India in my memories.. ราชาสถาน-อุตตรประเทศ 10 วัน 7 เมือง 4 มรดกโลก

14 พฤษภาคม 2562 | โดย ลุงเสื้อเขียว (440 เข้าชม)
แบ่งปัน:

“เจองูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน”

 

ผมว่าคำๆ นี้แหล่ะ ที่ทำให้หลายๆ คนคิดหนักเมื่อคิดที่จะมาเที่ยวอินเดีย อาจจะเพราะกลัวจะไม่ทันเล่ห์กล กลโกง กลัวจะเสียทีแขก แต่ผมขอบอกเลยว่า ถ้าหากคุณไม่มาพิสูจน์ด้วยตัวเอง คุณก็คงจะเข้าใจแบบนั้นไปโดยตลอด ผมว่าไม่ใช่แต่อินเดียหรอกครับ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามักจะขูดรีดนักท่องเที่ยว เมืองไทยเราเองก็มีข่าวแบบนี้ให้เห็นอยู่เสมอมา (ไม่ใช่เหรอ) แต่แปลกนะ ผมมาเที่ยวอินเดีย ครั้งนี้ครั้งที่สองแล้ว ทำไมผมไม่ยักเจอเหตุการณ์แย่ๆ ที่เกี่ยวกับคนอินเดีย ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง แต่กลับเจอน้ำใจของคนแขก ที่เรียกรอยยิ้มให้กับผมได้

แล้วผมไม่ขยาดเหรอ กับการมาอินเดียครั้งที่ 2 ตอบเลยว่า “ไม่” ครั้งแรกที่ผมมาเที่ยวอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.2553 ผมไปเที่ยวโซน เลห์ ลาดักห์ (https://pantip.com/topic/32865455) สารภาพเลยว่าไปเที่ยวครั้งนั้นไปพร้อมกับความกังวล เพราะคำกล่าวที่ว่า “เจองูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน”นี่แหล่ะ ยิ่งหาข้อมูลมากเท่าไรก็ยิ่งกังวล แต่เมื่อจบทริปนั้นกลับทำให้ผมลบล้างคำพูดฮิตติดตลกนั้นลงอย่างสิ้นเชิง จากวันนั้นจนถึงช่วงกลางปี 2561 หลังจากที่ผมกลับมาจากทริปนิวซีแลนด์ (https://pantip.com/topic/37755518) “เอ” ผู้จัดทริปนิวซีแลนด์ ได้เปิดโปรแกรมนำเที่ยวทริป “ราชาสถาน” และ “อุตตรประเทศ” ช่วงวันที่ 1-10 ธันวาคม 2561 เมื่อรู้เช่นนั้นผมจึงไม่รีรอ รีบสมัครเป็น 1 ในลูกทริปทันที

ราชาสถาน (Rajasthan) เป็น 1 ใน 29 รัฐของอินเดีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศ ราชาสถานอัดแน่นไปด้วยป้อมปราการ ปราสาท และราชวัง ที่มีสถาปัตยกรรมแบบราชปุตร ฮินดูแท้ๆ นับเป็นเส้นทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของอินเดียเลยทีเดียว สำหรับ อุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) เป็นรัฐที่อยู่บริเวณส่วนบนของประเทศ มีประชากรมากและหนาแน่นที่สุดในอินเดีย นับเป็นรัฐต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของฮินดู พุทธ และมุสลิมในอินเดียครับ

โปรแกรมการเดินทางคร่าวๆ ที่เอได้วางแผนไว้มีประมาณนี้ครับ

 

สำหรับการเดินทางในทริปนี้ มีทั้งการเหมารถเที่ยวและมีบินในประเทศด้วย

ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแล้ว เรามาออกเดินทางไปพร้อมๆ กัน มาดูกันว่าตลอด 10 วันที่ผมได้มาตามหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในอินเดียนั้น ผมได้พบเจออะไรบ้าง

วันที่ 1 : 30 พ.ย.61

 


ทริปนี้ผมเดินทางโดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG311 โดยออกเดินทางเวลา 23.25 น. ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งครับ

วันที่ 2 : 1 ธ.ค.61

ป้าม่วงพาผมมาส่งที่ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองเดลลี (Terminal 3) ราวๆ 02.30 น. (เวลาที่อินเดียช้ากว่าบ้านเราประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง) หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ออกมารอ Shuttle bus เพื่อไปยัง Terminal 1 ที่ช่องจอดรถที่ 10 เพราะเรามีต่อเครื่องไปยัง Jaisalmer การใช้บริการของ Shuttle Bus มีค่าบริการ 25 รูปีครับ

เมื่อเดินทางถึง Terminal 1 ดูเวลาแล้ว ยังพอมีเวลาเหลืออีกราวๆ 1 ชั่วโมง แต่ 1 ชั่วโมงคงจะออกไปไหนไม่ได้ มีทางเดียวที่ทำได้คือ เข้าไปนั่งรอในสนามบิน สำหรับการเข้าและออกในอาคารผู้โดยสาร ที่อินเดียเข้มงวดกว่าบ้านเราหลายเท่า ที่บ้านเราจะเดินเข้าเดินออกกี่รอบก็ได้ตามที่เราสบายใจ แต่ที่อินเดีย การเข้าไปด้านในอาคารผู้โดยสารจะต้องแสดง Booking และ Passport ต่อเจ้าหน้าที่ (Booking ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น หากเป็นภาษาไทยจะต้องติดต่อสายการบินเพื่อออก Booking ที่เป็นภาษาอังกฤษให้ใหม่) ดังนั้นผู้ที่ไม่ใช่ผู้โดยสารจะไม่สามารถเข้าไปด้านในอาคารผู้โดยสารได้เลย คือถ้าญาติจะมาส่ง ก็ส่งได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น เมื่อเข้ามาด้านในอาคารผู้โดยสารได้แล้ว ผมจัดแจงหาที่นั่งและเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางกันอีกครั้ง เนื่องจากว่ากระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องมาจากเมืองไทยสามารถทำน้ำหนักได้ถึง 30 กิโลกรัม แต่เมื่อมาใช้ Flight บินในประเทศ สามารถโหลดน้ำหนักกระเป๋าได้เพียง 15 กิโลกรัม กระเป๋าผมหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ก็จัดการโดยงอกเป้ใบเล็กออกมา แล้วนำเสบียงประเภทปลากระป๋องที่เตรียมมาในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มาใส่ไว้ในเป้ใบเล็ก แล้วใช้วิธีถือขึ้นเครื่องแทน ระหว่างนั้น เอ ได้เดินไปที่ดูที่บอร์ดเพื่อเช็คว่าจะสามารถทำการ Check in ได้หรือยัง การเดินทางไปยัง Jaisalmer เอเลือกใช้บริการของสายการบิน Spicejet ครับ (ค่าโดยสารที่จองตอนนั้น 4,440 รูปี) ตอนนี้บนบอร์ดมีหมายเลขเที่ยวบินของ Spicejet ที่จะบินไปยัง Jaisalmer ขึ้นแล้ว แต่แปลกที่หมายเลขเที่ยวบินมีตัวเลขที่ไม่เหมือนไฟล์ทที่ผมจะบินอยู่ 1 ตัวเลข เอเลยเข้าไปสอบถามพนักงานของสายการบินที่เคาเตอร์ Check in แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพนักงานแจ้งว่าไฟล์ทเราโดน Cancel ตอนนั้นไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยครับ แต่ในใจก็ยังมีความหวังอยู่เล็กๆ ว่าพนักงานจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เพราะตอนนี้บนบอร์ดก็แจ้งให้ทำการ Check in ได้แล้ว แต่พนักงานก็ยังคงยืนยันคำพูดเดิมคือ Cancel Flight และบอกว่าให้เราบินในวันถัดไป แต่เรารอไม่ได้เพราะทุกสิ่งอย่างทั้งรถเช่า และที่พัก ได้ถูกจองไว้หมดแล้ว พยายามต่อรองกับพนักงานแต่ดูเหมือนไม่เป็นผล พนักงานโบ้ยมาที่เจ้าหน้าที่อีกหนึ่งคน บอกให้เราตามเขาไป ไอ้เราก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยดำเนินการแก้ปัญหาให้ ดูเหมือนพนักงานคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขาพาพวกเรามาบริเวณประตูทางเข้าของอาคารผู้โดยสารที่พวกเราผ่านเข้ามา จากนั้นให้เราลงชื่อในสมุดอะไรสักอย่างและสอบถามเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราก็อธิบายว่าไฟล์ทเราโดนยกเลิก เขาก็จดบันทึกลงในสมุดเล่มนั้น จากนั้นก็ค่อยๆ ให้เราเดินออกไปด้านนอกของอาคารผู้โดยสารทีละคนจนครบ 8 คน แล้วบอกให้เราไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ออฟฟิสของสายการบิน ตอนนี้ถึงบ้างอ้อแล้ว ที่แท้เจ้าหน้าที่คนนั้นพยายามจะ Eject เราออกจากอาคารผู้โดยสารนั่นเอง!!

เรามายืนงงกันบริเวณออฟฟิสย่อยของสายการบิน จุดนั้นมีออฟฟิสย่อยตั้งอยู่หลายสายการบิน เราพยายามแก้ปัญหากันอยู่พักใหญ่จนเหมือนจะเจอทางออกแล้ว จนถึงกระบวนการที่จะต้องชำระเงิน จะใช้เงินสดจ่ายก็เกรงว่าเงินจะไม่พอใช้ตลอดทั้งทริป จะใช้บัตรเครดิตรูดแต่เครื่องรูดบัตรไม่สามารถใช้ได้อีก จะจองผ่านออนไลน์ก็ติดปัญหาซะอีก จนต้องมาหาทางแก้ปัญหากันใหม่ ท้ายสุดไปลองสอบถามกับสายการบิน Indigo แต่นั่นก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ลุล่วงสักเท่าไร เพราะ indigo ไม่มีบินไปลง Jaisalmer แต่เราไม่มีทางเลือกแล้ว เลยตัดสินใจซื้อตั๋วของ indigo แล้วบินไปลงยัง Ahmedabad และต่อเครื่องบินของ Spicejet จาก Ahmedabad ไปลงยัง Jaisalmer อีกที


เราได้ค่าตั๋วจาก Delhi ไปยัง Ahmedabad ในราคา 5,941 รูปี และจาก Ahmedabad ไปยัง Jaisalmer ในราคา 4,810 รูปี หลังจากได้ตั๋วแล้วก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องมาลุ้นกันต่อว่าไฟล์ทของเราจะ delay หรือไม่ หาก delay แล้วตกเครื่องที่จะไปยัง Jaisalmer อีกจะทำอย่างไร แต่ถ้าหากเป็นไปตามคิดจริงๆ ก็คงต้องหาทางแก้ไขเฉพาะหน้ากันต่อไป  

กว่าเครื่องจะออกจาก Delhi ก็ราว 07.45 น. ใช้เวลาบินไป Ahmedabad ประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที แต่นับว่าโชคยังพอจะเข้าข้างเราบ้าง เพราะเครื่องออกตรงตามเวลา ผมไปถึง Ahmedabad ราว 10.00 น. และมีบินกันอีกทีเพื่อจะไปยัง Jaisalmer ในเวลา 14.05 น. เอาอย่างไรดีละ ผมยังพอมีเวลาว่างกว่า 3 ชั่วโมง จะทำอะไรกันดี จะออกไปเที่ยว Ahmedabad กันก่อนก็เกรงว่าจะมีเวลาไม่พอ เพราะจุดที่จะไปเที่ยวค่อนข้างไกล สภาพการจราจรก็ค่อนข้างติดขัด และปัญหาอีกอย่างคือสัมภาระของพวกเรา ถ้าหากจะต้องหอบหิ้วเอาไปเที่ยวด้วยคงจะลำบากน่าดู แล้วเสียงส่วนใหญ่ก็ตกลงกันว่าจะเข้าไปนั่งรอในอาคารผู้โดยสารครับ 

3 ชั่วโมงกว่าๆ ในอาคารผู้โดยสารเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรให้น่าทัศนาเลย มันเป็น 3 ชั่วโมงที่ค่อนข้างอึดอัดเอามากๆ อย่างที่บอกในตอนต้นว่า ขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยของอินเดียค่อนข้างเข้มงวด หากเข้าไปในอาคารผู้โดยสารแล้วจะออกไปข้างนอกอาคารผู้โดยสารอีกไม่ได้ (หากไม่มีเหตุผลที่จำเป็น แต่ถ้าหากเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ จะต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของสายการบินที่เราใช้บริการเพื่อพาไปติดต่อเจ้าหน้าที่ทหาร และทำเรื่องขออนุญาตออกนอกอาคารผู้โดยสาร) พี่นุ หนึ่งในสมาชิกของทริป อดรนทนไม่ได้ที่จะนั่งอยู่ในสนามบิน เลยไปติดต่อเจ้าหน้าที่สนามบินเพื่อขอออกไปหาอะไรทานพร้อมแลกเงินในตัวเมือง แล้วเหตุผลของพี่นุก็ฟังขึ้น จนได้ออกไปด้านนอกสนามบินเพียงคนเดียว

บริเวณพื้นที่ของอาคารผู้โดยสารไม่มีอะไรจริงๆ ครับ ไม่มีแม้แต่ร้านค้า ไม่มีร้านอาหาร มีเพียงเคาเตอร์ของแต่ละสายการบินและพื้นที่ให้ผู้โดยสารได้นั่งรอเท่านั้น ระหว่างที่พวกเรารอเวลาทำการ Check in ต่างคนก็ต่างงัดเสบียงที่ตัวเองเตรียมมา เอาขึ้นมาทานเพื่อประทังความหิวกันครับ

เอ ต้องไปอ้อนวอนเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ทำการ Check in ให้คณะของเราก่อนโดยอ้างว่าพวกเราหิว จะเข้าไปหาอะไรทานด้านใน Gate จนเจ้าหน้าที่เห็นใจยอม Check in ให้คณะของพวกเราก่อน ณ ตอนนั้น Boarding Pass ยังไม่ระบุ Gate มาให้ ก็คงต้องรอดูบนหน้าบอร์ดกันอีกที

เมื่อผ่านขั้นตอนการ Check in เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปหาอะไรทานรองท้องกัน ผมได้ KFC ช่วยชีวิตไว้ หลังทานมื้อเที่ยงก็รอจ้องที่บอร์ดเพื่อดูหมายเลข Gate รอแล้วรอเล่าจนใกล้จะ Boarding Time แล้ว ทำไมบอร์ดบอก Gate ไม่ขึ้นเสียที แถมไม่ได้ยินเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารใดๆ เลย เอเลยเดินไปดูตาม Gate ปรากฏว่าพนักงานเริ่มปล่อยให้ผู้โดยสารเริ่มทยอยขึ้นรถเพื่อไปส่งขึ้นเครื่องแล้วครับ โชคดีที่พวกเราไหวตัวทัน ไม่อย่างนั้นสิ่งที่พยายามแก้ปัญหามาตั้งแต่ Delhi คงเสียเปล่าโดยสิ้นเชิง  

 

 


จาก Ahmedabad ใช้เวลาบินไปยัง Jaisalmer เพียง 50 นาทีครับ เครื่องบินเป็นแบบใบพัด ผมนั่งตรงใบพัดพอดี ตลอดเส้นทางทำเอาหูดับกันไปเลย

 


ตามโปรแกรมเดิมผมจะมาถึง Jaisalmer ประมาณ 10.00 น. แต่ตอนนี้เวลา 15.00 น. แล้ว โปรแกรมที่วางเอาไว้ในช่วงเช้าคงต้องขยับไปไว้ในวันถัดไป ส่วนโปรแกรมในช่วงบ่ายก็ยังคงเดินไปตามเดิม ช่วงบ่ายเรามีนัดกับพระอาทิตย์กันที่ Sam Sand Dunes ครับ 

Jaisalmer ตั้งอยู่บนที่ราบสูงกลางที่ราบทะเลทรายธาร์ จึงไม่แปลกเลยว่าตลอดสองข้างทางจะเห็นแต่ความแห้งแล้ง จากสนามบินใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงก็มาถึง Sam Sand Dunes ครับ

 


บริเวณริมถนนขอบๆ Sam Sand Dunes คลาคล่ำไปด้วยเจ้าของอูฐ ที่จะจูงอูฐมาคอยให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสทะเลทรายอย่างใกล้ชิดโดยการขี่อูฐเข้าไปด้านในทะเลทราย บรรยากาศดูไม่ต่างอะไรกับสถานีขนส่งเล็กๆ ตามต่างจังหวัดบ้านเรา อูฐ 1 ตัวสามารถรับน้ำหนักของนักท่องเที่ยวได้ 2 คน ค่าอูฐก็แสนจะถูก 500 รูปีต่อตัว เฉลี่ยต่อคนก็เพียง 250 รูปี หรือ 125 บาทเอง แนะนำว่าอย่าลังเลเลยครับ มาถึงทะเลทรายแล้วไม่ขี่อูฐเหมือนมาไม่ถึงทะเลทรายนะครับ

 

 

 

 

 

 


จากที่ผมเคยนั่งอูฐมา 3 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ Nubra valley India, Egypt และ Morocco ผมรู้สึกว่าอูฐที่นี่นั่งสบายที่สุดแล้ว นั่งแล้วไม่เกร็งขามาก ปล่อยมือข้างเดียวเพื่อถ่ายรูปได้ค่อนข้างสบายครับ ใช้เวลาขี่อูฐประมาณ 40 นาที ก็เข้ามาถึงใจกลางของ Sam Sand Dunes ครับ

 

 

 

 


ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะมานั่งอูฐ ผมว่าราวๆ 5 โมงเย็น เพราะแดดจะไม่แรงจนเกินไป และยังสามารถรอชมพระอาทิตย์ตกได้ด้วย แต่ก็ต้องทำใจหน่อยนะครับ เพราะนับเป็นช่วงเวลาทองที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนั่งอูฐเข้ามากลางทะเลทรายเพื่อมารอชมพระอาทิตย์ตก ระหว่างรอชมพระอาทิตย์ตกก็จะมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองของชาวบ้านที่นี่ 

มาภูเก็ตก็ต้องมาดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ มา Jaisalmer ก็ต้องมาชมพระอาทิตย์ตกกลาง Sam Sand Dunes ครับ การไปขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางทะเลทรายนับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการมาเที่ยวที่ Jaisalmer เลยครับ

 


ก่อนจะเข้าที่พัก แวะหาซื้อเสบียงตุนกันสักเล็กน้อย ผัก ผลไม้ที่นี่ราคาถูกกว่าบ้านเรา อย่างส้มกิโลกรัมละ 40 รูปี (ส้มรสชาติเปรี้ยวแบบจี๊ดจ๊าด ทานแล้วตาสว่างเลย) กล้วยขายเป็นกิโล กิโลกรัมละ 30 รูปี ได้มาประมาณ 7 ลูก น้ำดื่มขวดใหญ่ 1,500 มล. 30 รูปี (น้ำขวดเล็กแทบไม่เห็นเลย) กระทะใหญ่ๆ ที่เห็นนั่นคือชา หรือ ไจ มีการนำธัญพืชมาตกแต่งบนฟองชา และมีการชักชาโชว์ด้วย ร้านนี้คนมารออุดหนุนเยอะเลยครับ
คืนนี้ผมเข้าพักที่ The Legend Haveli ในราคาห้องละ 2,400 รูปี เข้าพักได้ 2 คน ไม่รวมอาหารเช้าครับ สภาพที่พักก็นับว่าค่อนข้างใหม่ แต่เมื่อมาเพ่งพินิจผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอนแล้ว ของัดเอาถุงนอนที่เตรียมมาจากเมืองไทยขึ้นมาใช้ดีกว่า นึกในใจว่าโชคดีที่ก่อนเดินทางได้อ่านรีวิวของเพื่อนๆ มาบ้าง แล้วแนะนำให้เตรียมผ้าพลาสติกหรือถุงนอนติดตัวมาด้วยเพื่อป้องกันตัวริ้นไรที่อาศัยอยู่ตามผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่มที่ไม่ได้ซักจะมากัดกินเลือดเราได้ เป็นอันว่าถุงนอนที่แบกมาจากเมืองไทยได้ใช้ประโยชน์ตั้งแต่คืนแรกเลยครับ ถามว่าแล้วถ้าไม่มีถุงนอนสามารถนอนได้ไหม ตอบว่า คืนแรกนอนได้ครับ เพราะผ้าปู ปลอกหมอนมันดูแค่ไม่ได้ซักทุกวันเท่านั้นเอง อาจจะเห็นเส้นผมของแขกคนก่อนๆ อยู่บนเตียงบ้างเล็กน้อย อันที่จริงที่พักในเมืองไทยหลายแห่งผมก็เจอสภาพแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่ที่อินเดียผมก็ทำดัดจริตเป็นคนผิวบอบบางเท่านั้นเอง 555 ไม่ใช่อะไร ประเด็นคือไม่อยากแบกถุงนอนมาเก้อครับ

อากาศช่วงที่ผมไป (ช่วงต้นเดือนธันวาคม) ค่อนข้างเย็น เวลานอนไม่ต้องเปิดแอร์ แถมยังต้องห่มผ้านอนครับ สำหรับเรื่องอาหารการกิน มื้อเช้า (ที่ไม่มีบริการในบางโรงแรม) รวมถึงอาหารกลางวันและอาหารเย็น ผมจะเตรียมเสบียงมาจากเมืองไทย เน้นหนักไปทางปลากระป๋อง น้ำพริกทูน่าของโรซ่า สำหรับข้าว เอได้เตรียมหม้อข้าวมาหุงด้วยครับ 


วันที่ 3 : 2 ธ.ค.61

เมื่อคืนมาถึงที่พักก็มืดแล้ว เลยไม่ได้เห็นบรรยากาศโดยรอบของที่พัก เช้านี้เลยเดินสำรวจกันสักนิดหน่อย

 

 


ที่ชั้นบนสุดของอาคารเป็นห้องอาหาร มีทั้งแบบ indoor และ outdoor 

 


พาหนะที่จะพาผมไปลุยทั่วรัฐราชาสถาน สภาพรถค่อนข้างใหม่ ความโอ่โถงผมว่าใช้ได้เลยทีเดียว แต่ความกว้างของเบาะระหว่างที่นั่งอาจจะแคบไปสักหน่อย เบาะอาจจะแข็งไปสักนิด ในความคิดผมว่าเบาะรถตู้ VIP บ้านเรานั่งสบายกว่า คันนี้นั่งได้ 9 คน (แบบเบาะเดี่ยว) แล้วจะมีเบาะเล็กๆ ด้านข้างคนขับอีก 1 เบาะ ตรงประตูขึ้นลง คล้ายๆ เบาะเสริม สำหรับให้ไกด์นั่งครับ สำหรับรถนำเที่ยวคันนี้ เอติดต่อผ่านบริษัท Four Wheel Drive India  (https://www.fourwheeldriveindia.com/) โดยเช่ารถ 8 วันพร้อมคนขับและน้ำมันตลอดทริป ในราคา 45,000 รูปี (ราคาจะขึ้นอยู่ตามโปรแกรมที่เราต้องการจะไป)

โปรแกรมวันนี้เราจะไปสำรวจ Jaisalmer กัน โดยจุดหมายแรกอยู่ที่ Jaisalmer Fort ครับ

Jaisalmer Fort เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นจากหินทรายจากทะเลทรายธาร์ ในปี ค.ศ.1156 บนเขาทริตรีกูฎ โดย Bhatti Rajput rule Rawal Jaisal นับเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่อันดับ 2 ของอินเดีย และเป็น 1 ใน 6 ป้อมปราการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 ลักษณะของกำแพงมีความคดเคี้ยวคล้ายงูกำลังเลื้อย สิ่งที่แตกต่างจากทั้ง 5 ป้อมที่เป็นมรดกโลกในรุ่นเดียวกันนั่นคือ ภายใน Jaisalmer Fort ยังมีบ้านพักของชาวบ้านที่พำนักอยู่อาศัยกว่าห้าพันครัวเรือนมานานนับร้อยปี นับว่ายังเป็นป้อมเดียวที่ยังมีลมหายใจอยู่ Jaisalmer Fort ผ่านศึกสงครามมามากมาย โดยข้าศึกหลักคือบรรดาราชปุตของนครต่างๆ รวมถึงจักรพรรดิอัคบาร์แห่งโมกุล ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเขยของเมืองนี้ไปในที่สุด ป้อมแห่งนี้ยังมีหอรบถึง 99 หอตั้งอยู่โดยรอบครับ

 


แนะนำว่าให้มาถึงกันแต่เช้าๆ นะครับ เพราะนักท่องเที่ยวจะยังไม่ค่อยเยอะ แต่ถ้าสายหน่อยนักท่องเที่ยวจะเยอะมาก ลำพังนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ค่อยเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเองซะมากกว่า 

ผมอาจจะมาถึงเช้าไปสักนิด ก่อนเวลาที่พระราชวังของมหาราวัล (Palace of the Maharawal) จะเปิดให้เข้าชมด้านใน ในเวลา 09.00 น. ระหว่างรอก็เลยเดินเล่นเตร่ๆ ไปเรื่อยจนไปเจอป้ายชี้บอกทางไปป้อมปืนใหญ่ เพียงแค่มองตาสมาชิกแต่ละคนเป็นอันรู้กัน ทุกคนต่างก้าวเท้าไปตามป้ายบอกทาง เส้นทางอาจจะลาดชันบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเหนื่อย ผ่านบ้านของชาวบ้านที่บางบ้านแปรสภาพเป็น Café เป็นที่พัก บางบ้านเป็นร้านค้าขายของที่ระลึก ขายเสื้อผ้า ทำเอาสมาชิกบางคนอดรนทนไม่ไหว ต้องขอแวะซื้อแวะชมกันไปตลอดเส้นทางเหมือนกัน

 

 

 

 

 


เมื่อมาถึงด้านบนของป้อมปืนใหญ่ อดไม่ได้ที่จะร้องว้าวว...ออกมา ภาพเบื้องหน้ามองเห็นเมือง Jaisalmer แบบพาโนรามาเลยครับ Jaisalmer เป็นเมืองที่ราบสูงกลางที่ราบทะเลทรายธาร์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของราชาสถาน ในอดีตเคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลาง สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ใน Jaisalmer สร้างจากหินทรายสีเหลือง เมื่อยามแสงอาทิตย์สาดส่องมา หินเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเป็นสีทองอร่ามไปทั่วพื้นที่ จนนครแห่งนี้ได้รับสมญานามว่า “นครสีทอง” ช่วงเช้าแบบนี้ ฉากหลังของนครสีทอง มองเห็นเป็นสายหมอกบางๆ เพิ่มความงดงามให้กับ Jaisalmer เป็นอีกเท่าตัว

 


หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศนครสีทองจนอิ่มหนำสำราญใจแล้ว ขอไปชมภายใน Palace of the Maharawal กันบ้าง เราต้องผ่านประตูซึ่งด้านข้างของประตูมีรอยพิมพ์มือเล็กๆ ที่ทาด้วยสีแดงบนกำแพงมากถึง 17 รอย ว่ากันว่ารอยมือทั้งหมดนี้เป็นของมเหสีหม้ายของมหาราชาที่อุทิศชีวิตกระโดดเข้ากองไฟที่เผาพระศพของพระมหาราชา ตามประเพณีโบราณที่เรียกว่า สะติ (Sati) และต่อมาก็มีการยกเลิกประเพณีนี้ไปครับ เมื่อเราข้ามผ่านประตูนี้เข้าไปจะพบกับที่จำหน่ายตั๋ว การจะเข้าไปชมด้านในจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 500 รูปี และสำหรับใครที่ต้องการจะถ่ายภาพด้านใน จะต้องเสียค่ากล้องอีก 100 รูปี เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว จะได้รับหูฟังสำหรับฟังบรรยายในแต่ละจุด ใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำว่าควรจะเอาติดตัวไปด้วย เพราะจะเพิ่มอรรถรสในการชม แต่สำหรับผมมันคงไม่มีประโยชน์เพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ขอถ่ายรูปเก็บรายละเอียดอย่างเดียวดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 


ภายใน Palace of the Maharawal มี 5 ชั้น แบ่งเป็นห้องต่างๆ ให้ชมกันพอสมควร แต่ละห้องตกแต่งตามสไตล์ราชปุต บางห้องจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงของใช้ส่วนตัวของสมาชิกในราชวงศ์บาติ แนะนำว่าให้เดินไปตามหมายเลขที่เขาแนะนำ เพราะจะได้เก็บรายละเอียดการเข้าชมได้ครบทุกจุด หลุดจากห้องโน้น จะมาโผล่ห้องนี้ วนจนไปถึงชั้นดาดฟ้า แล้ววกกลับมาในห้องต่อ ใช้เวลาเดินชมนับชั่วโมงเหมือนกัน 

 

 


ช่วงสายหน่อย สภาพภายในป้อมผิดกับที่ผมมาถึงในตอนเช้ามากๆ จากที่ตอนเช้าเงียบสงบ สายหน่อยกลับพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ร้านรวงทยอยเปิดขายสินค้ากันแทบจะทั่วพื้นที่ เพิ่มสีสันให้กับ Jaisalmer Fort ขึ้นอีกเยอะเลยครับ

จาก Jaisalmer Fort ไปต่อกันที่ Fort Jain Temple ซึ่งก็อยู่ภายใน Jaisalmer Fort นั่นเอง

 


การเดินเที่ยวใน Fort ถึงแม้ว่าระยะทางจะไม่ไกล แต่ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างสูง เพราะระหว่างทางมีของล่อตาล่อใจมากมาย พาลที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าอยู่เรื่อยๆ ครับ 

 


Fort Jain Temple เป็นกลุ่มวัดเชน ประกอบไปด้วย 7 วัด การเข้าไปชมด้านในจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 200 รูปี (ไม่เสียค่าธรรมเนียมกล้อง) การเข้าชมวัดเชนทุกวัดจะต้องถอดรองเท้าด้วยนะครับ 

ดูภายนอกเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ความรู้สึกแรกที่เห็นผมจินตนการถึงจอมปลวกขนาดมหึมา เพราะเห็นแล้วรู้สึกหยึยๆ เหมือนรอยโพรงของปลวก แต่เมื่อได้ก้าวเข้าไปด้านในวัดแล้วต้องแอบร้องว้าวว..เลยครับ 

จากจุดจำหน่ายตั๋ว เมื่อกลับหลังหันจะเห็นวัดแรกคือ ซานดราปราพู (Chandraprabhu Temple) วัดนี้ถือเป็นวัดประธานเนื่องจากมีขนาดใหญ่สุดครับ 

 

 

 

 

 

 

 

 


ต้องบอกเลยครับว่า อึ้งจริงๆ เพราะ "หิน" ที่ว่าแข็ง เมื่อมาอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ให้ความรู้สึกเหมือน "ไม้" ที่มีความอ่อนช้อยของลวดลายที่ถูกสลักอย่างวิจิตรบรรจง ภายในวัดซานดราปราพูมี 2 ชั้น ลวดลายปูนปั้นบนเพดานนี่สุดยอดความละเอียดจริงๆ พินิจพิเคราะห์แล้วแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่เห็นอยู่นั่นคือหิน

ด้านขวาของวัดซานดราปราพูคือวัดริคาบเดฟ (Rikhabdev Temple) ครับ

 

 

 

 

 

 


ภายในวัดริคาบเดฟก็งดงามไม่แพ้กัน เสาทุกต้นมีการแกะสลักอย่างงดงาม ที่องค์ปรางค์มีการแกะสลักเป็นรูปเทพเจ้า และนางอัปสรา ต้องนับถือฝีมือของช่างผู้สร้างสรรค์จริงๆ 

 

 

 


ด้านหลังของวัดซานดราปราพูคือวัดซิตาลนาท (Shitalnath Temple) ผมว่าที่วัดนี้มีจุดเด่นที่เพดานครับ เพราะ 2 วัดที่ผมได้ไปชมมา เพดานจะมีการแกะสลักด้วยหินแต่ไม่มีการลงสี แต่ที่วัดแห่งนี้ ผมสารภาพเลยว่าผมดูไม่ออกจริงๆ ว่าเพดานที่นี่แกะสลักจากหินหรือไม้กันแน่ เพราะมีการลงสี วาดลวดลาย แล้วดูเหมือนมีการประดับมุขเข้าไปด้วย ที่สำคัญมีการนำตาข่ายมาคลุมเพื่อป้องกันนกด้วยครับ

 

 

 


สารภาพอีกเรื่องครับ เดินชมไปชมมา เข้าประตูโน้น ออกประตูนี้ จนจำชื่อไม่ได้แล้วว่าอีก 4 วัดที่เหลือชื่ออะไรบ้าง เอาเป็นว่าเท่าที่สังเกต พื้นที่ภายในวัดแต่ละวัด หลักๆ คือตรงกลางจะมีคล้ายๆ กับปรางค์ประธาน และจะมีพระมาหาวีระ (Mahavira) ศาสดาของผู้นับถือศาสนาเชน ซึ่งจะประดิษฐานเป็นประธานอยู่ภายในปรางค์ และโดยรอบของปรางค์ประธานมีลักษณะเป็นระเบียงคต คล้ายๆ กับวัดบ้านเราครับ

 

 

 

 


กลุ่มวัดเหล่านี้สร้างโดยเงินบริจาคของพ่อค้าและคฤหบดีที่ร่ำรวย เพื่อถวายแด่ศาสดาของศาสนาเชน นั่นก็คือ พระมาหาวีระ วัดทั้งหมดสร้างเชื่อมถึงกัน ทำให้สามารถเดินเข้าออกแต่ละวัดได้อย่างสะดวก จึงไม่แปลกเลยที่จะทำให้ผมเดินวนไปวนมาอยู่นานร่วมชั่วโมง

ออกมาจาก Jaisalmer Fort ก็เกือบเที่ยงแล้ว คงต้องรีบทำเวลากันสักนิดเพราะโปรแกรมต่อไปคือการนำโปรแกรมที่วางแผนไว้ในเมื่อวาน (แต่ไม่ได้ไป) มาเติมในช่วงบ่ายนี้ให้ครบ ก่อนที่จะตียาวไปยังเมือง Jodhpur ครับ โปรแกรมในช่วงบ่ายของผมคือการชมความสวยงามของ Haveli 


ดูจาก Google map แล้ว Haveli แต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก และอยู่ใกล้ๆ กับ Jaisalmer Fort ผมเลยอาศัยการเดินเท้าเอาครับ

มือใหม่หัดเที่ยวอินเดียหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า “วัว” นับเป็นขาใหญ่ประจำเมือง เพราะศาสนาฮินดูซึ่งเป็นศาสนาที่ชาวอินเดียนับถือกว่า 80% เชื่อว่าวัวเป็นพาหนะของเทพเจ้า ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากจะไปยุ่งหรือทำร้ายวัว บางรัฐในอินเดียถือว่าคนที่ฆ่าวัวเป็น “ฆาตรกร” และอาจจะได้รับโทษสูงสุดคือจำคุกเป็น 10 ปีเลยนะครับ หากสังเกตดูดีๆ ตุ๊กๆ ยังต้องหลบ คนยังต้องหลีก หากไม่หลีกอาจจะเจอดีเข้าได้ พวกผมรีบสาวเท้าเพื่อทำเวลา หันมาอีกที อ้าว!! พี่นุหายไป พวกผมหยุดรอพี่นุอยู่นาน นานจนผิดสังเกต จนเอต้องเดินย้อนกลับไปตาม ปรากฏว่าเห็นพี่นุกำลังสาละวนเขี่ยเอาขี้วัวสดๆ ออกจากรองเท้าตัวเองอย่างเมามัน ก็เพราะพี่ท่านมัวแต่ถ่ายรูปจนไม่ยอมมองถนนเอาเลย 555 

 

 

 


Google Map พาเข้าซอยนั้น ทะลุซอยนี้ แล้วก็มาโผล่ที่ ฮาเวลีพัทวันกี (Patwon Ki Haveli) คำว่า ฮาเวลี (Haveli) ก็คือคฤหาสน์ของเสนาบดีนั่นเอง เจ้าของฮาเวลีแต่ละหลังจะต้องใช้เงินทองมากมายในการสร้าง นอกจากความใหญ่โตแล้ว ฮาเวลีของ Jaisalmer ยังมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนเมืองอื่นๆ คือเป็นคฤหาสน์ที่สร้างจากหินทรายสีทอง ตัวอาคารชั้นล่างยกสูงจากพื้นเพื่อป้องกันฝุ่นจากทะเลทราย นอกจากนี้ยังมีระเบียงและซุ้มหน้าต่างยื่นออกมาล้อมรอบคฤหาสน์ตามสไตล์ของราชปุต สถาปัตยกรรมแบบนี้เรียก “จาโรกัส (Jharokhas)” ซึ่งคอนเซปของจาโรกัสคือ เน้นความสวยงามมากกว่าประโยชน์ใช้งานจริงๆ ครับ

ฮาเวลีพัทวันกีมีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดใน Jaisalmer ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 50 ปี ความโดดเด่นของฮาเวลีพัทวันกีอยู่ที่มีระเบียงหน้าต่างที่ยื่นออกมาจากคฤหาสน์มากถึง 66 ระเบียงเลยทีเดียว และแต่ละระเบียงมีการแกะสลักลวดลายลงบนหินที่เรียกได้ว่าละเอียดยิบ แกะเป็นลวดลายดอกไม้ สัตว์ประเภทต่างๆ เช่น นกยูงและช้าง รวมถึงลวดลายทางเรขาคณิต ไม่เว้นกระทั่งช่องลมเล็กๆ ก็ยังแกะสลักลวดลายได้อย่างสวยงาม การแกะสลักช่องลมให้โปร่งนั้นก็เพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้ ช่วยระบายอากาศได้เป็นอย่างดีครับ 


จากฮาเวลีพัทวันกี เดินต่อมาอีกหน่อยจะเจอฮาเวลีนาทมาลจีกี (Nathmal Ji Ki Haveli) เป็นอีกหนึ่งฮาเวลีที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์อยู่ที่งานแกะสลักผนังทั้ง 2 ด้านที่มีลวดลายสวยงามแตกต่างกัน เนื่องจาก 2 พี่น้องศิลปิน Lalu และ Hathi ที่แบ่งกันสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงด้วยการฉลุลายผนังอย่างละเอียดอ่อน

ฮาเวลีแต่ละหลังจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมด้านในกันด้วย โดยมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 250 รูปีครับ แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด ผมเลยไม่ได้เข้าไปชมด้านใน

จริงๆ แล้วใน Jaisalmer ยังมีอีก 1 ฮาเวลี นั่นคือ ฮาเวลีซาลิมซิงห์กี (Salin Singh Ki Haveli) เป็นฮาเวลีที่มีความโดดเด่นอยู่ที่ซุ้มโค้งด้านบน 38 ซุ้มโค้งครับ

 


จากฮาเวลีนาทมาลจีกี คงต้องเร่งฝีเท้ากันแล้ว เพราะช่วงบ่ายผมจะต้องตีรถยาวไปยังเมือง Jodhpur อีก ระหว่างสาวเท้าก้าวเดิน สายตาก็สำรวจสภาพแวดล้อมไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ละสายตาจากถนนด้วยเช่นกัน เพราะไม่อยากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตามพี่นุครับ

เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเที่ยว เมื่อขึ้นรถปุ๊บผมก็เริ่มคุ้ยหาเสบียงที่เตรียมเอาไว้สำหรับมื้อกลางวันกันเป็นการใหญ่ อย่างที่บอกในตอนแรก มื้อกลางวันแทบทุกมื้อ เอจะหุงข้าวเอาไว้ให้ในตอนเช้าแล้วผมจะไปแบ่งข้าวใส่กล่องข้าวเก็บไว้ในมื้อกลางวัน ส่วนกับข้าวต่างคนก็จะเตรียมกันมาเอง รถขับออกมาได้ยังไม่ทัน 10 นาที ผมกำลังจะเริ่มที่จะเปิดปลากระป๋อง รถก็พามาจอดแวะที่ ทะเลสาบกาดซิซาร์แล้ว ก็คงต้องวางมือจากปลากระป๋องแล้วมาจับกล้อง เพื่อออกไปชมทะเลสาบกันก่อน 

 

 


จากจุดจอดรถ เดินเท้าไปสัก 2-300 เมตร ก็จะพบกับ ทะเลสาบกาดซิซาร์ (Gadsisar Lake) โอเอซีสขนาดมหึมาท่ามกลางทะเลทราย ทะเลสาบแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมหาราชา วาลกาดซี นับเป็นแหล่งน้ำสำคัญของ Jaisalmer เลยครับ รอบๆ ทะเลสาบจะมีวัดและอนุสรณ์สถานเล็กๆ อยู่ด้วย ช่วงที่ผมไป น้ำในทะเลสาบก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ด้วยแสงแดดอันแรงกล้า ที่พร้อมจะแผดเผาผิวสีดำของผมให้ดำเกรียมยิ่งขึ้น เลยรีบถ่ายรูปแล้วกลับไปนั่งตากแอร์ กินมื้อเที่ยงบนรถดีกว่า นี่ถ้าหากผมมีเวลาอยู่ที่นี่สัก 2 คืน เย็นวันแรกไปชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางทะเลทรายแล้ว เย็นวันที่ 2 จะขอมาพายเรือชมพระอาทิตย์ตกดูบ้าง จะได้ 2 บรรยากาศกันเลย

 


จาก Jaisalmer เราตีรถยาวกว่า 280 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถกว่า 4 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อมายังเมือง Jodhpur ก่อนเข้าที่พักก็ขอแวะซื้อเสบียง น้ำดื่ม ผลไม้ กลับไปทานที่ที่พักครับ

คืนนี้เราจองห้องพักไว้ที่ Castle View Home stay, Jodhpur ซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า รถที่เราเช่ามาไม่สามารถเข้าไปส่งด้านในเมืองเก่าได้เนื่องจากรถมีขนาดใหญ่ เลยต้องเหมารถริกชอร์ หรือรถตุ๊กๆ พาไปส่งยังที่พักครับ ทริปนี้นึกว่าจะไม่มีโอกาสได้นั่งรถตุ๊กๆในตำนานซะแล้ว เห็นว่าทั้งซิ่ง ทั้งเสียว พอได้มีโอกาสมานั่ง เอ้ออ...ทั้งเสียวทั้งตื่นเต้นสมคำล่ำลือจริงๆ แนะนำเลยครับว่าถ้ามาอินเดียลองมานั่งริกซอร์ดู ไม่นั่งริกชอร์เหมือนมาไม่ถึงอินเดียนะครับ เอาจริงๆ นะ ผมว่าการนั่งตุ๊กๆ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและสร้างความปลอดภัยให้กับเราเหมือนกัน คือถ้าหากจะให้เดินเที่ยวในเขตเมืองเก่า บอกเลยว่าค่อนข้างอันตรายพอสมควรครับ ฟุตบาทนี่ไม่ต้องพูดถึงแทบไม่มี พอเดินบนถนนก็ต้องคอยหลบทั้งรถตุ๊กๆ ทั้งรถมอเตอร์ไซด์ที่จะบีบแตรจนไม่กล้าที่จะก้าวขาเดินเลยครับ

 


รถตุ๊กๆ มาจอดส่งอยู่ที่หน้าปากซอยทางเข้าที่พัก จากนั้นเราต้องลากกระเป๋าเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่วกไปวกมา มืดก็มืด แถมขึ้นทางลาดชันอีก ลำพังเดินแต่ตัวก็ลำบากเอาเรื่องอยู่แล้วเพราะต้องคอยหลบขี้วัว แต่นี่ต้องลากกระเป๋าใบเขื่องด้วย เกินบรรยายจริงๆ ครับ พอมาถึงด้านหน้าที่พักเห็นขั้นบันไดสูงชันถึงกับเข่าอ่อนกันเลย จริงๆ บันไดมันก็ไม่กี่ขั้นหรอก แต่ขั้นบันไดนี่ซิทั้งชันและแคบ แถมต้องแบกกระเป๋าลากใบใหญ่อีก ที่สำคัญวันนี้เราล้าจากการเดินเท้ากว่า 7.4 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ที่พักคืนนี้เป็นโฮมสเตย์ครับ เจ้าของภูมิใจนำเสนอบริเวณลอบบี้เป็นอย่างมาก บอกว่าเป็นงานไม้นำมาตกแต่งทั้งหมด ระหว่างรอกุญแจห้องพักแอบเหลือบไปเห็นบันไดขึ้นไปยังห้องพัก ต้องบอกเลยว่าโหดร้ายมาก โหดร้ายกว่าบันไดขึ้นด้านหน้าที่พักเสียอีก บันไดที่จะขึ้นห้องพักทั้งแคบ ทั้งชัน ทั้งสูง หลายขั้นมากๆ ลำพังแค่เดินขึ้นตัวเปล่าก็ลำบากอยู่แล้ว ตอนนี้ผมขอทิ้งกระเป๋าไว้ตรงลอบบี้ แล้วให้พนักงานหิ้วกระเป๋าขึ้นไปส่งครับ 

 


บรรยากาศภายในห้องพัก แต่ละห้องจะตกแต่งไม่เหมือนกัน ห้องด้านบนนี้เป็นห้องของพี่ร่วมทริปครับ

 


ห้องที่ผมพักโชคดีหน่อยที่อยู่ชั้น 2 และเป็นห้องที่ผมพักตลอด 2 วันครับ จากการพินิจพิเคราะห์ถึงความสะอาดของผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มแล้ว ของัดถุงนอนออกมาใช้เหมือนเดิมดีกว่า ราคาห้องพักต่อห้องอยู่ที่ 1,930 รูปี/คืน นอนได้ 2 คน ราคาไม่รวมอาหารเช้าครับ

 

 

 


บนชั้น 3 และชั้น 4 สามารถมานั่งชมวิวเมือง Jodhpur ได้ โดยชั้น 3 จะทำเป็นระเบียงและมีเก้าอี้ให้นั่งชมวิว ส่วนชั้น 4 จะเป็นห้องอาหารที่มีทั้งแบบ indoor และ outdoor คืนนี้หมดแรงที่จะหุงข้าว เลยสั่งอาหารที่ห้องอาหารมาทานครับ มื้อนี้สั่งทั้งข้าวผัดแบบจีน พิซซ่าหน้าเห็ด และไก่ย่างมาทาน บอกเลยว่าไม่ได้อร่อยแต่รสชาติอาหาร แต่บรรยากาศนี่ก็สุดยอด ทานข้าวใต้แสงเทียน นั่งชมวิวป้อมเมห์รานการห์ เสียดายที่อากาศค่อนข้างเย็น เมื่อทานข้าวเสร็จเลยต้องรีบแยกย้ายกันพักผ่อนครับ

วันที่ 4 : 3 ธ.ค.61

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเมือง Jodhpur กันก่อนครับ Jodhpur หรือเมืองโยธะปุระ (นครแห่งนักรบ) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1459 โดย Maharaja Rao Jodha มหาราชาแห่งราชวงศ์ Rathore ในช่วงศตวรรษที่ 16 โยธะปุระเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในภูมิภาค ค้าขายจนกลายเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองของราชาสถาน ชาวเมือง Jodphur มักจะทาสีบ้านเรือนเป็นสีฟ้า ซึ่งถือเป็นสีสัญลักษณ์ของพราหมณ์ และยังเชื่อกันว่าสีฟ้าจะทำให้บ้านเรือนเย็นสบาย นอกจากนี้ยังป้องกันแมลงได้ด้วย Jodphur จึงได้รับสมญานามว่า “นครสีฟ้า” ครับ

 

 


เช้านี้เราไม่ต้องรีบอะไรมากมาย เพราะโปรแกรมวันนี้จะรันตามโปรแกรมที่วางไว้ ไม่รวบโปรแกรมเหมือนวันที่ผ่านมา เช้านี้ผมขึ้นไปสั่งแซนวิชที่ห้องอาหารทาน แซนวิชกรอบๆ ร้อนๆ ทานฆ่าอากาศเย็นๆ แบบนี้ มันฟินจริงๆ บรรยากาศในช่วงเช้านี่มันช่างแตกต่างจากบรรยากาศช่วงค่ำเป็นอย่างมาก เสียงแตรที่คอยหลอกหลอนในหัวเมื่อคืน เช้านี้กลับเงียบสงบ ผู้คนยังคงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน มีเพียงฝูงลิงที่ออกมาหากินตามบ้านเรือนของชาวบ้านครับ

 

 

 

 


สำหรับโปรแกรมแรกเราปักหมุดกันที่ อนุสรณ์สถานจัสวันต์ธาดา (Jaswant Thada) อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1899 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานความรักของลูกที่มีต่อพ่อ โดย Maharaja Sardar Singh ต้องการสร้างให้กับพระราชบิดา (Maharaja Jaswant Singh II) ภายหลังจากที่พระราชบิดาได้เสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี  Maharaja Jaswant Singh II เป็นมหาราชาที่ประชาชนให้ความนับถือเป็นอย่างมาก ท่านเป็นผู้ริเริ่มโครงการชลประทานครับ

Jaswant Thada สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวที่นำมาจากเหมืองหินอ่อนเดียวกับที่ใช้สร้าง Taj Mahal บริเวณเสาและประตู มีการสลักลวดลายที่งดงามเลยทีเดียว

 


Jaswant Thada สร้างขึ้นจากหินอ่อนทั้งหลังจริงๆ ครับ หินอ่อนที่นำมาสร้าง Jaswant Thada บางก้อนมีความโปร่งแสง เจ้าหน้าที่มาพิสูจน์ความโปร่งแสงให้ผมดูด้วย โดยการที่ยื่นมือออกจากหน้าต่างแล้วไปวางที่ผนังด้านนอกอาคาร ปรากฏว่าเมื่อมองหินอ่อนก้อนนั้นจากด้านในจะมองเห็นเป็นเงารูปมือของเจ้าหน้าที่ด้วยครับ หรือถ้าหากเพื่อนๆ ไม่เชื่อ ลองดูจากภาพก็ได้ หินอ่อนบางก้อนจะเห็นเป็นสีส้มๆ นั่นคือก้อนที่โปร่งแสงครับ

 


จาก Jaswant Thada สามารถชมวิว Mehrangarh Fort ที่มีฉากหลังเป็นนครสีฟ้า รวมถึง พระราชวังอุเมต ภาวัน (Umaid Bhawan Palace) ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนทิวเขาอย่างสวยงามเลยทีเดียว 

Jaswant Thada เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. การเข้าชมด้านต้องเสียค่าธรรมเนียม 50 รูปี (รวมค่าธรรมเนียมกล้องแล้ว) หากต้องการไกด์นำเที่ยวด้านใน ก็จะมี Rate ราคาตามจำนวนคนครับ

จาก Jaswant Thada เดินทางต่ออีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็มาถึงป้อมเมห์รานการห์ครับ

เมื่อมาถึงด้านหน้าป้อมจะมีการขอตรวจค้นสิ่งของและตรวจร่างกายกันนิดหน่อย จากนั้นเดินผ่านประตูเข้าไปจะเจอห้องจำหน่ายตั๋วอยู่ด้านซ้ายมือ การเข้าชมด้านใน Mehrangarh Fort จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 600 รูปี และหากต้องการถ่ายภาพภายใน Fort จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 รูปี เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อย สามารถไปรับ Audio ได้ในห้องถัดไปติดกับห้องจำหน่ายตั๋วครับ  ป้อมเมห์รานการห์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ครับ

 


ป้อมเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) เป็นป้อมปราการหินทรายแดงตั้งอยู่กลางเมืองเก่า ถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาสูง 122 เมตร ป้อมปราการแห่งนี้สร้างล้อมรอบพระราชวังที่ใหญ่ติด 1 ใน 4 ของอินเดีย สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1459 เมื่อฤาษีท่านหนึ่งบอกแก่ Maharaja Rao Jodha ให้พระองค์สร้างเมืองขึ้นที่นี่ ป้อมจึงถูกเสริมเติมแต่งจนมีขนาดใหญ่มหึมาครับ

 

 


ภายในป้อมกว้างใหญ่มากๆ คงต้องค่อยๆ สำรวจไปทีละจุดครับ ด้านในมีพระตำหนักอยู่หลายห้องมาก บางห้องก็จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ เช่นเดิมคือ เข้าประตูโน้น ออกประตูนี้ ตามเส้นทางที่เขากำหนดครับ

 

 


พระตำหนักพูลมาฮาล (Phool Mahal) หรือพระตำหนักแห่งมวลดอกไม้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1724 เป็นพระตำหนักที่ได้รับการยกย่องว่าตกแต่งได้ละเอียดอ่อนที่สุดในบรรดาหลายๆ พระตำหนักที่อยู่ในป้อมเมห์รานการห์ จุดที่เป็นไฮไลท์ของพระตำหนักแห่งนี้คือภาพวาดบนผนังและเพดานทั้งหมดเป็นผลงานของศิลปินเพียงท่านเดียว ศิลปินท่านนี้ได้ถึงแก่ชีวิตลงในขณะที่ยังทำผลงานไม่แล้วเสร็จ แต่มหาราชาก็ไม่ได้ให้ศิลปินคนอื่นมาสร้างสรรค์ผลงานต่อ จึงทำให้กำแพงบางส่วนเป็นเพียงผนังโล่งที่ไม่มีการตกแต่งใดๆ เพดานและผนังห้องใช้สีทองในการตกแต่งเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีภาพวาดลายดอกไม้และเถาไม้ประดับอยู่เป็นจำนวนมาก โดยสไตล์การวาดแบบนี้เรียกว่า “รักมาลา” (Ragmala Painting) ซึ่งหมายถึงภาพวาดแห่งสีสันและอารมณ์ครับ 

 


ห้องนี้ก็งดงามเลยทีเดียว ตกแต่งประดับประดาด้วยแก้วหลากสี

 


จากด้านบนของป้อมเมห์รานการห์ มองออกไปเห็นอนุสรณ์สถานจัสวันต์ธาดาด้วยครับ

 


อีกมุมนึงก็จะเห็นเมือง Jodhpur ตามสมญานามนครสีฟ้าครับ

 


มีการสลักลวดลายตามระเบียงและซุ้มหน้าต่างงดงาม บริเวณ 2 โถงนี้ สลักลวดลายกันแบบ 360 องศาเลยทีเดียว

 

 


ถ้าหากใครยังมีแรงพอ ผมแนะนำให้เดินไปจนสุดป้อมเลยนะครับ บริเวณเส้นทางเดินให้ความรู้สึกเหมือนได้มาเดินบนกำแพงเมืองจีน และตามกำแพงจะมีการทำเป็นรูไว้ คาดว่าในอดีตคงทำไว้เพื่อให้ทหารคอยสังเกตการณ์ยามบ้านเมืองมีภัยคุกคาม แต่ยามนี้กลับกลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามเลยทีเดียว  และเมื่อเดินไปจนสุดกำแพง จะพบกับวัดเชน หากเรามองผ่านช่องเล็กๆ บนกำแพงที่อยู่ตรงวัดเชน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเราคือ Pachetia Hill ซึ่งนับเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมือง Jodhpur ครับ และในช่วงเย็น ผมจะไปยืนชมวิวแบบ 360 องศาที่ปลายสุดของ Pachetia Hill ครับ

ยิ่งบ่ายเรี่ยวแรงยิ่งหมด เลยขอกลับไปเรียกพลังกลับคืนที่ที่พักสักชั่วโมง ก่อนจะเริ่มออกเที่ยวกันต่อครับ

จุดหมายต่อไปอยู่ที่ Toorji Ka Jhalara Step Well ซึ่งก็อยู่ในเขตเมืองเก่านั่นเอง ไม่ไกลจากที่เราพักมาก แต่อย่างที่เคยเล่าไปในตอนต้นว่า การเดินเที่ยวในเขตเมืองเก่าค่อนข้างอันตรายจากการสัญจรของรถที่วิ่งกันขวักไขว่มาก ผมเลยเรียกใช้บริการรถตุ๊กๆ เพื่อพาไปส่งยัง Step Well ครับ

 

 

 

 

 


Toorji Ka Jhalara Step Well เป็นบ่อน้ำโบราณที่สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน ต้องนับถือความคิดของผู้คิดสร้างจริงๆ ครับ ลักษณะของ Step Well จะเป็นบันไดแคบๆ อยู่โดยรอบบ่อน้ำโบราณ การออกแบบโครงสร้างที่ดูซับซ้อนในแต่ละจุดก็จะมีจุดประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกัน เช่นการออกแบบให้มีบันได้อยู่โดยรอบก็เพื่อจะได้ให้ชาวบ้านได้ลงไปในบ่อน้ำได้พร้อมกันทีละหลายๆ คน ส่วนที่สร้างให้เป็นบันไดแคบๆ นั้นเพื่อป้องกันการแซงคิว และจะมีจุดให้หยุดพักไว้เป็นระยะๆ ด้วย และถึงแม้น้ำจะแห้งแค่ไหน ชาวบ้านก็สามารถเดินลงไปยังที่ก้นบ่อได้ นอกจากประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้แล้ว สิ่งที่ได้แถมมา ผมว่ามันคือความสวยงามของลวดลายที่เกิดจากขั้นบันไดนี่แหล่ะครับ การเข้าชม Step Well ไม่เสียค่าธรรมเนียม และนักท่องเที่ยวสามารถเดินลงไปยังด้านล่างของบ่อโบราณได้อีกด้วยครับ

ผมม่วนอยู่กับ Step Well นานกว่าครึ่งชั่วโมง ก็คงต้องไปยังจุดหมายต่อไปแล้ว รถตุ๊กๆ ที่เรียกให้มาส่งยังคงรอพวกผมอยู่ จุดหมายต่อไปคือ Pachetia Hill ซึ่งทางขึ้นอยู่ไม่ไกลจากที่พักของผมนั่นเอง

รถตุ๊กๆ พามาจอดใกล้กับเส้นทางที่จะเดินขึ้นไปยัง Pachetia Hill มากที่สุด จากนั้นคงต้องอาศัยกำลังขาของแต่ละคนเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดที่ค่อนข้างสูงชัน ไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่สองข้างทางเป็นบ้านของชาวบ้าน จากทางราบขึ้นไปบน Pachetia Hill ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เรียกเสียงหอบได้พอสมควร

 


ต้องบอกเลยว่าขึ้นมาแล้วถึงกับอึ้ง ความเหนื่อยเมื่อสักครู่มันหายไปในทันที ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายพร้อมกับวิวที่อยู่เบื้องหน้า มันทำให้ผมลืมความเหนื่อยไปโดยไม่รู้ตัว สองมือรีบจับกล้องพร้อมกดชัตเตอร์กันแบบรัวๆ ที่เห็นริบๆ นั่นคือพระราชวังอูเมด ภาวัน (Umaid Bhawan Palace) ครับ 

 

 

 


Pachetia Hill เป็นจุดที่สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก และสามารถมองเห็นเมืองสีฟ้าได้แบบเต็มๆ ตา สีฟ้าละลานตาราวกับน้ำทะเลเลยครับ ว่าแต่ขึ้นมาถึงด้านบนแล้วอย่าถ่ายรูปกันจนเพลินนะครับ คงต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะบริเวณจุดชมวิวเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ไม่มีราวกั้นใดๆ ถ้าพลาดมาเป็นอันถึงแก่ชีวิตแน่นอนครับ

 

 


ยิ่งใกล้เวลาพระอาทิตย์อัสดง ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง เมืองทั้งเมืองถูกสาดส่องไปด้วยแสงสีทองจากแสงอาทิตย์ มันยิ่งเพิ่มความสวยงามและโรแมนติกให้กับ Jodhpur เป็นอย่างมาก ไม่นานนักไข่แดงดวงโตก็ค่อยๆ ลาลับเหลี่ยมเขาไป ไม่บ่อยนักที่ผมจะมีโอกาสได้ชมพระอาทิตย์ตกในบรรยากาศดีๆ แบบนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความประทับใจจริงๆ ครับ หากเพื่อนคนใดมาเที่ยวที่ Jodhpur ผมแนะนำให้ขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่กันนะครับ

 

 


หลังพระอาทิตย์ตกก็คงต้องรีบเดินลงมาด้านล่างก่อนที่ฟ้าจะมืดและจะหาทางกลับไม่ถูก ดีที่จุดขึ้น Pachetia Hill อยู่ไม่ไกลจากที่พักมาก เลยทำให้ผมกลับถึงที่พักในช่วงฟ้ายังไม่หมดแสง พอที่จะเห็นแสงรำไรสาดส่องไปยังขี้วัวที่อยู่ตามเส้นทางเดินกลับที่พักของผมได้ 

บรรยากาศดีๆ แบบนี้ จะให้งัดข้าวเปล่ามาทานกับปลากระป๋องมันก็ไม่ถูกเรื่อง มื้อค่ำนี้เลยขอขึ้นไปใช้บริการของห้องอาหารอีกครั้ง ได้ทานอาหารอร่อยๆ กับวิวอลังการแบบนี้ มันทำให้ผมลืมความเหนื่อยล้ากับการเดินเท้ากว่า 8.8 กม.ไปอย่างปลิดทิ้งเลยครับ

วันที่ 5 : 4 ธ.ค.61

สำหรับโปรแกรมในวันนี้ ผมจะไปค้างที่ Udaipur ก่อนที่จะออกจาก Jodhpur ขอเก็บอีกหนึ่งสถานที่ที่ปักหมุดเอาไว้ นั่นคือ พระราชวังอูเมด ภาวัน จริงๆ แล้วเมื่อวานผมก็ไปที่พระราชวังแห่งนี้มาเหมือนกัน แต่เนื่องจากมีการจัดงานด้านใน จึงไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม วันนี้เลยขอไปซ่อมอีกสักครั้งโดยตั้งใจว่าจะไปช่วยเจ้าหน้าที่เขาเปิดประตูวังเลยครับ


แต่เมื่อรถตุ๊กๆ ที่เรานัดเอาไว้เพื่อให้ไปส่งยังรถตู้ที่รอเราอยู่ด้านนอกเมืองเก่า เคลื่อนตัวออกจากปากซอยที่พักได้ไม่ถึง 300 เมตร คนขับรถตุ๊กๆ คันที่ผมนั่งก็บีบแตรแบบไม่ยอมหยุดเพื่อส่งสัญญาณให้รถตุ๊กๆ อีก 2 คันที่ขับออกไปก่อนหน้าแล้วได้หยุด ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นคนขับถึงได้บีบแตรอย่างระห่ำขนาดนั้น จนกระทั่งคนขับรถตุ๊กๆ อีกคันจอดรถและเดินเข้ามาสอบถามถึงสาเหตุจากคนขับรถตุ๊กๆ คันที่ผมโดยสาร ปรากฏว่ายางรถตุ๊กๆ ด้านที่ผมนั่งเกิดรั่วจนลมยางอ่อน คนขับรีบบอกว่าขอเวลา 5 นาที จากนั้นคนขับรถตุ๊กๆ ทั้ง 2 คนก็ช่วยกันเปลี่ยนยางโดยทันที แม่รงแม่แรงไม่ต้องแล้ว ใช้มือยกรถนี่แหล่ะง่ายที่สุด เวลาผ่านไปไม่นาน รถตุ๊กๆ ก็มาส่งผมถึงรถตู้ที่จอดรออยู่ด้านนอกเมืองเก่าครับ
  
เดิมที่วางแผนไว้ว่าจะมาช่วยเจ้าหน้าที่เปิดประตูวัง ตอนนี้เลยไม่ต้องเสียแรงแล้วครับ เมื่อรถตู้ไปถึง พระราชวังอูเมด ภาวัน ก็เปิดพอดี Umaid Bhawan Palace เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. การเข้าชมภายในพระราชวังมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 100 รูปี (รวมค่าธรรมเนียมกล้องแล้ว)

 

 

 

 

 


Umaid Bhawan Palace เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่ ในปี ค.ศ. 1929 โดย Maharaja Umaid Singh ทายาทมหาราชารุ่นหลังๆ นับเป็นพระราชวังสุดท้ายที่สร้างขึ้นก่อนที่อินเดียจะได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จุดประสงค์ของการสร้างพระราชวังแห่งนี้เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับชาวเมืองที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในช่วงเวลานั้น Umaid Bhawan Palace สร้างจากหินทรายสีน้ำตาลอ่อนที่ขนมาจากอีกเมืองหนึ่ง จากนั้นจึงตัดหินเป็นบล๊อกๆ แล้วนำมาเข้าล๊อกกันโดยไม่ใช้ปูนยึด ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 15 ปี ด้วยแรงงานกว่า 3,000 คน สถาปัตยกรรมของพระราชวังเป็นการผสมผสานระหว่างเชนและราชปุตเข้าด้วยกัน ส่วนการตกแต่งภายในเป็นแบบตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ภายในมีห้องมากถึง 347 ห้อง แบ่งเป็นห้องจัดงานเลี้ยงที่จุคนได้ราว 1,000 คน ถึง 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ และสระน้ำขนาดยักษ์อยู่ชั้นใต้ดินด้วย  ปัจจุบันส่วนหนึ่งของ Umaid Bhawan Palace ยังคงเป็นที่ประทับของมหาราชาองค์ปัจจุบันคือ Maharaja Gaj Singh ll และแบ่งพื้นที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์และโรงแรม 5 ดาวครับ

สำหรับการเข้าชมด้านในจะดูได้เฉพาะห้องที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์เท่านั้น ห้องจัดเลี้ยง โรงภาพยนตร์ รวมถึงสระน้ำใต้ดินจะอยู่ในส่วนที่ไม่สามารถเข้าชมได้ ฝั่งตรงข้ามของอาคารพระราชวังจะเป็นโรงสำหรับเก็บรถยนต์พระที่นั่งที่มีให้ชมหลายคันเลยครับ

ถึงเวลาอันสมควรคงต้องอำลาเมือง Jodhpur แล้ว และมุ่งหน้าสู่ Udaipur แต่เราจะแวะเที่ยวไปเรื่อยๆ ครับ

จาก Umaid Bhawan Palace ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงก็มาถึงจุดแวะเที่ยวระหว่างทางนั่นคือ Ranakpur Jain Temple ครับ 

Ranakpur Jain Temple เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 12.00-17.00 น. โดยมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 200 รูปี หากใครประสงค์จะถ่ายภาพด้านในต้องเสียค่าธรรมเนียมกล้อง 100 รูปี การเข้าชมด้านในต้องถอดรองเท้าและไม่อนุญาตให้นำน้ำดื่มเข้าไปด้านในครับ

 


Ranakpur Jain Temple เป็นวิหารของศาสนาเชนในเมือง Ranakpur อยู่ระหว่างเส้นทางจาก Jodhpur-Udaipur สร้างขึ้นโดยคหบดี Dharna Sah เมื่อราว 500 ปีก่อน เพื่อถวายแด่องค์ Adinath ศาสดาองค์แรกของศาสนาเชนครับ 

 

 

 

 

 

 

 


ภายในวิหารประกอบด้วยห้องโถง 24 ห้อง โดมทั้งหมด 80 โดม และมีเสาที่ถูกแกะสลักด้วยลวดลายที่งดงาม กว่า 1,114 ต้น คิดเป็นพื้นที่แกะสลักกว่า 3,000 ตารางเมตรเลยครับ ตัววิหารสร้างด้วยหินอ่อน จุดเด่นอยู่ที่มีโดมยอดแหลม ผนังโดยรอบมีภาพแกะสลักที่งดงาม เสาหินอ่อนแต่ละต้นมีลวดลายที่แตกต่างกัน ต้องยอมรับฝีมือของช่างสมัยโบราณจริงๆ ที่สลักหินที่ดูแกร่งให้มีความพลิ้วไหวเหมือนลายผ้าลูกไม้เลยครับ เดินชมไปก็แอบสงสัยไปว่าทำไมถึงต้องสร้างเสาเยอะขนาดนั้น ผมว่ามันดูเกินความจำเป็น แต่ผู้สร้างคงมีเหตุผลของเขาถึงได้สร้างเสานับพันๆ ต้นครับ


อีกหนึ่งวัดเชนเล็กๆ ที่ตั้งเคียงคู่อยู่กับวิหารหลักครับ ถ้าหากเพื่อนๆ คนใดที่วางแผนการเดินทางจาก Jodhpur ไปยัง Udaipur แล้วใช้การเหมารถเที่ยวแบบผม ผมแนะนำเลยว่าควรจัด Ranakpur Jain Temple เข้าไว้ในโปรแกรมด้วย เพราะถ้าพลาดแล้วจะเสียดายมากครับ

มาถึง Ranakpur Jain Temple แล้วหากมีเวลาเหลือ แนะนำให้ไปที่ป้อมคุมบาห์การ์ท (Kumbalgarh Fort) ต่อ เพราะ ป้อมคุมบาห์การ์ท  เป็น 1 ใน 6 ป้อมปราการแห่งราชาสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกันครับ

จาก Ranakpur Jain Temple ใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมงครึ่งกับระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ผ่านโค้งแล้วโค้งเล่า เล่นเอาผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อได้เห็นป้อมปราการขนาดใหญ่มองเห็นแต่ไกลอยู่บนทิวเขา มาถึงป้อมคุมบาห์การ์ทก็เกือบ 16.30 น. แล้ว รีบจัดแจงติดต่อซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปชมด้านในก่อนที่จะถึงเวลาป้อมปิดครับ ป้อมคุมบาห์การ์ทเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. โดยมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 600 รูปี (รวมค่าธรรมเนียมกล้องแล้ว) 

 

 

 


ป้อมคุมบาห์การ์ท (Kumbalgarh Fort) ตั้งอยู่ในเมือง Kumbalgarh เป็นอีกหนึ่งป้อมปราการที่มีความยิ่งใหญ่ กำแพงป้อมเลาะไหล่เขายาวถึง 36 กิโลเมตร กำแพงส่วนหน้าหนาถึง 15 ฟุต ลักษณะคล้ายโอ่งคว่ำ สร้างและออกแบบโดยเจ้าชาย Kumbhal นอกจากนี้ยังเป็นที่หลบภัยของเหล่ากษัตริย์จากการรุกรานของโมกุลหลังการล่มสลายของ Chittorgarh Fort รวมถึงเจ้าชาย Udai Singh ที่หนีมาตั้งแต่ยังเป็นทารก จนพระองค์เติบโตมาครอบครองราชบัลลังก์และสร้างเมือง Udaipur ครับ


เห็นว่าภายในป้อมมีวัดมากถึง 360 วัดกระจายอยู่โดยรอบ ที่เห็นอยู่ริบๆ นั่นก็น่าจะเป็นวัดครับ แต่ผมไม่ได้เดินไปชมเนื่องจากว่ามีเวลาจำกัดและระยะทางค่อนข้างไกลเลยทีเดียว ภาพนี้ใช้เลนส์ซูมภาพเอาครับ

 

 

 


ระหว่างทางที่เดินขึ้นมาก็จะมีอาคารเก่าๆ ให้ชมอยู่ตลอดทาง และเมื่อเดินขึ้นมาด้านบนสุดของป้อมจะเห็นทิวกำแพงอยู่ริบๆ ให้อารมณ์เหมือนไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนเลยครับ ช่วงที่ผมไปมีกลุ่มทหารและนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมากมายมาขอถ่ายรูปร่วมกับพวกเรากันเยอะเลย ชาวอินเดียรักการถ่ายรูปเป็นอย่างมากครับ

ช่วงเวลาตั้งแต่ 18.45-19.30 น. จะมีการแสดง Light & Sound ในป้อมคุมบาห์การ์ทด้วย หากใครต้องการจะชมจะต้องซื้อตั๋วต่างหากจากค่าเข้าชมช่วงปกติ แต่ผมว่าหากใครจะชมการแสดงคงต้องหาที่พักในละแวกใกล้ๆ ป้อมจะเหมาะที่สุด เพราะเส้นทางแถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยวมากๆ ขนาดผมออกเดินทางจากป้อมคุมบาห์การ์ทเพื่อจะไปยังเมือง Udaipur ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ยังแอบนึกเสียวๆ อยู่เหมือนกัน

จากป้อมคุมบาห์การ์ทเดินทางกันต่อสู่เมือง Udaipur ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้ฟ้าเริ่มหมดแสงไปแล้ว และคืนนี้ที่พักผมอยู่ในเขตเมืองเก่าซึ่งรถตู้ไม่สามารถเข้าไปส่งด้านในได้ ดังนั้นจึงต้องเหมารถตุ๊กๆ เพื่อไปส่งยังที่พักอีกเช่นเคย

เอจองที่พักไว้ที่ Hotel Devraj Niwas แต่รถตุ๊กๆ ดันไปส่งผิดโรงแรม ทั้งๆ ที่เอยืนยันกับรถตุ๊กๆ ว่าไม่ได้จองที่นี่ไว้ แต่ตุ๊กๆ ก็ยืนยันว่า โรงแรมที่จองไว้คือที่ที่เขามาส่ง หลังจากที่ต้องตกบันไดพลอยโจรตามตุ๊กๆ ก็เลยขนข้าวของเข้าไปด้านในโรงแรม แล้วไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโรงแรม สรุปคือ รถตุ๊กๆ มาส่งผิดโรงแรมจริงๆ เอเลยเปิด Google map เช็คพิกัดอีกที โชคดีหน่อยที่โรงแรมที่จองไว้อยู่ห่างจากโรงแรมที่รถตุ๊กๆ มาส่งผิดที่เพียง 150 เมตร ตอนนั้นหนาวก็หนาว แถมการสัญจรไปมาของรถบริเวณนั้นก็จอแจกันซะเหลือเกิน เราต้องทยอยลากกระเป๋าเดินทางกันด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 


แล้วก็มาถึงที่พักจนได้ ดีหน่อยที่ห้องพักอยู่บริเวณชั้น 2 แถมบันไดก็ไม่ชันด้วย เลยสามารถยกกระเป๋าขึ้นไปบนห้องได้เอง ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำด้วยนะเออ

 

 


และนี่เป็นห้องพักของผมตลอด 2 คืน สภาพห้องพักก็สะอาดดีครับ คืนนี้ผมเลยไม่ต้องไปนอนอึดอัดขดตัวอยู่ในถุงนอนแล้ว 


ห้องนี้เป็นห้องของสมาชิกร่วมทริปครับ สนนราคาค่าห้องอยู่ที่ 3,200 รูปี ราคารวมอาหารเช้า เข้าพักได้ 2 คน

สำหรับชั้น 3 เป็นห้องอาหารที่ต้องบอกว่าเป็นห้องอาหารที่มีบรรยากาศดีมากๆ เพราะสามารถชมความสวยงามของทะเลสาบพิโชล่าได้ด้วย ที่เลือกเข้าพักที่นี่ก็เพราะเหตุผลข้อนี้แหล่ะครับ มื้อค่ำนี้เลยประเดิมขอใช้บริการของห้องอาหารซะเลย อาหารอร่อยใช้ได้ ทานข้าวใต้แสงเทียนในบรรยากาศริมทะเลสาบ เคล้าไปกับเสียงเพลง มันฟินจริงๆ แต่เสียดายที่วันนี้เพลียจริงๆ ทั้งนั่งรถกว่า 7 ชั่วโมง เดินเท้ากว่า 10 กม. แถมอุณหภูมิของอากาศก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ พอทานมื้อค่ำเสร็จเลยต้องรีบกลับไปนอนพักเอาแรงเพื่อจะลุยกันต่อในวันรุ่งขึ้นครับ

วันที่ 6 : 5 ธ.ค.61

เช้านี้ตั้งใจตื่นเช้าเป็นพิเศษเพราะกะจะมาเก็บภาพแสงไฟจาก Lake Palace ในทะเลสาบพิโชล่าช่วงทไวไลท์ ซึ่งเมื่อคืนผมได้มาถ่ายภาพแล้วในช่วงก่อนมื้อค่ำ แต่เนื่องจากฟ้ามืดเกินไปแล้ว เลยกะจะมาล้างตาช่วงเช้านี่แหล่ะครับ

 

 

 


ถึงแม้ว่าแสงจะไม่สวยอย่างที่คิดแต่รู้สึกคุ้มค่าตื่น เพราะบรรยากาศยามเช้ามันช่างเงียบสงบเสียเหลือเกิน เหมือนเวลา ณ ตอนนั้นมันหยุดเดินเลยครับ มันเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงฟันกระทบกันจากความหนาวเย็นที่มาปะทะตัว บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์จริงๆ 


Udaipur ราชธานีแห่งที่สองของอาณาจักรเมวาร์ (Mewar)  สร้างโดย Maharaja Udai Singh II ในยุคนั้น Udaipur เรียกกันในนามอาณาจักรมีวาร์ (Mewar) มหาราชาผู้ปกครองเมืองต่อสู้อย่างหนักเพื่อครองอำนาจการปกครองตนเองโดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของราชวงศ์โมกุลเหมือนเมืองอื่นๆ ในแถบนี้ และรักษาเอกราชประคองตัวผ่านการคุกคามของอิทธิพลโมกุลและผู้รุกรานจากต่างแดนมาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 19 การเข้ามามีอิทธิพลเหนืออินเดียของอังกฤษก็ยากที่จะต้านทาน ถึงกระนั้นก็ยังมีการลงนามในสนธิสัญญาปกป้อง Udaipur จากผู้รุกราน คุ้มครองตัวเองมาได้จนถึงการประกาศอิสรภาพของอินเดียในปี ค.ศ.1947 Udaipur ก็ต้องเข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียยุคใหม่ในที่สุด เมือง Udaipura ตั้งอยู่ริมทะเลสาบพิโชล่า (Lake Pichola) เป็นเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติกเลยครับ เพราะเมืองนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของทะเลสาบ พระราชวัง และน้ำพุที่สวยงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “Venice of The East” ผมชอบบรรยากาศเมืองนี้มากๆ เท่าที่หาข้อมูลมาเขาบอกว่าทะเลสาบพิโชล่าไม่ใช่ทะเลสาบธรรมชาติ แต่เป็นทะเลสาบที่เกิดจากน้ำมือการขุดโดยแรงงานคน มีความกว้างประมาณ 2.5 กม. ยาว 25 กม. ช่วงที่ลึกที่สุดประมาณ 7 เมตร  เพื่อใช้ในการเก็บกักน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคภายในเมือง Udaipur ครับ 

 

 


เราทานอาหารมื้อเช้าที่บริเวณห้องอาหาร (ราคาห้องพักรวมอาหารเช้าแล้ว) เราสามารถสั่งอาหารจากเมนูได้เลยและสามารถสั่งได้ไม่อั้นครับ ถามย้ำกับพนักงานแล้วว่าสั่งได้ไม่อั้นครับ เช้านี้เลยสั่งทั้งออมเล็ต ฟรุทสลัด โยเกิต+ธัญพืช น้ำมะม่วง และแป้งนาน (ที่ผมเพิ่งจะเคยเห็นจากที่นี่เป็นที่แรก เพราะปกติจะเป็นแป้งสีขาว แต่แป้งนานที่นี่ด้านหนึ่งก็คล้ายกับแป้งนานที่เห็นได้ทั่วไป แต่อีกด้านนี่ซิดูแล้วเหมือนกับทาแยมฟักทองประมาณนั้น) พนักงานบอกว่าเป็นอาหารพื้นเมือง อาหารที่นี่อาจจะออกช้าสักนิด แต่ระหว่างรอก็ถือโอกาสชมความงามของทะเลสาบพิโชล่าฆ่าเวลาไปพลางๆ ครับ

สำหรับวันนี้ทั้งวัน เราจะสำรวจเมือง Udaipur กันให้ทะลุปรุโปร่งครับ


โปรแกรมแรกเราเริ่มที่พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักเรา ใช้การเดินเท้าราวๆ 3-400 เมตรก็มาถึงประตูวัง City Palace เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.30-17.30 น. ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม 300 รูปี (รวมค่าธรรมเนียมกล้องแล้ว) ครับ

 

 


City Palace หรือพระราชวังฤดูหนาว เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นจากหินแกรนิตและหินอ่อน มีพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ส่วนของอาคารสูงสุดวัดได้ 11 เมตร และพื้นที่จะยาวจนไปติดทะเลสาบพิโชลา นับเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในราชาสถานเลย 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภายใน City Palace ในส่วนที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นหลายห้องหลายตำหนักมาก เช่น ตำหนักดิลคูสชัลมาฮาล (Dilkhushal Mahal), พระตำหนักโมติมาฮาล (Moti Mahal) หรือ เพิร์ลพาเลซ (Pearl Palace), ห้องคันช์กีบาร์ช (Kanch Ki Burj), ห้องแสดง Chetak ม้าคู่ใจของมหารานา, Courtyard Madan Vilas เป็นจุดชมวิวพระราชวังกลางทะเลสาบ ต้องบอกเลยว่าแต่ละห้องประดับประดาด้วยกระจกและแก้วหลากสี บางห้องเน้นสีสันที่ฉูดฉาด บทสรุปคือทุกห้องล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก เดินดูแล้วเพลินเลยทีเดียวครับ


ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนใน City Palace ยังคงใช้เป็นที่ประทับของราชตระกูล บางส่วนมีการดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยจัดแสดงวัตถุโบราณที่มีค่ามากมายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม และอีกส่วนหนึ่งดัดแปลงให้เป็นโรงแรมหรูที่ชื่อว่า Fateh Prakash Palace Hotel และ Shiv Niwas Palace (ทั้งสองโรงแรม ห้องถูกสุดประมาณ 5-6 พันบาท)

จาก City Palace เราเดินชมเมืองกันมาเรื่อยๆ และย้อนกลับมายังเส้นทางที่จะกลับไปยังที่พัก ระหว่างเส้นทางแวะชมความสวยงามของ Jagdish Temple ครับ

 

 

 

 

 

 

 


Jagdish Temple วัดฮินดูเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี และมีขนาดใหญ่ที่สุดใน Udaipur ชาว Udaipur ให้ความเคารพและศรัทธาวัดนี้เป็นอย่างมาก ภายในมีหินสีดำแกะสลักเป็นรูป Jagannath ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระวิษณุ นอกจากนี้ที่ผนังวัด ยังมีการแกะสลักลวดลายเป็นรูปนางอัปสราและสัตว์ลักษณะต่างๆ แทบทุกตารางนิ้วอย่างวิจิตรบรรจงเลยครับ

ช่วงที่ผมไปถึงวัดเป็นช่วงที่เขากำลังทำพิธีสวดกันพอดี เสียงสวดคล้ายๆ กับการร้องเพลงและมีเสียงตีระฆังดังอยู่ตลอดเวลา ฟังแล้วก็ไพเราะดีครับ Jagdish Temple เปิดให้เข้าชม 2 ช่วงเวลา คือช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 05.00-14.00 น. และช่วงเย็นเวลา 16.00-22.30 น. ที่นี่ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชมและจะต้องถอดรองเท้าด้วย สามารถถ่ายภาพได้เฉพาะภายนอกวัดเท่านั้นครับ

จบจาก Jagdish Temple ผมมีโปรแกรมไปล่องทะเลสาบพิโชล่า แต่แสงแดดยังคงแรงกล้าอยู่เลยขอกลับไปพักผ่อนตุนแรงที่โรงแรมกันก่อน ระหว่างทางก็ไม่พลาดที่จะกระจายรายได้ให้กับชาว Udaipur ครับ สินค้าที่นี่มีหลากหลายมาก หลักๆ จะเป็นเสื้อผ้าส่าหรีสีสดใส รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ Himalaya (กำลังโด่งดังในเมืองไทย) ที่มี Shop อยู่เยอะมาก ที่สำคัญเปิดร้านติดๆ กันเลยครับ แต่ละร้านราคาแทบไม่ต่างกันเลยเพราะขายตามป้ายที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะสามารถต่อรองราคาลงได้อีกนิดหน่อยหากซื้อยกแผงเป็นโหล ผมเองได้มาทั้งเจลล้างหน้ามากว่าครึ่งโหล,Lip Balm 2 โหล และ Pudin Hara (ยาแก้ท้องอืด) อีก 10 แผง 

ผมพยายามกำจัดปลากระป๋องในกระเป๋าเดินทางไปได้เยอะแล้ว เจอ Himalaya รอบนี้รอบเดียว น้ำหนักกระเป๋ากลับทะลุพิกัดตามเดิม

หลังจากแข้งขาเริ่มมีกำลังกลับมาเหมือนเดิม ผมก็เริ่มปฏิบัติภารกิจสุดท้ายของวันกับการไปล่องทะเลสาบพิโชล่า ตั๋วเรือสามารถไปซื้อได้ที่จุดจำหน่ายตั๋วเข้าชม City Palace ครับ ราคาค่าล่องเรือจะมี 2 ช่วงเวลา คือช่วงเวลา 10.00-14.00 น. และช่วงเวลา 15.00-17.00 น. ซึ่งเวลาช่วงหลังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปชมพระอาทิตย์ตก ราคาตั๋ว 830 รูปี (ค่าเรือ 800+ค่าผ่านประตู 30 รูปี) ซึ่งจะแพงกว่าการล่องเรือช่วง 10.00-14.00 น. ประมาณ 300 รูปี ผมได้ล่องเรือรอบ 17.00 น. ครับ แนะนำว่าให้มาถึงจุดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าสักครึ่งชั่วโมง หลังจากที่ซื้อตั๋วแล้วเราจะต้องรีบเดินไปยังท่าเรือ ซึ่งท่าเรือจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งของ City Palace นับว่าเดินไกลพอสมควรครับ


ท่ามกลางความสงบของทะเลสาบพิโชล่าจะพบสิ่งก่อสร้างที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยๆ อยู่ 2 จุด จุดแรกคือพระราชวังกลางน้ำ ที่แต่เดิมมีชื่อว่าจักรนิวาศน์ (Jag Niwas) แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นโรงแรม Taj Lake Palace ไปแล้ว ภายในโรงแรมมีห้องพักอยู่ทั้งสิ้น 83 ห้อง จะบอกว่าโรงแรมตั้งอยู่บนเกาะก็อาจจะบอกไม่ได้เต็มปาก เพราะที่เห็นโผล่พ้นน้ำขึ้นมามันคืออาคารโรงแรมเลย ไม่เห็นพื้นที่ที่โรงแรมปลูกสร้างขึ้นบนผิวดินหรือหิน โรงแรมมีเนื้อที่เพียง 1.5 เอเคอร์ หรือ 3.75 ไร่ ประชากรทั้งหมดก็คือแขกที่มาพักกับพนักงานโรงแรม ตัวพระราชวังสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1746 (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย) ต่อมาปี ค.ศ. 1963 เครือโรงแรม Taj ก็ได้รับสัมปทานและมาดัดแปลง บริหารงานเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวมาจนถึงปัจจุบัน 


สำหรับอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างที่อยู่ถัดไปจาก Taj Lake Palace นั่นคือ Jag Mandir จุดหมายปลายทางที่เรากำลังจะไปชมครับ

 

 

 


เรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากท่า แล้วพาลัดเลาะรอบทะเลสาบ ผ่าน City Palace ผ่านที่พักของเราด้วย แล้วเรือก็หันหัวเรือมุ่งมายัง Taj Lake Palace และเลยไปส่งนักท่องเที่ยวที่เกาะจักรมณเฑียร (Jag Mandir) สำหรับใครที่ว่ายน้ำไม่เป็นไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะเจ้าหน้าที่จะแจกเสื้อชูชีพและให้นักท่องเที่ยวทุกคนใส่ก่อนที่จะลงเรือครับ

 

 


ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 15 นาที เรือก็มาจอดส่งที่ท่าเรือบริเวณด้านหน้า Jag Mandir ครับ จากนั้นก็จะปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนตามอัธยาศัย ใครจะใช้เวลาอยู่บน Jag Mandir นานเท่าใดก็ได้ แต่เรือรอบสุดท้ายที่จะกลับเข้าฝั่ง ที่ได้สอบถามเจ้าหน้าที่มาคือ 19.00 น. (หากใครจะอยู่จนเรือรอบสุดท้าย ขอให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งนะครับ เพราะผมไม่รู้ว่ารอบ 19.00 น. ให้บริการทุกวันหรือไม่)

 

 


บน Jack Mandir มีมณเฑียรเล็กๆ ที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบโมกุล ภายในมีภาพวาดผนังที่เป็นรูปลายดอกไม้และทิวทัศน์ของอุทัยปุระ ตามประวัติเล่าว่าพระเจ้า ชาห์ชหัน (Shah Jahan) กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลที่เป็นผู้สร้าง Taj Mahal ในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์มีชื่อว่าชากันหิระ (Jarganhir) เคยหนีภัยการสู้รบมาประทับอยู่ที่นี่ตามคำเชิญของมหาราชาแห่งอุทัยปุระ เสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่ายอดโดมของมนเทียรแห่งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการนำเอายอดโดมนี้ไปเป็นต้นแบบในการก่อสร้าง Taj Mahal ครับ


วิวที่มองจากชั้น 2 ของมนเทียรครับ

 


ฝั่งตรงข้ามของมนเทียร มีมุมให้บริการคล้ายๆ Café นักท่องเที่ยวสามารถไปนั่งจิบเครื่องดื่ม ทานอาหารว่าง แกล้มไปกับการชมบรรยากาศของทะเลสาบพิโชล่าได้

 

 


สำหรับพื้นที่ในฝั่งขวามือของเกาะยังมีสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่แวดล้อมด้วยสวนหย่อมให้ได้นั่งพักผ่อนครับ

 

 

 

 

 


ผมนั่งชมทิวทัศน์ของทะเลสาบพิโชล่าจนอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ตั้งใจว่าจะรอชมความสวยงามของ City Palace ที่มองมาจากทะเลสาบพิโชล่าในช่วงแสงทไวไลท์ ยามนี้นักท่องเที่ยวต่างทยอยกันกลับข้ามไปอีกฝั่งแล้ว มีเพียงเพื่อนร่วมทริปของผมอีก 7 ชีวิต และกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 3-4 คนเท่านั้น ผมเหลือบมองดูนาฬิกาเห็นว่ายังพอมีเวลาอีกราวๆ 1 ชั่วโมงก่อนที่เรือรอบสุดท้ายจะกลับเข้าฝั่ง ตอนนี้ได้แต่ภาวนาขอให้แสงไฟจาก City Palace ส่องสว่างขึ้นโดยเร็ว สอดประสานกับแสงจากท้องฟ้าเริ่มหมดไป ไม่นานนักสิ่งที่ผมรอคอยก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ภาพความสวยงามของ City Palace ยามต้องแสงไฟ และส่องแสงเป็นเงาสะท้อนลงบนผิวน้ำบนทะเลสาบพิโชล่า บอกเลยว่าไม่เสียแรงเลยที่นั่งรอชมสิ่งที่เป็นไฮไลต์ของวันนานเกือบ 2 ชั่วโมง ผมตักตวงความสุขที่อยู่เบื้องหน้าก่อนจะกลับข้ามฝั่งไปด้วยความอิ่มเอมใจ 

ถึงแม้วันนี้ดูเหมือนโปรแกรมเราจะหลวมๆ แต่เป็นวันที่เราทำสถิติการเดินสูงสุดในทริปนี้ เพราะเราใช้กำลังขาในการเดินกว่า 12.5 กม.เลยทีเดียว

วันที่ 7 : 6 ธ.ค.61

วันนี้ผมมีแผนจะเดินทางไปยังเมือง Jaipur ซึ่งถ้าหากเดินทางโดยรถจะใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง เราจึงเลือกที่จะบินไป Jaipur ในช่วงเย็นแทนการนั่งรถ สำหรับช่วงเช้ายังพอมีเวลาได้เที่ยวกันก่อน วันนี้เอจัดโปรแกรมไปยังป้อมซิตโตการ์ทแล้วกลับมาขึ้นเครื่องที่ Udaipur อีกครั้ง

ป้อมชิตโตการ์ทอยู่ห่างจาก Udaipur ประมาณ 130 กิโลเมตร โดยใช้เวลานั่งรถประมาณ 3 ชั่วโมง เช้านี้เราเลยต้องออกเดินทางกันแต่เช้า เช้านี้เราเลยไม่ได้ขึ้นไปใช้บริการอาหารเช้าของทางโรงแรมเนื่องจากห้องอาหารเปิดค่อนข้างช้าและใช้เวลาในการจัดเตรียมอาหารค่อนข้างนาน แต่เอได้แจ้งกับทางโรงแรมเพื่อให้จัดเตรียมอาหารเช้าแบบปิกนิกให้ เพื่อเอาไปทานประทังชีวิตระหว่างเดินทางครับ

รถตู้มาจอดส่งอยู่ที่ด้านล่างของป้อมชิตโตการ์ท จากนั้นต้องเหมารถตุ๊กๆ เพื่อขึ้นไปชมป้อมด้านบน รถตุ๊กๆ 1 คันสามารถนั่งอัดได้ 4 คน โดยรถจะพาเที่ยวชมโดยรอบป้อมชิตโตการ์ทแล้วจะกลับมาส่งยังจุดที่รถตู้จอด ค่าเหมารถตุ๊กๆ อยู่ที่ 300 รูปี/คันครับ

Chittorgarh Fort เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 04.00-22.00 น. โดยมีค่าธรรมเนียมเข้าชม 600 รูปี แต่ช้าก่อน!! หากยื่น Passport ไทยจะได้รับส่วนลดด้วย โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมได้ในราคาคนอินเดียคือ 40 รูปีครับ จุดเที่ยวหลักๆ จะมีประมาณ 3 จุด แต่ละจุดอยู่ห่างกันพอสมควร
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รถตุ๊กๆ พามาจอดที่ที่แรก ป้ายเขียนบอกว่า Chittorgarh Fort

 

 

 


Chittorgarh Fort อดีตเคยเป็นเมืองหลวงและยังเป็นป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ที่แฝงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์มากมาย ป้อมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง Chittorgarh สร้างขึ้นบนเนินเขาสูง 180 เมตร ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะ (Maurya) กินพื้นที่กว่า 2.8 ตารางกิโลเมตร ภายในป้อมมีพระราชวังหลายแห่ง มีวัดฮินดู มีหอคอยอนุสรณ์ และมีบ่อน้ำที่เคยมีมากถึง 84 บ่อ แต่ปัจจุบันหลงเหลือเพียง 22 บ่อ ป้อมแห่งนี้เป็น 1 ใน 6 ป้อมปราการแห่งราชาสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 ครับ

 

 

 

 

 


หนึ่งในหลายๆ วัดฮินดูที่อยู่ภายใน Chittorgarh Fort ลวดลายบนหินที่ถูกแกะสลักแทบทุกตารางนิ้วมันดูอ่อนช้อยมากๆ เรียกได้ว่าความสวยไม่เป็นสองรองใครจริงๆ 

 


แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาว Chittorgarh มาชั่วนาตาปี

จาก Chittorgarh Fort รถตุ๊กๆ พาเราไปชมอีกจุดหนึ่งนั่นคือ Padmini Palace ครับ

 


ภายใน Padmini Palace ไม่ค่อยมีอะไรมากหากเทียบกับวัดฮินดูใน Chittorgarh Fort แต่ที่ Padmini Palace สามารถชมวิวมุมกว้างของ Chittorgarh Fort ได้ครับ

 


วิวที่มองออกจาก Padmini Palace ครับ

จากนั้นรถตุ๊กๆ พาไปยังจุดหมายสุดท้ายนั่นคือ Kumbha Palace ช่วงจังหวะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถตุ๊กๆ ได้ยินเสียงแว่วๆ มาจากคนขับรถตุ๊กๆ ว่าให้เวลาที่จุดนี้ 10 นาที!!! ผมแอบนึกในใจ ให้ตายซิ มาตั้งไกลให้เที่ยวแค่ 10 นาทีเองเหรอ แต่เอบอกว่าไม่ต้องสนใจ เรายังมีเวลาอยู่พอสมควร ใช้เวลาให้เต็มที่ หากคนขับรถตุ๊กๆ แสดงทีท่าไม่พอใจเดี๋ยวเราค่อยให้ทิปเขาไป เป็นอันว่าเข้าใจตรงกัน จากนั้น ลุย!!!


ภายใน Kumbha Palace ให้อารมณ์เหมือนมาเดินชมโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เพราะด้านในมีแต่ซากปรักหักพังของอาคารต่างๆ แต่ก็ยังคงเห็นถึงโครงสร้างของอาคารแต่ละหลังอย่างชัดเจน 

 


ช่วงแรกที่เดินเข้ามาใน Kumbha Palace อาจจะดูไม่มีอะไรน่าสนใจสักเท่าไร ผมเกือบจะหันหลังเดินกลับไปยังรถตุ๊กๆ แล้ว อีกอย่างแสงแดดที่แรงกล้ามันทำให้อยากที่จะกลับไปนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ นั่งตากแอร์ในรถตู้เร็วๆ แต่ไม่รู้อะไรดลใจ ทำให้ผมก้าวเท้าเดินต่อเข้าไปด้านในอีก แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ที่ตัดสินใจเดินเที่ยวต่อครับ


ด้านในสุดเป็นกำแพงริมหน้าผา มองลงไปเห็นเมือง Chittorgarh แอบเป็น Mini Blue City ด้วย เลยทำให้หวนคิดถึงเมือง Jodhpur ขึ้นมาในทันที

 

 

 


ยิ่งเดินเข้าไปลึกยิ่งเจออาคารสวยๆ เวลาจาก 10 นาที ขยับไปเป็น 20 และ 30 นาทีอย่างรวดเร็ว ทางเข้าออกของ Kumbha Palace มีทางเดียว เราเดินเข้าไปลึกเท่าไรก็ต้องเดินกลับออกมาไกลเท่านั้น 

กลับมาถึงรถตุ๊กๆ แอบเจอคนขับมองตาเขียวนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้บ่นอะไร พอรถตุ๊กๆ พามาส่งยังรถตู้ เอก็จ่ายค่ารถพร้อมค่าทิป เท่านั้นแหล่ะ ยิ้มแก้มแทบปริ

จาก Chittorgarh Fort เรามุ่งหน้าสู่สนามบินในเมือง Udaipur ไฟล์ทนี้ถือว่าโชคดีที่ไม่มีการโดนยกเลิกไฟล์ทหรือไฟล์ทดีเลย์ ไฟล์ทนี้เราบินกับ Indigo ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาทีก็มาถึงเมือง Jaipur ครับ


รถจากบริษัทเดิม (Four Wheel Drive India) มารอรับเราอยู่ที่สนามบินแล้ว หลังจากนั้นก็ตรงเข้าสู่ที่พักซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Jaipur 

เมื่อเข้าเขตตัวเมือง Jaipur ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเพิ่งเดินทางออกมาจากป่าอย่างไงอย่างงั้นเลย แสง สี และสิ่งก่อสร้างที่ดูทันสมัยใน Jaipur มันทำให้ผมต้องมองซ้ายทีมองขวาทีไปตลอดเส้นทางที่อยู่ในรถ ความศิวิไลซ์ของ Jaipur ผมว่าน้องๆ เชียงใหม่บ้านเราครับ ตลอดทั้ง 6 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียก็เพิ่งจะมีวันนี้แหล่ะที่ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจ ขนาดค่ำแล้ว สองข้างทางยังคงคึกคักอยู่เลย รถค่อยๆ เลี้ยวไปในซอยที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายกำไลข้อมือ ประหนึ่งเหมือนมาเที่ยวสำเพ็งครับ ไม่นานนักรถก็มาจอดที่หน้าโรงแรม Pandya Niwas ซึ่งจะเป็นที่พักของผมตลอด 2 คืนที่อยู่ใน Jaipur ครับ     

 

 

 


ห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างพร้อม ผ้าปู ปลอกหมอน ผ้าห่มดูสะอาดดีครับ คืนนี้ผมเลยไม่ต้องเอาถุงนอนขึ้นมาใช้ ราคาห้องอยู่ที่ 2,200 รูปี/คืน ราคานี้ไม่รวมอาหารเช้าครับ

 


สองห้องนี้เป็นห้องของพี่ๆ สมาชิกร่วมทริปครับ

นักท่องเที่ยวชาวไทยมาใช้บริการของ Pandya Niwas กันค่อนข้างเยอะเลยครับ ผมเจอกลุ่มคนไทยทั้ง 2 วันตลอดที่เข้าพัก สถิติการเดินวันนี้เพียง 6.5 กม. เท่านั้นเอง หลักๆ แล้วเดินเที่ยวใน Chittorgarh Fort เป็นหลักครับ

วันที่ 8 : 7 ธ.ค.61

วันนี้ทั้งวันเรามีโปรแกรมท่องเที่ยวในเมือง Jaipur กัน คนขับรถนัดพวกเราแต่เช้า เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งของรัฐราชาสถาน บริเวณด้านหน้าที่พักเราก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นคูหาเลือกตั้งครับ

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ Jaipur กันก่อนดีกว่า “Jaipur” เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของราชาสถาน สิ่งปลูกสร้างโดยเฉพาะในบริเวณตัวเมืองเก่านั้นได้รับการทาให้เป็นสีชมพู เหตุเพราะในสมัยของ Maharaja Ram Singh อินเดียยังเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเป็นการต้อนรับกษัตริย์ Edward VII จากสหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1853 พระองค์จึงมีรับสั่งให้ราษฎรทาสีบ้านเรือนเป็นสีชมพูเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติเจ้าอาณานิคม จนทำให้ Jaipur ได้รับสมญานามว่า “นครสีชมพู”

จุดหมายแรกของวันอยู่ที่ Hawa Mahal ซึ่งเท่าที่ผมหาข้อมูลมา เขาแนะนำว่าให้มาเที่ยวช่วง 09.00 น. และช่วง 16.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่แสงสวยครับ


จากที่พักมาถึง Hawa Mahal ใช้เวลาไม่นาน ช่วงเช้ารถไม่ติดใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีครับ ช่วงเช้านักท่องเที่ยวยังไม่เยอะเท่าไร เลยถ่ายภาพได้แบบสบายๆ ครับ

ภาพของกำแพงสีชมพูที่เต็มไปด้วยช่องหน้าต่าง ภาพๆ นี้แหล่ะที่ทำให้ผมอยากที่จะมาเยือนอินเดีย และภาพที่ผมเคยวาดฝันไว้ในตอนนั้น บัดนี้ได้มาอยู่เบื้องหน้าของผมแล้ว  


ผมได้หาข้อมูลมาบ้างแล้วว่าฝั่งตรงข้ามกับ Hawa Mahal จะมีร้านกาแฟชื่อ The Tattoo Café ซึ่งร้านนี้นับเป็นทำเลที่ดีเยี่ยมในการถ่ายภาพ Hawa Mahal ได้แบบเต็มๆ ตา โดยที่เราไม่ต้องแหงนคอตั้งบ่าเหมือนตอนที่ยืนถ่ายภาพตรงฟุตบาทด้านหน้า Hawa Mahal ครับ 

ช่วงที่ผมกำลังหันไปหาร้าน The Tattoo Café ก็มองเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่ระเบียงชั้น 3 โบกมือพร้อมส่งเสียง Hello..Hello.. อยู่ตลอดเวลา ผมมองไปที่ต้นเสียงพร้อมพยักหน้าส่งสัญญาณเป็นอันรู้กัน เมื่อข้ามถนนมาถึงด้านล่างของร้าน The Tattoo Café ชายคนนั้นก็มายืนรอรับอยู่ตรงทางเข้าร้านแล้ว ผมมองดูเห็นป้ายบอกร้าน The Tatto Café ก็เลยเดินตามขึ้นไป

ชายคนนั้นพาเดินขึ้นไปในตัวอาคารตามบันไดเล็กๆ วนขึ้นไปบนชั้น 3 แล้วมาโผล่ที่ระเบียง เมื่อมองออกไปก็เห็น Hawa Mahal แบบเต็มๆ ตา แต่ในความรู้สึกผม ผมว่ามุมมันเฉียงๆ ไม่เห็นเหมือนในภาพที่ได้เห็นมา ตอนนั้นชักเริ่มสังเกตด้านข้างของระเบียงที่ผมยืน เมื่อมองขึ้นไปด้านบนอีกหน่อย ยังมีอีก 1 ระเบียงที่อยู่ตรงข้ามกับ Hawa Mahal แบบตรงๆ ผมส่งสัญญาณชี้นิ้วไปที่ระเบียงนั้น ชายคนนั้นส่ายหัว บอกว่าเราไม่สามารถขึ้นไปได้ ผมเริ่มแปลกใจ หรือว่าที่ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ร้าน The Tattoo Café พยายามมองหาชื่อร้านที่ผมยืนอยู่ เมื่อหันหลังกลับไปยังประตูที่ผมออกมายืนตรงระเบียง ถึงได้เห็นชื่อป้ายร้านว่า Wind View Café ว่าแล้ว!! งานนี้เสียรู้แขกเข้าซะแล้ว จะเดินออกแขกคนนั้นก็ยื่นมือส่งสัญญาณ Money…Money… เพื่อไม่ให้เสียเวลาเลยยื่นเงินให้ 100 รูปี แล้วเดินออกจากร้านไป แต่ดูแขกคนนั้นทำท่าไม่พอใจ ตอนนั้นผมไม่สนใจแล้วเลยรีบเดินออกไปและไปเข้าอีกหนึ่งประตู เห็นพนักงานกำลังทำความสะอาดอยู่ในร้าน เลยถามไปว่า ใช่ The Tattoo Café หรือไม่ พนักงานยักไหล่ยักคอตอบรับ ผมเลยส่งสัญญาณว่าจะขอขึ้นไปถ่ายภาพด้านบน พนักงานยิ้มรับเป็นอันรู้กัน 

ถ้าใครมีเวลามากพอ ผมแนะนำให้สั่งเครื่องดื่มมานั่งจิบ พร้อมชมบรรยากาศของ Hawa Mahal แบบชิวๆ สำหรับคนที่มีเวลาน้อยแล้วไม่ได้สั่งเครื่องดื่ม หากต้องการจะขึ้นไปถ่ายภาพด้านบนคงจะต้องเสียค่าใช้สถานที่ในการยืนถ่ายภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วค่าใช้สถานที่ในการยืนถ่ายภาพ ราคาเท่ากับราคาเครื่องดื่มเลยครับ

 


บนระเบียงของร้าน The Tattoo Café นี่แหล่ะครับ เป็นมุมที่จะถ่าย Hawa Mahal ได้ตรงที่สุดแล้ว ตอนนั้นไม่รออะไรแล้ว กดชัตเตอร์แบบรัวๆ 

Hawa Mahal เป็นหนึ่งในหลายพระราชวังที่อยู่ในกำแพงเมืองของนครสีชมพู สร้างขึ้นในสมัยของมหาราชาสะหวาย ประธาป สิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) ออกแบบโดยลาล ชันด์ อุสถัด (Lal Chand Ustad) โดยถอดแบบมาจากรูปทรงของมงกุฎพระนารายณ์ มีลักษณะเด่นอยู่ที่ด้านหน้าอาคารมีหน้าบันสูงห้าชั้นลักษณะคล้ายรวงผึ้ง สร้างขึ้นจากหินทรายสีแดงสดฉลุหินให้เป็นช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่นับรวมๆ กันได้ถึง 953 บาน แต่ถูกปิดไว้ด้วยหินทรายฉลุ ทำให้นางในฮาเร็มพระสนมที่อยู่ด้านในสามารถมองออกมาข้างนอกได้แต่คนภายนอกไม่สามารถมองเข้าไปด้านในได้ และประโยชน์ของการที่มีหน้าต่างเยอะนั่นคือเป็นช่องแสงและช่องลม จนเป็นที่มาของชื่อ “Palace of Wind” หรือพระราชวังสายลมนั่นเองครับ


จาก Hawa Mahal ไปต่อกันที่ป้อมแอมเบอร์ (Amber Fort) คนขับรถพามาจอดที่ด้านหน้าของ Amber Fort เพื่อให้เราถ่ายภาพของป้อมจากด้านหน้า พร้อมกับแจ้งข่าวร้าย!!! ว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันเลือกตั้งของรัฐราชาสถาน ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งในราชาสถานปิดหมดไม่ว่าจะเป็น Amber Fort, City Palace, ด้านในของ Hawa Mahal, Step well, Jantar Mantar, Nahargarh Fort เอาเป็นว่าโปรแกรมของผมที่วางแผนไว้ทุกที่ ปิดหมด!!! ได้ยินแบบนี้ หัวใจแทบสลายเลยครับ ทำไมต้องมาเลือกตั้งกันวันนี้ด้วยเนี่ย 

ระหว่างที่สาละวนถ่ายภาพ Amber Fort อยู่ตรงข้างถนน ก็มีรถจี๊บมาจอดใกล้ๆ แล้วเสนอมาว่าจะพาขึ้นไปชมด้านบนให้ใกล้กับ Amber Fort มากที่สุด โดยเปิดราคามาที่ 500 รูปี (รถ 1 คันสามารถอัดสมาชิกได้ทั้งหมด 8 คน) ซึ่งเอกำลังจะตกลงอยู่แล้ว คนขับรถตู้ก็มาเสนอว่าทางบริษัทที่เราเช่ารถตู้นั้นก็ให้บริการรถจี๊บเช่นกัน รถตู้เลยพาคณะของผมมาส่งยังบริเวณลานจอดรถของร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งบริเวณนั้นก็มีรถจี๊บรอให้บริการอยู่จริงๆ

 

 

 

 

 


รถจี๊บพาผ่านเข้าไปยังชุมชน ผ่าน Step Well และไต่ขึ้นไปตามทางลาดชัน ไม่นานนักก็มาจอดอยู่ด้านข้างของ Amber Fort เราเที่ยวชม Amber Fort ได้แค่เพียงภายนอกเท่านั้นครับ

Amber Fort เป็นป้อมปราการหินทรายแดงที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินเขาเหนือทะเลสาบ Maota ด้านในมีพระราชวังที่เคยเป็นที่ประทับของราชปุตมหาราชาและพระราชวงศ์ ป้อมปราการแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการทหารและการปกครองของมหาราชาแห่งชัยปุระมาหลายรุ่นหลายสมัย ป้อมแห่งนี้มีอายุกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นเมื่อปี 966 จนมาถึงสมัยของ Maharaja Man Singh ในปี ค.ศ.1592 จึงได้สร้างพระราชวัง มัสยิด ท้องพระโรงขึ้นภายในป้อม จากนั้นก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมาจนเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของ Maharaja Jai Singh ก่อนจะย้ายเมืองหลวงมาอยู่บนพื้นราบ Amber Fort นับเป็นต้นแบบของศิลปะสถาปัตยกรรมแบบราชปุต เป็นการผสมผสานจากโมกุล (อิสลาม) และฮินดูได้อย่างกลมกลืน เป็น 1 ใน 6 ป้อมปราการแห่งราชาสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 ครับ


รถจี๊บพากลับมาส่งยังจุดจอดรถ จากนั้นคณะของผมก็โดนต้อนให้เข้าไปดูสินค้าด้านในร้านค้า มีการสาธิตทอพรมผืนใหญ่ให้ดูด้วย ผมทึ่งกับการทอพรมจริงๆ เพราะหนึ่งผืนมันเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนกว่า 5 คนเลยครับ ด้านในร้านค้ามีสินค้าให้เลือกชมมากมาย หลักๆ จะเป็นผ้าพัชมีนาเนื้อนุ่ม ส่าหรีสีจัดจ้าน รวมถึงเครื่องประดับมากมาย แต่ไม่ได้แอ้มเงินผมหรอก...

 


จากนั้นรถตู้พามาจอดที่ริมทะเลสาบมันสกา เพื่อให้เราได้แวะถ่ายภาพกับ Jal Mahal ครับ Jal Mahal เป็นพระราชวังกลางน้ำที่ตั้งเด่นอยู่กลางทะเลสาบมันสกา (Man Sagar Lake) มีฉากหลังเป็นเทือกเขานหาร์การห์ (Nahargarh) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของ Maharaja Sawai Jai Singh II ตัวอาคารออกแบบตามสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานแบบราชปุตและโมกุลอันเป็นเอกลักษณ์ของราชาสถาน Jal Mahal สร้างขึ้นจากหินทรายสีแดง มีทั้งหมด 5 ชั้น โดย 4 ชั้นล่างจะถูกน้ำท่วมเมื่อระดับน้ำในทะเลสาบสูงสุด และจะเหลือให้เห็นเพียงชั้นบนสุดเท่านั้น ฉัตรีซึ่งเป็นยอดหลังคาทรงสี่เหลี่ยม สร้างในแบบสถาปัตยกรรมเบงกอล ส่วนฉัตรีบริเวณสี่มุมของอาคารเป็นทรงแปดเหลี่ยมครับ นักท่องเที่ยวสามารถชม Jal Mahal ได้แต่เพียงภายนอก โดยยืนชมอยู่ริมทะเลสาบเท่านั้นครับ 

 



จาก Jal Mahal ไปต่อกันที่ Patrika Gate ซึ่งเป็นประตูเมืองลำดับที่ 9 ของ Jaipur สร้างโดยเจ้าของหนังสือพิมพ์ Patrika เดิมที่นี่เป็นเพียงวงเวียนธรรมดา แต่เมื่อมีการสร้างประตูเมืองแห่งนี้ขึ้น ก็ทำให้วงเวียนธรรมดาๆ กลับมีสีสันขึ้น นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาถ่ายภาพที่ Partrika Gate กันมากมายเลยครับ ภายในประตูมีภาพเขียนสีแสดงประวัติศาสตร์ของเมือง Jaipur ใครที่รักการถ่ายภาพแนะนำเลยว่าไม่ควรพลาดที่นี่ครับ ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับมื้อเที่ยงนี้ ผมไปใช้บริการที่ Caffé  Palladio ร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจะต้องแวะมา Check in ที่นี่ ผมเองก็ไม่พลาดเช่นกัน

 

 


Caffé  Palladio เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนผสมอาหรับ เจ้าของเป็นชาวอิตาเลียนสวิสและเพื่อนชาวดัตช์ ร้านนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Andrea Palladio สถาปนิกชาวอิตาลีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดผู้หนึ่งทางด้านแนวคิดการออกแบบในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อร้านด้วย ภายในร้านตกแต่งสไตล์บารอคผสมราชปุต ทางร้านจะนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาใช้ในการประกอบอาหารครับ

มาดูหน้าตาของอาหารกันบ้างดีกว่า


Pomegranate Tabbouleh คล้ายๆ กับสลัดธัญพืช ทางร้านจะนำ Green Herbal มาสับ แล้วนำมาคลุกกับแป้ง Couscous และโรยด้วยทับทิม เมื่อทานจะได้กลิ่นหอมจากสมุนไพร ได้ความมันจาก Couscous และได้ความหวานจากทับทิม ทานแล้วสดชื่นดีครับ เมนูนี้ 500 รูปี


Pasta All Norma เป็นสปาเก็ตตีสไตล์อิตาเลียนที่โรยหน้าด้วยมะเขือม่วงอบกรอบ ชีส และซอสมะเขือเทศ เมนูนี้อร่อยดีครับ สนนราคา 400 รูปี 


Funghi เป็นพิซซาหน้าชีสและเห็ด ทานร้อนๆ อร่อยสุดๆ หอมกลิ่นเห็ดมาก เมนูนี้ 350 รูปี (มี 2 ชิ้น) 


ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Ricotta Cannoli เป็นแป้งพัฟกรอบที่สอดไส้คล้ายๆ ครีมส้ม หน้าตาคล้ายๆ แผ่นเกี๊ยวทอด รสชาติหวานๆ มันๆ เสียดายที่ชิ้นเล็กไปนิ๊ด ทานยังไม่จุใจเลยครับ เมนูนี้ 300 รูปี (มี 2 ชิ้น)


Palladio Peaches เป็นเค๊กที่สอดไส้ครีม Ricotta ทำเป็นก้อนกลมๆ คล้ายลูกพีช หวานกำลังดี เมนูนี้ 250 รูปี (มี 1 ชิ้น)

หากใครมาเที่ยวที่ Jaipur ก็ลองมาแวะชิมได้นะครับ อาหารอร่อย บรรยากาศดี มุมถ่ายภาพเพียบ ร้านนี้หยุดทุกวันอังคาร โดยวันจันทร์-เสาร์ เปิดเวลา 12.30-22.30 น. และวันอาทิตย์เปิด 10.30-22.30 น. บอกเลยว่าลูกค้าคนไทยเยอะมาก ช่วงที่ผมไปทานมีลูกค้าคนไทยมาใช้บริการกว่า 90% หมุนเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเลยครับ 

หลังมื้อเที่ยงผมตรงกลับเข้าที่พัก เนื่องจากว่าโปรแกรมวันนี้เราไม่สามารถไปเที่ยวชมอะไรอีกได้แล้ว เลยวางแผนว่ากลับที่พักไปพักเอาแรงก่อน ส่วนช่วงเย็นๆ จะเดินเล่นสำรวจบ้านเมืองใน Jaipur กันต่อครับ


ด้านหน้าที่พักมีอาหารพื้นเมืองแนว Street food ขายหลายอย่างมาก มีทั้งแบบร้านห้องแถว มีทั้งแบบรถเข็น ผมกับพี่วรรณเป็นพวกชอบลองของ ผมเลยชวนพี่วรรณไปด้อมๆ มองๆ รถเข็นที่ขาย Paani Ke Patashe ที่มาจอดขายอยู่ด้านข้างโรงแรม ในราชาสถานมีรถเข็นที่ขาย Paani ke Patashe เยอะมาก ลักษณะเป็นแป้งบางๆ ลูกกลมๆ ทอดกรอบ เวลาทานจะเจาะแป้งกลมๆ ให้เป็นรู และจะนำไส้ที่ดูจากสายตาแล้วคาดว่าจะเป็นมันนึ่งบด มาใส่ในแป้งกลมๆ จากนั้นจะนำน้ำจิ้มราดใส่ลงในรูที่ถูกเจาะ ผมมองตาพี่วรรณในเชิงท้าทาย กล้าหรือไม่กล้า...พี่วรรณรับจานกระดาษเล็กๆ ที่พ่อค้ายื่นมาให้ จากนั้นพ่อค้าก็สาละวนกับการนำแป้งกลมๆ มาเจาะรูด้วย “นิ้ว” และใช้ “นิ้ว” ดำๆ นิ้วเดิมที่ก่อนหน้านี้ได้หยิบจับอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ หยิบไส้มาใส่ไว้ในรูโดยที่ไม่มีการล้างมือแต่อย่างใด จากนั้นพ่อค้าค่อยๆ บรรจงนำแป้งบางๆ ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยมือดำๆ มาวางไว้บนจานเล็กๆ ที่พี่วรรณถืออยู่ ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าเธอจะกล้าหยิบเข้าปากอย่างไม่สนใจอะไรเลย เธอเคี้ยวๆ แล้วมองมาทางผม ทำหน้าปูเลี่ยนๆ เอาละซิ!!! ทีนี้คิวผมบ้างแล้ว ผมจะไม่ลองก็กลัวเสียหน้าเพราะผมเป็นคนชวนเธอมาลองเอง เพราะอาการกลัวจะเสียหน้านี่แหล่ะครับเลยต้อง “จำใจ” หยิบแป้งกลมๆ มาเข้าปากบ้าง ให้ตายซิ รสชาติมันบอกไม่ถูก รสมันนิ่งมากๆ แต่ลิ้นรู้สึกถึงความเหนียวเล็กๆ ของแป้งที่ผ่านการตากแดดตากลมมาพอสมควร ผมจะคายทิ้งก็เกรงว่าจะเสียมารยาท เลยต้องจำใจกลืนให้มันรีบลงไปในกระเพาะโดยเร็ว สำหรับค่าเสียหาย ลูกละ 10 รูปีครับ  

 


ราวๆ 16.30 น. ผมเริ่มออกเดินทางกันอีกรอบ แต่รอบนี้ใช้วิธีการเดินเท้ากัน โดยกะจะเดินไปเรื่อยๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Hawa Mahal ครับ


จริงๆ แล้วการ “เดิน” เที่ยวในตัวเมืองมันก็ให้อีกความรู้สึกหนึ่งเหมือนกันนะครับ ได้เห็นและสัมผัสวิถีชีวิตของชาว Jaipur แบบใกล้ชิด ได้เห็นว่าเขาอยู่เขากินกันอย่างไร เพลินดีเหมือนกันครับ


ไม่นานนักผมก็มาถึง Hawa Mahal อีกครั้ง ต้องบอกเลยว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสาย ด้านหน้า Hawa Mahal มีร้านขายของเพียบบบบบ... ใครที่ต้องการหาซื้อของฝาก ผมแนะนำให้มาหาซื้อที่นี่เลยครับ สินค้าก็มีหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า ส่าหรี รองเท้าผ้า รองเท้าหนัง ของ souvenirs มากมาย และแน่นอนอย่าลืมต่อราคากันด้วยนะครับ ต่อราคาให้เกินกว่าครึ่งของราคาที่ตั้งไว้เลย ถ้าต่อรองราคาแล้วพ่อค้าไม่ให้ลองใช้วิธีเดินออกจากร้านดูนะครับ เผื่อคนขายจะยื่นข้อเสนอดีๆ ให้ครับ อย่างผมไปซื้อเสื้อ พ่อค้าเปิดราคามา 1,200 รูปี ผมก็อ้างต่างๆ นานาว่าเพื่อนไปซื้อมาจากร้านข้างๆ ได้ราคาแค่ 500 รูปี แล้วนี่ผมจะซื้อเยอะด้วยนะ ท้ายสุดผมก็ได้มาในราคา 400 รูปีครับ


ต่อราคาสินค้าตั้งแต่ฟ้าสว่างยันฟ้ามืดกันเลยครับ ก่อนกลับเลยขอเก็บบรรยากาศของ Hawa Mahal ช่วงเปิดไฟกันซะหน่อย

 

 


ก่อนกลับที่พักเลยขอนั่งตุ๊กๆ ชมแสงสีของ Jaipur กันอีกนิดหน่อย ผมให้รถตุ๊กๆ พาไปยังพิพิธภัณฑ์กลางของเมืองชัยปุระ (Albert Hall Museum) เพราะเมื่อวานตอนที่รถมารับจากสนามบินเพื่อไปส่งยังที่พัก ผมเห็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วอยากจะให้คนขับจอดเพื่อแวะถ่ายภาพมาก แต่ตอนนั้นไม่สามารถจริงๆ วันนี้เลยขอมาสนองความต้องการของตัวเองซะหน่อย พิพิธภัณฑ์กลางสร้างตามสถาปัตยกรรมของอังกฤษ ดูแปลกแตกต่างจากรูปแบบอาคารบ้านเรือนของเมืองชัยปุระเป็นอย่างมากครับ ตามข้อมูลที่ผมได้มาบอกว่าด้านในจัดแสดงวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยในราชสถาน รวมถึงห้องสมุดและภาพวาดแบบย่อส่วน (Miniature Painting) ในสมัยของโมกุลให้ชมด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าไปด้านในนะครับ เพราะว่าวันนี้ทุกอย่างปิดหมด ช่วงค่ำๆ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดไฟอลังการซะจริงๆ ไฟจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ดูแล้วเพลินดีครับ

ถึงแม้ว่าวันนี้ผมจะไม่มีโปรแกรมอะไรมากมาย แต่ก็ทำสถิติการเดินได้ถึง 8.30 กม. เลยทีเดียว คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้อยู่ในรัฐราชาสถาน พรุ่งนี้ผมจะข้ามเขตไปอีกรัฐนั่นคือ รัฐอุตตรประเทศ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ใฝ่ฝัน ที่ทำให้ผมเลือกจะมาในทริปนี้..ทัชมาฮาล...

วันที่ 9 : 8 ธ.ค.61

วันนี้ผมไม่สามารถนำโปรแกรมที่พลาดไปเมื่อวานมาชดเชยในวันนี้ได้เลยเนื่องจากผมมีบินในตอนเช้า จุดหมายปลายทางของวันนี้อยู่ที่ Agra ครับ การมาเยือน Jaipur ครั้งนี้เหมือนได้มารู้จักกับ Jaipur เพียงผิวเผินเท่านั้น ระหว่างนั่งรถมาสนามบินก็ภาวนามาตลอดทางว่าขออย่าให้ไฟล์ทโดนยกเลิกหรือดีเลย์เลย เพราะโปรแกรมหลังจากลงเครื่องแล้วค่อนข้างแน่นอีกเหมือนเคย ในใจแอบมีความหวังเล็กๆ นะว่า Air India สายการบินเครือ A star alliance คงจะไม่พ่นพิษใส่ผม แต่ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ทุกอย่างมันติดขัดไปซะหมด เริ่มตั้งแต่จะก้าวเท้าเข้าสนามบินเลยครับ 

ผมมาถึงสนามบินประมาณ 08.00 น. หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน คือเจ้าหน้าที่ขอตรวจเอกสารเกี่ยวกับการเดินทาง ปรากฏว่า Booking ที่เตรียมไว้ดันเป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจเอกสารเลยให้เอไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของสายการบินเพื่อออก Booking ภาษาอังกฤษให้ใหม่ เอกลับมาพร้อมสีหน้าที่ตื่นตระหนกแล้วแจ้งกับพวกเราว่า ไฟล์ทที่เราจะบินเกิดดีเลย์ และที่สำคัญดีเลย์แบบไม่มีกำหนดด้วย ให้ตายซิ แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน รถตู้ที่เราเช่าไว้ก็ไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ จะออกไปเที่ยวไหนก่อนก็ติดปัญหาเรื่องกระเป๋า และเราก็คงไม่กล้าออกไปไหนไกลด้วยเพราะยังไม่รู้ว่าจะได้บินตอนกี่โมง มีอยู่ทางเดียวคือนั่งรออยู่ในสนามบินโดยที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลย

ระหว่างรอเริ่มรู้สึกได้ถึงอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ท้องไส้เริ่มไม่เป็นปกติ มีอาการโครกครากๆ ในท้อง ดีหน่อยที่ไม่ปวดท้องถ่ายจุกจิกให้รำคาญ ผมรอเวลา bording จนเกือบจะเที่ยงเลยงัดเสบียงขึ้นมา เพราะวางแผนว่าจะได้ทานยาและเมื่อลงเครื่องแล้วจะได้เที่ยวต่อได้เลย มื้อนี้พอได้เปิดปลากระป๋อง กลิ่นของปลากระป๋องมาเตะที่จมูกอย่างจัง ผมเริ่มไม่อยากที่จะกลืนข้าวแล้ว คงเกิดจากอาการเบื่อปลากระป๋องเป็นแน่ๆ 

Gate เริ่มเปิดตอนเกือบจะเที่ยง สิริรวมเวลาแล้วผมติดอยู่ในสนามบิน Jaipur เกือบ 4 ชั่วโมง นี่ถ้าเลือกการนั่งรถไป Agra ป่านนี้คงได้เที่ยวใน Agra แล้ว

สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่อยากนั่งรถแบบหัวสั่นหัวคลอนประมาณ 3-4 ชั่วโมง แล้วคิดจะใช้ตัวเลือกในการเดินทางคือการนั่งเครื่องบินเพียง 1 ชั่วโมง คุณอาจจะคิด “ผิด” หากคุณไม่ได้พก “ดวง” มาด้วย เพราะกระบวนการของการเดินทางโดยเครื่องบินคือ คุณจะต้องมาถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วทำการบินอีก 1 ชั่วโมง โอเค ถ้าหากคุณพก “ดวง” มา คุณอาจจะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงเครื่องบิน Landing ที่สนามบินปลายทางอย่างน้อยสุดประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากคุณไม่พก “ดวง” มาเหมือนผม คุณอาจจะต้องใช้เวลาตั้งแต่เหยียบสนามบินต้นทางจนถึงออกจากสนามบินปลายทางกว่า 5 ชั่วโมงครับ ผมว่ามาตรฐานเรื่องการตรงต่อเวลาของไฟล์ทบินของอินเดีย พอๆ กับมาตรฐานการรถไฟบ้านเราเลยครับ 

ใช้เวลาบินจาก Jaipur มายัง Agra ประมาณ 1 ชั่วโมง Agra เคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียในสมัยที่เรียกว่า “ฮินดูสถาน” ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียในรัฐอุตตรประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวใน Agra เอเลือกเช่ารถตู้กับ Auto Travels Agra (http://www.autotravelsagra.com/)  โดยเช่ารถ 3 วันพร้อมคนขับและน้ำมันตลอดทริป ในราคา 22,000 รูปี (ราคาจะขึ้นอยู่ตามโปรแกรมที่เราต้องการจะไป) 

เวลาในตอนนี้ผิดจากแผนที่ตั้งไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก เอเลยเลือกตัดโปรแกรมอื่นๆ ออกไปก่อน และมุ่งหน้าสู่จุดหมายที่อยู่ไกลที่สุดนั่นคือ Fatehpur Sikri จากสนามบินใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง รถตู้ที่เหมาไว้ก็มาจอดยังบริเวณลานจอดรถด้านล่าง จากนั้นเราจะต้องเดินเท้าต่อนิดหน่อยเพื่อไปต่อรถ Shuttle Bus อารมณ์คล้ายๆ รถเมล์บ้านเรา รถ Shuttle Bus จะจอดรับส่งเฉพาะลานจอดรถด้านล่างไปยังลานจอดรถด้านหน้า Fatehpur Sikri เท่านั้น ลานจอดรถด้านล่างและด้านบนห่างกันประมาณ 1.5 กม.เห็นจะได้ ค่ารถเมล์คนละ 10 รูปีครับ

ค่าเข้าชม Fatehpur Sikri นั้น หากแสดง Passport ไทยจะเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชมเพียง 50 รูปี (นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียค่าธรรมเนียม 550 รูปี) หลังจากจ่ายค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้วก็ลุย!!!

(การท่องเที่ยวใน Agra นั้น นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถแสดง Passport ไทย เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมในการท่องเที่ยวเท่ากับชาวอินเดียครับ)  

ฟเตหปุระสีกรี (Fatehpur Sikri) อดีตเมืองหลวงของจักรวรรดิโมกุล ระหว่างปี ค.ศ.1571-1585 เป็นเมืองที่พระเจ้าอัคบาร์มหาราชทรงสร้างขึ้นเพื่อหวังจะให้เป็นเมืองหลวงใหม่ แต่เนื่องจากเป็นเมืองที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่านทำให้ขาดแคลนแหล่งน้ำ และที่ตั้งของเมืองยังอยู่ใกล้กับอาณาเขตของอาณาจักรราชปุตนะทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่สงบอยู่บ่อยมาก พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ย้ายเมืองหลวงกลับไปยังอัคราในปี ค.ศ.1598 ที่ซึ่งพระองค์เริ่มปกครองสมัยแรกๆ แต่ถึงเมืองจะทิ้งร้างไว้นาน Fatehpur Sikri ก็ยังคงหลงเหลือความงดงามและได้เห็นแนวความคิดที่จะรวมทุกศาสนาเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าอัคบาร์มหาราช

พระเจ้าอัคบาร์มหาราชได้ใช้เวลาออกแบบผังเมืองและสร้างเมืองถึง 15 ปี โดยได้ก่อสร้างกำแพงเมืองรอบด้าน พระราชวัง ตำหนัก ฮาเล็ม ศาล มัสยิด และอาคารสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้พระองค์ยังมีส่วนร่วมในการออกแบบและก่อสร้าง Fatehpur Sikri เป็นอย่างมาก โดยตั้งใจที่จะชุบชีวิตอันหรูหราของราชสำนักเปอร์เซียโบราณ โดยการวางแผนนั้นรับรูปแบบตามราชสำนักเปอร์เซีย แต่มีการปรับโดยใส่รายละเอียดแบบอินเดียเข้าไปด้วย

Fatehpur Sikri สร้างจากหินทรายสีแดง สถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานงานศิลปะแบบเบงกอลและคุชราต นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมฮินดูและเชน ผนวกเข้ากับองค์ประกอบแบบศิลปะอิสลามอย่างกลมกลืน บริเวณหมู่ราชมนเทียรประกอบด้วยตำหนักหลายหลังเรียงต่อกันอย่างเรียบร้อยและสมมาตรบนฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่นำมาจากการก่อสร้างแบบอาหรับและเอเชียกลาง Fatehpur Sikri ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี พ.ศ.2529 ด้วยนะครับ

รู้จัก Fatehpur Sikri กันพอสมควรแล้ว เราไปสำรวจใน Royal Palace กันครับ

 


ท้องพระโรงส่วนพระองค์ (Diwan-i-khas) มีลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ที่ด้านบนอาคารมียอดแบบฉัตรีอยู่ทั้งสี่มุม จุดเด่นของท้องพระโรงนี้อยู่ที่เสากลางซึ่งมีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัวเสาเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม  จุดที่เตะตาที่สุดเห็นจะเป็นบริเวณหัวเสาที่มีการแกะสลักลายเรขาคณิตและบุปผาชาติอย่างวิจิตรบรรจง หัวเสาเป็นกลีบคานจำนวน 36 กลีบ ซึ่งรองรับบริเวณที่ประทับของพระเจ้าอัคบาร์มหาราชและยังเชื่อมกับคานทั้งสี่มุมของอาคารบริเวณชั้นบน บนคานเป็นทางเดินไปยังที่ประทับ ผมมองๆ ดูแล้วแอบเสียวแทนเพราะคานสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว ท้องพระโรงนี้จะใช้เมื่อพระเจ้าอัคบาร์มหาราชเสด็จออกพบแขกต่างศาสนาที่จะมาแลกเปลี่ยนความเชื่อซึ่งกันและกัน และใช้เป็นสถานที่ออกพบแขกสำคัญเป็นการส่วนพระองค์ด้วยครับ


ไม่ไกลจากท้องพระโรงส่วนพระองค์เป็นที่ตั้งของ พานช์ มาฮาล (Panch Mahal) เป็นพระตำหนักสูงถึง 5 ชั้น สร้างลดหลั่นขึ้นไปทีละชั้น ดูคล้ายๆ พีระมิด ซึ่งเป็นเพียงบุษบกแบบฉัตรี เมื่อตอนแรกสร้างภายในตกแต่งและกั้นห้องด้วยฉากหินฉลุ สันนิษฐานว่าพระตำหนักแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระสนมและนางใน พื้นของแต่ละชั้นรองรับด้วยเสาหินแกะสลักโดยรอบรวมทั้งสิ้น 176 ต้น

 


พื้นที่ด้านในค่อนข้างกว้างขวางเลยทีเดียว แต่ผมมีเวลาไม่มากนักเลยรีบเดินสำรวจครับ ออกจากเขต Royal Palace ก็เดินต่อไปยังมัสยิดชามา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Royal Palace ครับ

จริงๆ ตั้งแต่ประตูทางเข้า Royal Palace จะมีไกด์ (เถื่อน) ดูจากรูปการแล้วก็คือชาวบ้านละแวกนั้นแหล่ะครับ มาหารายได้พิเศษ บ้างก็อ้างว่าเป็นนักเรียนมาหาประสบการณ์ ทำตีเนียนอาสาพาเที่ยวโดยไม่คิดเงิน ตอนเที่ยวชมใน Royal Palace ผมไม่ได้เรียกใช้บริการ แต่เมื่อออกจาก Royal Palace เพื่อจะเดินไปยังมัสยิดชามาก็มีมารบเร้า จริงๆ ผมก็ไม่ได้เรียกใช้บริการหรอกครับ แต่ไกด์เถื่อนก็เดินตื้อไปจนถึงมัสยิดเลย 

 

 


ประตูชัยบูลันด์ ดาร์วาซา (Buland Darwaza) ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณกำแพงฝั่งทิศใต้ของมัสยิดชามา มีขนาดใหญ่โตถึง 54 เมตร บริเวณซุ้มประตูทางเข้าประกอบด้วยช่องโค้งจำนวนสามแห่ง โดยช่องกลางมีขนาดใหญ่ที่สุดเรียกกันว่า “ประตูเกือกม้า” เนื่องจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มักจะตอกเกือกม้าติดลงบนบานประตูขนาดใหญ่เพื่อเป็นการนำโชค

ด้านหน้าของประตูดูไม่ต่างอะไรกับจุดนัดพบ เพราะจะมีทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมานั่งรออยู่บริเวณบันไดตรงฐานของประตูชัย บริเวณด้านหน้าประตูชัยมองเห็นเมืองใหม่ของฟเตหปุระสีกรี และมีท่ารถตุ๊กๆ ด้วย 

ยังไม่ทันได้นัดเวลารวมพลและจุดนัดพบเลย เพื่อนๆ ร่วมทริปต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแล้ว วิธีเอาตัวรอดของคนอ่อนภาษาอังกฤษอย่างผมคือเกาะติดกับคนที่เก่งภาษานั่นก็คือเอ ไม่ว่าเอจะเดินไปทางไหน ผมก็เกาะติดเป็นเงาตามตัวตลอด เงาของเอตอนนี้ไม่ได้มีเงาเดียว แต่มีถึง 3 เงา เนื่องจากว่ามีเงาของผมและเงาของไกด์เถื่อนแฝงอยู่ในเงาของเอด้วย การเที่ยวชมด้านในมัสยิดต้องถอดรองเท้าด้วยนะครับ


เมื่อเดินผ่านประตูชัยเข้ามาก็จะพบกับลานกว้างรวมถึงมัสยิดชามาและสุสานของนักบุญซาลิม คิชติครับ


จริงๆ ที่เราไม่อยากใช้ไกด์เพราะไม่อยากจะฟังบรรยาย เราต้องการที่จะถ่ายภาพบรรยากาศของแต่ละสถานที่มากกว่า เอเล่าว่าเคยใช้บริการไกด์ท้องถิ่น แล้วไกด์จะไม่ยอมให้เราไปไหนเลย ไม่ยอมให้เราปลีกตัวเพื่อไปถ่ายภาพโดยลำพัง แต่จะคอยบังคับให้เราฟังในสิ่งที่เขาจะเล่าอยู่ตลอดเวลา

แต่ไกด์เถื่อนคนนี้เหมือนจะอ่านทางผมออก เขาไม่อธิบายอะไรมากมายแต่กลับพาไปยังจุดถ่ายรูปที่เขาคิดว่ามุมนี้เด็ด มุมนี้โดน บางมุมที่เขาพาไปมันดูธรรมดามาก แต่บางมุมก็...เออ เด็ดจริงๆ 


อย่างภาพนี้เป็นมุมภาพที่ไกด์แนะนำครับ

 

 

 


ดวงอาทิตย์กำลังเริ่มจะลับขอบฟ้าเหนือมัสยิดชามา (Jama Masjid) ตามประวัติบอกว่าน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างแรกๆ ที่สร้างขึ้นในฟเตหปุระสีกรี เนื่องจากหลักจารึกระบุว่าสร้างเสร็จราวปี ค.ศ.1571-1572 การก่อสร้างอิงตามหลักของมัสยิดแบบอินเดีย ซึ่งมีโถงอิวันตั้งอยู่ตรงกลางลาน พร้อมทั้งฉัตรีที่เรียงรายกันเป็นแถวเหนือบริเวณกำแพงอาคาร ในมัสยิดประกอบด้วยมิหร็อบจำนวน 3 แห่ง (มิหร็อบเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นเครื่องหมายระบุทิศทางสู่ศูนย์รวมศรัทธาของมุสลิม) โดยห่างกันจำนวน 7 โค้ง มิหร็อบหลักตรงกลางนั้นมีโดมครอบอยู่ โดยตกแต่งด้วยงานอินเลย์หินอ่อนขาวประดับอย่างวิจิตรในรูปทรงเรขาคณิต (อินเลย์คือการฝังหินสีลงในหินอ่อน) มัสยิดแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก โดยวัดขนาดจากฝั่งเหนือถึงใต้ได้ 133.6 เมตร และวัดจากตะวันออกถึงตะวันตกได้ 165.2 เมตร

 


อาคารหลังสีขาวที่เห็นนี้คือสุสานของนักบุญซาลิม คิชติ (Shaikh Salim Chishti) ส่วนอาคารที่อยู่ติดกันคือ Jamaat Khana เป็นสุสานของผู้สืบทอดของ Shaikh Salim ครับ

สุสานของนักบุญซาลิม คิชติ (Shaikh Salim Chishti) เป็นอาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสชั้นเดียว ครอบบริเวณสุสานของนักบุญซาลิม คิชติ ตั้งอยู่ในลานกลางของมัสยิดชามา บริเวณตรงกลางอาคารเป็นที่ตั้งของหลุมฝังศพนักบุญ ตกแต่งครอบด้วยบุษบก ทำเป็นงานไม้แกะสลักประดับโมเสกมุกและมีการใช้ “จาลี” หรือฉากหินแกะสลักด้วยทรวดทรงเรขาคณิตอยู่โดยรอบออาคาร ใครที่จะเข้าไปชมด้านในสุสานจะต้องสวมหมวกกะปิเยาะห์ (หมวกที่ชายชาวมุสลิมใส่) แต่คนที่ไม่มีหมวกปะปิเยาะห์ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะด้านหน้าจะมีตะกร้าพลาสติกเล็กๆ ให้ใส่แทนหมวกผ้าครับ


สำหรับอาคารที่อยู่ติดกับสุสานของนักบุญซาลิม คิชติ คือ Jamaat Khana ที่สร้างขึ้นจากหินทรายสีแดง เป็นสุสานหลักของอิสลาม คาน ที่ 1 บุตรีของซีคบัดรุดดิน คิชติ และหลานของชีคซาลิม คิชติ ซึ่งเคยเป็นนายพลประจำกองทัพโมกุลในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิชะอันกีร์ ด้านบนของสุสานประดับยอดด้วยโดมและฉัตรีจำนวน 36 หลัง นอกจากนี้ยังเป็นที่ฝังศพของอีกหลายบุคคล บางสุสานไม่สามารถระบุได้ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้สืบตระกูลของชีค ซาลิม คิชติ

ภายในสุสานมีหลุมฝังศพมากมาย มากจนเวลาเดินเราจะต้องเดินตามช่องว่างระหว่างสุสาน บอกเลยว่าช่วงพลบค่ำแบบนี้ ภายในสุสานค่อนข้างวังเวงเลยทีเดียว 

 

 


ก่อนจะจบการนำเที่ยว ไกด์เถื่อนก็พาผมไปเยี่ยมญาติ ซึ่งปักหลักขายของอยู่ในระเบียงของมัสยิต สินค้าจะเป็นของ souvenirs ประเภทหินที่ฉลุเป็นช้าง ที่เลิศไปกว่านั้น หากสังเกตดีๆ ในท้องช้างจะมีช้างตัวเล็กซ้อนอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีทัชมาฮาลจำลองหลายขนาด ทำจากวัสดุที่ดูคล้ายหินอ่อน ผมเองเลยคิดจะช่วยซื้อ จะได้ไม่ต้องให้ทิปกับไกด์ เพราะถือว่าช่วยเขาซื้อของแล้ว แต่พ่อค้าซึ่งอ้างว่าเป็นญาติของไกด์เล่นเปิดราคาช้างมาซะสูง สูงจนไม่กล้าต่อ ผมเลยต่อเล่นๆ ว่า 2 ตัว 500 รูปี พ่อค้าไม่ยอม เมื่อไม่ยอม ผมก็ไม่สนใจแล้วเพราะคิดว่าถ้าให้ราคาที่ต่อรองไว้ก็จะช่วยซื้อ ถ้าไม่ให้ก็ไม่ซื้อ จนผมจะเดินออกจากประตูชัยแล้ว พ่อค้าคนเดิมก็วิ่งเอาช้างมาให้ สรุปก็เลยช่วยซื้อมาในราคา 500 รูปีครับ

ผมและเอเดินออกมาที่ประตูชัยเพื่อมาหาเพื่อนร่วมทริป เพราะคิดว่าทุกคนน่าจะมารอเราอยู่บริเวณประตูชัยแล้ว เนื่องจากผมและเอใช้เวลาในการเที่ยวที่มัสยิดนี้นานมาก ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืดแล้ว เอออกไปยืนมองหาสมาชิกคนอื่นๆ สักพัก แล้วก็เดินกลับมาคนเดียวเนื่องจากหาสมาชิกคนอื่นๆ ไม่เจอ ไกด์เถื่อนแนะนำว่าเพื่อนร่วมทริปของผมจะต้องออกไปรออีกประตูหนึ่งเป็นแน่ ไกด์เลยพาเดินไปที่ประตูทางออกอีกทางแต่ก็ยังหาสมาชิกไม่เจอ ไกด์ก็แนะนำอีกรอบว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อนร่วมทริปคงต้องไปรออยู่ตรงจุดจอดรถ Shuttle Bus แล้ว ก่อนแยกย้ายจากไกด์เถื่อน ไกด์ถามเราว่ามีอะไรจะให้เขาไหม แหม... ตอนแรกบอกว่าพาชมฟรี ทีตอนนี้จะมาเรียกร้อง แต่ถึงไม่เรียกร้องผมก็เตรียมทิปไว้ให้เขาแล้วครับ

ผมรีบสาวเท้าเดินกลับไปยังเส้นทางเดิม เนื่องจากด้านใน Royal Palace ไม่มีไฟส่องสว่างเลย จากมัสยิดถึงจุดจอดรถ Shuttle Bus ผมว่าราวๆ ครึ่งกิโลเมตรได้ เมื่อเดินออกมาถึงจุดจำหน่ายตั๋ว เจ้าหน้าที่ก็เริ่มทยอยต้อนให้นักท่องเที่ยวออกมาจาก Royal Palace แล้ว ผมเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังนั่งรออยู่บนรถ Shuttle Bus แล้ว แต่... บนรถไม่มีเพื่อนร่วมทริปของผมเลย เอเลยบอกให้ผมรออยู่ตรงนี้แล้วเอจะเดินกลับไปดูบริเวณประตูชัยอีกที เพราะคิดว่าเพื่อนร่วมทริปจะต้องรออยู่ที่ประตูชัยเป็นแน่ ผมตบปากรับคำ...

ผู้ชายหน้าตาดีๆ คนหนึ่งต้องมายืนท่ามกลางความมืดโดยลำพังในดินแดนที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ผมยืนรอเออยู่นาน..นานจนเริ่มใจคอไม่ค่อยดี ยิ่งมืดบรรยากาศยิ่งน่ากลัว มันเงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ๆ ทันใดนั้นหางตาผมสังเกตเห็นเงาดำๆ กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาผม  พร้อมกับเสียงพูดลอยมาตามสายลม น้ำเสียงที่มาสัมผัสกับโสตประสาทหู ไม่ใช่น้ำเสียงของคนที่ผมเคยรู้จัก ตอนนั้นบอกเลยว่าสะพรึงปนตกใจจนขนหัวลุก ที่ลุกเพราะตื่นเต้นไม่รู้จะสื่อสารกับต้นเสียงได้อย่างไร ผมพยายามเคาะสนิมวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมขึ้นมาใช้ Skill ระดับ Snake Snake Fish Fish แล้วรวบรวมความความกล้าหันกลับไปหาที่มาของเสียง แท้ที่จริงแล้วเงาดำๆ ที่เห็นนั้นคือเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าตรงบริเวณประตูด้านหน้า Royal Palace นั่นเอง เขาคงสงสัยว่าผมมายืนทำอะไรอยู่คนเดียว

จนท. : คุณมายืนทำอะไรที่นี่? 

ผม : My English is not good นะ. (คิดในใจ You อย่าถามอะไรมาก) I waiting my guide, My guide is follow my friend, 7 persons. 

จนท. : รถ Shuttle Bus ที่ออกไปเมื่อกี้ เป็นรถรอบสุดท้ายแล้วนะ แล้วคุณจะกลับยังไง จากตรงนี้ไปยังลานจอดรถไกลนะ มืดด้วย คุณเดินไปไม่ได้นะ เดี๋ยวฉันจะไปส่ง คุณซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ฉันไป

ผม : No, I will waitting my friends here.

จนท. เพื่อนของคุณนั่งรถตุ๊กๆ กลับลงไปกันแล้วละ ไป..เดี๋ยวฉันไปส่ง

ผม : No, My friend will come back here.

จนท. : แล้วคุณจะมารอตรงนี้ได้อย่างไร มันมืดแล้ว

ผม : ……เงียบ......

จนท. : You can’t understand.

ตอนนั้นทั้งอึดอัด ทั้งกลัว คิดอยู่แต่ว่าจะเอาอย่างไรต่อดี จะรอ? หรือจะนั่งรถมอเตอร์ไซด์ลงไปกับเขาตามที่เขาแนะนำ? แต่ถ้าหากไปกับเขาแล้ว แล้วไม่เจอเพื่อนร่วมทริปอยู่ด้านล่างละ แปลว่าเราเอาตัวรอดคนเดียว? แล้วคนอื่นจะมองเราอย่างไร? ตอนนั้นสับสนมากๆ 

จนท. ตะโกนบอกให้เพื่อนเตรียมมอเตอร์ไซด์เพื่อจะไปส่งผม

ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ทำได้แค่เพียงทำทีเป็นไม่สนใจกับคู่สนทนา เพราะคิดว่าเขาน่าจะเลิกตอแยให้ผมลงไปกับเขาด้วย ผมทำเมินหน้าหนี สายตามองออกไปไกลๆ แต่หางตายังแอบเหลียวมองดวงตาขาวๆ คู่หนึ่งที่จ้องมองมาทางผมอย่างไม่ลดละสายตา (ตอนนั้นเห็นแต่ดวงตาขาวๆ จริงๆ นะ เพราะตรงนั้นมืดมาก มืดจนกลืนสีผิวเจ้าหน้าที่ไปเลย)

ผมพยายามนึกสร้างประโยคที่จะบอกกับเจ้าหน้าที่อยู่ในใจว่า ฉันกลัวว่าถ้าหากนั่งมอเตอร์ไซด์ไปกับคุณ อาจจะสวนทางกับเพื่อนฉันได้...If I follow you, I’m afraid…เอ๊.. สวนทาง ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไรหว่า... ใช้คำว่า garden way เขาจะรู้เรื่องไหมเนี่ย แต่ไม่ดีแน่ ถ้าใช้คำว่า garden way มันจะต้องขายหน้าคนไทยแน่ๆ ภาษาพูดนึกไม่ออก ถ้าใช้ภาษามือ เขาจะรู้เรื่องไหม ผมลองใช้นิ้วชี้ทั้งสองมือ เขียนบนอากาศ ชี้ขึ้นลงสลับทิศทางไปมา แต่ไม่เป็นผล จนท.ไม่รู้เรื่องครับ

จากดวงตาสีขาว 1 คู่ ตอนนี้มีเพิ่มมาอีก 1 คู่ ทั้ง 2 คู่จับจ้องมองมาที่ผม ตอนนั้นผมเข้าใจหัวอกของทีมหมูป่าอะคาเดมี่ที่ไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเลยครับ ว่าเด็กๆ เหล่านั้นจะกลัวแค่ไหนที่ต้องอยู่ในที่มืดๆ โดยที่รอความหวังว่าเมื่อไรจะมีคนเข้ามาช่วย แต่ผมโชคดีหน่อยที่ตอนนี้มีคนมารอให้ความช่วยเหลือแล้ว

ทำไมเวลาแต่ละนาทีมันถึงผ่านไปช้าซะเหลือเกิน ตกลงเอเหมารถตุ๊กๆ กลับไปยังลานจอดรถด้านล่างจริงๆ เหรอ แล้ว เราจะไปกับเขาดีไหม.....

ลุง.... ยังอยู่ไหม...... เสียงของเอดังแว่วมาจากด้านใน Royal Palace ผมถอนหายใจยาวๆ ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก นึกในใจว่ารอดชีวิตแล้วเรา ตอนนั้นอารมณ์คงไม่ต่างกับตอนที่นักดำน้ำคนแรกเข้าไปเจอทีมหมูป่า อารมณ์กังวลต่างๆ หมดไปอย่างสิ้นเชิง

จนท.โทรตาม Shuttle bus ให้มารับเรา ตอนนั้นเหมือนยกภูเขาทั้งลูกออกจากอกเลยครับ มันรู้สึกโล่งใจแบบบอกไม่ถูก รถ Shuttle bus มารับเราไปส่งยังจุดที่ใกล้ลานจอดรถมากที่สุด ณ ตอนนั้นที่ลานจอดรถมีรถตู้ของเราเพียงคันเดียวที่จอดอยู่ในลานจอดรถที่มืดสนิด

ผมขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่พยายามช่วยเหลือผมเป็นอย่างมาก ขอบคุณคนขับรถ Shuttle bus ที่อุตส่าห์ขับรถขึ้นมารับคณะของผม แถมยังไม่ขูดรีดค่ารถเพิ่มจากเวลาปกติด้วย ยังคงจ่ายแค่คนละ 10 รูปีเท่าตอนขามา    

จาก Fatehpur Sikri ผมเดินทางย้อนกลับเข้ามายังเมือง Agra อีกครั้ง ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง ก็มาถึง Hotel Taj Resort ซึ่งเป็นที่พักของผมในคืนนี้

ระหว่างนั่งรอ Check in เหมือนไข้เริ่มขึ้น รู้สึกสั่นสะท้าน ดีที่อาการไข้และอาการปั่นป่วนในท้องไม่เกิดตอนที่ผมไปติดอยู่ที่ Fatehpur Sikri 

 

 


สภาพห้องพักสะอาดดีทีเดียว ที่สำคัญอยู่ใกล้ทัชมาฮาลมากๆ ครับ ราคาห้องพักอยู่ที่ 3,600 รูปี  (รวมอาหารเช้า) เอบอกว่าชั้นบนของโรงแรมเป็นห้องอาหารซึ่งสามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้ด้วย ผมลองขึ้นไปดูด้านบนแต่ว่าทัชมาฮาลไม่เปิดไฟซะนี่  เลยมองไม่เห็นอะไรเลยครับ

วันนี้มีโปรแกรมเที่ยวแค่ครึ่งวัน แต่สถิติการเดินไม่ได้น้อยหน้าวันไหนๆ เลย วันนี้ผมเดินไป 7 กิโลเมตรเลยทีเดียว

วันที่ 10 : 9 ธ.ค.61

เช้านี้เราเปิดโปรแกรมกันแต่เช้า เนื่องจากตั้งใจจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในทัชมาฮาล ดีหน่อยที่เอเลือกจองที่พักใกล้ทัชมาฮาล ทำให้วันนี้ผมไม่ต้องตื่นแต่ไก่โห่ เรานัดกันที่หน้า Front ของโรงแรม 05.45 น. ระหว่างที่นั่งรอสมาชิกครบ มองออกไปด้านนอกของโรงแรมเห็นคนเดินไปทัชมาฮาลเยอะมาก จากโรงแรมเดินไปยังทางเข้าทัชมาฮาล ประมาณ 300 เมตร จุดจำหน่ายตั๋วตั้งอยู่ทางด้านขวามือก่อนจะถึงประตูทางเข้า นักท่องเที่ยวไทยยื่น Passport ไทยเพื่อรับส่วนลดในการเข้าชม โดยเสียค่าธรรมเนียม 540 รูปี (ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไม่ได้แสดง Passport ไทย จะเสียค่าธรรมเนียมคนละ 1,000 รูปี) หลังจากเสียค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้วให้เดินต่อเข้าไปอีกหน่อยเพื่อนำตั๋วไปแลกน้ำดื่มขวดเล็กและถุงหุ้มรองเท้าสำหรับใช้เดินในทัชมาฮาล เมื่อซื้อตั๋ว รับน้ำดื่มและถุงหุ้มรองเท้าเรียบร้อยแล้วเราต้องมาต่อแถวบริเวณประตูทางเข้า โดยแถวจะแบ่งเป็น 2 ช่องแยกชาย/หญิง เมื่อผ่านจุดตรวจตั๋วเข้ามาแล้ว ด้านซ้ายมือจะเป็นจุดสแกนร่างกายและสัมภาระที่จะนำติดตัวเข้าไปด้านใน โดยมีของหลายสิ่งอย่างที่ไม่สามารถนำเข้าไปด้านในได้ เช่น ไฟฉาย ขาตั้งกล้อง ทั้งขาตั้งกล้องใหญ่และขาตั้งกล้องมือถือ ขนม หมากฝรั่ง หากใครพกติดตัวไปด้วยจะต้องเอาไปฝากที่ล๊อกเกอร์ ก็จะต้องเสียเวลาในการต่อคิวอีก ทางที่ดีเอาไปเฉพาะที่จำเป็น เช่น กล้อง กระเป๋าสตางค์ Passport แค่นี้พอครับ


ช่วงเวลา Peak คือตอนก่อนที่ทัชมาฮาลเปิด ราว 05-30-06.00 น. นักท่องเที่ยวทั้งอินเดียและต่างชาติจะมารอคิวเข้าชมกันแต่เช้า เพราะทุกคนตั้งใจจะมาชมแสงแรกของวันที่นี่ แต่พอผ่านพ้น 06.00 น. แล้ว นักท่องเที่ยวที่ต่อคิวอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าจะค่อนข้างบางตาแล้วครับ

 


ซุ้มประตูทางเข้าที่ดูยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน


เพียงแค่ก้าวข้ามผ่านซุ้มประตูนี้เข้าไปเหมือนผมได้ก้าวข้ามไปยังอีกมิติหนึ่ง ทำเอาผมอึ้งไปเลย ด้านซ้ายและขวาของซุ้มประตูมืดสนิด มีเพียงประตูที่อยู่ตรงกลางที่มีแสงส่องผ่านเข้ามา ทุกย่างที่ก้าวเดินจะค่อยๆ เผยให้เห็นสิ่งที่ผมดั้นด้นตามหา จนเมื่อก้าวข้ามซุ้มประตูออกมา “ทัชมาฮาล” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคใหม่) ก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ที่ฐานของสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมามีสายหมอกบางๆ ลอยเรี่ยพื้น ดูละมุนเหมือนอยู่บนสวรรค์ คุ้มค่าแล้วที่ผมดั้นด้นมาอินเดียเพื่อสิ่งนี้...ทัชมาฮาล...

 

 

 


ทัชมาฮาล (Taj Mahal) อนุสรณ์สถานแห่งความรักอมตะที่สวยที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้มีรักที่มั่นคงต่อมุมตัช มาฮาล พระมเหสีของพระองค์  เจ้าชายขุร์รัม ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน พระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล พระจักรพรรดิชาห์ชะฮันทรงได้พบรักกับธิดาของรัฐมนตรี เธอชื่อ อรชุมันท์ พานุ เพคุม วัย 14 ปี หลังจากนั้น 5 ปี เมื่อพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน มีพระชนม์มายุ 36 พรรษา และนางอรชุมันท์ พานุ เพคุม ในวัย 19 ปี จึงได้มีการอภิเษกสมรสกันในปี พ.ศ.2155 จากนั้นทั้งสองก็มิเคยได้อยู่ห่างกันอีกเลย หลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ.2171 พระองค์มอบความไว้วางใจแก่ อรชุมันท์ พานุ เพคุม เป็นอย่างมาก และเรียกนางว่า มุมตัช มาฮาล ซึ่งแปลว่า “อัญมณีแห่งราชวัง” พระนางมุมตัช มาฮาล นับเป็นพระมเหสีคู่บารมีสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันเป็นอย่างมาก ครั้นในปี พ.ศ.2174 พระมเหสีมุมตัช มาฮาล ได้สิ้นพระชนม์ลงในวัย 39 ปี หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีคู่บารมีนำความเศร้าโศกเสียใจให้สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันเป็นอย่างมาก พระองค์ไม่ยอมเสวยพระกระยาหารเป็นเวลาถึง 7 วัน ได้แต่ทรงคร่ำครวญตลอดเวลา นับจากวันสิ้นพระชนม์ของมเหสีคู่กายพระองค์ไม่ออกว่าราชการ ห้ามมีการบรรเลงดนตรีในพระราชวัง ห้ามแต่งเครื่องเพชรนิลจินดา ห้ามแต่งเครื่องแต่งกายสีอื่นนอกจากสีขาวอันเป็นสีไว้ทุกข์เป็นเวลา 2 ปี โดยถ้าหากใครขัดขืนก็ให้ฆ่าทิ้งเสีย

ภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีคู่กาย พระองค์ได้สั่งหาช่างทั้งในอินเดียและในประเทศใกล้เคียง เช่น เปอร์เซีย อาหรับ และตุรกี นำเสนอแบบที่ฝังศพของพระชายา ซึ่งทรงได้แบบมาหลายแบบ แต่พระองค์ได้ทรงเลือกแบบจากสถาปนิกชาวตุรกี ชื่อ อิสา อาฟันดี มาสร้างทัชมาฮาลนี้ และได้ระดมช่างและคนงานมาจากที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ถึงกับต้องสร้างเมืองให้คนเหล่านี้ได้อาศัย โดยเมืองใหม่นี้ชื่อว่าเมืองมุมตาสบาด แต่ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองทัชคันช์

 

 

 

 

 


ทัชมาฮาลตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาบนพื้นที่ประมาณ 42 เอเคอร์ สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวที่นำมาจากเมือง Jaipur, ศิลาแลงนำมาจากเมือง Fatehpur Sikri  ประดับลวดลายด้วยเพชรจากเมืองฟันนา พลอยสีฟ้าจากธิเบต พลอยสีเขียวจากอียิปต์ หินสีฟ้าและโมราจากคัมภัย หินทองแดงจากรัสเซีย หินทรายจากแบกแดด จนได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 22 ปี มี อุสตาด ไอซา เป็นนายช่างผู้ออกแบบและภายหลังถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใดๆ ที่สวยกว่าได้ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์

ภายหลังที่สร้างทัชมาฮาลเป็นที่ฝังศพของพระชายาแล้ว สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันก็ประสงค์ที่จะสร้างที่ฝังศพของพระองค์เองไว้ที่อีกฝั่งของแม่น้ำยมุนาให้เป็นปราสาทคู่กับทัชมาฮาล และปราสาทหลังใหม่นี้พระองค์ตั้งพระทัยให้สร้างด้วยหินอ่อนสีดำล้วนเพื่อให้คู่กับทัชมาฮาลซึ่งทำด้วยหินอ่อนสีขาวล้วน แต่ ออรังเซพ พระโอรสของพระองค์เกรงว่าพระบิดาจะใช้เงินของคลังหลวงเสียหมด เมื่อตอนที่ตนขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจะไม่มีเงินแผ่นดินเหลือ ในปี พ.ศ.2202 ออรังเซพจึงจับพระบิดาขังไว้ในมูซัมมัน เบิร์จ ภายใน Agra Fort แล้วตั้งตัวเองขึ้นครองราชย์แทน สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ.2209 ออรังเซพไม่ยอมสร้างที่ฝังพระศพให้กับพระองค์ จึงนำศพพระบิดาไปฝังข้างศพพระมารดาไว้ที่ทัชมาฮาลนั่นเอง ตามตำนานกล่าวว่าในวันสุดท้ายของชีวิตสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ 

ด้านในทัชมาฮาลไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพครับ ด้านในจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่และมีหีบพระศพของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน และ มุมตัช มาฮาล ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แต่หีบพระศพที่เห็นเป็นเพียงหีบเปล่าเท่านั้น เพราะพระศพจริงถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินลึกลงไปใต้ทัชมาฮาลอีกที

 


ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ากับการดั้นด้นเดินทางมาที่อินเดียเพื่อให้ได้มาเห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเองจริงๆ ยิ่งได้อ่านประวัติของทัชมาฮาลมาก่อนล่วงหน้า มันยิ่งทำให้ซาบซึ้งต่อความรักของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันที่มีต่อ มุมตัช มาฮาล เป็นอย่างมากเลยครับ 

ทัชมาฮาลเปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 05.30-17.00 น. ใครที่ไม่อยากเบียดเสียดยัดเยียดกับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย แนะนำว่าให้เข้าชมทัชมาฮาลในวันจันทร์-พฤหัสบดี ในตั๋วเข้าชมเขียนไว้ว่า สามารถอยู่ในทัชมาฮาลได้ 3 ชั่วโมงนะครับ หากเราอยู่เกินแล้วเจ้าหน้าที่ตรวจพบ คงจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มครับ

ระหว่างทางเดินกลับไปยังโรงแรม สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของ souvenirs ซึ่งจะเป็นประเภทเดียวกับที่ขายที่ Fatehpur Sikri ครับ ผมเองก็ไปได้ทัชมาฮาลจำลองมา 3 อัน ในราคา 1,000 รูปี คิดว่าซื้อมาได้ถูกแล้ว แต่....

 

 


เมื่อคืนผมมาถึงโรงแรมดึก จึงไม่ได้เก็บบรรยากาศโรงแรมมาฝาก ระหว่างรอการ Check out เลยไปเก็บบรรยากาศโรงแรมมาให้ชมครับ 

 


หากใครพักที่โรงแรม Hotel Taj Resort แนะนำเลยว่าที่ชั้นล่างด้านหน้าห้องอาหารจะมี Shop ขายของเด็ดของดังเมือง Agra สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นงานฝีมือเกี่ยวกับการฝังหินสีลงในหินอ่อนหรือที่เรียกว่า “อินเลย์” (Inlay) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากเปอร์เซียต่อเนื่องมาจนถึงจักรวรรดิโมกุลจำหน่ายด้วย อย่างหินอ่อนที่นำมาทำเป็นแผ่นโต๊ะฝังด้วยหินสีต่างๆ อย่างที่เห็นในรูปราคาหลักหมื่นเลยนะครับ แต่อย่าเพิ่งเดินหนีครับ ยังมี  souvenirs อย่างที่ผมซื้อมา เช่น ทัชมาฮาลจำลอง รวมไปถึงช้างแกะสลักจากหินอ่อนจำหน่ายด้วย ที่สำคัญ!!! ราคาถูกกว่าที่ผมซื้อมาจากร้านแผงลอยด้วยครับ อย่างทัชมาฮาลจำลอง ขนาดเดียวกันกับที่ผมซื้อมาเป๊ะ 3 ชิ้น 1,000 รูปี ที่โรงแรมตั้งราคาไว้ชิ้นละ 315 รูปี แต่ต่อราคาได้ชิ้นละ 250 รูปี เห็นราคาแล้วต้องซื้อเพิ่มอีก 2 อันด้วยความเจ็บใจ สำหรับช้างแกะสลักก็ราคาถูกกว่าเหมือนกัน แถม Packaging ของทั้งสองอย่างดูดี เหมาะกับการหิ้วเป็นของฝากมากๆ ครับ

คงต้องอำลาทัชมาฮาลไปแล้ว โปรแกรมต่อไปผมปักหมุดที่ Agra Fort จากทัชมาฮาลใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีก็มาถึง Agra Fort ที่ยามนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวอินเดียครับ

 


ก่อนอื่นต้องมาเสียค่าเข้าชมก่อน ค่าเข้าชม Agra Fort หากยื่น Passport ไทยจะได้ส่วนลดโดยจ่ายค่าธรรมเนียมเท่ากับคนอินเดียคือ 90 รูปี (ต่างชาติคนละ 550 รูปี) Agra Fort เปิดให้เข้าชมตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกครับ 

 


อัคราฟอร์ท (Agra Fort) เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่ใช้เวลาการสร้างยาวนานถึงสามยุคของกษัตริย์ คือยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิอัคบาร์, สมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีรี และสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน และในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันนี้เองที่ได้พัฒนาให้ Agra Fort เป็นพระราชวังโดยสมบูรณ์และเป็นพระราชวังส่วนหนึ่งของกษัตริย์ในราชวงศ์โมกุล ลักษณะของ Agra Fort เป็นกำแพงสองชั้นและป้อมอาคารทางเข้าสี่ทิศ กำแพงล้อมรอบสูงกว่า 20 เมตร ยาวถึง 2.5  กิโลเมตร และมีคูน้ำที่กว้างถึง 10 เมตรล้อมรอบทุกด้าน ภายในบริเวณมหาราชวังประกอบด้วยท้องพระโรง ฮาเล็ม ห้องนางสนม สุเหร่า สระอาบน้ำ อุทยานดอกไม้

 

 

 

 

 


ชะฮันคีร์ มาฮาล (Jahangiri Mahal) เป็นตำหนักส่วนพระองค์ของพระเจ้าชะฮันคีร์ ในสมัยเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ก่อสร้างจากหินทรายแดงทั้งหลัง สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบฮินดู ด้านในมีการสลักลวดลายอย่างสวยงาม หลายสิ่งอย่างสื่อให้เห็นเอกลักษณ์ของฮินดูเช่น ลายดอกบัว เสาแต่ละต้นในตำหนักจะใช้หินก้อนเดียวในการแกะสลัก ส่วนกลางของพระตำหนักจะเป็นลานกว้างและจะมีห้องต่างๆ อยู่โดยรอบลานกว้างนั้น พื้นที่ส่วนในสุดของชะฮันคีร์ มาฮาล จะมีคล้ายๆ ซุ้มระเบียง ซึ่งในวันที่ฟ้าใสจะมองเห็นทัชมาฮาลได้ด้วย แต่ในวันที่ผมไปหมอกลง เลยมองเห็นแต่ความขาวโพลน..

 

 


กัส มาฮาล (Khas Mahal) พระตำหนักทำด้วยหินอ่อนสีขาว ซึ่งเป็นตัวอย่างที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของงานเขียนสีบนหินอ่อน ต้องบอกเลยครับว่าสวยงามจริงๆ เห็นแล้วอดที่จะยกกล้องมาเก็บภาพไว้ไม่ได้ ด้านหน้าของกัส มาฮาล จะเป็นสวนองุ่น (Anguri Bagh) ที่มีการตกแต่งเป็นรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งมาจากอิทธิพลที่ชาวโมกุลได้รับมาจากชาวเปอร์เชียอีกทอดหนึ่ง สวนนี้ใช้เป็นที่พักผ่อนของจักรวรรดิโมกุล ปัจจุบันไม่มีต้นองุ่นแล้วครับ มีแต่ไม้คลุมดินเท่านั้น

 


ด้านข้างของกัส มาฮาล เป็นที่ตั้งของ มูซัมมัน เบิร์จ (Musamman Burj) หรือ Jasmine Palace เป็นหอคอยขนาดใหญ่ทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งมีระเบียงหินอ่อนเปิดออกไปยังฝั่งแม่น้ำยมุนา ใช้เป็นที่คุมขังสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน โดย ออรังเซพ พระโอรสของพระองค์เอง ด้วยเหตุที่ว่ากลัวพระบิดาจะก่อสร้างที่ฝังศพของพระองค์และจะใช้เงินจากคลังหลวงจนหมด สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตกว่า 8 ปี อยู่ในมูซัมมัน เบิร์จ และเฝ้ามองผ่านแม่น้ำยมุนาไปยังทัชมาฮาลที่ซึ่งมเหสีสุดที่รักของพระองค์ประทับอยู่อย่างนิรันดร เสียดายในวันที่ผมไปหมอกลงทำให้มองไม่เห็นทัชมาฮาลครับ ภายใน มูซัมมัน เบิร์จ ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวและประดับด้วยอัญมณีที่มีค่ามาตกแต่งเป็นลวดลายดอกไม้ต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อ Jasmine Palace ครับ 

 

 


ดิวัน-อิ-อัม (Diwan-i-Am) หรือท้องพระโรง สำหรับใช้ออกว่าราชการทั่วไป อนุญาตให้ประชาชนได้มาถวายฎีการ้องทุกข์ จุดเด่นของท้องพระโรงนี้คือการประดับด้วยเสามากมายตามสถาปัตยกรรมแบบโมกุลและมุสลิม ในท้องพระโรงแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของบัลลังก์นกยูงทอง (Peacock Throne) ด้วยครับ

 


Agra Fort มีความสัมพันธ์กับทัชมาฮาลเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่เกิดความคิดที่จะสร้างทัชมาฮาลขึ้น และคนที่คิดให้สร้างก็จบชีวิตลงที่นี่เช่นกัน Agra Fort ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO ในปี พ.ศ.2526

จาก Agra Fort ผมยังมีอีกหนึ่งโปรแกรมที่จะต้องสำรวจนั่นคือสุสานอิตมัดอุดดุลลาห์ หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในชื่อ เบบี้ทัช (Baby Taj) จาก Agra Fort ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที ก็มาถึง Baby Taj (จริงๆ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจุดใน Agra อยู่ไม่ไกลกันมาก แต่ที่ใช้เวลานานเนื่องจากการจราจรที่ติดขัดครับ)

การเข้าชม Baby Taj มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม Passport ไทยใช้เป็นส่วนลดได้เช่นเคย โดยเสียค่าธรรมเนียมคนละ 30 รูปี (นักท่องเที่ยวต่างชาติหรือผู้ที่ไม่ได้แสดง Passport ไทยเสียค่าธรรมเนียมคนละ 210 รูปี) 

 

 


สุสานอิตมัดอุดดุลลาห์ (Itmad-ud-Daula) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Baby Taj เป็นสุสานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายมีร์ซา กียาซ เบค (Mirza Ghiyas Beg) พ่อค้าที่ทำการค้าจนล้มละลาย แต่โชคชะตากลับพลิกผันหลังจากที่บุตรสาวของเขานามว่า นูร์ ชะฮัน (Nur Jahan) ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งต่อมานายกียาซ เบค ได้ก้าวขึ้นเป็นเสนาบดีฝ่ายการคลังของสมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์ แห่งราชวงศ์โมกุล และได้รับฐานันดรอิตมัดอุดดุลลาห์ (เสาหลักแห่งจักรวรรดิโมกุล) ขณะที่บุตรีของเขาเป็นพระมเหสีของท่านจักรพรรดิ และพระจักรพรรดินีนูร์ ชะฮันนี่เองที่ทรงได้สร้างสุสานขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่นายมีร์ซา กียาซ เบคในช่วงทศวรรษที่ 1620 ครับ

 

 


Baby Taj สร้างจากหินอ่อนขาวชนิดเดียวกับที่นำไปใช้สร้างทัชมาฮาล มีการตกแต่งด้วยพลอยที่มีความประณีตสูงคู่กับกระเบื้องโมเสกที่มีสีสันสวยสะดุดตา จนเป็นที่เลื่องชื่อด้านงานเกะสลักที่อ่อนช้อยและละเอียดบรรจง บริเวณผนังด้านในและซุ้มประตูมีการตกแต่งด้วยภาพวาดและการแกะลวดลายดอกไม้ สัตว์ และรูปมนุษย์ต่างๆ ไว้อย่างงดงาม 

ถ้าจะพูดถึงความยิ่งใหญ่คงต้องยกให้กับทัชมาฮาล แต่ถ้าพูดถึงความละเอียดอ่อนของงานแกะสลักตกแต่ง ผมขอยกให้กับ Baby Taj เลยครับ ถึงแม้ว่าขนาดความยิ่งใหญ่ของ Baby Taj จะเทียบไม่ได้กับทัชมาฮาลเลย แต่บอกเลยว่าความงามของ Baby Taj นี่เล็กพริกขี้หนูจริงๆ ถึงเวลาที่ต้องอำลา Agra แล้ว ช่วงบ่ายผมต้องตีรถยาวกว่า 5 ชั่วโมงเพื่อไปยัง Lucknow ครับ

นั่งรถหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง มารู้สึกตัวอีกทีกับเสียงบีบแตรเมื่อเข้าเขตเมือง Lucknow สภาพการจราจรใน Lucknow ติดขัดพอๆ กับกรุงเทพเลยครับ ก่อนที่จะเดินทางเข้าที่พัก เอได้เช็คเมล ปรากฏว่าโรงแรม FabHotel V Hotel Hazratganj ที่เราจองไว้ในคืนนี้ได้ส่งเมลมาหา เนื้อความในเมลแจ้งยกเลิกการจองห้องพักของเรา (ทั้งๆ ที่เราจ่ายมัดจำไปแล้ว) โดยจะอัพเกรดให้เข้าพักที่ Hotel Surya Continental ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือเดียวกัน เอพยายามหาข้อมูลว่าโรงแรมที่เราต้องย้ายไปนอนอยู่พิกัดไหน ตอนแรกพิกัดมันปักไปที่เดลลี ห๊า... เดลลี แต่นี่เราอยู่ใน Lucknow แล้วนะ เอพยายามค้นหาอีกรอบ คราวนี้พิกัดมาปักหมุดใน Lucknow ตามเดิมแล้วครับ คนขับรีบเปลี่ยนเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าไปยัง Hotel Surya Continental แทน


เวลายามนี้เกือบจะสองทุ่มแล้ว สภาพการจราจรยังคงติดขัดเป็นอย่างมาก คนขับมาจอดรถด้านหน้าโรงแรม เอเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่รู้เรื่องที่ทาง FabHotel V Hotel Hazratganj อัพเกรดให้เรามาเข้าพักที่นี่เลย คุยกันไม่รู้เรื่อง เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วแต่ยังตกลงกันไม่ได้เลย จนมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการโรงแรมเข้ามาพอดี เอเลยไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ดูเหมือนชายคนนี้จะพอรู้เรื่องอยู่บ้างแต่เขาแจ้งว่าเขาจะจัดห้องพักให้เรา 2 ห้อง ซึ่งเป็นห้องสำหรับการเข้าพัก 4 คน เอกลับมาปรึกษาสมาชิกในทริป ทุกคนลงมติว่าจะขอใช้ห้องที่พัก 2 คน เพราะไม่อยากจะแย่งกันใช้ห้องน้ำ ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะปกติ สมาชิกทุกคนก็เลยขนข้าวของลงจากรถตู้เพื่อเตรียมเข้าพัก แล้วรถตู้ก็ขับออกไป...

8 ชีวิตพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ ถูกนำมากองรวมกันอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ข้างลอบบี้ เห็นสภาพโรงแรมแล้วทุกคนเริ่มทำใจ ความเหนื่อยที่ต้องเดินกว่า 9.40 กม. ความเมื่อยกับการนั่งรถกว่า 5 ชม. ความหนาวเย็นของอากาศ สภาพการจราจรที่ติดขัด รถตู้ขับออกไปแล้ว 5 เหตุผลหลักที่ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ ตอนนี้อะไรก็ได้ ไม่ว่าห้องจะเป็นอย่างไร รับได้หมดทุกอย่าง

แต่เมื่อเปิดห้องพักเข้าไปแล้วได้เห็นสภาพห้อง ผมอยากจะอุทานออกมาดังๆ...โอ เอ็ม จี!!! เห้ย...นี่มันห้องพักหรือรังหนูกันแน่เนี่ย สภาพแบบนี้กล้าใช้คำว่า “Continental” เชียวเหรอ 


พื้นที่ภายในห้องพัก เป็นอย่างที่เห็นครับ มีตู้เสื้อผ้า มีตู้เย็น มีทีวี มีแอร์ มีเครื่องทำน้ำอุ่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนโรงแรมทั่วๆ ไป แต่....


หมอนที่เห็น ผมไม่ได้ถลกปลอกหมอนออกมาเพื่อจะถ่ายภาพนะครับ นั่นคือสภาพที่เขานำมาวางบนเตียง หมอนมีคราบของเชื้อราอยู่เต็มไปหมด สีของผ้าห่มที่ดูเหมือนว่าไม่ได้ซักมาแรมปี

 


ป้ายหน้าโรงแรมเขียนไว้ว่า Fully Air Conditioned แต่ดูสภาพแอร์ซิครับ ไม่แน่ใจว่ามันยังใช้การได้อยู่หรือเปล่า ไม่กล้าเปิด เพราะกลัวแอร์จะหลุดจากผนัง พัดลมเพดานกลางห้องเปิดแล้วกลัวจะหลุดมาตัดคอมากๆ ตู้เสื้อผ้าเหมือนตู้ผีสิง เปิดตู้แล้วบานประตูแทบจะหลุดติดมือออกมา ภายในมีกลิ่นเหม็นอับเป็นอย่างมาก ตู้เย็นมี 3 ขา ขอบยางของตู้เย็นเป็นคราบราดำเต็มไปหมด ด้านในตู้ก็ไม่แพ้กัน สภาพคือใช้การไม่ได้ แต่เอามาตั้งไว้เพื่อบอกให้รู้ว่าในห้องมีตู้เย็น กาต้มน้ำร้อนเปิดมายังมีกลิ่นอับเอามากๆ 


ห้องน้ำส่วนเปียกและส่วนแห้ง จะแยกออกจากกันเลยครับ ไปดูที่ห้องน้ำส่วนเปียกก่อน มีสิ่งที่เรียกว่าเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย แต่เห็นสภาพแล้วไม่กล้าใช้การจริงๆ กลัวไฟรั่ว ยอมแข็งตายดีกว่าโดนไฟดูด เลยขอเปิดก๊อกน้ำอาบเอาดีกว่า


ห้องน้ำส่วนแห้งจะอยู่ในมุมแคบๆ ท่ามกลางความสลัวๆ ของแสงไฟ มันให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในซอยตัน มีเพียงโถชักโครกอยู่ด้านในสุด ความกว้างตามในภาพเลยครับ แล้วไม่รู้เป็นอย่างไรคืนนี้เหมือนผมจะถูกชะตากับส้วมเป็นอย่างมาก ลุกมาใช้บริการแบบหนักๆ ทั้งคืนเลย บรรยากาศก็แสนจะน่ากลัว แต่ขรี้กลับไม่ยอมหด ตดก็ไม่ยอมหาย นั่งส้วมทีไรถ่ายเป็นน้ำทุกที เห้อ... 

ห้องขอสมาชิกท่านอื่นๆ ก็เจอสภาพแบบผมเหมือนกัน ห้องของเอนี่ก็เจอสุดๆ เหมือนกันทั้งปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนสกปรกมาก มากจนเอคิดว่านอนไม่ได้แน่ๆ เลยขอเปลี่ยนห้อง แต่ผู้จัดการให้เด็กขึ้นมาจัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนใหม่ให้ (แต่หมอนก็ยังคงมีราขึ้นเต็มใบ) นอกจากนี้เครื่องทำน้ำอุ่นก็ไม่ทำงาน เลยให้พนักงานขึ้นมาดู ท้ายสุดทางผู้จัดการเลยเปลี่ยนห้องให้ครับ

เมื่อสติเราเริ่มกลับมา ก็พยายามถามตัวเองว่าจะนอนได้ไหม แต่ตอนนั้นยังไงก็คงต้องนอนครับ เพราะเหนื่อยมากๆ ที่สำคัญรถตู้ที่เช่าไว้ก็ไม่อยู่แล้วด้วย นี่ถ้าคิดได้ตั้งแต่แรกก่อนที่จะขนสัมภาระเข้าโรงแรมคงยอมทิ้งมัดจำแล้วไปหาโรงแรมอื่นนอนแล้ว 

เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติก็ถึงเวลาเรื่องปากท้อง วันนี้เพียงแค่ผมหยิบปลากระป๋องออกมา กลิ่นของปลากระป๋องก็ออกมาเตะจมูกผมอย่างจัง (ทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดฝา) ไม่ใช่เพราะว่าปลากระป๋องแตกหรอกนะครับ น่าจะเกิดจากอาการเบื่อปลากระป๋องเป็นพิษมากกว่า วันพรุ่งนี้ผมจะเดินทางกลับแล้วแต่ปลากระป๋องยังเหลืออีกหลายกระป๋อง เพื่อเป็นการสร้างภาพที่สวยงาม ผมเลยแบ่งปลากระป๋องให้กับพี่นุแล้วบอกว่าเห็นพี่ทานเสบียงพี่มาหลายวันแล้วเกรงว่าพี่จะเบื่อ เอาปลากระป๋องผมไปทานแก้เบื่อก็ได้นะ แท้จริงแล้วนั่นเป็นอุบายที่ผมจะให้พี่นุช่วยกำจัดปลากระป๋องให้หมด ผมจะได้ไม่ต้องแบกกลับเมืองไทย แต่ทันทีที่พี่นุเปิดปลากระป๋องเท่านั้นแหล่ะ ผมต้องรีบวิ่งออกไปนอกห้องเลย เพราะกลิ่นปลากระป๋องมันเตะจมูกจนทำให้ผมคลื่นไส้ทันที 


การจองห้องพักครั้งนี้ เอได้ทำการจองห้องของ FabHotel V Hotel Hazratganj ผ่าน booking.com สภาพห้องตามที่เห็นในภาพ ในราคาห้องละ 900 บาท โดยได้ทำการจ่ายมัดจำไปแล้วส่วนหนึ่งด้วย แต่ห้องที่ทาง FabHotel V Hotel Hazratganj อ้างว่าจะ Upgrade ให้คือห้องของโรงแรม Hotel Surya Continental ในสภาพที่ไม่น่าจะเรียกว่า “ห้องพัก” น่าจะเรียกว่า “รังหนู” มากกว่า ผมลองเข้าไปเช็คราคาห้องของ  Hotel Surya Continental มา ราคาหน้าเวปอยู่ที่ 670 บาท แต่ท้ายที่สุดการเข้าพักในครั้งนี้ผมต้องจ่ายค่าห้องในราคาที่จองผ่านหน้า Booking.com มา คือห้องละ 900 บาท !!! 

เอได้เขียน Comment ให้กับทาง Booking.com ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างยาวเหยียด แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จาก Booking.com เลย ให้มันได้แบบนี้ซิ แหม.... ใกล้จะจบทริปแบบสวยๆ แล้วเชียว ยังกลับจะมาพ่นพิษใส่กันอีก คืนนี้ผมเลยต้องงัดถุงนอนออกมาใช้อีก 1 วัน แต่ถึงจะสกปรกแค่ไหนผมก็สามารถหลับได้ คงเพราะจากความเพลียและอาการเป็นไข้ท้องเสียด้วยครับ

วันที่ 11 : 10 ธ.ค.61

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้ผจญภัยในอินเดีย ผมคาดเดาไม่ได้เลยว่าวันนี้ผมจะเจอกับเรื่อง Surprise อะไรอีก วันนี้ทั้งวันผมมีโปรแกรมท่องเที่ยวใน Lucknow ส่วนช่วงเย็นก็จะได้บินกลับเมืองไทยแล้ว

Lucknow เป็นเมืองเอกแห่งรัฐอุตตรประเทศ ในอดีตลัคเนาเป็นเมืองรองสำคัญของอินเดีย แต่ปัจจุบันได้พัฒนาเติบโต เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การคมนาคม จนเป็นหนึ่งในเมืองหลักของอินเดียไปแล้ว และยังเป็นมหานครที่ได้รับสมญานามว่านิวยอร์คแห่งอินเดียด้วยครับ สมญานามที่ได้รับดูโก้หรูมาก แต่จากความรู้สึกส่วนตัวผม สภาพบ้านเมืองในตัวเมืองมันดูไม่ต่างอะไรกับเมืองอื่นๆ ที่ผมได้สัมผัสมา แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ผมว่าที่นี่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมากครับ

ลัคเนาเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เคยถูกปกครองโดยมุสลิมที่มาจากเปอร์เซียและราชวงศ์โมกุลจากมองโกล รวมถึงถูกอังกฤษปกครองในยุคเมืองขึ้น ลัคเนาจึงมีความโดดเด่นในเรื่องของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบฮินดู-มุสลิมแบบเปอร์เซีย-ยุโรป และศิลปะแบบ มุสลิมโมกุล ครับ

ผมเริ่มโปรแกรมแรกที่ อัครมัสยิตบาราอิมามบารา (Bara Imambara) ศาสนสถานของชาวมุสลิม สร้างในปี ค.ศ.1785 เพื่อเป็นที่อยู่ของท่าน Asaf u daula นาวาบ (Nawab) องค์ที่ 4 แห่งเมืองลัคเนา หรือเทียบเท่ากับเจ้าเมืองนั่นเอง

 


เพียงแค่ “รูมิ ดะร์วาซา” (Rumi Darwaza) หรือ “ประตูเตอร์กิช” ประตูเมืองขนาดใหญ่ ก็เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างที่สวยงามตามศิลปะที่เกิดจากผสมผสานได้อย่างลงตัวครับ

 


ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมอัครมัสยิตบาราอิมามบารา คนละ 500 รูปี ข้ามเมืองมา Lucknow แล้ว Passport ไทยไม่สามารถใช้เป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมได้แล้วครับ

 


เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา ด้านขวามือจะมองเห็นมัสยิดอัสฟี (Asifi Mosque) มัสยิดขนาดใหญ่ ซึ่งในยุคนั้นที่อยู่ของเจ้าเมืองจะมีมัสยิดรวมอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันด้วย ทำให้บาราอิมามบาราได้รับการยกย่องให้เป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอินเดีย มัสยิด อัสฟี โดดเด่นด้วยโดม 3 ยอด ขนาบข้างด้วยหอระฆังแฝด 2 หอ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลัคเนา มัสยิด อัสฟี สามารถเดินชมได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้นนะครับ 

 


แต่ถ้าเราเดินตรงไปจนสุดจะพบกับ Bhool Bhulaiya ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า 

 

 

 


ภายใน Bhool Bhulaiya เป็นท้องพระโรงขนาดใหญ่ที่เน้นโทนสีเขียว มีความโดดเด่นในเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานระหว่างฮินดูและมุสลิม มีการแกะสลักลวดลายปูนปั้นบนฝ้าเพดานดูสวยงามมากๆ ที่ช่องประตูและหน้าต่างมีการเจาะเป็นช่องแสงเพื่อให้แสงลอดผ่านเข้ามา ถือว่าเป็นการนำแสงสว่างจากธรรมชาติมาใช้ได้อย่างน่าทึ่ง และสิ่งที่ต้องยอมรับในความสามารถของช่างสมัยนั้นคือการสร้างท้องพระโรงแห่งนี้ เป็นการสร้างแบบไร้เสาค้ำ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมที่สร้างมาเมื่อสองร้อยกว่าปี (ค.ศ.1784) 

 


ทางด้านซ้ายมือสุดติดกับ Bhool Bhulaiya จะเป็นทางขึ้นเขาวงกต (Labyrinth) ถ้าหากเราเดินขึ้นบันไดไปตามเส้นทางเรื่อยๆ  โดยไม่แวะเถลไถลออกนอกเส้นทางบันได เราจะขึ้นไปสู่ชั้นดาดฟ้า ซึ่งดาดฟ้าด้านบนสามารถมองชมวิวของอัครมัสยิตบาราอิมามบารา ได้อย่างสวยงาม


สำหรับขาลง ผม และเพื่อนร่วมทริปอีก 5 คนเดินลงบันได คนละบันไดกับที่ขึ้นมา หายนะกำลังมาเยือนโดยที่ไม่รู้ตัว ขาขึ้นผมเดินตรงดิ่งอย่างเดียว แต่ทำไมขาลง มันไม่ตรงดิ่งเหมือนตอนขาขึ้น งานงอกครับ กลับกลายเป็นว่าผมต้องเข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ บางช่องมืดจนมองอะไรไม่เห็น เดินวกไปวนมา จนมาทะลุระเบียงที่อยู่บนเพดานของ Bhool Bhulaiya อ้าว!! มาออกตรงนี้ได้ไง ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแล้วครับ เดินวนไปวนมาอยู่ในนั้นจนเจอคนอินเดีย เลยคิดจะเดินตามเขาไป แต่ดูเหมือนว่าเขาก็กำลังคลำหาทางออกเหมือนกัน ผมเลยค่อยๆ นึกถึงเส้นทางตอนที่ผมเดินลงมาในเขาวงกต จากนั้นค่อยๆ เดินย้อนตามเส้นทางเพื่อกลับขึ้นไปยังบนชั้นดาดฟ้าอีกทีหนึ่ง (ดีที่ยังจำเส้นทางที่เดินลงมาได้) เมื่อกลับถึงชั้นดาดฟ้าแล้ว ก็เลยกลับไปลงยังเส้นทางที่ผมเดินขึ้นมาในตอนแรก ทีนี้เดินตรงดิ่งกลับลงมาถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัยครับ

พี่กั้งและพี่เกรียง สมาชิกร่วมทริปผมเช่นกัน พี่ทั้งสองเดินตามคนอื่นไม่ทัน เธอหลงอยู่ในเขาวงกตอยู่นาน แต่เธอโชคดีกว่าพวกผมที่ไปเจอไกด์ท้องถิ่นในเขาวงกต เธอจึงได้ให้ไกด์พาลงมาด้านล่างอย่างปลอดภัยเช่นกัน นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นดีครับ


ตอนแรกผมก็แอบนึกสงสัยนะว่าเขาวงกตอยู่ตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เขาวงกตน่าจะอยู่บนพื้นราบ อาจจะตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานที่สำคัญ แต่เขาวงกตในอัครมัสยิตบาราอิมามบารานี้ไม่เหมือนใคร เพราะมันเป็นเขาวงกตที่อยู่เหนือเพดานครับ ฟังแล้วอาจจะงง คือเขาวงกตจะอยู่ช่วงระหว่างเพดานของท้องพระโรงกับชั้นดาดฟ้า ตามภาพคือบริเวณที่ผมทำแถบสีเขียวเอาไว้ครับ 

 

 

 


ฝั่งตรงข้ามกับมัสยิดอัสฟี เป็นที่ตั้งของ Shahi Bauli สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บน้ำ ซุ้มหน้าต่างที่นี่เยอะมาก กะจากสายตา น่าจะเป็นร้อยซุ้มเหมือนกัน ช่วงขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจาก Shahi Bauli ก็มีเจ้าหน้าที่อาสาพาไปดูของเด็ดของที่นี่ ทีแรกแอบนึกกลัวเพราะว่าพามุดเข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ แถมเส้นทางที่พาไปยังมืดสนิดเลยทีเดียว ดีที่เราไปกันหลายคนเลยทำให้อุ่นใจได้บ้าง ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็มาหยุดอยู่ที่ซุ้มหน้าต่างซุ้มหนึ่ง แล้วชี้ลงไปด้านล่างแล้วบอกกับเราว่า CCTV ผมก็พยายามยามมองหา CCTV ตามที่เขาชี้ให้ดู พยายามมองหาอยู่นานก็หาไม่เจอ จนเอต้องมาเฉลยและชี้ให้ดูว่าตรงพื้นดินจะมีการขุดเป็นบ่อน้ำเล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยม ความลึกเพียงแค่ให้น้ำที่ขังส่องเห็นเงาสะท้อนได้เท่านั้น แล้วบ่อที่ว่านี้มันทำหน้าที่อะไรนะเหรอ คำตอบคือ มันทำหน้าที่เหมือนกล้อง CCTV อย่างที่เจ้าหน้าที่บอกครับ คือมันจะทำหน้าที่คล้ายกับกระจกที่จะสะท้อนเงาบริเวณทางเข้าออก เมื่อเวลามีคนเดินเข้าออกด้านนอก คนที่อยู่ด้านในจะมองเห็นว่าใครเดินเข้าออกได้จากการสะท้อนน้ำของบ่อน้ำเล็กๆ บ่อนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยนั้นจริงๆ ครับ ก่อนเราจะออกจาก Shahi Bauli เจ้าหน้าที่ถามว่า Are you Happy? OK เป็นอันรู้กันว่าจะขอทิป..

จริงๆ บริเวณโดยรอบอัครมัสยิตบาราอิมามบารายังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายจุด แต่เนื่องจากว่าผมมีเวลาจำกัดและอีกอย่างท้องเริ่มร้องแล้ว เลยชวนกันไปหาอาหารกลางวันทานกันครับ

เอหาข้อมูลมาว่าที่ลัคเนามีร้านเคบับชื่อดัง ซึ่งคนในลัคเนายกย่องให้ร้านนี้เป็นความภาคภูมิใจของลัคเนาเลยทีเดียว ร้านที่ว่าชื่อ Tunday Kababi ครับ

 

 


ร้าน Tunday Kababi เป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากกว่าร้อยปี ร้านนี้มีสาขาแรกตั้งอยู่ที่ถนนนาซซีเนมา (Naaz Cinema Rd.) ซึ่งก็คือร้านที่เราไปทานนั่นเอง

ด้านหน้าร้านมีการปรุงอาหารกันให้เห็นๆ พ่อครัวเยอะมากๆ 

 


ไก่ย่าง อันนี้ต้องบอกว่ารสชาติออกเค็มๆ แต่อร่อยดีครับ เอกลักษณ์คือไก่ส้มๆ ต้องย่างไหม้ๆ เป็นแบบนี้แทบทุกร้าน


Chicken Tikka หน้าตาคล้ายๆ แจงลอน (ทอดมันปิ้ง) รสชาติบรรยายไม่ถูก แต่ก็ทานได้ครับ


Mughlai Paratha หน้าตาคล้ายๆ ทอดมันหมูสับ แต่กัดเข้าไปแล้วรู้สึกแหยะ ทานคู่กับแป้งนานครับ


โดยรวมแล้วอาหารถือว่าทานได้ ไม่ถึงกับอร่อยจนต้องดั้นด้นมาทานครับ แต่ถ้าหากผ่านไปผ่านมาแถวถนนนาซซีเนมาแล้ว ก็น่าจะมาลองครับ

หลังจากเช็คบิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางร้านจะนำยี่หร่าหวานโรยด้วยน้ำตาลกรวดเพื่อมาให้อมล้างปาก กลิ่นยี่หร่าหอมเย็น หวานอ่อนๆ เหมือนลูกอมสมุนไพรครับ

ผมมาปิดโปรแกรมที่อนุสรณ์อัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์คครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อนุสรณ์อัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์ค (Ambedkar Memorial Park) เป็นอนุสรณ์สถานของ ดร.ภีมราว รามชี อัมเบดการ์ (Ambedkar) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย และเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย ท่านถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย” ด้วย อัมเบดการ์เป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้เดินร่วมขบวนกับมหาตมะ คานธี และชวาหระลาล เนห์รู เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ต่อมาเนห์รูได้เป็นนายกรัฐมนตรีและได้แต่งตั้งให้อัมเบดการ์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรม ในอดีต อัมเบดการ์เป็นเด็กที่เกิดและเติบโตมาในวรรณะจัณฑาล ทำให้เขาถูกกดขี่จากสังคมอย่างรุนแรงเพราะเป็นจัณฑาล แต่ด้วยการศึกษาและการหันมาเปลี่ยนนับถือพุทธศาสนา ทำให้เขาได้หลุดพ้นจากความเป็นจัณฑาลและกลายเป็นบุคคลสำคัญ หนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของอินเดีย อนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ ลานกว้างประดับประดาด้วยเสาหัวช้า ที่รอบด้านมีรูปปั้นช้างเรียงรายถึง 60 เชือกเลยทีเดียว

ต้องบอกเลยว่าอนุสรณ์อัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์คพื้นที่กว้างขวางมาก ด้านในแทบไม่มีต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาเลย ผมมาช่วงบ่ายแก่ๆ เล่นเอาเดินแล้วเพลียกันไปเลย ที่นี่เหมาะกับการเดินชมช่วงแดดร่มลมตกมากกว่าครับ สำหรับค่าเข้าชมอนุสรณ์แห่งนี้ มีค่าธรรมเนียม 15 รูปีครับ


ถึงเวลาต้องอำลาอินเดียแล้ว แอบหวังไว้ว่าระหว่างทางที่เดินทางไปยังสนามบินคงไม่มีเรื่อง Big Surprise มาทดสอบอะไรเราอีกแล้ว รถมาจอดส่งคณะที่อาคารผู้โดยสาร แต่เมื่อเราจะเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร ปรากฏว่าเรามาผิดอาคารครับ อาคารที่คนขับมาส่งคืออาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ในความโชคร้ายยังพอมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศอยู่ห่างกันไม่มากนัก เราเลยต้องพากันลากกระเป๋าเดินทางใบเขื่องเพื่อไปยังอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เรียกเสียงหอบได้บ้างนิดหน่อย สำหรับการเดินทางกลับ ผมใช้บริการของสายการบิน Thai smile ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็บินมาถึงสุวรรณภูมิด้วยความปลอดภัย 

ถามว่าเข็ดไหมกับอินเดีย ตอบเลยว่า “ไม่เข็ด”

ถามว่าจะกลับมาเที่ยวอินเดียวอีกไหม ตอบเลยว่า “กลับมาแน่นอน”

ติดใจอะไรอินเดียหนักหนา ถึงจะกลับมาเที่ยวอีก
- สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ยิ่งใหญ่ งดงาม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
- ใครที่รักการถ่ายภาพ อินเดียเหมาะสุดๆ มีทั้ง Landscape , Cityscape, life, Street, Portrait, candid
- ผู้คนเป็นมิตร พร้อมให้ความช่วยเหลือ มาเที่ยวอินเดียให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นบุคคลสำคัญ เดินไปทางไหนมีแต่คนมอง มีแต่คนมาขอถ่ายรูปด้วย

ถึงแม้ว่าทริปนี้ผมจะเจออุปสรรคมากมาย แต่อุปสรรคที่เข้ามามันทำให้สมาชิกทุกคนได้ร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ มันเหมือนบททดสอบบทหนึ่ง ว่าเราจะสามารถฟันฝ่าไปได้ไหม หรือเราจะยอมแพ้ แต่ถ้าหาเราฮึดที่จะสู้แล้วผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้ แม๊งง..โคตรดีใจเลย ปัญหาและอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามานั่นแหล่ะ มันทำให้เราตื่นเต้นและเป็นสิ่งที่เพิ่มรสชาติให้กับทริปนี้ ทำให้ผมได้เก็บเรื่องราวต่างๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ฟังอยู่แบบนี้ 

ใครชวนไปอินเดียอย่าไปกลัวครับ เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ถ้าเราไม่ออกไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง มันก็ยังคงเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างอยู่แบบนั้น เรื่องการขูดรีดนักท่องเที่ยวของชาวอินเดียมันก็มีบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย มันก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านเราที่คนบางกลุ่มขูดรีดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเช่นกัน ถ้ามองเป็นเรื่องธรรมดาของโลกไป แล้วทำใจให้สนุก ผมเชื่อเลยว่า คุณจะตกหลุมรัก “อินเดีย” แบบไม่รู้ตัว

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น