ดวลกัน…หมัดต่อหมัด Koh Kood VS Koh Mak ความงามที่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

10 พฤษภาคม 2562 | โดย ลุงเสื้อเขียว (5,224 เข้าชม)
แบ่งปัน:


ร้อนจัด ปลัดบอกแบบนี้ เห็นทีคงจะต้องหากิจกรรมทำเพื่อคลายร้อน หลายคนมีวิธีคลายร้อนที่แตกต่างกันไป แต่ผมเลือกที่จะไปนั่งฟังเสียงคลื่น
เอาเท้าจุ่มน้ำทะเล เอาร่างกายไปรับวิตามิน Sea พร้อมกับถ่ายรูปมุมสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ กัน แต่จะเป็นทะเลที่ไหนดีละ โจทย์คือไม่อยากไปไกลมากนัก และเป็นสถานที่ที่ผมยังไม่เคยไป สุดท้ายมาจบที่จังหวัดตราด แล้วจะไปทะเลส่วนไหนของตราดดีละ เกาะช้างก็ไปแล้ว คงเหลือเกาะกูด เกาะหมาก ที่ยังไม่เคยไป 

แล้วระหว่างเกาะกูด กับ เกาะหมาก เกาะไหนสวยกว่ากัน??

ผมเริ่มเปรียบเทียบข้อมูลจากรีวิวที่ท่านอื่นๆ ได้เขียนไว้ บ้างก็เชียร์ให้ไปเกาะกูด บ้างก็บอกว่า เกาะหมากห้ามพลาด ผมเลยต้องหาข้อมูลเยอะมากเพื่อไม่ให้การตัดสินใจในการปักหมุดครั้งนี้เกิดความผิดพลาด (หากเลือกปักหมุดที่เกาะหมาก แล้วท้ายสุดเกาะหมากไม่สวยแต่เกาะกูดสวยกว่าประมาณนั้น) มากจนเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องขึ้นมา หากจะต้องตัดเกาะใดเกาะหนึ่งออกไป แล้วปล่อยให้เกาะนั้นยังคงค้างคาใจ เดิมที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวแค่ 3 วัน 2 คืน ท้ายสุดเลยต้องเพิ่มวันเดินทางเป็น 5 วัน 4 คืน เรียกได้ว่าไปเที่ยวครั้งเดียวขอไปพิสูจน์ความงามด้วยตาของตัวเองดีกว่าตัดสินจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากคนอื่นๆ ...

ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวเกาะหมากจะไปขึ้นเรือที่แหลมงอบ (เนื่องจากระยะทางใกล้กว่า) ส่วนนักท่องเที่ยวที่จะไปเกาะกูดจะไปขึ้นเรือที่แหลมศอก (เนื่องจากระยะทางใกล้กว่า) แต่ผมจะไปทั้ง 2 เกาะและเลือกเดินทางไปท่าเรือโดยรถส่วนตัว ตัวเลือกการเดินทางโดยเรือจึงมีข้อจำกัด เท่าที่หาข้อมูลมาผมคงต้องไปขึ้นเรือที่แหลมศอกจะสะดวกที่สุด เพราะที่แหลมศอกมีเรือที่จะไปทั้งเกาะหมากและเกาะกูดและมีที่สำหรับรับฝากรถด้วยครับ

แต่สำหรับผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสาร หากต้องการจะไปเที่ยวทั้ง 2 เกาะแบบผม จะมีตัวเลือกมากกว่า คือเมื่อลงรถที่สถานีขนส่งจังหวัดตราด สามารถต่อรถสองแถวให้ไปส่งยังท่าเรือแหลมงอบเพื่อข้ามไปยังเกาะหมาก ส่วนขากลับก็นั่งเรือจากเกาะกูดเพื่อข้ามเข้าสู่ฝั่งที่ท่าเรือแหลมศอกและนั่งรถสองแถวให้ไปส่งยังสถานีขนส่งจังหวัดตราดได้


สำหรับการจองตั๋วเรือ ผมเลือกจองผ่าน Ferry Advice (http://ferryadvice.com/th) ซึ่ง Website นี้จะมีบริษัทพันธมิตรผู้ให้บริการเดินเรือหลายบริษัท ทำให้เราสามารถเลือกเดินทางได้หลายช่วงเวลาตามที่เราสะดวก และในการเดินทางครั้งนี้ผมเลือกใช้บริการกับเรือบุญศิริเฟอร์รี่ (แหลมศอก-เกาะหมาก, เกาะกูด-แหลมศอก) เพราะช่วงเวลาเดินเรือเหมาะกับความสะดวกของผม สำหรับเรือข้ามฟากจากเกาะหมาก-เกาะกูด จริงๆ มีให้บริการอยู่ 3 บริษัท คือ (บุญศิริเฟอร์รี่, ไก่แบ้ฮัท สปีดโบด,เกาะช้าง บางเบ้า โบ๊ท) แต่ช่วงเวลาที่ผมเดินทาง เรือบุญศิริเฟอร์รี่งดเดินเรือ ผมเลยเลือกใช้บริการของไก่แบ้ฮัท สปีดโบด ครับ


เมื่อทำการโอนเงินเพื่อจองตั๋วเรือผ่าน Ferry Advice แล้ว พนักงานจะส่ง voucher มาให้ ให้เรา print voucher หรือไม่ก็ Save ลงใน Smartphone เพื่อวันเดินทางเราจะต้องนำ Voucher ไปแสดงที่เคาเตอร์ Check in และพนักงานจะออกตั๋วโดยสารให้เราอีกทีครับ

สำหรับการเดินทางมายัง Lobby บุญศิริเฟอร์รี่ก็ไม่ยากครับ จากตัวเมืองตราดให้วิ่งผ่านตลาดและ ร.พ.ตราด จากนั้นให้ขับรถไปเรื่อยๆ จนข้ามสะพาน จะผ่านปั้มน้ำมันเชลล์ และปั้ม ปตท. จนเจอสามแยกไฟแดง ให้เลี้ยวซ้ายไปยังแหลมศอก ขับรถไปอีกประมาณ 24 กิโลเมตร เมื่อผ่าน High Season Resort ตรงหัวโค้งจะเจอซอยเล็กๆ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปนิดเดียว ก็จะถึง Lobby ของเรือบุญศิริเฟอร์รี่ แต่ถ้าเราขับเลยซอยไปจะไปเจอหอนาฬิกา ก็ให้ขับรถวกกลับออกมาประมาณ 1 กม. ซอยก็จะอยู่ทางขวามือครับ



Lobby ของบุญศิริเฟอร์รี่ ค่อนข้างกว้างขวางดีครับ

นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องนำ Voucher ที่ได้รับ (หลังจากการชำระเงินแล้ว) มาแสดงที่เคาเตอร์ Check in จากนั้นพนักงานจะออกตั๋วโดยสารให้ใหม่ ถ้านักท่องเที่ยวจองไปเกาะหมาก พนักงานจะมอบสติ๊กเกอร์ให้แปะไว้ที่หน้าอก เพื่อจะได้รู้ว่าเราจะไปเกาะหมากต่อครับ

ภายในอาคาร Lobby มีที่นั่งให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักกันพอสมควร ช่วงแรกที่ผมมาก็ว่างโล่งเลย แต่พอใกล้ช่วงเวลาที่เรือจะออก นักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นเลยทีเดียว

มีพื้นที่จอดรถอยู่ด้านข้างของอาคาร Lobby เลย หากใครมาจังหวะดีๆ ก็จะได้จอดรถใต้หลังคา บริเวณลานจอดรถมีกล้องวงจรปิดและคนดูแล ค่าฝากรถ 50 บาทต่อคืนครับ

เมื่อ Check in เรียบร้อยแล้วเราจะต้องนั่งรถลากเพื่อไปยังท่าเรือแหลมศอก ซึ่งอยู่ห่างจากอาคาร Lobby ประมาณ 1 กิโลเมตรครับ แนะนำว่าให้มาถึงที่ Lobby ก่อนเวลาเรือออกประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะหากมาไม่ทันคงต้องซื้อตั๋วเรือกันใหม่ครับ




เรือของบุญศิริเฟอร์รี่เป็นเรือคาตามารัน ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว รองรับผู้โดยสารได้ 200-280 ที่นั่ง ภายในเป็นห้องปรับอากาศทั้งหมด แนะนำเลยว่าใครที่นั่งใต้แอร์ ให้เตรียมผ้าห่มไปด้วยนะครับ เพราะแอร์เย็นมาก นอกจากนี้ยังมีโซน out door ให้อีกด้วย ทุกที่นั่งจะมีเสื้อชูชีพวางติดไว้กับเบาะเลย และยังมีแพชูชีพสำหรับกรณีฉุกเฉินด้วย ถ้าหากใครเมาเรือง่าย แนะนำให้นั่งชั้น 2 ของเรือ สำหรับกระเป๋าสัมภาระจะต้องดูแลกันเองนะครับ โดยเมื่อเรารับสัมภาระจากรถลากแล้ว เราจะต้องหิ้วลงเรือเอง แล้วนำสัมภาระมาไว้บริเวณหัวเรือด้านในห้องผู้โดยสารชั้นล่างครับ

นักท่องเที่ยวที่จองเรือข้ามไปเกาะหมากแบบผม ก็จะนั่งเรือลำเดียวกับนักท่องเที่ยวที่จะข้ามไปเกาะกูด จากแหลมศอกใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็จะมาถึงเกาะกูด บริเวณท่าเทียบเรืออ่าวสลัด จากนั้นต้องรอต่อเรือ โดยเรือที่จะข้ามไปเกาะหมากจะรอเทียบท่าหลังจากเรือลำที่นั่งมาเมื่อสักครู่ออกจากท่าไป (ช้า/เร็ว อยู่ที่ปริมาณของนักท่องเที่ยวที่โดยสารมาจากแหลมงอบและนักท่องเที่ยวที่จะข้ามกลับเข้าฝั่ง เพราะเมื่อเรือที่มาส่งนักท่องเที่ยวถึงเกาะกูดแล้วจะรับนักท่องเที่ยวจากเกาะกูดกลับเข้าฝั่งเลย) จากเกาะกูดไปเกาะหมาก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงครับ เรือมาจอดส่งที่ท่าเทียบเรืออ่าวนิด

ช่วงที่อยู่ที่ท่าเรือ แนะนำให้โทรประสานกับทางรีสอร์ทเลยนะครับ เพื่อทางรีสอร์ทจะได้ส่งรถมารับเมื่อถึงท่าเรือครับ

เกาะหมาก มีลักษณะเหมือนดาว 4 แฉก เป็นเกาะที่ไม่ใหญ่มากนัก มีพื้นที่ราว 9,000 ไร่ อยู่ระหว่างเกาะช้างและเกาะกูด อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 38 กิโลเมตร บนเกาะมีสวนมะพร้าวรวมถึงสวนยางพาราและท้องทะเลที่สวยงาม บนเกาะไม่มีสถานบันเทิง ไม่มี 7-11 ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาะหมากยังคงเดิมเกือบ 100% บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการมาพักผ่อน มาใช้ชีวิตแบบ Slow life เป็นอย่างมาก เกาะหมากมีฐานะเป็นตำบลเกาะหมาก ในอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราดครับ


ทีนี้เรามาดูกันว่าบนเกาะหมากมีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง ผมจะมาแนะนำ 11 จุดที่ไม่ควรพลาด หากมาเที่ยวเกาะหมากครับ

1. ชายหาดทอดยาวที่อ่าวสวนใหญ่

อ่าวสวนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตก (ตอนบน) ของเกาะหมาก หาดทรายค่อนข้างยาว ทอดยาวไปจนถึงอ่าวพระ ชายหาดสะอาด สีของทรายออกสีน้ำตาล รีสอร์ทโดยรอบที่อยู่ที่อ่าวสวนใหญ่ประกอบด้วย เกาะหมากรีสอร์ท, Seavana Resort ครับ 



ชายหาดบริเวณนี้ถ่ายจาก Seavana Resort มองออกไปข้างหน้าจะเห็นเกาะขาม วันที่ผมไปฟ้าค่อนข้างปิด น้ำทะเลเลยไม่ค่อยใสและสีไม่สวยเท่าที่ควร ชายหาดบริเวณนี้สามารถลงเล่นน้ำได้ แต่มีริ้นทะเลค่อนข้างเยอะ เพื่อนผมโดนริ้นทะเลกัด คันคะเยอไปหลายวันเลยครับ


เมื่อหันหลังให้รีสอร์ท แล้วเดินไปทางขวามือเรื่อยๆ จะเป็นพื้นที่ของเกาะหมากรีสอร์ท บริเวณเกาะหมากรีสอร์ทจะมีทิวของต้นมะพร้าวที่เอนลู่เข้าสู่ทะเล มีชิงช้าตัวน้อยๆ ให้โล้เล่นด้วย ถ่ายรูปออกมาสวยดีเหมือนกันครับ






แต่ถ้าหากมองไปทางซ้ายมือ จะมองเห็นอ่าวพระ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะหมาก โคโค่เคป รีสอร์ท ที่มีพระเอกอย่างสะพานไม้ทอดยาวและมีบาร์กลางน้ำด้วย จุดนี้ผมว่าเป็นจุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แพ้จุดไหนๆ บนเกาะหมากเลย พระอาทิตย์ตกหลังเกาะผี มีฉากหน้าเป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวสู่ทะเล เสียดายที่วันที่ผมไปฟ้าปิด แต่ก็ยังพอได้เห็นแสงสีทองอยู่บ้าง

พิกัดถ่ายภาพ : Seavana Resort

2. บาร์กลางน้ำที่อ่าวพระ










สะพานไม้ที่ทอดยาวลงสู่น้ำทะเลใสๆ บริเวณอ่าวพระ นับเป็นจุด Check in ที่นักท่องเที่ยวที่มาเกาะหมากไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สามารถมาชมพระอาทิตย์ตกบริเวณบาร์กลางน้ำได้ บรรยากาศยามค่ำนี่คงไม่ต้องพูดถึงนะครับ โรแมนติกมากๆ นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นเกาะขามอยู่ใกล้แค่เอื้อมเลยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : เกาะหมาก โคโค่เคป รีสอร์ท

3. ผจญภัยที่แหลมตุ๊กตา

Cr. น้ำ ฟ้า ป่า เขา




ที่แหลมตุ๊กตามีประติมากรรมทางธรรมชาติ เป็นโขดหินที่มีลักษณะคล้ายตุ๊กตา แต่การที่จะเข้าไปยังโขดหินนั้นต้องสมบุกสมบันกันพอสมควร เริ่มตั้งแต่เดินขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ พอให้เหงื่อได้ซึมๆ จากนั้นค่อยๆ เกาะเชือกเดินลงเนินไปอีกนิดหน่อยจนถึงหาดหิน ซึ่งเต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่มากมาย (รวมถึงขยะที่เกิดจากการพัดพาของกระแสน้ำ) จากนั้นต้องค่อยๆ ปีนป่ายไปตามหน้าผา ซึ่งถ้าไม่ชัวร์ก็อย่าเสี่ยงเลยครับ ผมเองก็ไม่เสี่ยงเพราะดูอันตรายเหมือนกัน แต่ได้แค่มานั่งฟังเสียงคลื่นกระทบกับหินก็ถือว่าโอเคแล้วครับ

พิกัดถ่ายภาพ : แหลมตุ๊กตา

4. ทิวมะพร้าวเอนที่อ่าวกระทิง

 




ชายหาดบริเวณอ่าวกระทิงทอดยาวพอๆ กับอ่าวสวนใหญ่ แต่ความสะอาดของชายหาดอาจจะเป็นรองอ่าวสวนใหญ่อยู่หลายขุมอยู่ มองออกไปสู่ทะเลจะเห็นเกาะระยั้งใน ระยั้งนอก และปลายแหลมตุ๊กตา เมื่อหันหลังให้ Holiday Beach Resort แล้วเดินไปทางขวาเรื่อยๆ จะเห็นทิวมะพร้าวเอน บางต้นเอียงท้าลมจนแทบขนานกับพื้นโลกเลยทีเดียว สวยงามแปลกตาดีครับ 



แต่ถ้าหากมองไปทางซ้ายมือ จะมองเห็นท่าเรือมะกะธานี ชายหาดทางซ้ายมือนี้ดูสะอาดกว่าบริเวณทิวมะพร้าวอยู่มาก นับเป็นอีกหนึ่งจุด Check in ที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน

พิกัดถ่ายภาพ : Holiday Beach Resort

5. อ่าวขาว




ถึงแม้อ่าวขาวจะมีหาดทรายเล็กๆ แต่ที่แตกต่างจากหากอื่นๆ เห็นจะเป็นหินก้อนใหญ่ๆ ที่มีรูพรุน คล้ายๆ กับหินศิลาแรง มองดูแล้วแปลกตาดีเหมือนกัน หาดแห่งนี้ค่อนข้างเงียบ เหมาะกับการมานั่งฟินฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งมากๆ ครับ   

พิกัดถ่ายภาพ : Ao Kao White Sand Beach Resort

6.นอนเล่นรับลมที่อ่าวทองหลาง





ถึงแม้อ่าวทองหลางจะไม่ได้ขายชายหาด แต่อ่าวทองหลางก็นับเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าจะมานอนเล่นสูดกลิ่นอายของทะเล จุดชมวิวของอ่าวทองหลางอยู่ภายใน Talay Time Resort ซึ่งมีร้านอาหารเล็กๆ ของรีสอร์ทไว้คอยบริการด้วยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : Talay Time Resort

7. ของเก่าเล่าเรื่องที่พิพิธภัณฑ์เกาะหมาก









พิพิธภัณฑ์เกาะหมากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเกาะหมากซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปหัตถกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนเกาะหมาก ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 10.30-17.00 น. แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวประสงค์จะช่วยสานต่อลมหายใจให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็สามารถบริจาคเงินเพื่อช่วยซ่อมแซมอาคารพิพิธภัณฑ์ให้อยู่คู่เกาะหมากไปนานๆ ได้นะครับ พิพิธภัณฑ์เกาะหมากอยู่บริเวณเดียวกับเกาะหมากซีฟู๊ดครับ

พิกัดถ่ายภาพ : พิพิธภัณฑ์เกาะหมาก

8. วัดแห่งแรกและแห่งเดียวบนเกาะหมาก


วัดเกาะหมาก เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2490 ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเกาะหมากมาอย่างยาวนาน ภายในวัดมีต้นโพธิ์ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความสงบร่มเย็นแก่วัดเป็นอย่างมาก

พิกัดถ่ายภาพ : วัดเกาะหมาก

9. ไปเดินทอดน่องที่สะพานสู่ฝัน อ่าวตั๋น










สะพานไม้สู่ฝัน ที่ทอดตัวลงสู่น้ำทะเลใสๆ กว่า 460 เมตร ในวันที่แดดดีๆ นี่ มันสวยงามเกินบรรยายเลยครับ มองเห็นสีของน้ำทะเลหลายเฉดสี ความใสของน้ำทะเลไม่ต้องพูดถึง เพราะใสมาก

ความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเลที่อยู่บริเวณกึ่งกลางสะพานพลิ้วไหวไปตามกระแสคลื่น 




ความใสของน้ำทะเล เรียกได้ว่าใสกิ๊กเลยทีเดียว





จะเรียกว่ามัลดีฟเมืองไทย ก็คงไม่ผิดนะครับ สะพานสู่ฝันอยู่ในพื้นที่ของ The Cinnamon Art Resort & Spa








ที่อ่าวตั๋นเป็นอีกหนึ่งจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ไม่ควรพลาดครับ

พิกัดถ่ายภาพ : The Cinnamon Art Resort & Spa

10. สัมผัสหินภูเขาไฟที่เกาะขาม






เกาะขาม เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะหมาก อยู่ห่างจากอ่าวสวนใหญ่ประมาณ 1 กิโลเมตร จากเกาะหมากเราสามารถซื้อทัวร์ข้ามไปเกาะขามได้ ในราคา 300 บาท (รวมค่าเรือไป-กลับและค่าขึ้นเกาะ) นั่งเรือยนต์เล็กๆ ประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะขามแล้วครับ ติดต่อซื้อทัวร์ได้ที่ด้านหน้าเกาะหมากรีสอร์ท หรือถ้าใครมีกำลังวังชาดีๆ สามารถพายเรือคายัคข้ามไปที่เกาะขามก็ไม่ผิดกติกาครับ



ขอบอกเลยว่า ที่เกาะขาม หาดทรายขาวละเอียด นุ่มเท้ามากๆ แถมน้ำก็ใสมากๆ ครับ เมื่อขึ้นไปบนเกาะขามแล้วเราสามารถนำตั๋วเรือไปแลกน้ำอัดลมเย็นๆ ได้คนละ 1 กระป๋องด้วยนะครับ






นอกจากความขาวละเอียดของหาดทราย ความใสของน้ำทะเลแล้ว ที่เกาะขามยังมีกลุ่มหินภูเขาไฟสีดำทะมึน ตั้งตระหง่านกระจัดกระจายอยู่ตามชายหาดด้วยนะครับ สวยงามแปลกตาเชียว นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นปล่องภูเขาไฟมาก่อน แต่ในปัจจุบันได้หยุดประทุแล้ว จึงเหลือแต่เพียงร่องรอยหินสีดำให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน


ถ้าหากมาถูกช่วง ถูกเวลา จะเห็นสันทรายขาวทอดยาวลงสู่ทะเล  เห็นว่าช่วงน้ำลงมากๆ สันทรายจะยาวออกไปไกลจนเกือบถึงเกาะหมากเลยครับ



ใกล้ๆ กับจุดลงเรือ มีสะพานไม้ทอดตัวยาวลงสู่ทะเล สามารถเดินไปชมวิวได้ครับ

เรือใบกำลังเล่นลมอยู่ใกล้ๆ กับเกาะขามครับ



บนเกาะขาม ยังมีกลุ่มอาคารที่คาดว่าน่าจะสร้างเป็นรีสอร์ท แต่เนื่องจากเหตุผลอันใดไม่ทราบ ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง เหลือเป็นอนุสรณ์เก๋ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายภาพเล่นๆ กันครับ

เรือที่จะข้ามไปยังเกาะขาม มีบริการวันละ 3 รอบ คือรอบ 10.30 น., 13.30 น. และรอบ 15.00 น. โดยนักท่องเที่ยวที่ไปกับเรือรอบ 15.00 น. จะมีเวลาพักผ่อนบนเกาะขามจนถึงเวลา 17.00 น. ก็จะมีเรือมารับกลับเข้าฝั่ง มาเกาะหมากแล้ว แนะนำว่าไม่ควรพลาดข้ามไปเที่ยวที่เกาะขามด้วยนะครับ ถ้าไม่ไปถือว่าพลาดมากๆ ครับ

พิกัดถ่ายภาพ : เกาะขาม

11. ท่องซาฟารีกลางทะเลที่เกาะกระดาด

เกาะกระดาด อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะหมาก เป็นอีกหนึ่งเกาะที่สามารถข้ามจากเกาะหมากไปเที่ยวได้สะดวกที่สุด เพราะอยู่ไม่ไกลกัน นั่งเรือยนต์เล็กๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ







ตามพระราชหัตถเลขาของ ร.5 ทรงเขียนชื่อ “เกาะกระดาด” น่าจะมาจากชื่อของต้นกระดาด ที่พบมากบนเกาะ ลักษณะของต้นกระดาดจะคล้ายๆ ต้นบอน ต้นเผือก ที่ชอบขึ้นอยู่ตามชายหาดชื้นแฉะ โดยหัวของต้นกระดาดมีสรรพคุณใช้ทำยาได้ ต่อมาพบในตราจองเขียนว่า “เกาะกระดาด” น่าจะมาจากลักษณะทางภูมิประเทศของเกาะที่มีลักษณะแบนราบทั้งเกาะ ไม่มีภูเขา เกาะกระดาดมีการออกโฉนดถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่สมัย ร.5 สาเหตุมาจากในสมัยนั้นฝรั่งเศสได้เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบเอเชียอาคเนย์ และพยายามจะยึดครองแผ่นดินของไทย ซึ่งเกาะกระดาดก็เป็นที่หมายหนึ่งที่ฝรั่งเศสต้องการยึดครอง ดังนั้น ร.5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ออกโฉนดที่ดินของเกาะขึ้น เพื่อให้รู้ว่าเกาะกระดาดคือผืนแผ่นดินไทย

ขึ้นมาบนเกาะกระดาดแล้ว แนะนำให้ไปนั่งรถอีกแต๊กกินลมชมวิวบนเกาะ ไปส่องกวางที่ออกหากินตามธรรมชาตินับร้อยๆ ตัวกันด้วยนะครับ คนเรือเล่าให้ผมฟังว่าเดิมทีเดียวมีกวางเพียงแค่ 2 ตัว ต่อมาภายหลังได้ออกลูกออกหลานจนมีจำนวนนับร้อยๆ ตัว ทำให้เกาะกระดาดแห่งนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “ซาฟารีกลางทะเล” และทาง ททท. ได้เลือกให้เกาะกระดาดเป็นหนึ่งใน Unseen Thailand ด้วยครับ

เพียงแค่ได้ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เหล่ากวางน้อยใหญ่ต่างก็มาแทะเล็มหญ้าอวดสายตานักท่องเที่ยว จนทำให้ผมอดตื่นเต้นไม่ไหวเพราะไม่คิดว่าจะเห็นกวางได้ง่ายขนาดนี้ บางตัวก็คุ้นเคยกับคนจนสามารถเข้าไปลูบหัวได้ บางตัวก็ยังตื่นๆ คนอยู่บ้างครับ

ถ้ามีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวบนเกาะเยอะก็จะมีรถอีแต๊กไว้บริการพาชมวิวรอบเกาะ แต่ถ้านักท่องเที่ยวน้อยก็จะใช้รถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างเป็นยานพาหนะแทนครับ





โชเฟอร์เรือผมทำ 2 หน้าที่เป็นทั้งคนขับเรือและคนขับรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง พาขับรถฝ่าดงมะพร้าว ลูกทริปต่างหัวสั่นหัวคลอนกันเป็นแถว สักพักรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างก็พาผมไปโผล่ที่ด้านหลังของเกาะ และด้านหลังเกาะนี้เองก็จะพบกับอีกหนึ่งไฮไลท์ นั่นคือ ต้นมะพร้าวที่เอนลู่ไปตามแรงลม ทอดลำต้นเข้าหาชายทะเล นับเป็นต้นมะพร้าวหนึ่งเดียวที่โอนเอนบนเกาะกระดาดครับ

ขากลับโซเฟอร์พาขับไปอีกทาง ผ่านดงดอกแพงพวยที่ต่างพากันบานอวดโฉมอยู่เต็มทุ่ง มีฉากหลังเป็นทิวมะพร้าว สวยงามมาก หากมาจังหวะดีๆ จะเห็นฝูงกวางออกมาแทะเล็มหญ้าอยู่ในดงดอกแพงพวยด้วย เสียดายที่กวางตื่นเสียงมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง เลยกระโดดหนีไปก่อนที่ผมจะกดชัตเตอร์ได้ทัน

ภาพประวัติศาสตร์สมัยที่ ร.5 ทรงประพาสเกาะกระดาดครับ


เกาะกระดาดเป็นเกาะส่วนตัว ด้านบนเกาะมีรีสอร์ทเพียง 1 แห่งเท่านั้น มีทั้งแบบเรือนแถวและเป็นหลัง ผมว่าถ้าใครอยากจะมาพักผ่อนแบบตัดขาดจากโลกภายนอก ที่เกาะกระดาดนี่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดแล้วครับ

สำหรับใครที่สนใจจะข้ามไปเที่ยวที่เกาะกระดาด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ The Cinnamon Art Resort & Spa ที่เบอร์ 099-2869714 (เป็นท่าเรือที่ใกล้เกาะกระดาดที่สุด) ค่าบริการ 400 บาท (ค่าเรือไป-กลับ, ค่าขึ้นเกาะ, ค่านั่งรถอีแต๊ก)

พิกัดถ่ายภาพ : เกาะกระดาด

ดูชายหาดสวยๆ กันไปหลายจุดแล้ว ไปดูที่พักที่ผมเลือกจองตลอด 2 คืนกันบ้างดีกว่า สาเหตุที่ผมเลือกเข้าพักที่นี่ เพราะต้องการซึมซับกับสะพานสู่ฝันให้ได้มากที่สุดครับ และที่แห่งนั้นก็คือ The Cinnamon Art Resort & Spa ครับ


The Cinnamon Art Resort & Spa ตั้งอยู่ที่อ่าวตั๋น น่าจะเป็นรีสอร์ทเดียวที่อยู่ในบริเวณนั้น ทำให้ที่นี่เงียบและสงบมาก ชายหาดไม่ค่อยเหมาะกับการลงเล่นน้ำครับ




บริเวณ Lobby ออกแบบสูงโปร่ง พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว บรรยากาศแบบ Open Air จัดเตรียมที่นั่งเพื่อรับรองแขกให้ได้นั่งพักระหว่างรอ Check in และ Check out ครับ

ตรงข้ามกับ Lobby ทางรีสอร์ททำคล้ายๆ กับลานเอนกประสงค์ ให้แขกได้มานั่งเล่น ชมวิวทะเลด้วยครับ

ห้องพักของ The Cinnamon Art Resort & Spa มี 6 Type คือ Eco Room, Garden view, Autumn Leaf, Pool Side Villa, Beach Front และ Pool Hut Villa สำหรับการเข้าพักครั้งนี้ ผมเลือกจองห้องพักแบบ Garden View ลักษณะจะเป็นตัวอาคาร 2 ชั้น ซึ่งจะอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ท ครับ 



ห้องพักตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เพื่อให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่อาจจะดูเก่าบ้างไปสักนิด เตียงนอนขนาด 5 ฟุต มีให้ 2 เตียง หมอนหนุนมีให้เตียงละ 2 ใบ (แต่หมอนนอนแล้วไม่ค่อยสบายเพราะค่อนข้างแบน พอนำมาซ้อนกันก็กลับสูงไปเสียอีก) พื้นที่ภายในห้องพักค่อนข้างกว้างขวาง แถมยังมีหยากไย่กองใหญ่ให้เห็นด้วย

มีระเบียงให้ออกมาชมวิวด้านนอกด้วยครับ


ห้องน้ำแยกส่วนเปียกส่วนแห้งด้วยผ้าม่านพลาสติก บริเวณโถสุขภัณฑ์มีสายฉีดชำระให้ครับ

สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้ให้ ประกอบด้วยน้ำดื่มฟรีวันละ 2 ขวด เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ทีวี กาน้ำร้อน เครื่องทำน้ำอุ่น ปลั๊กไฟมีให้หลายจุด มีมุมทำงานและชุดโซฟาสำหรับนั่งเล่น ห้องที่ผมเข้าพักค่อนข้างจะเจอแจ๊คพอต เพราะลูกบิดประตูทั้ง 3 จุด (ประตูทางเข้า, ประตูห้องน้ำ, ประตูระเบียง) ค่อนข้างชำรุด (ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะห้องผมหรือเป็นทุกห้อง) ซ้ำร้ายที่สุดที่ลูกบิดประตูทางเข้า หลังจากที่กลับมาจากมื้อค่ำก็ปิดประตูเตรียมเข้านอนและไม่คิดว่าจะออกไปไหนแล้ว ก็เลยกดล๊อคกลอนและใช้โซ่คล้องเพื่อป้องกันไม่ให้คนข้างนอกเปิดประตูเข้ามาได้ ตื่นเช้ามาถึงกับตกใจ เพราะประตูถูกแง้มออกมา ดีที่ผมคล้องโซ่ไว้ ไม่เช่นนั้นประตูคงเปิดอ้าซ่าทั้งคืนแน่ๆ สาเหตุที่ประตูเปิดอ้าซ่า เพราะตัวสลักกลอนมีปัญหา ทำให้ลูกบิดประตูมันไม่มีการล๊อคใดๆ เลย เพียงแค่เอานิ้วดันประตูจากภายนอก ประตูก็สามารถเปิดได้แล้ว ผมพยายามปิดอยู่หลายรอบกว่าตัวสลักกลอนมันจะลงล๊อคของมัน      





ไปสำรวจบรรยากาศโดยรอบกันบ้าง ทางรีสอร์ทใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลักในการตกแต่ง เช่น ป้ายบอกทาง ทางเดินที่เป็นไม้ระแนง ซึ่งมันทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ผนังห้องบางห้องก็เห็นถึงความทรุดโทรมอยู่พอสมควร



ห้องอาหารอยู่ติดกับสะพานสู่ฝันครับ



มีบาร์เครื่องดื่มริมชายหาดด้วย

อาหารตามสั่งราคาค่อนข้างแรงตามสไตล์อาหารในรีสอร์ทครับ อย่างผัดขี้เมาทะเลจานละ 140 บาท น้ำดื่มขวดเล็ก 20 บาท ขวดใหญ่ 50 บาท



เนื่องจากรีสอร์ทอยู่ห่างจากแหล่งชุมชนพอสมควร ในวันแรกผมไม่ได้เช่ารถมอเตอร์ไซด์ เลยต้องไปใช้บริการมื้อค่ำของทางรีสอร์ท ราคาก็แรงอย่างที่บอกไปตอนต้น แต่ด้วยความสะดวกเลยต้องยอมใช้บริการครับ มื้อค่ำสั่งอาหารมา 2 เมนู คือ ปลาหมึกทอดกระเทียม (180 บาท) , ยำทะเล (180 บาท) ข้าวเปล่า 2 จาน (จานละ 30 บาท) น้ำส้ม (แก้วละ 100 บาท) ชามะนาว (แก้วละ 80 บาท) น้ำแข็ง (กระเป๋งละ 30 บาท) และน้ำขวดเล็กอีก 1 ขวด เบ็ดเสร็จมื้อค่ำโดนไป 650 บาทครับ 






มาดูอาหารเช้ากันบ้าง มื้อเช้าเป็นแบบ Buffet หลักๆ จะมี ข้าวผัด ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม ข้าวต้มกุ้ง สลัดผัก ขนมปัง ผลไม้ (สับปะรดและแตงโม) กาแฟ โอวันติน น้ำส้ม (เจือจางมาก มากซะจนแทบไม่ได้กลิ่นของน้ำส้มเลย) ส่วนอีกหนึ่งวัน จากข้าวผัดเปลี่ยนเป็นไข่ดาว, ข้าวต้มกุ้งเปลี่ยนเป็นข้าวต้มหมูเห็ดหอม โดยรวมแล้ว ผมให้คะแนนของอาหารเช้า 6/10 ครับ

ราคาห้องพักทุกประเภทจะรวมอาหารเช้าแล้ว ยกเว้นห้องพักแบบ Eco Room ซึ่งหากต้องการใช้บริการอาหารเช้า จะต้องจ่ายเพิ่ม 200 บาทครับ 


ในรีสอร์ทมีบริการรถมอเตอร์ไซด์เช่าคันละ 300 บาท/วัน และมีบริการเรือนำเที่ยวเกาะกระดาด (ราคา 400 บาท/คน)  นอกจากนี้ยังมีบริการรถรับ-ส่งที่ท่าเรือฟรีครับ

การเข้าพักที่ The Cinnamon Art Resort & Spa โดยรวมแล้วห้องพักค่อนข้างเก่า แอบผิดหวังนิดๆ เพราะคิดว่าห้องพักน่าจะสภาพดีกว่านี้ แต่เรื่องบรรยากาศต้องยกให้เขาจริงๆ จะบอกว่าที่นี่เหมาะกับผู้ที่ต้องการการพักผ่อนแบบเงียบๆ ซึมซับกับบรรยากาศสวยๆ และไม่ยึดติดกับสิ่งอำนวยความสะดวกสักเท่าไร

ไปดูเรื่องอาหารการกินกันบ้าง หากไม่ซีเรียสว่ามาทะเลแล้วต้องกินอาหารทะเล อยากแนะนำร้านอาหารครัวอีสาน ร้านนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรืออ่าวนิดครับ

 

 

 

ก็ตามชื่อของร้านนะครับ ครัวอีสาน ก็ขายอาหารอีสาน ประเภทส้มตำต่างๆ ลาบ น้ำตก รสชาติอาหารนับว่าแซ๊บได้ใจ ราคาไม่แพงด้วย อย่างส้มตำปูปลาร้า 60 บาท ลาบหมู 80 บาท กุ้งทอด 50 บาท ข้าวเหนียวห่อละ 20 บาท ที่สำคัญน้ำดื่มและน้ำแข็งมีให้บริการฟรี เบ็ดเสร็จมื้อนี้จ่ายเพียง 230 บาทครับ

สำรวจเกาะหมากกันจนจุใจแล้ว ขอข้ามไปสัมผัสเกาะกูดกันบ้าง การเดินทางข้ามไปเกาะกูด ผมจอง Speed Boat ของ ไก่แบ้ฮัท สปีดโบด เอาไว้ (ค่าโดยสารคนละ 400 บาท) โดยเรือจะมารับที่ท่ามะกาธานี เวลา 10.00 น. และจะไปส่งบริเวณชายหาดหน้ารีสอร์ทที่เราพักเลยครับ สามารถแจ้งท่าเรือที่ต้องการจะขึ้นตอนอยู่ที่ท่าเรือมะกะธานีได้เลย ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 45 นาที ก็มาถึงเกาะกูดแล้วครับ

ผมมาอาศัยขึ้นเรือที่ท่าเรือสีฟ้ารีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่หาดตะเภา (รีสอร์ทที่จองไว้ไม่ได้อยู่หน้าหาด) สารภาพเลยว่าเมื่อเท้าเหยียบผืนทรายของเกาะกูด เล่นเอาเนื้อตัวสั่นไปหมด ที่สั่นไม่ใช่เพราะหนาวหรือผีเข้านะครับ แต่สั่นเพราะอยากที่จะถ่ายภาพมากๆ เนื่องจากชายหาดของเกาะกูดขาว สะอาด น้ำทะเลใสและเป็นสีฟ้าเข้มมากๆ 


เกาะกูดอยู่ทางตอนล่างของเกาะหมาก นับเป็นเกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกไทย มีเนื้อที่ประมาณ 65,625 ไร่ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศไทย รองจากเกาะภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะช้าง, เกาะตะรุเตา และเกาะพะงัน (ที่มาจาก http://km.dmcr.go.th/th/c_52/d_240)  เกาะกูดมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด เกาะกูดยังมีสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ มีภูเขาและที่ราบสันเขา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดลำธาร มีแหล่งต้นกำเนิดน้ำจืดบนเกาะอย่างน้ำตกคลองเจ้า น้ำตกคลองยายกี๋ และน้ำตกห้วงน้ำเขียว นอกจากนี้ยังมีอ่าวและชายหาดสวยๆ อีกหลายจุดเลยครับ ทีนี้เรามาดูกันว่าบนเกาะกูดจะมีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง ผมจะมาแนะนำ 12 จุดที่ไม่ควรพลาด หากมาเที่ยวเกาะกูดครับ



1. หาด 3 น้ำที่อ่าวคลองเจ้า









แนวหาดทรายขาวเนียนละเอียด สะอาด ทอดตัวยาวจากบนเกาะออกสู่ปากอ่าวคลองเจ้า หาดนี้พิเศษกว่าหาดอื่นๆ คือเป็นหาด 3 น้ำ คือที่หน้าหาดจะเป็นน้ำทะเล ที่ปลายสุดของหาด (ปากอ่าว) จะเป็นน้ำกร่อย และที่ด้านในถัดเข้ามาในพื้นที่เกาะจะเป็นน้ำจืดที่สวยใส เมื่อน้ำไหลลงมารวมกันกับน้ำทะเล มันทำให้น้ำใสราวกับกระจก นักท่องเที่ยวนิยมมาพายเรือคายัคกันเยอะเลยครับ 

พิกัดถ่ายภาพ : Away Resort






หากขี่มอเตอร์ไซด์ไปที่ต้นหาดก็เป็นอีกจุดที่สวยงาม และยังมีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายภาพคู่กับต้นมะพร้าวเอนสู่ทะเล ที่สำคัญไม่ใช่เอนแค่ต้นเดียว แต่ยังเป็นการเอนคู่กันของมะพร้าว 2 ต้น แถมยังมีชิงช้าให้โล้เล่นด้วย โดยสามารถขี่รถมอเตอร์ไซด์มาจอดไว้ที่ด้านข้างของ Tinker Bell Resort แล้วเดินไปตามชายหาดเรื่อยๆ จะเห็นต้นมะพร้าวคู่อยู่ช่วงกลางๆ ชายหาดครับ ส่วนช่วงเย็นๆ จะมีนักท่องเที่ยวมาจับจองที่นั่งบนชายหาดเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกกันเยอะเลยครับ แนะนำเลยว่าถ้ามาเกาะกูดแล้วไม่มากินลมชมวิวที่หาดคลองเจ้าถือว่าพลาดมากๆ

พิกัดถ่ายภาพ : Tinker Bell Resort

2. นอนเล่นรับลมที่อ่าวตุ่ม








A-Na-Lay Resort ตั้งอยู่ที่อ่าวตุ่ม อ่าวที่มีทั้งหาดหินและหาดทราย เป็นอ่าวที่เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก จากหาดหินจะมีทางเดินไม้ระแนงเรียบเลาะชายหาดไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังหาดทรายที่สะอาด มีทิวมะพร้าวยืนต้นล้อลมและมีชิงช้าให้แกว่งไกวพร้อมกับเอาเท้าสัมผัสคลื่นทะเล ที่อ่าวนี้มีเรือคายัคและบอร์ดยืนพายให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมด้วยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : A-Na-Lay Resort

3. สองบรรยากาศสุดแจ่มที่อ่าวบางเบ้า











เวิ้งอ่าวบางเบ้าเป็นที่ตั้งของ 4 รีสอร์ท (Koh Kood Rerort, The Beach Natural Resort, To The Sea Resort และ Siam Beach Resort) พื้นที่ของหาดทรายอาจจะไม่กว้างเท่าที่หาดคลองเจ้า แต่ความใสและความฟ้าครามของน้ำทะเลไม่ได้ด้อยไปกว่าหาดใดๆ เลย ที่อ่าวบางเบ้ามีสะพานที่ทอดยาวลงสู่ท้องทะเลถึง 4 จุด และที่อ่าวบางเบ้านี้เองมีหนึ่งจุดถ่ายภาพเก๋ๆ นั่นคือชิงช้าคู่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล บริเวณด้านหน้าหาดของ To The Sea Resort ครับ




อีกหนึ่งบรรยากาศที่ไม่อยากให้พลาดของอ่าวบางเบ้าคือช่วงพระอาทิตย์ตก การได้ไปนั่งชมพระอาทิตย์ตกตรงชิงช้าคู่ มันสุดแสนจะโรแมนติกเสียจริงๆ 

พิกัดถ่ายภาพ : To The Sea Resort

4. ไปนอนอาบแดดที่อ่าวตะเคียน



อ่าวตะเคียน อยู่ทางตอนใต้ของเกาะกูด เป็นอ่าวที่ค่อนข้างเงียบสงบ นักท่องเที่ยวน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ชายหาดด้านหน้า Cham’s House มีก้อนหินน้อยใหญ่กระจายอยู่โดยรอบและยังมีชิงช้ารังนกหวายแกว่งไกวรับลมทะเลอยู่ใต้ต้นสนด้วยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : น้ำ หิน ทราย

5. อ่าวพร้าว



อ่าวพร้าว อยู่ทางใต้สุดของเกาะกูด นับเป็นชาดหาดสุดท้ายของเกาะกูดที่เงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัว ชายหาดทอดตัวเป็นแนวยาว เหมาะแก่การเล่นน้ำ บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยทิวมะพร้าวริมชายหาด มีสะพานไม้ยื่นลงไปในทะเลด้วยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : อ่าวพร้าวซันชายน์

6. น้ำใส ทรายขาว ที่อ่าวตะเภา





อ่าวตะเภาอยู่ทางตอนกลางของเกาะกูด นับเป็นอีกหนึ่งชายหาดที่สวยมากๆ ความยาวของชายหาดสีขาวสะอาดตัดกับสีฟ้าครามของน้ำทะเล ตลอดชายหาดร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว ช่วงเย็นสามารถมาชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวตะเภาได้เช่นกัน ทางด้านขวาสุดของหาดมองเห็นสะพานน้ำลึก สามารถมาถ่ายภาพช่วงพระอาทิตย์ตกโดยใช้สะพานน้ำลึกเป็นฉากหน้า ก็คงจะสวยไม่ใช่น้อยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : Sea Far Resort, ท่าเรือน้ำลึก

7. อ่าวคลองยายกี๋




อ่าวคลองยายกี๋เป็นโค้งอ่าวที่มีชายหาดประมาณ 500 เมตร มีทิวมะพร้าวเป็นฉากหลัง มีลานหินซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเกาะแรดอยู่ริบๆ ครับ

พิกัดถ่ายภาพ :  Koh Kood Beach Resort

8. ไปไหว้พระที่อ่าวสลัด







อ่าวสลัดเป็นอ่าวที่ไม่มีชายหาด จะเรียกเป็นประตูหน้าด่านก็คงไม่ผิดนัก เพราะนักท่องเที่ยวที่ข้ามฝั่งมาจากแหลมศอกส่วนใหญ่แล้วจะมาขึ้นเรือที่อ่าวสลัดนี้ ที่อ่าวสลัดเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์อ่าวสลัด นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวมุมสูงบนหอระฆังของทางวัดได้ นอกจากนี้บริเวณท่าเรือยังมีร้านอาหารทะเลและร้านขายของฝากประเภทอาหารทะเลแห้งจำหน่ายด้วย 

พิกัดถ่ายภาพ : สำนักงสงฆ์อ่าวสลัด

9. ไปตามรอยเสด็จที่น้ำตกคลองเจ้า





น้ำตกคลองเจ้าเป็นน้ำตกประวัติศาสตร์ของชาวเกาะกูด เป็นน้ำตกขนาดกลาง สายน้ำจะตกจากผาสูงประมาณ 10 เมตรลงสู่แอ่งน้ำที่กว้างและลึก ในช่วงฤดูฝนที่นี่น่าจะน้ำเยอะเพราะเห็นมีป้ายเตือนให้นักท่องเที่ยวสวมเสื้อชูชีพก่อนเล่นน้ำด้วย ร.5 และ ร.6 ท่านเคยเสด็จประพาสที่น้ำตกคลองเจ้าด้วย และ ร.6 ยังทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “วปร” และทรงได้พระราชทานนามน้ำตกแห่งนี้ว่า “น้ำตกอนัมก๊ก” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ “องค์เชียงสือ” กษัตริย์ญวน ด้วยครับ การเดินทางมาเที่ยวก็ไม่ยาก จากจุดจอดรถเดินเท้ากันต่อสักประมาณ 400 เมตร เส้นทางเป็นทางราบ เดินสบายๆ แต่ช่วงใกล้ๆ ที่จะถึงตัวน้ำตกจะต้องเดินบนโขดหินกันเล็กน้อยครับ

พิกัดถ่ายภาพ : น้ำตกคลองเจ้า

10. ไปเล่นน้ำจืดที่น้ำตกคลองยายกี๋



น้ำตกคลองยายกี๋เป็นน้ำตกขนาดกลาง ช่วงที่ผมไป ถึงแม้จะเป็นฤดูแล้งแต่ก็ยังพอมีสายน้ำไว้ให้นักท่องเที่ยวใช้คลายร้อนอยู่บ้าง เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่ลงเล่นน้ำคลายร้อนกัน จากจุดจอดรถต้องเดินเท้ากันเล็กน้อย สภาพเส้นทางบางช่วงเป็นทางลาดชัน แต่ไม่ถึงกับอันตรายอะไร

พิกัดถ่ายภาพ : น้ำตกคลองยายกี๋

11. ธรรมชาติรังสรรค์ที่เขาเรือรบ



บนเกาะกูดยังมีประติมากรรมทางธรรมชาติที่รังสรรค์ให้ภูเขาหินมีลักษณะคล้ายหัวเรือรบสองลำจอดเคียงคู่กัน จนชาวเกาะกูดให้สมญานามกับเขาลูกนี้ว่า “เขาเรือรบ” ด้านบนเขาบริเวณหัวเรือ มีพระบรมราชานุสาวรีย์เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ ให้นักท่องเที่ยวได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย การเดินทางก็ไม่ลำบาก จากจุดจอดรถเดินเท้าประมาณ 150 เมตรก็ถึงแล้วครับ

พิกัดถ่ายภาพ : เขาเรือรบ

12. ไปลุยผืนป่า ตามหาต้นไทรใหญ่และต้นมะค่ายักษ์ 500 ปี
เกาะกูด นอกจากจะมีชายหาดที่งดงามแล้ว บนเกาะยังคงความสมบูรณ์ของป่าไม้อยู่มาก สองข้างทางที่จะไปยังน้ำตกห้วงน้ำเขียวปกคลุมไปด้วยป่าใหญ่ที่ดูรกชัฏ จากที่ขี่มอเตอร์ไซด์ร้อนๆ มา พอเข้าพื้นที่ป่ารับรู้ได้ถึงความสดชื่น และในป่าดิบนี้เองมีต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นที่น่าสนใจ นั่นคือต้นไทรใหญ่และต้นมะค่ายักษ์ 500 ปี ทั้งสองแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอยู่คู่กับผืนป่าบนเกาะกูดมานานแสนนาน

เส้นทางที่จะมายังต้นไทรใหญ่และต้นมะค่ายักษ์ ใช้เส้นทางเดียวกัน ระยะทางไกลพอสมควร เมื่อขี่รถมอเตอร์ไซด์มาเรื่อยๆ จะเห็นป้ายเลี้ยวขวาเพื่อไปยังต้นไทรใหญ่ เลี้ยวรถเข้าไปไม่ไกลก็จะถึงจุดจอดรถ จากนั้นเดินต่ออีกนิดเดียว สามารถมองเห็นต้นไทรใหญ่จากจุดจอดรถได้เลย

ต้นไทรใหญ่ตั้งตระหง่านอวดยอดชูสูงเฉียดฟ้า จนต้องแหงนหน้ามองคอตั้งบ่ากันเลยทีเดียว ส่วนที่โคนต้นมี “พูพอน” แผ่ออกมาราวกับปีกที่กางออก พูพอนเหล่านี้เป็นส่วนค้ำยันลำต้นไม่ให้โค่นล้มง่ายยามเผชิญกับลมพายุ แถมยังช่วยดูดซึมอาหารแร่ธาตุต่างๆ ไว้หล่อเลี้ยงลำต้นอีกด้วย


จากต้นไทรใหญ่ ขี่มอเตอร์ไซด์ต่ออีกสักเล็กน้อยจนเห็นป้ายชี้บอกว่าถึงต้นมะค่ายักษ์ 500 ปีแล้ว ก็จอดรถไว้ข้างถนนได้เลย จากจุดจอดรถสามารถมองเห็นต้นมะค่ายักษ์ได้เลย ลำต้นของต้นมะค่ายักษ์ดูอวบอิ่มกว่าต้นไทรหลายเท่านัก เมื่อผมเข้าไปยืนใกล้ๆ แล้วดูตัวเล็กเพียงนิดเดียว

พิกัดถ่ายภาพ : ต้นไทรใหญ่ และ ต้นมะค่ายักษ์ 500 ปี 

ไปนั่งพักให้หายเหนื่อย จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ Good View Café





ขี่มอเตอร์ไซด์กันจนรอบเกาะแล้ว ขอมาแวะเติมพลังกันที่ Good View  Café ก่อนครับ Good View Café จะอยู่ตรงช่วงระหว่าง  Tinker Bell Resort-ทางแยกเข้าเขาเรือรบ เส้นทางที่จะเข้าไปยัง Good View Café จะสูงชันเล็กน้อย 

ต้องบอกเลยว่า Good View Café วิวดีสมชื่อครับ สามารถมองเห็นหาดคลองเจ้าได้ทั้งหาดเลย น้ำมะพร้าวปั่น น้ำส้มปั่น แก้วละ 80 บาท เค๊กมะพร้าวชิ้นละ 60 บาท กินแล้วเรียกความสดชื่นกลับมาได้เยอะเลย ถือว่าเป็น Afternoon Juice ที่คุ้มค่ามากๆ 

จริงๆ มีอีกหนึ่งร้านที่อยากจะแนะนำ นั่นคือ View Point Café ร้านนี้ก็บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย อยู่ใกล้ๆ กับ Away Resort เสียดายที่ผมไปตอนที่ทางร้านหยุดพักพอดี พอจะกลับไปใช้บริการอีกทีฝนก็ดันตกซะ เลยอดไปชมบรรยากาศในร้านเลยครับ

ไปดูที่พักกันบ้างครับ เนื่องจากผมไปเที่ยวช่วง long weekend ซ้ำร้ายยังตัดสินใจจองที่พักช้า ทำให้ตัวเลือกที่พักใน Agoda เหลือน้อยมาก ที่พักที่เหลือถ้าไม่แพงหลักหมื่นก็พอจะมีหลักร้อยปลายๆ แต่ดูสภาพที่พักหลักร้อยปลายๆ แล้ว คงไม่ไหวที่จะพัก แต่หนึ่งในนั้นก็ยังมี “บ้านกรกานต์รีสอร์ท” ที่ดูจะเหมาะกับเงินในกระเป๋าผมมากที่สุดแล้ว ตอนแรกดูจากภาพถ่ายแล้วก็ยังแอบคิดว่า สภาพห้องพักเป็นกระต๊อบไม้ไผ่ผมจะนอนได้ไหม จะร้อนจนตับแลบจนต้องออกมานอนนอกห้องไหม เวลาเดินในห้องพัก ห้องพักมันจะรับน้ำหนักผมไหวไหม สารพัดคำถามในใจมากมาย แต่ด้วยความอยากที่จะไปเกาะกูด ก็เลยกดจองห้องพักแบบจะเรียกว่าโดนมัดมือชกก็คงไม่ผิดนักครับ

วันก่อนที่จะเดินทางข้ามมาเกาะกูด ผมได้โทรสอบถามกับทางที่พักเรื่องท่าเรือที่จะขึ้นที่เกาะกูด น้องพนักงานผู้ชายบอกให้มาขึ้นเรือที่ท่าของสีฟ้ารีสอร์ท แล้วเขาจะเอารถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างไปรับ ผมฟังน้ำเสียงจับได้ถึงความกระตือรือร้นของน้องพนักงาน  


ที่พักของบ้านกรกานต์รีสอร์ทค่อนข้างเรียบง่าย มีอยู่เพียง 5 หลัง บรรยากาศอยู่ในสวนป่า นี่ถ้าหากเป็นสวนผลไม้ผมว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ดีเลย Lobby เล็กๆ ที่เมื่อได้เข้ามานั่งพักกลับรู้สึกสบายๆ 






ไปดูห้องพักของผมกัน ห้องพักเป็นแบบบ้านน็อคดาวน์ ทีแรกผมคิดว่าเวลาผมเดิน บ้านคงจะสั่นไปทั้งหลัง แต่เปล่าเลย สภาพความแข็งแรงจัดว่าดีทีเดียว ด้านหน้าสุดมีระเบียงให้นั่งเล่น พร้อมที่ตากเสื้อผ้า ด้านในอาจจะดูคับแคบไปสักนิด เวลากางกระเป๋าเดินทางแล้วแทบไม่มีที่เดิน ต้องผลัดกันกางกระเป๋าทีละใบ แต่ที่โอเคสุดๆ เห็นจะเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกถือว่าใหม่และครบครันเลยครับ ทั้งทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าชม จานชาม กาต้มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ ที่เปิดแป๊บเดียวเย็นฉ่ำไปทั้งห้อง จนผมไม่อยากจะออกไปไหนอีกเลย ต้องบอกเลยว่าถึงแม้ห้องพักจะเล็ก แต่ก็เล็กพริกขี้หนูจริงๆ







บรรยากาศของทุกห้องจะมีสวนหย่อมเล็กๆ อยู่รอบห้องพัก และยังมีศาลาให้ได้ออกมานั่งเล่นด้วย แต่บรรยากาศกลางป่าอาจไม่ค่อยเหมาะกับการมานั่งเล่นช่วงค่ำๆ สักเท่าไร เพราะยุงค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว






ช่วงเช้าทางรีสอร์ทมีบริการอาหารเช้าด้วย คุณภาพมาแบบจัดเต็ม อาหารจานหลักจะจัดเป็นจานมาให้ วันแรกเป็น ABF วันที่สองเป็นข้าวผัดแฮม ส่วนขนมปัง ชา กาแฟ ผลไม้สด และน้ำผลไม้ (แบบกล่อง) ทานได้แบบไม่อั้น เรียกได้ว่าคุณภาพเด็ดเกินคาดหวังเลยครับ

อีกเรื่องที่ขอชื่นชม คือการให้บริการของน้องพนักงาน ถึงแม้น้องจะเป็นชาวเขมร (พูดไทยชัดมาก) แต่น้องก็ให้การดูแลแขกทุกคนเป็นอย่างดี แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ เวลาที่ร้องขออะไร น้องสามารถจัดการได้ทั้งหมดครับ

ภายในรีสอร์ทมีรถมอเตอร์ไซด์ให้เช่าด้วยนะครับ สามารถติดต่อที่น้องพนักงานได้เลย ค่าเช่าวันละ 250 บาท/วันครับ 


ถึงแม้ว่ารีสอร์ทจะไม่อยู่ติดชายหาด หนำซ้ำยังอยู่กลางป่า ไม่มีป้ายชื่อรีสอร์ท ถนนทางเข้ารีสอร์ทอาจจะลำบากเล็กน้อย แต่ในเรื่องทำเลที่ตั้งผมว่าเหมาะมากๆ เพราะอยู่ใจกลางเกาะ อยู่ใกล้ศูนย์ราชการอย่างโรงพยาบาล สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอเกาะกูด จะไปไหนมาไหนก็สะดวก และที่สำคัญอยู่ใกล้แหล่งของกินด้วย ผมได้มาฝากท้องที่ร้านอาหารด้านหน้าที่ว่าการอำเภอตลอด 3 มื้อที่อยู่ที่เกาะกูด ร้านนี้ราคาไม่แพง อาหารจานเดียวราคาพื้นฐานอยู่ที่ 50 บาท ถ้าจะสั่งอะไรพิสดารหน่อย ราคาก็ปรับขึ้นไม่มาก 10-20 บาท ปริมาณอาหารให้เยอะ และมีน้ำดื่มบริการให้ลูกค้าฟรีด้วยครับ

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักริมชายหาดแต่สู้ราคาไม่ไหว เลยจะหาที่พักแค่อาศัยหลับนอน ผมขอแนะนำที่บ้านกรกานต์รีสอร์ทครับ ราคาไม่แพง แต่คุณภาพเกินที่อาศัยหลับนอน แขกส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งครับ ตอนที่ผมช่องช่วง Long Weekend ราคาที่นี่อยู่ที่ 1,186 บาทครับ

ถึงเวลาที่ต้องอำลาเกาะกูดแล้ว ผมจองเรือรอบ 12.00 น. กับ บ.บุญศิริเฟอร์รี่ไว้ ช่วงเช้าก่อน Check out แนะนำว่าให้แจ้งกับพนักงานรีสอร์ทว่าเราจะออกเดินทางกลับเข้าฝั่งด้วยเรือของบริษัทอะไร รอบกี่โมง พนักงานรีสอร์ทจะโทรประสานกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทเรือให้เราอีกที จากนั้นบริษัทเดินเรือจะส่งรถสองแถวมารับเราที่ด้านหน้ารีสอร์ทเพื่อไปส่งยังท่าเรือ(บริการฟรี) อย่างผมจองเรือรอบ 12.00 น. ไว้ รถสองแถวจะวนมารับที่ด้านหน้ารีสอร์ทประมาณ 11.15 น. ครับ เรือใช้เวลาแล่นประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็มาส่งที่ท่าเรือแหลมศอกครับ 

รถลากของบุญศิริเฟอร์รี่จอดรออยู่ที่ท่าเรือ หลังจากที่ขนสัมภาระจากเรือขึ้นมาแล้ว ก็นั่งรถลากกลับไปยัง Lobby ครับ จากนั้นก็ติดต่อที่เคาเตอร์เพื่อชำระค่าที่จอดรถ ทางพนักงานจะสอบถามว่าเราจอดรถไว้กี่คืน จากนั้นก็ชำระค่าจอดรถ (คืนละ 50 บาท) พนักงานจะฉีกตั๋วใบเล็กๆ เพื่อใช้แทนใบเสร็จ เอาไว้ให้เราไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่บริเวณประตูทางออกครับ

หากใครยังไม่รีบเดินทางกลับ หลังจากที่ขึ้นเรือแล้วจะยังพอมีเวลาเหลืออีกราวๆ ครึ่งวัน ผมแนะนำว่าให้ไปเที่ยวต่อครับ ไหนๆ มาถึงตราดทั้งทีต้องเที่ยวให้คุ้ม จุดหมายต่อไปผมมุ่งหน้าสู่บ้านท่าระแนะครับ


แล้วบ้านท่าระแนะคืออะไร ฟังชื่ออาจจะดูแปลกๆ “บ้านท่าระแนะ” เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ผืนป่าชายเลน ที่มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ อายุกว่า 100 ปี ซึ่งต้นไม้แต่ละต้นมีขนาดใหญ่ เป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านได้อาศัยจับกุ้งหอยปูปลาจากป่าแห่งนี้มาใช้ยังชีพมากว่า 10 ปีแล้ว  จนป่าแห่งนี้กลายเป็นมหัศจรรย์ป่าชายเลน 1 ในสถานที่ท่องเที่ยว Unseen ของจังหวัดตราดเลยครับ

มาที่บ้านท่าระแนะแล้ว แนะนำให้ไปล่องเรือชมความมหัศจรรย์ของป่าชายเลนแห่งนี้ครับ




เรือลำไม่เล็กไม่ใหญ่ พาผมลัดเลาะไปตามคลองสายเล็กๆ ผ่าน 3 ป่า คือ ป่าโกงกาง ป่าจาก และมาสิ้นสุดที่ป่าตะบูน ให้ความรู้สึกเหมือนได้มาผจญภัยในแนว Little Amazon เลย บางจุดบางช่วงก็พาลจินตนาการไปต่างๆ นานา อย่างช่วงที่ผ่านศาลาท่าน้ำก็จินตนาการถึงหนังเรื่องแม่นาค “พี่รู้ไหม ฉันออกมารอพี่ที่ท่าน้ำทุกวันเลยนะ” มันให้ Feeling แบบนั้นจริงๆ ครับ

ระหว่างเส้นทาง ผ่านต้นตะบูนยักษ์อายุ 100 กว่าปี



นั่งเรือประมาณ 10 นาที เรือก็มาจอดที่ท่าเทียบเรือธรรมชาติ ผมว่าท่าเรือนี้เป็นท่าเทียบเรือที่แปลกตาที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา






และความมหัศจรรย์ของป่าชายเลนบ้านท่าระแนะอยู่ที่ลานตะบูนแห่งนี้ครับ รากของตะบูนที่พันเกี่ยวแผ่ขยายไปทั่วพื้นที่กว่า 3 ไร่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมผืนป่าชายเลนบนรากต้นตะบูนได้แบบสบายๆ เพราะรากของต้นตะบูนมีความแข็งแรงสูงครับ




เมื่อมาที่ลานตะบูนแล้ว ผมไม่อยากให้พลาดกิจกรรมเด็ดๆ ที่ชาวบ้านแห่งนี้ได้ร่วมกันคิดกันทำ นั่นคือการโยนโบว์ลิ่งด้วยลูกตะบูน นับว่าเป็นลานโบว์ลิ่งที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่เคยพบเจอครับ



ผมใช้เวลาอยู่ที่ลานตะบูนกว่าครึ่งชั่วโมง จากนั้นเรือก็พาล่องไปตามคลองสายเล็กๆ ออกสู่ปากอ่าว ช่วงเช้าๆ ที่ปากอ่าวแห่งนี้จะมีเหยี่ยวออกบินหากินเป็นจำนวนมาก ผมมาช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว แต่ก็ยังพอจะเห็นเหยี่ยวออกบินหากินอยู่บ้างครับ

สำหรับค่าบริการล่องเรือชมความมหัศจรรย์ของป่าชายเลนบ้านท่าระแนะ มีค่าบริการคนละ 100 บาท โดยเรือ 1 ลำ นั่งได้ 10 คน แต่ถ้าหากว่ามาเพียง 1-2 คน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ล่องเรือนะครับ เราสามารถใช้ราคาเหมาได้ ในราคาลำละ 300 บาท (ราคา 300 บาทใช้เฉพาะกรณีเดินทางไม่ถึง 3 คนเท่านั้น) หากมีข้อสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ที่ คุณสายชล สุเนตร โทร 081-1616694 ครับ



จริงๆ แล้วที่บ้านท่าระแนะยังมีอีกหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่นการเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางที่จัดไว้ให้ การขึ้นไปดูหอชมวิวป่าชายเลน การทำสปาเจ๊ก การชิมชาร้อยรู หรือจะลองชิมทองม้วนที่ทำจากใบโกงกาง ชมการสาธิตทำผ้ามัดย้อมจากลูกตะบูน เสียดายที่ผมมีเวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน เพราะยังมีอีก 2 โปรแกรมที่ผมวางแผนไว้ครับ

ผมอดทนหิ้วท้องมาตั้งแต่ช่วงเที่ยง ก็เพื่อสิ่งนี้ครับ อาหารมื้อเที่ยงในช่วง 16.00 น. ที่ร้านบ้านทิวธารา

ร้านอาหารบ้านทิวธารา อยู่ใน ต.หนองโสน อ.เมือง ร้านนี้เป็นร้านชื่อดังของจังหวัดตราดครับ สังเกตได้เลยว่าคนมาใช้บริการเยอะมาก มากจนทางร้านต้องมาเช่าที่จอดรถเพื่อรองรับแขกที่มาใช้บริการกับทางร้านกันเลยทีเดียว 



ซอยที่เข้าไปยังร้านทิวธาราค่อนข้างแคบ ทำให้ไม่สะดวกต่อการจอดรถ แต่ชาวบ้านแถวๆ ร้านจะเตรียมพื้นที่ให้ลูกค้าของร้านทิวธาราเข้ามาจอดรถในบ้านของพวกเขา ซึ่งจะมีค่าบริการจอดรถด้วย แต่ผมแนะนำว่าก่อนที่จะถึงตัวร้าน ทางร้านจะเช่าพื้นที่จอดรถไว้ให้กับลูกค้าซึ่งอยู่ด้านขวามือ มีป้ายบอกชัดเจน เมื่อจอดรถเรียบร้อยทางร้านจะมีรถรับส่งจากลานจอดรถไปถึงร้านอาหารครับ ใช้เวลารอรถไม่นาน ที่สำคัญ ฟรีทั้งค่าจอดรถและรถรับ-ส่งครับ





ร้านทิวธาราเป็นร้านอาหารริมน้ำในบรรยากาศป่าชายเลน อาหารมีเมนูให้เลือกมากมาย ส่วนใหญ่เน้นอาหารทะเลที่มีความสดใหม่ครับ 

มื้อนี้ผมได้ปูนึ่งขนาด 4 ตัว ครึ่งกิโลกรัม ในราคา 325 บาท ทางร้านจะทุบก้ามปูมาให้ จึงสะดวกต่อการแกะทาน ปูสดทำให้เนื้อปูมีความหวาน น้ำจิ้มรสชาติจัดจ้านเลยทีเดียว

ตามมาด้วยหมึกไข่นึ่งมะนาว หมึกตัวโตๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับปากปลาหมึก เคี้ยวแล้วหนึบๆ ดีครับ อร่อยเชียวแหล่ะ เมนูนี้ 200 บาทครับ

ต่อด้วยน้ำพริกไข่ปู ที่รสชาติจัดจ้าน ตัดความจัดจ้านด้วยผักสดเข้ากันสุดๆ เมนูนี้ 250 บาทครับ


ปิดท้ายด้วยข้าวผัดมันปู ทีแรกนึกว่าจะเป็นข้าวผัดแนวจืดๆ เค็มๆ ที่ไหนได้รสชาติเปรี้ยวจัดจ้านโดยไม่ต้องใส่พริกน้ำปลาเลยครับ อร่อยมาก เมนูนี้ 100 บาท

ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียวสำหรับการหิ้วท้องมาทานอาหารอร่อยๆ ที่ร้านนี้ ร้านทิวธาราเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. จนถึง 22.00 น. โดยครัวจะปิดในเวลา 20.00 น. ครับ

ก่อนอำลาเมืองตราด ผมมาขอวัดใจตัวเองด้วยการขึ้นสะพานวัดใจที่บ้านน้ำเชี่ยวครับ


สะพานวัดใจ ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวครับ



และสิ่งนี้แหล่ะคือสิ่งที่ผมต้องการมาวัดใจตัวเอง กับสะพานโค้งรูปดวงตา ช่วงที่ผมมาถึง น้ำนิ่งจนเห็นเงาสะท้อนน้ำเหมือนภาพที่สะท้อนจากกระจกเลยครับ ด้วยความโค้งขนาดนั้น ดูก็หวั่นๆ ใจอยู่บ้าง แต่พอได้เดินขึ้นไปด้านบนสะพานก็ไม่ค่อยรู้สึกหวาดเสียวอะไรสักเท่าไรครับ




บ้านน้ำเชี่ยวเป็นจุดท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม บ้านน้ำเชี่ยวได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP Village Champion รวมถึงรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้วยนะครับ พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านบางน้ำเชี่ยวจะอยู่ติดกับทะเล ป่าชายเลนก็ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน โดยมีต้นน้ำอยู่ที่เขาวังปลา พื้นที่รอยต่อของอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองตราด เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำในคลองจะไหลเชี่ยวมาก จนชาวบ้านเรียกว่า “คลองน้ำเชี่ยว” ไหลผ่านกลางหมู่บ้านน้ำเชี่ยวลงสู่ทะเลอ่าวไทย ชาวบ้านใช้คลองเส้นนี้เป็นเส้นทางออกสู่ทะเลเพื่อทำการประมงครับ


ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนิ นิเล่าว่าที่บ้านน้ำเชี่ยวเป็นชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม เดิมชาวบ้านที่นี่เป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ต่อมาก็มีชาวจีนได้ล่องเรือสำเภามาขายสินค้าที่ท่าเรือบ้านน้ำเชี่ยวและได้ตั้งรกรากจนชาวบ้านส่วนหนึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ต่อมาในสมัย ร.3 ได้มีชาวอิสลามอพยพหนีสงครามมาจากเขมรและได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองน้ำเชี่ยวเช่นกัน จากนั้นก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากวันนั้นจนถึงวันนี้พี่น้องสองศาสนาก็อยู่ร่วมกันอย่างปรองดองครับ

นิเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า ที่บ้านน้ำเชี่ยวยังมีมัสยิดอัลกุบรอ ซึ่งเป็นมัสยิดแห่งแรกของภาคตะวันออก นอกจากนี้ยังมีวัดอินทาราม ซึ่งเป็นวัดที่ ร.5 เคยเสด็จมาประทับแรม 1 คืน (ร.5 ทรงเสด็จฯ มาที่จังหวัดตราด 12 ครั้ง และ 1 ใน 12 ครั้งทรงประทับแรมที่วัดอินทาราม) และจะมีศาลเจ้าพ่อเซ็งจุ้ยโจ้วซือ หรือศาลเจ้าพ่อน้ำเชี่ยว ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยเชื้อสายจีนในตำบลน้ำเชี่ยว เรียกว่า 3 วัฒนธรรมจริงๆ ครับ



นิโฆษณาต่อเลยว่า ทุกเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือน บริเวณบ้านน้ำเชี่ยวจะเปิดเป็นตลาดประชารัฐ จะมีของพื้นบ้านขายมากมาย เสียดายผมไปถึงช่วงเย็น ตลาดเลยวายหมดแล้วครับ นิยังฝากถึงผู้ที่สนใจต้องการมาสัมผัสชีวิตชาวบ้านน้ำเชี่ยวแบบใกล้ชิด ก็สามารถมาพักแบบโฮมเสตย์ได้นะครับ เป็นแบบแพคเกจ 2 วัน 1 คืน ในราคา 990 บาท/คน (ราคาสำหรับ 4 คนขึ้นไป) แต่ถ้าคนน้อยกว่านี้ จะบวกเพิ่มคนละ 200 บาท ในแพคเกจประกอบด้วย พักค้างแรม 1 คืน อาหารทะเล 3 มื้อ พร้อมกิจกรรม 3 อย่าง ล่องเรือไปงมหอยปากเป็ด, ทำขนมพื้นบ้านอย่างตังเมกรอบ ข้าวเกรียบยาหน้า และกิจกรรมสุดท้ายคือทำงอบใบจากซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นี่ ทำงอบเสร็จสามารถนำกลับไปเป็นที่ระลึกได้เลยครับ ฟังดูแล้วน่าสนใจมากๆ ครับ 

เล่าเสร็จ นิก็เชื้อเชิญให้ผมและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ได้ลองมาทำกิจกรรมเล็กๆ กับนิด้วยการทำข้าวเกรียบยาหน้าครับ ข้าวเกรียบยาหน้าเป็นการดัดแปลงวัตถุดิบที่มีมากในชุมชน คือ มะพร้าว และกุ้ง ให้กลายเป็นขนม โดยมีส่วนผสมของน้ำตาลอ้อย มะพร้าว กุ้ง และแผ่นแป้ง ส่วนประกอบหลักๆ จะมี “แผ่นแป้ง” ที่มีส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน จากนั้นนำไปตากแดด ก่อนจะทานก็จะนำมาย่างบนเตาถ่านจนแผ่นแป้งสุก และอีกส่วนประกอบหนึ่งก็คือ “ไส้” ซึ่งมีส่วนผสมของกุ้ง มะพร้าวขูด แครอท พริกไทย รากผักชี เกลือ ตำให้เข้ากันจนละเอียด เวลาจะทานก็ให้นำน้ำตาลอ้อยที่ผ่านการเคี่ยวแล้วจนมีลักษณะคล้ายคาราเมล มายาหรือทาบนแผ่นข้าวเกรียบที่ย่างสุก จากนั้นก็โรยไส้กุ้งและต้นหอมหั่นซอยเป็นอันเสร็จพิธี (การยา คือการทำให้วัตถุ 2 อย่างเชื่อมติดกันโดยมีตัวประสาน)

ชาวบ้านที่นี่ให้การต้อนรับดีมากๆ บ้างก็ยิ้มทักทาย บ้างก็ชวนพูดคุย อย่างโต๊ะกับกี ก็มานั่งสวีทวี๊ดวิ้วให้ใครต่อใครได้อิจฉาเล่นกัน



งอบจากใบจาก สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดตราดครับ ร้านนี้อยู่ติดถนนใหญ่ อยู่เยื้องๆ กับศาลเจ้าพ่อน้ำเชี่ยวครับ

สำหรับใครที่สนใจจะมาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านน้ำเชี่ยว รวมถึงมาวัดใจด้วยการข้ามสะพานวัดใจ สามารถมาจอดรถในซอยฝั่งตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อน้ำเชี่ยวได้เลย จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าไปในชุมชนอีกประมาณ 100 เมตรครับ

จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะแวะที่หาดทรายดำเป็นจุดสุดท้าย แต่เนื่องจากชาวบ้านที่บ้านน้ำเชี่ยวชวนคุยจนยากที่จะขอปลีกตัวออกมา เลยทำให้ผมต้องมาปิดโปรแกรมเที่ยวเมืองตราดเพียงเท่านี้ครับ

บ้านท่าระแนะ บ้านน้ำเชี่ยว และร้านทิวธารา เป็น 3 ของแถมที่ผมขอนำเสนอหากเพื่อนๆ เดินทางขึ้นจากเกาะหมากหรือเกาะกูดแล้ว ผมว่า 3 สถานที่นี้คงจะทำให้ทริปเมืองตราดของเพื่อนๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจครับ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางทริปนี้ ผมจะไม่บีบค่าใช้จ่ายให้ดูต่ำเพื่อใช้เรียกความน่าสนใจให้กับรีวิว เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นบนเกาะอยู่ที่รสนิยมการกิน การพักของเพื่อนๆ แต่ละคน บางท่านเลือกที่จะกินดีพักหรู ซื้อความสะดวกสบาย ความฟู่ฟ่าให้กับตัวเอง บางท่านอาจเลือกประหยัดที่จะกินที่จะพักเพื่อเอาเงินส่วนต่างไปลงกับการท่องเที่ยวยังจุดต่างๆ เอาเป็นว่าผมจะสรุปค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ที่ยังไงทุกคนก็ต้องควักเงินจ่ายเมื่อข้ามมายังเกาะทั้งสองครับ

และแน่นอนที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ บนเกาะทั้งสองจะมีราคาสูง เนื่องจากร้านค้าก็ต้องบวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไป เช่นค่าน้ำดื่ม หากซื้อในรีสอร์ท ขวดเล็กราคา 20 บาท ขวดใหญ่ 50 บาท แต่ถ้าหากซื้อตามร้านขายของด้านนอกรีสอร์ท น้ำดื่มขวดใหญ่ราคาเพียง 20 บาท (ซึ่งจริงๆ แล้วราคาก็พอรับได้) เอาเป็นว่าถ้าหากใครอยากได้ของถูก ก่อนที่จะข้ามไปเกาะ อาจจะหาซื้อน้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยวมาจาก 7-11 แล้วค่อยขนข้ามเกาะกันเอง มีกำลังหิ้วเท่าไรก็ตามกำลังเลยครับ แบบนั้นได้ของถูกแน่นอน

ตลอด 5 วันที่ผมได้มาสัมผัสกับบรรยากาศทั้ง 2 เกาะ บอกเลยว่าทะเลแต่ละวันมีความสวยงามไม่เท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของท้องฟ้าว่าเปิดหรือไม่ มีแดดแรงหรือไม่ ถ้าวันไหนฟ้าเปิด แดดยิ่งแรง ทะเลจะยิ่งสวย ความเข้มของสีฟ้าครามของน้ำทะเลจะเข้มมาก แต่ถ้าวันไหนฟ้าปิด แดดน้อย ความเข้มของสีฟ้าครามของน้ำทะเลก็จะจางหายไปครับ

ผมมีเวลาที่ได้สัมผัสเกาะหมากและเกาะกูด ประมาณเกาะละ 2 วันเต็มๆ พอที่จะได้เห็นถึงข้อแตกต่างของทั้งสองเกาะอยู่บ้าง ผมเลยจะขอมาเปรียบเทียบข้อแตกต่างของทั้ง 2 เกาะ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ แต่บอกไว้ก่อนว่า บทสรุปที่ผมเขียนขึ้นมานั้น คือความคิดเห็นส่วนตัวจากสิ่งที่ผมได้สัมผัสมาด้วยตัวเองล้วนๆ นะครับ 

1. ความใสของน้ำทะเล
ความใสของน้ำทะเลของทั้งเกาะกูดและเกาะหมากข่มกันไม่ลงจริงๆ 

2. ความสะอาดของหาดทราย
เกาะกูด : หาดทรายขาว สะอาด ทอดตัวยาว เหมาะกับการลงเล่นน้ำเป็นอย่างมาก
เกาะหมาก : สีของทรายขาวสู้เกาะกูดไม่ได้ หาดทรายบางจุดมีเศษขยะที่ถูกพัดมาจากคลื่นมาติดที่ชายหาด แถวชายหาดมีริ้นทะเล

3.เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน
เกาะกูด : เป็นเกาะที่มีความเจริญมากกว่าเกาะหมาก สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครันกว่า ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เกาะกูดเยอะกว่าเกาะหมากมาก เลยอาจจะดูพลุกพล่านไปบ้าง
เกาะหมาก : ยังคงสภาพแวดล้อมความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม เงียบสงบ และยังคงรักษาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นไว้ได้ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่เน้นความสะดวกสบาย ชาวเกาะหมากยังคงวิถีชีวิตแบบเดิมๆ มีความ Slow life ค่อนข้างสูง บนเกาะหมากไม่สนับสนุนให้เปิดสถานเริงรมย์ยามค่ำ เช่น ผับ บาร์ ร้านเหล้า ลานเบียร์ ที่นี่จึงเหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก

4. ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว
เกาะกูด : มีทั้งชายหาด น้ำตก จุดชมวิว
เกาะหมาก : เน้นชายหาด

5. มุมถ่ายภาพ
เกาะกูด : เกาะกูดมีมุมถ่ายภาพสวยๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น มะพร้าวเอนลู่สู่ทะเล  รีสอร์ทหลายๆ แห่งพยายามสร้างจุดขาย เช่น สะพานที่ทอดยาวลงสู่ทะเล, ชิงช้ากลางทะเล และด้วยความสวยใสของชายหาดขาว ทำให้ถ่ายภาพยังไงก็สวย
เกาะหมาก : มุมถ่ายภาพส่วนใหญ่เป็นภาพริมชายหาดเสียเป็นส่วนใหญ่ มีสะพานไม้ทอดยาวลงสู่ทะเลอยู่บ้าง    

6. ตัวเลือกด้านที่พัก
เกาะกูด : เกาะกูดเจริญกว่าเกาะหมาก นักท่องเที่ยวมาเที่ยวค่อนข้างเยอะ ทำให้มีรีสอร์ทมากพอสมควร รีสอร์ทมีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่รีสอร์ทระดับ 2-5 ดาว ราคาหลักร้อยปลายๆ ยันเหยียบๆ หลักแสน มีทั้งแบบริมทะเลและแบบสวนป่า สามารถเลือกเข้าพักได้ตามความต้องการของเราได้เลย
เกาะหมาก : ที่พักยังมีให้เลือกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเกาะกูด มีให้เลือกตั้งแต่ระดับ 2-5 ดาว แต่โรงแรมระดับ 4-5 ดาวอาจจะมีให้เลือกน้อยหน่อย โดยรวมแล้วราคาของที่พักที่เกาะหมากจะย่อมเยากว่าที่เกาะกูด

เกาะหมาก เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวแบบ Low Carbon ผู้ประกอบการรีสอร์ท รวมถึงชาวบ้านร่วมกันลดใช้พลังงานไฟฟ้า เลือกใช้แผงโซลาเซลล์ในการผลิตไฟฟ้า เพิ่มแสงสว่างตามทางเดิน มีการสร้างเตาเผาขยะคุณภาพเยี่ยมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการคัดแยกขยะ ขยะสดจะนำมาหมักทำเป็นไบโอแก๊สและปุ๋ย รวมถึงมีการปลูกผักสลัด ผักสวนครัวรับประทานกันเองบนเกาะ ลดการขนส่งวัตถุดิบทางเรือ เน้นกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ขี่จักรยานชมวิถีชีวิตตามแหล่งชุมชนชาวเกาะหมาก    

“เกาะหมาก” หรือ “เกาะกูด” เกาะไหนสวยกว่ากัน คงจะตอบยาก แต่ถ้าคุณยังลังเลและยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีระหว่างเกาะหมากกับเกาะกูด ผมอยากให้คุณย้อนถามตัวเองก่อนว่าทริปที่คุณวางแผนจะไป คุณต้องการจะไปพักผ่อนแบบเงียบๆ ต้องการให้เวลากับตัวเอง  หรือว่าคุณต้องการเที่ยว ต้องการถ่ายรูป ผมว่าถ้าคุณตอบคำถามข้อนี้ได้ คุณน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจคุณแล้ว แต่ถ้าคุณยังตัดสินใจเลือกไม่ได้ เกิดอาการรักพี่เสียดายน้องเหมือนผม คุณก็คงต้องหาวันหยุดเพิ่มอีกสัก 2-3 วัน แล้วออกไปพิสูจน์ความงามของทั้ง 2 เกาะด้วยตัวของคุณเองครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น