ 2,000 รูปี

เรามาถึงเมือง Gilgit เอาตอนประมาณเกือบเที่ยงแล้ว รวมระยะเวลาบนบัสก็เกือบ 16 ชั่วโมง มีแวะให้เข้าห้องน้ำและกินข้าวสองครั้ง คือตอนกลางคืน และตอนเช้า เราหลับสลบ มารู้สึกตัวตอนที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นตอนประมาณ 6 โมงเช้า  ตอนนั้นรถกำลังเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางตัดภูเขา และภาพนี้เป็นภาพทิวทัศน์ในปากีสถานแรกที่เราเห็นด้วยตาตัวเองและยอมรับว่า เพียงเริ่มต้นการเดินทาง นี่ก็สวยมากเหลือเกิน

ตอนที่เข้ามาทางเหนือ สัญญาณเน็ตของเรากลายเป็น E (Edge) แล้ว มิหนำซ้ำเป็นสัญญาณ E ที่เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้เลย จากแพลนเดิมที่ว่าจะลองเปิดเว็บ Booking / Agoda ตามหาที่พักถูกๆ และใกล้ๆ หน่อย ก็ต้องตัดออกไปอย่างที่ไม่ต้องคิดเพราะอินเตอร์เน็ตไม่อำนวย เราจึงจ้างแท็กซี่ขับรถหาที่พักราคาไม่แพง ไปมา 6-7 ที่ก็อยู่ในช่วงราคาที่ไม่ต่างกันนัก ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 2,000 รูปี (700 บาท) จะมีบ้างที่ที่ถูกกว่าแต่โลเคชั่นอยู่ไกลออกไปมาก 

ในที่สุดเราจึงเลือกพักที่พักใกล้ๆ สถานีรถบัส (Bus Stand) ในระยะแค่เดินเท้า 3 นาทีถึงแทน ในราคา 2,000 รูปี เป็นห้องเดี่ยว มีห้องน้ำในตัว เพื่อสะดวกต่อการเดินทางในวันถัดมา

Gilgit เป็นชื่อของเมืองหลวง ของแคว้น Gilgit-Baltistan ซึ่งเป็นแคว้นขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวเรื่องธรรมชาติที่สวยงาม แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ที่แมสหน่อยส่วนใหญ่ก็อยู่ในแค้วนนี้เกือบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม วันนี้เราไม่ได้ทำอะไรนัก เป็นวันพักผ่อนหลังเดินทางมาหลายสิบชั่วโมง ปรับตัวกับที่สูง เดินเล่นในซอยใกล้เตียงเพื่อดูบ้านเมือง มองเด็กๆ วิ่งเล่นกัน และกลับห้องมาใช้ Wifi ของที่พักในการแพลนการเดินทางให้เยอะที่สุดก่อนที่จะไม่มีอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง

สิ้นสุดหนึ่งวัน วันที่เรียบง่ายที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้จะไม่มีแบบนี้อีกแล้ว หลังจากนี้คือการผจญภัยและเรื่องราวมากมาย...

day 4

part 1/2

เส้นทาง Gilgit - Karimabad (Local Pakistani wedding ceremony, Attabad Lake, Hussini Bridge) / นอนบ้านชาวบ้าน

เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาแพ็คกระเป๋า ก่อนเดินไปที่สถานีรถบัส (Bus Stand) เพื่อซื้อตั๋วรถไปยังเมืองคาริมาบัด (Karimabad) ซึ่งเป็นเมืองใกล้ๆ เมืองหลักของนักท่องเที่ยว ชื่อเมืองฮุนซ่า (Hunza)

รถที่เราโดยสารเป็นรถตู้ ความที่เรามาแต่เช้า จึงต้องรอให้คนเต็มรถก่อน ระหว่างการรอเป็นเรื่องราวอลหม่านนิดหน่อย ตรงที่พี่ๆ ลุงๆ แทบทุกคนมามุงดูเรา และขอเซลฟี่! (ทำใจให้ชินเรื่องการขอเซลฟี่ หากจะมาปากีสถาน)

คนขับรถตู้ผู้เห็นเราไม่มีที่ไปจึงเอ่ยปากชวนเราไปดื่มชาที่ร้านอาหารในย่านนั้น ชาในมื้อนั้นเราโดนเลี้ยงด้วยเหตุผลว่า 

“You are my guest.”

เราจะเดินทางจาก Gilgit ไป Karimabad เพียง 2 ชั่วโมง หากไม่พบหินถล่มเส้นทางจนทำให้รถเดินทางไม่ได้และต้องรอเจ้าหน้าที่มาเคลียร์เส้นทางกว่าอีก 2 ชั่วโมงและรถติดเป็นแถวหนักมาก

ตอนนั้นผู้โดยสารในรถตัดสินใจออกจากรถและเดินข้ามไปอีกฝั่งเพื่อหารถต่อไปยังปลายทางโดยไม่รอ เหลือเพียงเราคนเดียวที่ยังอยู่ในรถ จนคนขับรถถามมาว่า วันนี้ญาติเขาแต่งงาน หากเราสนใจไปดูงานแต่งงานแบบปากีสถานระหว่างรอถนนเคลียร์ เขาจะขับพาไป เพราะอยู่ในเส้นทางที่เราเพิ่งผ่านมาไม่ไกล 

“โอเค” 

นั่นคือคำตอบของเรา

day 4

part 2/2

ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะได้มาเห็นงานแต่งงานของชาวปากีสถาน ถ้าไม่เป็นเพราะเหตุการณ์หินถล่มนั่น

เรามาถึงก็ตอนใกล้จะสิ้นสุดพิธีแล้ว พอได้เห็นหน้าบ่าวสาวนิดหน่อย แต่เมื่อไปถึง ก็คล้ายไปแย่งซีนบ่าวสาวกลายๆ เมื่อพ่อแม่พี่น้องชาวปากีสถานในพิธีดูตื่นเต้นกับการเห็นชาวต่างชาติอย่างเรา

หลังพิธี เราถูกพาไปนั่งที่โถงเล็กๆ น้ำดื่มสะอาดและข้าวถูกเสริ์ฟให้เราอย่างดี หลายคนมานั่งรอบๆ เรา บ้างก็พยายามชวนคุยและถามไถ่ คนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็นั่งมองแล้วยิ้ม

(ภาพครอบครัวและเด็กในงานพิธีแต่งงาน)

อยู่ๆ ตอนนั้นเราก็นึกได้ว่า ในเป้แบ็คแพ็คเรามีขนมจากไทยเยอะแยะเลย เราติดลูกอมมาด้วย เลยหยิบลูกอมถุงใหญ่รสชามะนาวขึ้นมาแล้วแจกจ่ายให้ทุกคนได้ลองชิม แม้จะมีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ของแปลก แต่พวกเค้าก็ลอง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยน จากประหม่าเป็นประหลาดใจ และอมยิ้ม ซุบซิบคุยกัน ดูตื่นเต้น

“Is it good? You like it?” เราถาม

“We love it! Good Taste!”

“Then you can take them all.”

อาจกล่าวได้ว่าลูกอมรสชามะนาวคือพระเอกในวันนี้ ญาติพี่น้องชาวปากีสถานชอบมันมากกกก และเค้าก็ดูชอบเรามากซะด้วย มากจนคนขับรถตู้ (ผู้เป็นคนพาเรามา และกลายมาเป็นเพื่อนเราทีหลัง ขอเรียกชื่อเค้าว่า “Musa (มูซ่า)”) เอ่ยปากชวนเราไปพักกับครอบครัวเค้าในฐานะแขก บ้านของมูซ่าอยู่ในเมืองคาริมาบัด (Karimabad) ที่เราแพลนจะไปเลย 

และเมื่อมูซ่าถามถึงแพลนการของเราหลังจากนี้ และรู้ว่าเราตั้งใจจะไป ทะเลสาบอัททาบัด (Attabad Lake) และสะพานฮุสซานิ (Hussani Bridge) ซึ่งเป็นสถานที่แมสๆ ที่ขึ้นชื่อที่ต้องไปกัน มูซ่าก็อาสาขับรถตู้พาเราไปเที่ยวโดยไม่คิดเงินเรา

“I’m thinking about hitchhiking to these places by myself, no worries.” เรายืนยันว่าจะลองไปเองโดยการโบกรถ

“No, you are my guest. I can take you there.” และมูซ่าเองก็ยืนยันว่าจะพาเราไป เพราะเราเป็นแขกของเค้า

นั่นคือที่มาของการเดินทางไปจุดท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่นแบบพิเศษ ทั้งรถตู้ของมูซ่ามีแค่เค้า เรา กับลูกของเค้าที่ไปเที่ยวด้วย

ตอนหัวค่ำเรากลับมาถึงบ้านของมูซ่า ส่วนของบ้านและห้องรับแขกสร้างแยกกันไว้ เราได้พื้นที่ห้องรับแขกทั้งห้องเป็นของตัวเอง มีห้องน้ำในตัว รู้สึกอุ่นใจขึ้นมามากกับประสบการณ์ตรงในปากีสถาน ที่นี่กำลังกระเทาะใจเราไปทีจะน้อย คงมีอะไรอีกไม่น้อยให้พบเจอ ให้เห็น ให้ได้รู้ในปากีสถาน อะไรที่สื่อไม่เคยพูดถึง

(มูซ่า คนขับรถผู้กลายมาเป็นเพื่อนของเราในที่สุด)

(ที่พักของเรา หรือจริงๆ คือห้องรับแขกของบ้านมูซ่าที่ให้เป็นห้องของเราทั้งห้อง)

day 4 เพิ่มเติม

วันนี้ค่าใช้จ่ายของเรามีเพียงค่าใช้จ่ายการเดินทางระหว่าง Gilgit ไป Karimabad เท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น มูซ่าไม่ยอมให้เราออกอะไรเลย เราจึงตั้งใจไว้ว่าจะเลี้ยงมูซ่าและครอบครัวในมื้อถัดไป

ระหว่างทางวันนี้เรายังได้เจอทีมพี่ๆ คนไทยที่ปั่นจักรยานมาจากฝั่งจีนและจะปั่นจักรยานในปากีสถานอีกราว 1 เดือน ดีใจมากๆ เลยที่ได้เจอคนไทย เราถามไถ่กันไม่นานมาก แต่ทั้งเราและพี่ๆ ต่างก็ประหลาดใจที่เจอคนไทยเดินทางด้วยตัวเอง และเราเห็นตรงกันว่าผู้คนที่นี่น่ารักมาก

 

(พี่คนไทยนักปั่น และป้ายกระดาษลังระหว่างทางที่เราเห็นว่าคำพูดสวยงามดีจึงบันทึกภาพเก็บไว้)

attabad lake

ทะเลสาบอัททาบัท อันเกิดจากการถล่มของดินครั้งใหญ่ในปี 2010 และกั้นทางน้ำจนกลายเป็นทะสาบสีฟ้าเขียวแห่งนี้

hussani bridge

สะพานแขวนสุดเสียว ใครกลัวความสูงมีโอกาสได้ร้องไห้สูงมากหากข้ามสะพานนี้ มีเพียงท่อนไม้บางๆ วางขั้นไว้ในแต่ละย่างก้าว ความห่างอยู่ราวหนึ่งไม้บรรทัด

เราเกาะขอบเดินไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะข้ามฝั่ง แต่อากาศตอนเย็นเริ่มมืดแล้วบวกกับลมเริ่มแรง พอสะพานแกว่งทีเลยใจแกว่งตาม สุดท้ายได้แค่ไม่ถึงครึ่งสะพาน

ติดตามการเดินทางอื่นๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/tatoomthewanderer/

แสดงความคิดเห็น