เล็กๆ เราไม่..ใหญ่ๆ เราไป.. นาคาใหญ่ ยาวใหญ่ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

06 มิถุนายน 2562 | โดย ลุงเสื้อเขียว (2,014 เข้าชม)
แบ่งปัน:

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวทะเลสักเท่าไร ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น แดดร้อน อากาศร้อน คิดว่าทะเลไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายรูปออกมาก็จะเห็นเพียงน้ำทะเลตัดกับเส้นขอบฟ้า ทำให้รู้สึกว่าทะเลไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งหมด จนเมื่อ 2-3 ปีมานี้ ผมเริ่มใช้ “ใจ” ค่อยๆ ทำความรู้จักกับทะเลมากขึ้น ทำให้รู้ว่าทะเลแต่ละแห่งนั้นมีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน ทะเลทำให้จิตใจผมสงบ การได้มานั่งทอดอารมณ์ ฟังเสียงคลื่น มันทำให้ผมได้ลืมความวุ่นวายหลายสิ่งอย่างให้หมดไปจากหัวสมอง

ตอนนี้จะบอกว่าผมเป็น “ทะเลลิซึ่ม” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเมื่อมีเวลาว่างเมื่อใด ผมจะเสาะหาสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลอยู่ตลอด เริ่มหาสถานที่พักผ่อนริมทะเล ทั้งทะเลฝั่งตะวันออกอย่าง ระยอง จันทบุรี ตราด หรือจะเป็นทะเลฝั่งอ่าวไทย รวมถึงทะเลฝั่งอันดามัน ได้เห็นโฆษณาของหลายๆ รีสอร์ทผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางนิตยสารหรือสื่อออนไลน์ และหนึ่งในไม่กี่โฆษณาที่สะดุดตา เป็นภาพของเตียงชายหาดไม้ตั้งเคียงคู่กันบนสระว่ายน้ำภายใน Villa ที่มองออกไปเป็นวิวทะเลสีฟ้าครามแบบสุดสายตา ภาพนี้แหล่ะที่ติดตาตรึงใจ จนทำให้ผมต้องเก็บรีสอร์ทแห่งนี้มาไว้ในลิสต์รีสอร์ทในฝัน ที่สักวันจะต้องมาสัมผัสให้ได้ และรีสอร์ทที่ว่านั้นนั่นคือ The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket


ฝันให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง!! เมื่อ The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket ได้มาออกบูธงานไทยเที่ยวไทย และได้นำโปรโมชั่นเด็ดๆ ในราคาที่ไม่เกินเอื้อมมาฝากผู้ที่มีใจรักทะเล โปรโมชั่นมีทั้งแบบซื้อห้องพักอย่างเดียว หรือจะเป็นแบบแพคเกจก็มี เห็นราคาแล้วจะนิ่งเฉยก็คงไม่ใช่ เมื่อโอกาสมาก็คงต้องรีบคว้า จากนั้นก็หาช่วงเวลางามๆ ไปตามหาฝันกันครับ


ทริปนี้ผมวางโปรแกรมแบบ 4 วัน 3 คืน โดย 2 คืนแรกตั้งใจจะแปลงกายเป็นตัว Sloth ไปใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไปกอบโกยความสุขใน The Naka Island ให้มากที่สุด และคืนสุดท้ายจะข้ามไปยังเกาะยาวใหญ่ จ.พังงาครับ


ยิ่งได้เห็นภาพ The Naka Island ยิ่งทำให้ผมอยากจะไปพิสูจน์ไวๆ ว่า ภาพสวยงามที่ได้เห็น กับสิ่งที่เป็น จะเหมือนหรือแตกต่างกันเพียงไหน อีกหนึ่งอึดใจเท่านั้น ผมก็จะไปเป็นหนึ่งชีวิตเล็กๆ บนเกาะนาคาใหญ่แล้วครับ

หลังจากที่ล้อเครื่องบินแตะ Runway ของสนามบินภูเก็ต สายฝนก็โปรยปรายในทันที จากสนามบินผมจะต้องเดินทางต่อไปยัง Ao Por Grand Marina เพื่อไปขึ้นเรือข้ามไปยังเกาะนาคาใหญ่ จากสนามบินไปยัง Ao Por Grand Marina ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงครับ

จากสนามบินเราสามารถเดินทางไปยัง Ao Por Grand Marina ได้หลายวิธี อาจจะใช้บริการของ Taxi หรือใครต้องการความสะดวกก็สามารถใช้บริการรถลีมูซีนจากทางรีสอร์ทก็ได้ จริงๆ แล้วหากใครซื้อโปรโมชั่นแบบแพคเกจ 2 คืน ก็จะรวมบริการรถรับส่งสนามบินไว้แล้ว (ตามเงื่อนไขของแต่ละโปรโมชั่น) สำหรับผมเลือกแบบสะดวกและประหยัด เลยให้พี่เพอะ หนึ่งในสมาชิกร่วมทริปที่ขับรถมาจากหาดใหญ่ แวะมารับที่สนามบินภูเก็ตและไปยัง Ao Por Grand Marina พร้อมๆ กัน


จากลานจอดรถของ Ao Por Grand Marina จะมีพนักงานของ The Naka Island ยืนรอต้อนรับอยู่ด้านหน้าแล้ว (ผมได้ประสานแจ้งเวลาที่ต้องการจะข้ามไปยังรีสอร์ทก่อนหน้าที่จะออกเดินทาง) จากลานจอดรถต้องเดินเท้าต่อไปยังท่าเรืออีกนิดหน่อยครับ 


ตารางเดินเรือที่จะข้ามไป-กลับ เป็นดังนี้ เรือจาก Ao Por Grand Marina - เกาะนาคาใหญ่ จะมีบริการทุกๆ  xx.15 น. และ xx.45 น. และจากเกาะนาคาใหญ่ - Ao Por Grand Marina จะมีบริการทุกๆ xx.00 น. และ xx.30 น. ครับ 


ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 5 นาที ก็ข้ามมาถึงยังเกาะนาคาใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket แล้วครับ


ทันทีที่ Speed boat เทียบท่า ก็มีพนักงานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มขับรถบักกี้มารับคณะของผมที่ท่าเรือ เมื่อสมาชิกทั้ง 5 นั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เธอก็กล่าวต้อนรับและสอบถามพวกเราว่า เคยมาพักที่ The Naka Island กันหรือยัง ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่เคย เมื่อได้ยินดังนั้นเธอจึงเริ่มเล่า Story ที่มาที่ไปของเกาะนาคาใหญ่ให้พวกเราได้ฟังกันครับ


ตามตำนานโบราณที่เล่าต่อๆ กันมาบอกว่ามีพญานาคตัวหนึ่งได้ท่องไปทั่วท้องทะเลอันดามัน และได้มาพบเจอกับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีทัศนียภาพที่งดงาม นั่นก็คือบริเวณเกาะนาคาแห่งนี้ พญานาคจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในบั้นปลายอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ จนเมื่อพญานาคในตำนานได้ล่วงลับไปแล้ว เขาได้กลายสภาพเป็นเกาะหิน ก้อนหิน และทราย หลายปีผ่านมาเกิดการพังทลายของดินและการกัดเซาะของสภาพอากาศ จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้แยกออกเป็นสามเกาะเล็กๆ กระจายอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงพบเห็นกันอยู่ คือ เกาะแรด เชื่อว่าเป็นส่วนหัวของพญานาค, เกาะนาคาน้อย เชื่อว่าเป็นส่วนหางของพญานาค และ เกาะนาคาใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ The Naka Island เชื่อว่าเป็นส่วนลำตัวของพญานาคครับ 


เกาะแรด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะนาคาใหญ่ ตามตำนานบอกว่าเป็นส่วนหัวของพญานาค


เกาะนาคาน้อย อยู่ทางทิศใต้ของเกาะนาคาใหญ่ ตามตำนานบอกว่าเป็นส่วนหางของพญานาค


และเกาะนาคาใหญ่ ตามตำนานบอกว่าเป็นส่วนลำตัวของพญานาคครับ 

สิ้นสุดสะพานไม้ที่ทอดยาวมาจากกลางทะเลก็เริ่มเข้าสู่พื้นที่ของเกาะนาคาใหญ่แล้วครับ


แขกทุกคนเมื่อเดินทางมาถึงเกาะนาคาใหญ่จะต้องตีฆ้อง 2 ครั้ง น้องพนักงานอธิบายให้ฟังว่าในสมัยโบราณเชื่อกันว่าฆ้องสามารถใช้สื่อสารกับสิ่งลึกลับที่อยู่ต่างภพกับโลกมนุษย์ ซึ่งบนเกาะนาคาใหญ่ก็มีความเชื่อเรื่องวิญญาณของพญานาคว่ายังคงสิงสถิตอยู่บนเกาะแห่งนี้ การตีฆ้องให้ก้องกังวานในครั้งแรกนั้นเป็นการให้เกียรติแก่พญานาค เป็นการบอกกล่าวว่าเราได้เดินทางมาถึงเกาะแล้ว เมื่อพญานาครับทราบก็จะช่วยดูแลแขกในระหว่างที่เข้าพักบนเกาะนาคาใหญ่ สำหรับการตีฆ้องครั้งที่สองเพื่อให้แขกได้อธิษฐานขอพรและเชื่อว่าพญานาคจะช่วยให้พรที่ขอสัมฤทธิ์ผลครับ


Welcome drink มาพร้อมกับดอกกล้วยไม้ครับ

จากจุดนี้น้องพนักงานหน้าตาจิ้มลิ้มคนเดิมพาผมนั่งรถบักกี้ไปยังห้องพักเพื่อทำการ Check in เธอขับลัดเลาะไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวไปมา พร้อมกับเอ่ยปากบอกว่า เส้นทางคดเคี้ยวหน่อยนะคะ เพราะว่าตอนที่สร้างเส้นทางและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทางรีสอร์ทพยายามรักษาต้นไม้ใหญ่เอาไว้ เส้นทางบางช่วงบางตอนเลยต้องลัดเลาะไปมา บางช่วงของเส้นทางก็มีความลาดชันบ้าง เนื่องจากพื้นที่ในโซนห้องพักจะอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ครับ

รถบักกี้มาจอดที่ด้านหน้าห้องพักของผม ห้องพักตลอด 2 คืนเป็นแบบ Seaview Pool Villa ครับ


Villa แต่ละหลังออกแบบมาในสไตล์ของเกาะในภูมิภาคเขตร้อน ด้วยสถาปัตยกรรมและการตกแต่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม โทนสีของ Villa เป็นโทนสีน้ำตาล ทำให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่มากๆ เพียงแค่ด้านหน้าก็มองเห็นถึงความใส่ใจ ความ Back to Basics แล้ว เชือกที่เห็นในภาพ ปลายข้างหนึ่งถูกถ่วงน้ำหนักด้วยก้อนหิน ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งผูกติดไว้กับระฆังใบเล็กๆ ทำหน้าที่ได้เสมือนหนึ่งเป็นกระดิ่งไฟฟ้า แต่เสียงของระฆังใบเล็กๆ นี้ฟังไพเราะเสนาะหูกว่าเสียงกระดิ่งไฟฟ้าเป็นอย่างมาก ใกล้กันมองเห็นหินรูปร่างทรงกลม ที่มี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นรูปลืมตา อีกด้านหนึ่งเป็นรูปหลับตา อันเป็นสัญลักษณ์ว่า ห้ามรบกวน


เมื่อเปิดประตู Villa เข้ามา มีแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ สองข้างทางเดินเข้าสู่ห้องพักขนาบข้างด้วยสวนหย่อมที่ประดับประดาด้วยพันธุ์ไม้หลากสี ปลายสุดของทางเดินมีศาลาพักผ่อนขนาดย่อมให้นอนเล่นรับลม ชมวิวทะเลแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัว

 

 

 


ด้านในของห้องพักต้องบอกเลยว่ากว้างขวางดีจริงๆ โดยหลักๆ ผนังด้านหัวเตียงและปลายเตียงเป็นกระจกบานใหญ่ หากมองจากหัวเตียงออกไปจะเห็นสวนหย่อมกลาง Villa แต่หากถ้ามองจากปลายเตียงออกไป ก็จะเห็นวิวทะเลแบบสุดสายตาเลยครับ ส่วนผนังอีก 2 ด้าน ด้านหนึ่งจะเป็นโซฟาไว้สำหรับให้นั่งพักผ่อน ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับวางอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องชงกาแฟครับ

 


นอกจากนี้บริเวณปลายเตียง ยังมีมุมให้นั่งอ่านหนังสือ จะนั่งห้อยขาอ่านหนังสือหรือจะนั่งชมวิวด้านนอกห้องก็ได้ หากใครเมื่อยล้าก็สามารถนอนเอกเขนกดูทีวีบนเบาะนุ่มๆ พร้อมทานขนมขบเคี้ยวที่ทางรีสอร์ทได้จัดเตรียมไว้ให้บนโต๊ะ มีทั้งคุกกี้ สัปปะรดแห้ง และมะพร้าวอบแห้ง อร่อยเชียวครับ 


เตียงนอนที่หนานุ่ม พร้อมกับหมอนหนุนที่หนุนแล้วไม่อยากจะลุกไปไหนเลย

 

 

 


จากพื้นที่ห้องนอนจะมีทางเดินเชื่อมไปยังพื้นที่ของห้องน้ำและห้องแต่งตัว พื้นที่ในส่วนนี้จะเป็นแบบ Open Air มีพัดลมติดผนังช่วยระบายความร้อน ห้องน้ำแยกส่วนเปียกส่วนแห้งออกจากกันอย่างชัดเจน โดยมีตู้เสื้อผ้าและอ่างล้างหน้าคั่นกลาง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในส่วนนี้ก็ค่อนข้างครบครันเลยครับ มีทั้งเตารีด ที่รองรีด ที่ชั่งน้ำหนัก เสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าใส่เดินใน Villa และที่เก๋กู๊ดมากๆ เห็นจะเป็นห้องอาบน้ำ ที่เป็นห้อง Stream ในตัวด้วยครับ เนื่องจากการใช้น้ำจืดบนเกาะต้องอาศัยน้ำบาดาลที่สูบขึ้นจากกลางทะเล ทำให้เวลาอาบน้ำแล้วอาจสัมผัสได้ถึงความเค็มๆ ปลายๆ จากละอองน้ำอยู่บ้างครับ


ผลิตภัณฑ์อาบน้ำของที่นี่เลือกใช้ของ THANN หอมถูกใจผมจริงๆ 


Minibar ในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ


แต่ถ้าเป็นในส่วนของน้ำดื่ม กาแฟ และของขบเคี้ยวที่อยู่ในโหลเล็กๆ บนโต๊ะอ่านหนังสือ ทานได้เลยครับ ตอนแรกผมเองก็กังวลกับเรื่องน้ำดื่ม เพราะผมเป็นคนที่ดื่มน้ำเยอะมาก เกรงว่าทางรีสอร์ทจะมีให้จำนวนจำกัด หากซื้อเพิ่มคงโดนชาร์จอีกเยอะ ก่อนข้ามเกาะเลยแวะซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่และแบกข้ามมาด้วย ท้ายสุดคือต้องหิ้วไปกินที่เกาะยาวใหญ่แทน 

ทางรีสอร์ทได้เตรียมน้ำดื่มไว้ให้เยอะมาก (ประมาณ 8 ขวด) ดื่มได้ดื่มไปเลยครับ ถ้าหากหมดก็สามารถโทรขอเพิ่มได้ แต่ถ้าไม่หมด ช่วง Turndown Service พนักงานจะมาเติมน้ำดื่มให้อีกรอบ และมาพร้อมกับโหลคุ๊กกี้ที่ให้ทานก่อนเข้านอนด้วยครับ


และอีกหนึ่งจุดที่สองป้าชอบมากๆ เห็นจะเป็นอ่างอาบน้ำ ที่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ด้วย เห็น 2 ป้าผลัดกันถูหลังแล้วน่าเอ็นดูเชียวครับ 

 


ที่สุดของแจ้ เอ๊ย ของห้อง เห็นจะเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวนี่แหล่ะครับ เพียงแค่เปิดประตูห้องออกมา เดิน 5 ก้าว ก็ลงว่ายน้ำได้เลย สระว่ายน้ำที่มองออกไปเห็นวิวทะเลอันดามันแบบ 180 องศาเลย 


ศาลาพักผ่อนนับเป็นอีกหนึ่งมุมที่สามารถนั่งชิลล์ได้ทั้งวันครับ


เข้าห้องพักแล้ว ไม่อยากจะออกไปไหนเลยครับ ความสุขมันอยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง


อีกหนึ่งไอเดียการออกแบบเล็กๆ ที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจให้แขกได้สัมผัสกับความกลมกลืนกับธรรมชาติ “ที่แขวนผ้า” ออกแบบเป็นรูปบวบ เก๋เชียวครับ

 

 

แสดงความคิดเห็น