เลียบ..ลัด..เลาะ.. "บึงกาฬ นครพนม สกลนคร" ออนซอนหลาย

19 มีนาคม 2564 | โดย ลุงเสื้อเขียว (916 เข้าชม)
แบ่งปัน:

ทริปสุดท้ายก่อน Covid ระบาดหนัก ผมมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศยามเช้าของหินสามวาฬในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แสงสวยๆ มาพร้อมกับสายหมอกบางๆ ทำให้ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก และจากทริปนั้นเองจึงเป็นชนวนเหตุให้เกิดทริปนี้ขึ้น การได้มาชมหินสามวาฬในอีกบรรยากาศหนึ่ง ที่รายล้อมด้วยก้อนหมอกหนาๆ ประหนึ่งว่าครอบครัววาฬกำลังเริงร่าอยู่กลางทะเล คงเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ผมจะเทใจให้กับที่นี่ แต่การที่จะมาชมทะเลหมอก คงต้องมาช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาเดียวที่จะสามารถเห็นทะเลหมอกได้ นอกจากจะได้เห็นทะเลหมอกแล้ว ยังได้มีโอกาสเที่ยวชมน้ำตกต่างๆ ด้วย ถ้าจะบอกว่าหินสามวาฬเป็นพระเอก ผมอยากจะยกให้น้ำตกต่างๆ เป็นนางเอกของบึงกาฬก็แล้วกัน บึงกาฬมีน้ำตกสวยๆ หลายแห่ง เช่น น้ำตกถ้ำพระ หรือน้ำตกสไลด์เดอร์ และน้ำตกเจ็ดสี แต่น้ำตกเหล่านี้สามารถเที่ยวชมได้เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ผมจึงเลือกที่จะเดินทางช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงใกล้วันออกพรรษาครับ

แล้ว “นครพนม” ละ มาทำไม? ตอบเลยว่า อยากมาตะเวนไหว้พระธาตุประจำวันเกิดให้ครบทั้ง 8 พระธาตุ

แล้ว “สกลนคร” ละ มาทำไม? ตอบเลยว่า ที่เลือกมาช่วงใกล้วันออกพรรษา เพราะต้องการมาชมความงดงามของปราสาทผึ้ง ประเพณีดีๆ ของชาวสกลนครครับ

สำหรับโปรแกรมต่างๆ อาจจะอัดแน่นไปสักนิด พยายามวางแผนการเดินทางให้เป็นเส้นทางวงกลม ผมเลือกลางานวันศุกร์ และ วันจันทร์ ซึ่งจะได้วันหยุดรวม 4 วัน โดยในวันแรกลงเครื่องที่นครพนม จากนั้นจะตีรถไปยังน้ำตกที่บึงกาฬเป็นจุดหมายแรก เพราะหากต้องการถ่ายภาพน้ำตกในวันที่มีนักท่องเที่ยวน้อยๆ คงต้องมาเที่ยวในวันธรรมดา หากมาวันหยุดนักท่องเที่ยวคงล้นหลามเป็นแน่ๆ จากนั้นจะค้างคืนที่บึงกาฬ ส่วนวันที่สองค้างคืนที่สกลนคร และคืนสุดท้ายค้างคืนที่นครพนมครับ

ทริปนี้ผมเลือกเดินทางกับ Air Asia โดยเดินทางไฟล์ทเช้าสุด  มาถึงสนามบินนครพนมราว 09.15 น. ครับ

พี่จอห์นและพี่น้ำ พี่ที่ผมเคารพ รอต้อนรับผมอยู่ที่สนามบินนครพนมแล้ว ทริปนี้พี่จอห์นอนุเคราะห์ให้ผมยืมรถใช้ตลอดทั้ง 4 วัน หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ผมก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรก นั่นคือ น้ำตกถ้ำพระ

ขับรถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามคำสั่งของ GPS จากถนนดำๆ ผ่านป่ายาง กลายเป็นถนนลูกรัง เห็นป้ายน้ำตกถ้ำพระ แต่ไม่ยักจะถึงสักที ชักเริ่มไม่แน่ใจ ต้องสอบถามเส้นทางจากชาวบ้านข้างทาง ที่นานๆ จะออกมาให้ถามเส้นทางสักที (ส่วนใหญ่จะเจอแต่บ้าน ไม่เจอคนอยู่ สงสัยออกไปทำงานกันหมด) ราวสองชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงยังท่าเรือ ที่จะพาเราเข้าสู่น้ำตกถ้ำพระครับ

เรียกได้ว่าหิวโซกันเลยทีเดียว หลังลงจากรถก็ตรงดิ่งไปยังร้านอาหารที่อยู่ที่ท่าเรือทันที อ้อ ท่าเรือที่จะเข้าไปยังน้ำตกถ้ำพระจะมี 2 ท่าเรือนะครับ ท่าเรือแรกคือท่าเรือที่ผมใช้บริการ มีลานจอดรถค่อนข้างกว้างขวางทีเดียว แต่ถ้าหากขับเลยไปอีกนิดเดียว ก็จะเป็นท่าเรือที่สอง ที่ดูแล้วมีคนมาใช้บริการกันค่อนข้างเยอะกว่าท่าเรือแรกครับ

การจะเข้าไปยังน้ำตกถ้ำพระ รถไม่สามารถไปถึงนะครับ เราจะต้องนั่งเรือเข้าไป ระยะเวลานั่งเรือประมาณ 5-10 นาที ก็ถือว่าไม่นาน เพราะสองข้างทางมีวิวให้ดูเพลินๆ สำหรับค่าบริการ ไปกลับ คนละ 30 บาท ผมถามเขาว่าไป 2 คน ต้องรอจนเรือเต็มไหม เขาบอกว่าไม่ ถ้าเราพร้อมแล้ว ก็ออกเรือได้เลย ราคาไปกลับคนละ 30 บาท ไป 2 คน ไม่มีชาร์จเพิ่มครับ ท่าเรือที่ 1 เรือสีฟ้า ท่าเรือที่ 2 เรือสีเขียว ขากลับก็นั่งเรือสีเดียวกับขามาละครับ ไม่เช่นนั้นคงจะต้องเดินจากท่าเรือหนึ่งไปยังท่าเรือหนึ่งเอง

จากจุดจอดเรือ เราต้องเดินเท้ากันอีกสักนิด ช่วงแรกจะเป็นเนินลาดชันนิดหน่อย แวะชำระค่าบำรุงสถานที่กันก่อนคนละ 20 บาท จากนั้นเส้นทางเดินเท้าค่อนข้างเดินได้สบายเพราะเป็นเส้นทางราบ ยาวจนถึงตัวน้ำตกชั้นล่างสุดครับ

ชั้นล่างสุดค่อนข้างกว้าง แต่จุดนี้ยังไม่สามารถเล่นน้ำได้นะครับ ต้องเดินต่อเข้าไปอีกนิดหน่อย

มาช่วงปลายฝนแบบนี้ ก็จะได้เห็นดอกไม้ป่า ต่างพากันบานอวดโฉม รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่

น้ำตกถ้ำพระหรือน้ำตกถ้ำพระภูวัว อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว น้ำตกแห่งนี้จะมีน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้น โดยสายน้ำจะไหลอยู่บนภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ น้ำตกนี้เดินค่อนข้างง่าย ไม่ลื่นครับ

สิ่งที่เป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เห็นจะเป็นการได้มาเล่นสไลด์เดอร์ธรรมชาติ สายน้ำของน้ำตกจะไหลผ่านร่องน้ำขนาดพอดีตัว ไหลลดคดเคี้ยว เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจเลยที่ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมกันอย่างไม่ขาดสาย ขนาดผมมาวันศุกร์ ยังมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในพื้นที่ เลยถามเขาถึงที่มาของคำว่า “ถ้ำพระ” ว่ามีถ้ำอยู่แถวนี้เหรอ เขาเลยชี้ให้ดูที่มาของ “ถ้ำพระ” ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ถ้ำ แต่เป็นช่องที่อยู่บนผาหิน ซึ่งถูกกัดเซาะเว้าเข้าไปจนคล้ายถ้ำตื้นๆ และได้มีการนำพระพุทธรูป 2 องค์ไปประดิษฐานอยู่ในช่องเว้านั่นเอง

จากชั้นล่างสุดเดินขึ้นเนินหินทรายกันด้วยระยะทางสั้นๆ ก็จะมาถึงน้ำตกชั้น 2 ชั้นนี้สวยงามมากครับ เห็นร่องน้ำคดเคี้ยวชัดเจน อาจเพราะช่วงนี้น้ำเยอะ เลยไม่เหมาะกับการเล่นสไลด์เดอร์ ณ จุดนี้ เพราะหลุดร่องน้ำนี้ลงไปความต่างระดับของน้ำตกชั้นล่างและชั้นสองค่อนข้างสูงพอสมควร

ผมจะเดินขึ้นไปบนชั้น 3 แต่มีป้ายห้ามขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูน้ำหลาก แอบนึกเสียดายอยู่นิดๆ นี่ขนาดชั้น 2 ยังสวยงามขนาดนี้ ชั้น 3 คงสวยงามเป็นอย่างมากแน่ๆ

ผมถามเจ้าถิ่นคนเดิมว่าเคยไปน้ำตกเจ็ดสีไหม เขาตอบกลับมาว่า เคยไป แต่เดินไปไม่ถึงตัวน้ำตกเสียที ผมแอบตกใจนิดๆกับคำว่า “เดินไปไม่ถึงตัวน้ำตกเสียที” เลยย้อนถามถึงระยะทางเดินเท้า รวมถึงสภาพเส้นทาง เขาตอบกลับมาว่า เดินเท้าประมาณ 800 เมตร แต่ไม่รู้ว่าสภาพเส้นทางเป็นอย่างไร

เอาว๊ะ!! ไหนๆ ทริปนี้ก็ตั้งใจจะมาเก็บน้ำตกของบึงกาฬอยู่แล้ว อย่าเอาระยะทางเดินเท้ามาบั่นทอนความตั้งใจเลย ขนาดคนในพื้นที่ยังเข้าไม่ถึง ยิ่งทำให้ใจอยากที่จะไปสำรวจ เลยรีบขอบคุณในคำบอกเล่าของเจ้าถิ่น แต่ด้วยความปรารถนาดีของเขา เลยบอกให้ผมกลับมาที่น้ำตกเจ็ดสีในวันรุ่งขึ้น แต่ผมคงไม่มีเวลาแล้ว เลยบอกเขาว่า จะขอไปตัดสินใจที่หน้างานอีกที

เหลือบมองดูนาฬิกา ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่าแล้ว ผมคงต้องรีบออกเดินทางแล้ว เพราะเกรงว่าหากเดินทางถึงน้ำตกเจ็ดสีช้า อาจจะพลาดโอกาสในการเดินเข้าถึงตัวน้ำตกได้

ขึ้นรถปุ๊บ ก็จับ GPS ไปน้ำตกเจ็ดสีปั๊บ ขับรถออกไปนิด GPS ก็บอกให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเส้นเล็กๆ เห็นสภาพเส้นทางและป้ายบอกทาง “ระวังช้าง” ชักเริ่มไม่แน่ใจ หันรถกลับทันที GPS บอกให้ย้อนกลับไปเส้นทางท่าเรือ เลยท่าเรือไปนิดหน่อย GPS บอกให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลูกรังเส้นเล็กๆ เล็กขนาดรถไม่น่าจะสวนทางกันได้ แถมยังเข้าไปในป่ายางอีก โชคยังดีที่ขับเข้าไปเล็กน้อย เห็นบ้านคน เลยตะโกนถามเส้นทางว่าไปน้ำตกเจ็ดสีได้ไหม เขาบอกว่าไปไม่ได้ เอาแล้วไง GPS จะพาผมไปไหนละเนี่ย พาหลง 2 รอบแล้ว ชาวบ้านแนะนำดีมากครับ ให้เลี้ยวซ้ายตรงโน้น เลี้ยวขวาตรงนี้ คือมันหลายเลี้ยวจนผมจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็ต้องทำทีเป็นเข้าใจ เกรงเขาจะเสียน้ำใจ ขับรถออกมาหน่อย ค่อยๆ ถามชาวบ้านไปตลอดทาง

GPS ก็พยายามจับเส้นทางที่ใกล้ที่สุดให้ พาไปยังเส้นทางที่ไม่น่าจะไว้ใจ แต่โชคยังพอเข้าข้างอยู่บ้าง เพราะมีชาวบ้านให้สอบถามเส้นทางได้ เขาบอกว่าสามารถไปได้ ผมก็เลยยอมขับตามที่ GPS บอก ขับไปเรื่อยๆ ชักเริ่มใจไม่ดี สัญญาณ GPS ขาดหายไปบางช่วง เส้นทางเริ่มแคบลง สภาพถนนเป็นลูกรังที่แทบจะไม่มีลูกรังอยู่แล้ว ขับรถไปหัวสั่นหัวคลอนไปตลอดทาง เส้นทางเริ่มเข้าไปลึกทุกที ผ่านดงสวนยาง ยิ่งขับ ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งหลง จะกลับรถก็กลับไม่ได้ เพราะถนนแคบมาก ขับไปจนเห็นบ้านในดงสวนยาง จะถามเส้นทางก็ไม่มีคนอยู่ให้ถาม เลยตัดสินใจกลับรถและย้อนกลับออกมาเส้นทางเดิม ฝืนคำแนะนำของ GPS ที่ให้กลับรถอยู่ตลอดเวลา สรุปเป็นว่าเสียเวลาหลงทางอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง แนะนำเลยครับว่า ใครมาเที่ยวน้ำตกถ้ำพระแล้วจะไปน้ำตกเจ็ดสี หากจับ GPS อย่าเชื่อถ้า GPS จะพาไปยังเส้นทางเล็กๆ ยอมขับรถไกลขึ้นอีกสักนิด ไปตามถนนสายหลักจะดีกว่าครับ

เห็นป้ายบอกทางไปยังน้ำตกเจ็ดสีแล้วใจชื้นขึ้น เออ มาถูกทางแล้ว เส้นทางเข้าไปยังน้ำตกค่อนข้างแคบนะครับ ระหว่างทางเข้าน้ำตกจะมีคล้ายๆ ป้อมที่มีไม้กระดกปิดกั้นรถที่เปิดค้างไว้ ขับไปเรื่อยๆ จนสุดเส้นทาง จะเป็นลานหินธรรมชาติที่พอจะจอดรถได้สัก 10 คัน ผมมาถึงเกือบจะสี่โมงครึ่งแล้ว ที่ลานจอดรถมีรถจอดอยู่ 3 คัน นักท่องเที่ยวต่างกำลังทยอยกันกลับแล้ว ผมเลยสอบถามเส้นทางเดินเท้า ว่าเดินสะดวกไหม คุ้มค่าเหนื่อยไหม เขาบอกว่าสะดวก น้ำตกสวย และเชียร์ให้เดินเข้าไป แต่เขาบอกว่าคงต้องทำเวลาหน่อยนะ เพราะน้ำตกจะปิด 5 โมงเย็น

ได้ยินดังนั้น ผมรีบจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็ว เส้นทางก็ไม่ได้จัดว่าลำบากลำบนอะไรมากนัก 800 เมตร เดินไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวก็ถึงครับ   

จุดแรก น่าจะเป็นชั้นล่างสุด มีป้ายปักไว้ว่า “ธารเกล็ดแก้ว” เป็นธารน้ำที่มีน้ำไหลไปตามซอกหิน ระดับน้ำไม่ลึกนัก แต่!!! ลื่นดีนักแล ผมเผลอไปเหยียบตรงหินที่เป็นแอ่งน้ำ ล้มก้นกระแทก พยายามจะลุก แต่ก็ลุกไม่ขึ้น คือ ลุกแล้วลื่น ลุกแล้วลื่น จนต้องค่อยๆ คลานออกมาจากแอ่งน้ำ ดูนะ ตอนที่อยู่น้ำตกถ้ำพระ เห็นเด็กๆ เล่นสไลด์เดอร์แล้วอยากเล่น แต่ติดที่ไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยน เลยอดใจไม่เล่น  มาน้ำตกเจ็ดสี ไม่ได้อยากที่จะเล่นน้ำเล๊ยยย แต่ตอนนี้ เปียกโชกไปทั้งตัว

จากธารเกล็ดแก้ว เดินต่อเพื่อจะไปยังอีกจุดหมายหนึ่ง ทางเดินเริ่มมีน้ำขัง ยังคงต้องระวังลื่นอยู่เช่นเคย ไม่นานนักก็มาถึงธารเกล็ดมณี ผมเดินสวนกับนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินกลับ เลยสอบถามไปว่า ต้องเดินอีกไกลไหม น้องๆ บอกว่าไม่ไกลแล้ว อีกนิดเดียวก็ถึง ผมเลยบอกเตือนน้องๆ ไปว่า ระวังลื่นด้วยนะ น้องๆ ตอบสวนมาทันควัน “ถ้าใครไม่ลื่นก็เรื่องแปลกแล้วค๊ะ” ผมมองกลับไปที่น้องๆ กลุ่มนั้น แต่ละคนแต่งตัวมาแบบสวยๆ กระโปรงทรงยาวสลวย นี่ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง กระโปรงคงโบกสะบัดล้อไปตามลม แต่ตอนนี้ มันเปียกโชกแถมมีสีเขียวๆ ของตะไคร้น้ำติดอยู่เต็ม  

จากธารเกล็ดแก้ว เส้นทางเดินเริ่มรกขึ้นเล็กน้อย บางช่วงต้องเดินลุยน้ำเล็กๆ ผมรีบจ้ำเท้าแล้วครับ เนื่องจากเวลาเหลือน้อยเต็มที สักพักก็มาถึง “วังสองนาง” จุดนี้ ได้เห็นน้ำตกเป็นน้ำตก ไม่เหมือน 2 จุดแรกที่เป็นเพียงลำธาร ที่พื้นของวังสองนางเป็นลานหินค่อนข้างเรียบ มีหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่เพียง 1 ก้อน ผมเห็นสภาพพื้นที่มีแต่ตะไคร่น้ำเกาะแล้ว ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ จัดการเก็บกล้องเข้าเป้ แล้วสะพายเป้ไว้ที่หลังให้กระชับ แต่ความสามารถในการทรงตัวผมคงมีน้อย ก้าวเท้าเพียงแค่ 3 ก้าว ก็ล้มก้นจ้ำเบ้าไม่เป็นท่า แถมยังสไลด์ลื่นต่อไปอีก โชคดีที่เท้าไปยันหินก้อนใหญ่ไว้ได้ ไม่เช่นนั้นคงตกน้ำตกไปแล้วครับ

จุดนี้แทบไม่กล้ายืนเลย ต้องนั่งยองๆ แล้วใช้การกระดื๊บกระดื๊บเอา ค่อยๆ ประคองเอากล้องออกจากเป้ แล้วนั่งยองๆ ถ่ายภาพ จุดนี้เลยได้ภาพมาเพียงมุมเดียว

จริงๆ แล้ว จุดไฮไลท์ ที่เป็นชื่อของน้ำตกเจ็ดสี อยู่ในชั้นถัดไปนั่นเอง แต่เนื่องจากเวลาและสภาพร่างกายตอนนี้ ผมคงไม่สามารถไปต่อได้แล้ว เลยต้องตัดอกตัดใจ รีบจ้ำเท้ากลับไปยังลานจอดรถ ไอ้การที่เราค่อยๆ เดิน มันจะไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย แต่ไอ้การที่เรารีบจ้ำเท้าเพื่อทำเวลา มันทำให้ผมแทบจะล้มทั้งยืน ไม่ใช่จากการลื่นนะครับ แต่เหมือนความดันมันขึ้น

เกือบจะหกโมงแล้ว ผมเร่งทำเวลาเต็มที่ กลัวว่าจะไปถึงที่พักมืด ระหว่างเส้นทางต้องผ่าน “ภูทอก” ผมเลยแว๊บเข้าไปถ่ายภาพภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมที่อยากได้ เพราะเมื่อครั้งที่มาเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ดันลืมถ่ายครับ

ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมขอเอารูปเก่าของภูทอก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มาเล่าใหม่นะครับ เผื่อใครกำลังวางแผนเส้นทางเที่ยวบึงกาฬแบบผม จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนครับ       

วัดเจติยาคีรีวิหาร ตั้งอยู่ในตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2483 โดยพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านได้มาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย  คืนหนึ่งได้เกิดนิมิตขึ้น เห็นปราสาท 2 หลังที่มีลักษณะสวยงามอยู่ทางด้านภูทอกน้อย  พระอาจารย์จึงได้เดินทางมาพิสูจน์ตามที่เกิดนิมิต แล้วก็ได้พบลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม ร่มรื่น เหมาะที่จะปฏิบัติธรรม ท่านจึงได้สำรวจและปักกรดอยู่ที่ถ้ำบนภูทอก กับพระครูศริธรรมวัฒน์ ต่อมาชาวบ้านเห็นพระอาจารย์จวนธุดงค์มาอยู่ที่ภูทอก จึงพร้อมใจกันอาราธนาให้สร้างวัดขึ้นที่ภูทอกครับ ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ครับ

พระเอกของวัดนี้คือ ภูทอก ภูเขาลูกย่อมๆ ที่มีหน้าผาสูงชัน มีบันไดเรียงขึ้นตามชั้นต่างๆ 7 ชั้น จากฐานถึงยอด สูงประมาณ 460 เมตร  เห็นว่าฐานชั้นที่ 6 หากวัดโดยรอบได้ความยาวถึง 800 เมตร หรือลู่วิ่งในสนามกีฬา 2  สนาม เอามาผูกต่อกันเลยครับ

ใครอยากจะขึ้นไปไหว้พระหรือชมวิวด้านบน ต้องอาศัยกำลังขาของแต่ละคนครับ ทางเดินส่วนใหญ่จะเป็นบันไดไม้ ช่วงแรกๆ ทั้งสูง  ทั้งชัน แต่ระหว่างชั้นจะเป็นทางเดินไม้ในแนวราบครับ

ทางขึ้นทั้งสูงทั้งชัน ก็ว่าเสียวแล้ว เดินบนสะพานทางราบที่เลาะไปตามหน้าผา ก็เสียวไม่แพ้กัน ต้องนับถือฝีมือผู้สร้างสะพานลอยฟ้าจริงๆ ครับ

บนสะพานลอยฟ้า สามารถชมวิวได้โดยรอบเลยครับ อย่างจุดนี้มองเห็นเจดีย์พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ เจดีย์คอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยหินอ่อน ที่สูงกว่า 31 เมตร และที่สำคัญเจดีย์องค์นี้มียอดเป็นทองคำแท้ทั้งหมดด้วยนะครับ

หากเดินขึ้นไปด้านบนแล้ว แนะนำว่าควรจะเดินหามุมนี้ให้เจอนะครับ  ให้อารมณ์คล้ายๆ พระธาตุอินทร์แขวนที่พม่าเลยครับ

สำหรับคืนนี้ ผมจองที่พักไว้ที่ Little Garden Resort ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอศรีวิไล ที่นี่เข้าร่วมกับโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ด้วยนะครับ

ห้องนี้ราคา 400 บาท แต่ผมใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน ได้มาในราคา 240 บาทครับ

ห้องพักถือว่าโอเค สมราคา ปลั๊กไฟไม่รู้จะมีให้เยอะไปถึงไหน เรียกได้ว่าผมและเพื่อนขนอุปกรณ์มาชาร์จไฟ เต้าเสียบยังเหลือเลยครับ ผมมาถึงค่อนข้างมืดแล้วและยังต้องออกจากที่พักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เลยไม่ได้ถ่ายบรรยากาศด้านนอกห้องพักมาฝากเลยครับ ที่เลือกที่พักที่นี่เพราะอยู่ห่างจากหินสามวาฬประมาณ 14 กิโลเมตรครับ

ติดต่อ Check in เรียบร้อย ก็มุ่งหน้าไปหาอะไรทานที่ตลาดในอำเภอศรีวิไล จากที่พักไปตัวตลาดศรีวิไลประมาณ 3 กม. ร้านค้ามีให้เลือกไม่เยอะครับ

ฝนตกพรำๆ ตั้งแต่ 04.00 น. แผนที่วางไว้ว่าจะขึ้นไปชมแสงแรกตอน 05.00 น. เริ่มสั่นคลอน แต่เอาน่า อุตส่าห์มาถึงที่แล้ว ลองไปดูที่หน้างานก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที เผื่อว่าฝนจะหยุดตก

ไปถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเวลาประมาณ 05.30 น. ฝนกลับตกหนาเม็ดยิ่งกว่าเดิม ผมนั่งรอเกือบชั่วโมง ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ แต่ก็ยังปราณีผมบ้าง คือตกเบาลงกว่าตอนที่มาถึง ภาพในใจที่จะเห็นทะเลหมอกหนาๆ นั้นหมดลงตั้งแต่เมื่อมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วครับ

การขึ้นไปยังหินสามวาฬ นักท่องเที่ยวจะต้องมาติดต่อเหมารถเพื่อจะขึ้นไปยังด้านบน โดยมีค่าใช้จ่ายคันละ 500 บาท รถ 1 คัน นั่งได้ 10 คน ฝนตกแบบนี้ ผมรอคิวเลือกรถแบบ 4 ประตู จะได้ไม่ต้องไปนั่งเปียกหลังปิคอัพครับ

ถนนที่ขึ้นไปยังหินสามวาฬ ค่อนข้างแคบ มาครั้งที่แล้วเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างไร มาครั้งนี้ก็ยังเหมือนเดิม แตกต่างกันที่ครั้งก่อนฝุ่นตลบ แต่วันนี้ถนนค่อนข้างลื่น นั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงจุดแรก “หินสามวาฬ” ครับ

ภาพด้านบนคือบรรยากาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ณ ณ วันนั้นผมหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องมาชมทะเลหมอกที่หินสามวาฬให้ได้ แล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ผมจะได้ชมทะเลหมอกที่นี่ แต่...

ผมเห็นสภาพฝนตอนที่อยู่ด้านล่างแล้ว ยังคิดว่าเมื่อขึ้นไปด้านบนคงเห็นแต่หมอกแบบฟุ้งๆ จนมองไม่เห็นวิวอะไรแน่ๆ แต่เมื่อไปถึง มันไม่เลวร้ายอย่างที่คิดครับ ถึงไม่เห็นหมอกหนาแบบก้อนๆ แต่มันมีไอหมอกบางๆ มาปะทะกับผิวกาย เพิ่มความสดชื่นให้เป็นอย่างดี แต่...ฝนยังคงตกพรำอยู่เลย รีบถ่ายรีบเก็บกล้องทันที

ผมเผลอบ่นงึมงำอยู่บนรถว่า “เสียดายที่ไม่ได้เห็นหมอกสวยๆ เลย” โชเฟอร์บอกว่า ถ้าหากอยากจะมาเจอหมอกสวยๆ ให้มาช่วงพฤศจิกายนครับ เป็นอันว่า ผมต้องมาซ่อมเป็นรอบที่ 2 อีกแล้วใช่ไหมเนี่ย!!!

จากหินสามวาฬ โชเฟอร์พาย้อนกลับลงด้านล่าง ระหว่างทางลงผ่านกำแพงหินขนาดมหึมา ซึ่งกำแพงธรรมชาตินี้ถูกตั้งชื่อว่า กำแพงหินภูสิงห์ ครับ ตอนที่จอดแวะ ฝนตกอีกเช่นเคย เลยขอนำภาพจากทริปก่อนมาลงให้ชมครับ

อีกจุดหนึ่งที่โชเฟอร์จอดให้แวะถ่ายภาพ นั่นคือหินรูปช้าง คือไม่ต้องบอกว่าหินนี้ชื่อหินช้าง ผมว่ากว่าร้อยละ 80 ก็คงเดากันถูกอย่างแน่นอนครับ

จุดนี้คือ ลานธรรมภูสิงห์ มาครั้งก่อนไม่ได้แวะ มารอบนี้เลยต้องขอแวะสักหน่อย ฝนยังคงตกอยู่เช่นเดิม เลยถ่ายภาพจากบนรถ โชเฟอร์บอกให้สังเกตหินสองก้อนดีๆ หินด้านขวามือ หินมีลักษณะคล้ายสิงโตหมอบ นั่นแหล่ะ คือที่มาของคำว่า “ภูสิงห์” ครับ

จากนั้นโชเฟอร์พามาจอดที่เป็นประตูภูสิงห์ ลักษณะเป็นหินใหญ่สองก้อนตั้งขนาบข้างกัน มีช่องคล้ายประตูหินขนาดใหญ่ จุดนี้หลายคนอาจจะคุ้นตา เพราะบรั่นดีไทยยี่ห้อหนึ่งได้มาใช้สถานที่นี้เพื่อถ่ายทำโฆษณา เช่นเดียวกับบริเวณหินสามวาฬครับ

ผมมาปิดทริปภูสิงห์ที่ จุดชมวิวส้างร้อยบ่อ อ่านชื่อแล้วอาจจะฟังดูแปลกๆ  คำว่า ส้าง หมายถึงหลุมหรือบ่อ ถึงแม้ว่าจุดชมวิวแห่งนี้จะเป็นลานหินขนาดเล็กริมหน้าผา แต่มันไม่ธรรมดาเหมือนลานหินทั่วไป เพราะลานหินแห่งนี้เต็มไปด้วยหลุมบ่อใหญ่เล็กเต็มไปหมด ช่วงที่ผมมาฝนตก จนมีน้ำขังอยู่เต็มหลุมบ่อมองดูก็คล้ายๆ อ่างจากุชชี่ เห็นแล้วอยากจะไปนอนแช่น้ำซะจริงๆ

ก่อนออกเดินทางสู่จุดหมายต่อไป ผมแวะเติมพลังมื้อเช้าที่ร้านค้าแถวๆ ลานจอดรถใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ใครมาเที่ยวที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องนะครับ มีให้บริการอยู่หลายร้านเหมือนกัน ราคาไม่แพงด้วย

จากหินสามวาฬผมเดินทางข้ามจังหวัดไปยังสกลนคร จุดหมายแรกปักหมุดไว้ที่โรงต้มเกลือที่บ้านกุดเรือคำ อ.วานรนิวาสครับ

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแผ่นดินที่ราบสูงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ห่างไกลกับทะเลนับร้อยๆ กิโล จะสามารถผลิตเกลือได้ แถมยังผลิตและส่งมาจำหน่ายใน กทม.ด้วยนะ

ในละแวกบ้านกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส นับเป็นแหล่งผลิตเกลือที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน โดยจะเป็นวิธีการผลิตเกลือแบบโบราณที่ทำกันมาหลายชั่วอายุคน มีทั้งแบบเป็นหม้อต้มและแบบผึ่งตากคล้ายๆ การผลิตเกลือแถวแม่กลองและมหาชัยครับ

และวันนี้ผมเลือกที่จะไปดูการผลิตเกลือแบบหม้อต้มครับ หลายคนอาจจะเคยเห็นการต้มเกลือที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน มาบ้างแล้ว ที่นี่ก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่หม้อเกลือนี่คนละแบบกัน หม้อเกลือที่ อ.บ่อเกลือ จะเป็นกระทะขนาดใหญ่ แต่หม้อเกลือที่บ้านกุดเรือคำจะเป็นกระบะเหล็กทรงสี่เหลี่ยม ความสูงของหม้อต้มไม่มากนัก แต่ความกว้างและยาวนั้น ใหญ่และยาวมาก ขอบอก

ณ จุดนี้ คล้ายๆ เป็นโรงงานสังกะสีขนาดย่อม แต่ละหลังก็จะมีหม้อต้มอยู่ด้านใน 1 หม้อ โรงงานที่เห็นแต่ละหลัง ชาวบ้านเรียกว่า “สางเกลือ” กะด้วยสายตามีประมาณ 20 หลังครับ

ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่วิลัยวรรณ เป็นแรงงานที่ต้มเกลือ แกเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนก็ไม่มีใครรู้ว่าละแวกนี้จะมีบ่อน้ำเค็ม จนมีฝรั่งได้เดินทางมาสำรวจหาบ่อน้ำมัน ผ่านมาทางบ้านกุดเรือคำเลยมาลองขุดเจาะ ปรากฏว่าไม่พบน้ำมัน แต่พบน้ำเค็มแทน ชาวบ้านก็เลยนำน้ำมาต้มเกลือจนถึงปัจจุบันนี้ แต่เดิมชาวบ้านจะใช้แกลบในการเผา แต่แกลบไม่พอใช้ ปัจจุบันเลยใช้ไม้ยางพารามาเป็นฟืนแทนเพราะหาได้ง่ายกว่าแกลบครับ

ชาวบ้านจะสูบน้ำเกลือที่อยู่ใต้ดิน ลึกจากพื้นประมาณ 100 เมตร คล้ายๆ บ่อบาดาล สูบน้ำขึ้นมาไว้ในบ่อพัก จากบ่อพักก็จะนำมาต้มในหม้อต้มขนาดใหญ่ ต้มไปเรื่อยๆ จนเดือดปุดๆ และเกิดฝ้าบนผิวน้ำ สักพักฝ้าจะตกตะกอนนอนก้นเป็นผลึกเกลือ จากนั้นชาวบ้านจะตักเกลือที่นอนก้นขึ้น รอจนเกลือสะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาเก็บไว้ที่เก็บเกลือ รอการกรอกลงกระสอบ ราคาเกลือที่ได้ประมาณกิโลกรัมละ 2-3 บาทครับ

ขอบอกเลยว่าตรงหน้าเตาร้อนมากๆ ผมอยู่ได้แป๊บเดียวก็ต้องถอยแล้ว นับถือคนที่ประกอบอาชีพนี้จริงๆ ครับ พี่วิลัยวรรณเล่าให้ฟังว่า แกจะเริ่มกระบวนการต้มกันตั้งแต่ราวๆ ตี 2 จะเสร็จสิ้นกระบวนการก็ช่วงประมาณ 5 โมงเย็น ผมได้ยินถึงกับต้องร้อง โห้.. แล้วถามแกว่าพี่อยู่กันได้อย่างไรเนี่ย ไม่ร้อนแย่เหรอ แกตอบกลับมาว่า แกไม่ได้อยู่หน้าหม้อตลอด แต่จะสลับสับเปลี่ยนกับสามี แค่มาคอยดูเกลือในหม้อบ้าง คอยมาเติมฟืนบ้าง พอทำเสร็จ แกก็จะนอนพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อได้ หม้อต้มหนึ่งจะได้เกลือประมาณ 2 ตัน ได้ค่าแรงตามจำนวนเกลือ ตกเฉลี่ยครอบครัวหนึ่งประมาณ 600 บาท/วันครับ

ที่นี่อาจจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ถ้าหากใครชอบเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน ผ่านไปผ่านมาแถววานรนิวาส แนะนำว่าไม่ควรพลาดครับ

จากสกลนคร ขอก้าวกระโดดข้ามจังหวัดมานครพนมแว๊บนึงครับ เพราะวัดพระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า อยู่ฉีกออกมาจากเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดสกลนครนิดหน่อย เพราะถ้าหากให้ผมเก็บที่เที่ยวในสกลนครให้หมด แล้วมาเก็บภารกิจไหว้พระธาตุประจำวันเกิดอีกรอบ จะทำให้ใช้เส้นทางย้อนไปย้อนมา เสียเวลาไปอีกครับ

วัดพระธาตุประสิทธิ์ เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี นับเป็นศิริมงคลกับผมมากครับ เพราะมาประเดิมไหว้พระธาตุประจำวันเกิดของตัวเองเป็นพระธาตุแรก พระธาตุแห่งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพระธาตุที่มี ชื่อเสียงทั้งในด้านความงดงาม ภายในพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุรวม 14 พระองค์ และดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมเทศนาและปรินิพพานครับ

เมื่อหันหน้าเข้าหาองค์พระธาตุ ด้านซ้ายมือจะพบศาลาการเปรียญหลังเก่า รูปทรงสวยงามแปลกตา เห็นว่าศาลาการเปรียญหลังนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และยังเคยใช้เป็นที่ประทับของ ร.9 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้ากฐินส่วนพระองค์ (พระกฐินต้น) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ ด้วย ภายในศาลาการเปรียญมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติที่เขียนด้วยสีฝุ่น เขียนโดยหม่อมหลวงมรกต บรรจงราชเสนา ณ อยุธยา ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ตามเสา สียังดูสดใสอยู่เลยครับ

เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะพระธาตุประสิทธิ์แล้ว ผู้นั้นก็จะได้รับอานิสงส์ให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานครับ

จากพระธาตุประสิทธิ์ วกกลับเข้าเขตสกลนครอีกครั้ง ผมมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพรรณนานิคมครับ

พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจาโร ตั้งอยู่ในวัดป่าอุดมสมพร ซึ่งเป็นวัดที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานเคยจำพรรษาอยู่ เจดีย์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2523 รัชกาลที่ 9 เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ และได้ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2525 ลักษณะตัวพิพิธภัณฑ์เป็นรูปเจดีย์ฐานกลมกลีบบัวสามชั้น ภายในมีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้น ในท่านั่งห้อยเท้าและถือไม้เท้าไว้ในมือ ขนาดเท่ารูปจริง ตั้งอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ รายล้อมด้วยตู้กระจกที่ใช้เก็บเครื่องอัฐบริขารที่ท่านใช้เมื่อยามมีชีวิต รวมทั้งประวัติความเป็นมาตั้งแต่ท่านเกิดจนมรณภาพ ด้านหน้าของรูปปั้นมีตู้บรรจุอัฐิของท่านด้วยครับ

จากพิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจารโร ขับรถออกมานิดหน่อย ผมมาสะดุดตากับพระธาตุเก่า ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลาน เลยขอแวะสักการะและชมความเก่าแก่สักหน่อยครับ

พระธาตุที่เห็นคือพระธาตุโพนทอง พระธาตุที่หลายคนมองข้าม ดูจากรูปทรงและลักษณะแล้ว น่าจะเป็นพระธาตุเก่าแก่เอามากๆ คือมีความขลังอยู่ในตัวครับ ผมแอบนึกน้อยใจแทนองค์พระธาตุโพนทองเหมือนกัน เพราะอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจารโร เพียง 400 เมตร แต่บรรยากาศนี่คนละเรื่องเลย ที่พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น มีคนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ผิดกับพระธาตุโพนทอง ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวโดยไร้ผู้คนเข้ามาสักการะครับ กลับมาจากทริป ผมพยายามหาข้อมูลของพระธาตุองค์นี้ แต่หาข้อมูลไม่ได้เลยครับ

จากพระธาตุโพนทองผมมุ่งตรงสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือ พระธาตุนารายณ์เจงเวง ที่เลือกปักหมุดที่นี่ ก็เพราะคำว่า “เจงเวง” นี่แหล่ะครับ ที่ฟังแล้วคิดถึงเพลงของดาราสมัยเก่าคนนึง นั่นคือคุณจารุณี สุขสวัสดิ์ ที่เธอร้องไว้ว่า “แจงแวง ฟ้าแจ้งแจงแวง ใส่ชุดแดง ออกมาพบแฟนเพลง...”

เพลงน่ะ “แจงแวง” แต่พระธาตุเนี่ย“เจงเวง” นะครับ

พระธาตุนารายณ์เจงเวง เป็นพระธาตุเก่าแก่สมัยเดียวกันกับพระธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร แต่ศิลปะการก่อสร้างนั้นผิดไปคนละแบบ พระธาตุองค์นี้สร้างด้วยหินทราย ส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ แบบเดียวกับปราสาทหินพิมาย แต่มีขนาดเล็กกว่า เป็นปรางค์แบบขอม ปัจจุบันบริเวณหลังคาและยอดหักพังหมดแล้ว แต่ยังคงเหลือแต่องค์พระธาตุครับ บริเวณซุ้มประตูแต่ละด้านมีรูปสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ จุดนี้แวะไม่นานครับ เพราะรายละเอียดของสถานที่มีเพียงจุดนี้จุดเดียว

จากพระธาตุนารายณ์เจงเวง ผมตรงดิ่งสู่วัดถ้ำผาแด่น วัดที่มีความโดดเด่นเรื่องงานแกะสลักบนหน้าผาหินครับ

ผมมาถึงวัดถ้ำผาแด่นก็เกือบบ่ายสี่โมงแล้ว เมื่อขับรถเข้ามาถึงลานจอดรถเท่านั้นแหล่ะ ต้องตกตลึงกับฝูงชนมหาศาล ที่ลานจอดรถจะบอกว่าเจอแต่โขลงรถบัสก็คงไม่ผิดนัก คิดดูแล้วกันครับว่ารถบัสราว 20-30 คัน จะบรรทุกญาติโยมได้มากขนาดไหน เรียกได้ว่าผู้คนล้านแปดตลาดแตกกันไปเลย นี่ขนาดมาวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ คนยังล้นหลามขนาดนี้ ถ้าเป็นหยุดนักขัตฤกษ์หยุดติดกัน 3-4 วัน เนี่ย ไม่อยากจะคิดเล๊ยย

การจะขึ้นไปเที่ยวชมวัดถ้ำผาแด่นต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ จากนั้นจะต้องนั่งรถสองแถวทอยขึ้นไปด้านบน เห็นคิวที่คนล้านแปดกำลังต่อแถวแล้ว ทำเอาผมถอดใจ แต่เอาว๊ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว ถ้าไม่ต่อคิวรอบนี้ มารอบหน้าก็ต้องต่อคิวอยู่ดี แต่ก็ต้องยอมรับในกระบวนการจัดการของที่นี่ รอต่อแถวประมาณ 15-20 นาที ก็ถึงคิวขึ้นรถแล้วครับ สำหรับค่าโดยสารขึ้นลงคนละ 20 บาท

วัดถ้ำผาแด่น ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน เห็นว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความเป็นมาเฉียดๆ ร้อยปี โดยมีชื่อตามทะเบียนสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2483 ครับ แต่วัดนี้น่าจะเริ่มมีชื่อเสียง ติดตลาดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยความโดดเด่นเรื่องงานแกะสลักบนหน้าผาหินที่มีเอกลักษณ์แบบวิจิตรศิลป์ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติต่างๆ ในอดีตวัดแห่งนี้ได้มี พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนาหลายองค์มาจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก็เคยมาจำพรรษาที่นี่ด้วย ต่อมาช่วงปี 2550 พระอาจารย์ปกรณ์ กนฺตวีโร เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ได้เข้ามาพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมะ เพื่อดึงประชาชนและกลุ่มวัยรุ่นให้เข้าวัดมากขึ้น ต้องนับถือท่านจริงๆ ที่สามารถดึงประชาชนให้เข้ามาเที่ยววัดได้แบบล้นหลาม ตามที่ท่านตั้งใจได้จริงๆ

บริเวณลานนาคราช สามารถชมวิวเมืองสกลนครและบึงหนองหานได้ด้วยครับ

นอกจากความสวยงามของงานแกะสลักหินแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือสวนสวยๆ ที่จำลองสวรรค์ชั้นต่างๆ มาไว้บนเทือกเขาภูพานแห่งนี้ เรียกได้ว่ายกป่า ยกน้ำตก มารวมไว้ที่นี่ที่เดียว รับรองเลยว่าไม่น้อยหน้าสวนนงนุชแน่นอนครับ

ผมใช้เวลาอยู่ที่วัดถ้ำผาแด่นไม่นาน เพราะมีเหตุหลายอย่าง 1. หันกล้องถ่ายรูปไปทางไหน ก็ติดแต่ฝูงชน ต้องอาศัยมุมกล้องเข้าช่วยแบบสุดๆ เพื่อจะตัดฝูงชนออกจากเฟรม 2. เห็นคิวรอรถสองแถวช่วงขาลงแล้ว เหนื่อยใจพอๆ กับตอนต่อคิวขึ้นมาด้านบน 3. ใกล้เวลาที่วัดจะปิดแล้ว ไม่อยากออกพร้อมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้าย คงจะชุลมุนน่าดูชม

จากวัดถ้ำผาแด่น ผมปักพิกัดไปยัง The Room ซึ่งเป็นที่พักสำหรับคืนนี้ การเข้าพักครั้งนี้ผมใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันอีกแล้วครับ

ด้านนอกดูไม่ขี้เหร่เลยครับ แต่โรงแรมอยู่ในซอยค่อนข้างแคบ หากไม่มีรถยนต์มาคงจะลำบากพอสมควร

ราคาห้องพักที่นี่จะเริ่มที่ 500 บาท เป็นห้องแบบไม่มีหน้าต่าง สำหรับผมเลือกจองห้องแบบที่มีกระจก สามารถเปิดไปชมวิวริมระเบียงได้ ราคาแตกต่างกันแค่ 50 บาทครับ ลักษณะห้องทุกอย่างเหมือนกัน แตกต่างกันตรงมีกระจกเท่านั้น ราคานี้ไม่รวมอาหารเช้านะครับ ถ้าใครอยากได้อาหารเช้าด้วย เพิ่มอีกคนละ 90 บาท อาหารเช้าจะเป็นอาหารจานเดียว เมื่อใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน จ่ายค่าเสียหายเพียง 330 บาทครับ

ยังมีอีกหนึ่งภารกิจที่ยังรอผมอยู่ เป็นภารกิจที่ทำให้ผมต้องจัดโปรแกรมมาที่สกลนคร นั่นคือ การชมประเพณีแห่ปราสาทผึ้งนั่นเอง หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ

เดิมทีเดียวผมนึกว่างานแห่ปราสาทผึ้งจะจัดแถวๆ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ผมเลยมุ่งหน้าสู่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารก่อนเลยครับ

เมื่อถึงวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร บรรยากาศดูเงียบ...เกินกว่าจะมีงานประเพณี ผมหาข้อมูลมาว่าบริเวณหน้าวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ช่วงค่ำๆ จะมีถนนคนเดิน แต่วันนี้ดูซบเซา ก็เลยคาดว่างานแห่ปราสาทผึ้ง น่าจะไม่ได้จัดที่นี่แล้ว แต่ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ขอเก็บบรรยากาศพระธาตุเชิงชุมยามค่ำซะเลย

ก่อนจะออกจากวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร แอบไปถามแม่ค้าขายลอตเตอรี่ว่าเขาจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งกันที่ไหน ได้คำตอบมาว่า เขาจัดกันที่ “สนามมิ่งเมืองสกลนคร” จ้า

รู้แบบนี้แล้วจะรออะไรละครับ มุ่งหน้าสู่สนามมิ่งเมืองสกลนครทันที

ไม่ได้ดูตอนทำพิธีถวายเทียนหรือพิธีแห่ แต่ได้มาเห็นการแสดงปราสาทผึ้งก็ถือว่าเป็นบุญตาแล้วครับ ในปี 2563 นี้ เขาจัดงานกันในวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม ซึ่งผมมาประเดิมวันแรกกันเลยทีเดียว

ผมได้แผ่นพับเชิญชวนให้มาเที่ยวงานแห่ปราสาทผึ้งจากที่โรงแรม เลยทำให้รู้ว่าการทำปราสาทผึ้งในภาคอีสานทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อตั้งความปรารถนาไว้ว่าหากเกิดในภพมนุษย์ขอให้มีปราสาทราชมณเฑียรอาศัยอยู่ด้วยความมั่งมีศรีสุข ถ้าเกิดในสวรรค์ขอให้มีปราสาทอันสวยงาม มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริเวณจำนวนมาก โดยจะรวมพลังสามัคคีทำบุญทำกุศลร่วมกัน ใครไม่มีฝีมือก็บริจาคเงินตามศรัทธา ใครมีฝีมือก็จะมาช่วยกันทำปราสาทผึ้ง โดยกำหนดเอาเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงาน เพราะมีความเชื่อกันว่าวันออกพรรษาหรือวันเทโวโรหนะ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการแสดงธรรมแก่พระพุทธมารดาในสวรรค์ ก่อนที่จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ พระองค์ได้พิจารณาโลกทั้งสาม อันได้แก่ มนุษยโลก เทวโลก และ ยมโลก จะสามารถมองเห็นความเป็นอยู่ซึ่งกันและกันในวันนี้ และด้วยพุทธานุภาพของพระองค์จะทำให้ได้เห็นหอผึ้งที่ชาวบ้านมาถวายในงานบุญวันออกพรรษาครับ

สำหรับปราสาทผึ้งที่ใหญ่โตสวยงาม จนเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสประเพณีอันงดงามอยู่นี้ ได้พัฒนารูปแบบมาจากปราสาทผึ้งโบราณ ซึ่งเป็นการสร้างแบบง่ายๆ โดยใช้วัสดุพื้นบ้านอย่างกาบกล้วย นำมาทำเป็นโครงปราสาทร้อยติดกันด้วยตอกไม้ไผ่ จากนั้นจะประดับประดาตัวปราสาทด้วยดอกไม้ที่ทำจากเทียนขี้ผึ้ง ที่เรียกว่าดอกสำมะลี หรือ สิมลี โดยหน้าตาของปราสาทผึ้งโบราณจะดูคล้ายกับศาลพระภูมิที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ (จากเทียนขี้ผึ้ง) ครับ

สำหรับปราสาทผึ้งประยุกต์ ได้พัฒนาโครงสร้างปราสาท จากเดิมที่ใช้กาบกล้วยก็ทำเป็นโครงไม้แทน และใช้แม่พิมพ์ซิลิโคนในการสร้างลวดลายต่างๆ มาเป็นแบบ จากนั้นนำมาหล่อกับขี้ผึ้งให้เป็นลวดลายต่างๆ แล้วจึงนำมาตกแต่งโครงปราสาท ทำให้สามารถสร้างปราสาทผึ้งได้เร็วขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น เรียกได้ว่า สวยงามอล่างฉ่างดาวล้านดวงมากครับ

รูปทรงของปราสาทผึ้งจะมี 4 แบบ คือ ปราสาทผึ้งทรงพระธาตุ ทรงหอผี ทรงบุษบก และทรงจัตุรมุข แต่ที่จัดแสดง ผมเห็นแต่ลักษณะทรงจัตุรมุข ซึ่งจะจำลองแบบมาจากปราสาทราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งบางปะอิน รวมถึงพระพุทธบาท สระบุรี มาเป็นแนวการสร้างปราสาทผึ้ง ด้วยถือว่าเป็นของสูงที่พึงสร้างถวายเป็นกุศลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

ลวดลายที่ดูซ้ำๆ กันแบบนี้ มีการนำแม่พิมพ์ซิลิโคนมาช่วยเพื่อสร้างลวดลาย ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้เร็วขึ้น และได้มาตรฐานเดียวกัน

ส่วนลวดลายที่อยู่ด้านล่างประสาทผึ้ง คาดว่าน่าจะเป็นการแกะสลักด้วยฝีมือของช่างแต่ละคนครับ

และปราสาทผึ้งหลังนี้ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สวยงามจริงๆ ถือว่ามาทริปนี้ไม่ผิดหวังแล้ว ได้เห็นอะไรที่เป็นบุญตาจริงๆ

ภายในงานมีทั้งการจัดแสดงปราสาทผึ้งแบบโบราณและแบบประยุกต์ รวมถึงมีการแสดงบนเวที มีร้านรวงมาร่วมออกงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้า OTOP ที่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเสื้อผ้าพื้นเมือง ผ้าย้อมคราม รวมถึงร้านอาหารท้องถิ่น มากมายเลยครับ หลังจากชื่นชมความงดงามของปราสาทผึ้งจนลืมความหิวไปแล้ว เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เป็นอันต้องหาอะไรรองท้องกันแล้ว ผมเดินชิมเดินช้อปอยู่ภายในงานนั่นเองครับ

เช้าวันใหม่ ก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายแรก ผมขอเติมพลังที่ร้านเลิศรสไข่กระทะ ร้านอาหารเช้าขึ้นชื่อของเมืองสกลนคร ร้านนี้เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันด้วยนะครับ

เริ่มที่ข้าวเปียกเส้นหมู มาชามใหญ่ มีทั้งหมูชิ้น หมูยอ

ตามมาด้วยข้าวต้มปลากะพง ปลากะพงชิ้นโตๆ

เกาเหลาปลากะพง ปลาเป็นปลาจริงๆ ชิ้นใหญ่ ให้เยอะด้วยครับ

ไข่กระทะ ที่นี่ ไม่เหมือนที่อื่น ที่จะใส่เฉพาะกุนเชียง หมูยอ แต่ที่นี่จะปรุงคล้ายๆ หมูสับผัด และมีเครื่องเคียงเป็นข้าวโพดอ่อน แครอท เม็ดถั่วลันเตา แตงกวา

ปิดท้ายด้วยขนมปังยัดไส้ มื้อนี้จ่ายไปแค่ 180 บาท ผลพวงจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันครับ

หลังตุนเสบียงลงท้องเป็นที่อิ่มหนำแล้ว เราเดินทางกันสู่จุดหมายแรกนั่นคือวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารครับ

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสกลนครมาช้านานแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ยอดฉัตรเหนือพระธาตุทำด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 247 บาท ภายในมีรอยพระพุทธบาท 4 พระองค์ นับตั้งแต่พระกุสันทะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระโคดม  มีคำกล่าวว่า “จะมีครั้งไหนที่ได้อานิสงส์มากไปกว่าการได้มาบูชาพระธาตุที่สร้างครอบรอยพระบาทแห่งพระพุทธเจ้าถึง 4 พระองค์” เชื่อกันว่าผู้ที่มาสักการบูชาองค์พระธาตุเชิงชุม จะได้รับอานิสงส์ให้เกิดความเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ตนเองและครอบครัว ให้มีความเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปราศจากอันตรายทั้งปวงครับ

ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร คู่มากับพระธาตุเชิงชุมครับ ด้านหลังหลวงพ่อพระองค์แสน จะมีประตูเปิดอยู่ ผมคาดเดาว่า น่าจะเป็นพระธาตุองค์เดิมที่ถูกพระธาตุองค์ใหม่ที่เราเห็นอยู่ด้านนอกสร้างครอบเอาไว้ ตรงจุดนี้ผู้หญิงดูได้แต่ด้านนอกนะครับ แต่ผู้ชายสามารถเข้าไปด้านในประตูได้

ด้านข้างองค์พระธาตุเป็นที่ตั้งของอุโบสถ ซึ่งพระอุโบสถหลังเดิมสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2370 มีลักษณะเป็นสิมแบบโถง โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน แต่ตอนหลังได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร ผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา ดาวประจำยาม มังกร และเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ครับ

ด้านหน้ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มาพร้อมองค์พระธาตุ เดิมมีน้ำพุผุดขึ้นมาเนื่องจากเป็นปลายทางของลำน้ำใต้ดินที่ไหลมาจากเทือกเขาภูพาน แล้วไหลมาผุดที่นี่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูน้ำลอด” เมื่อน้ำน้อยลงเรื่อยๆ จึงมีการทำผนังกั้นไม่ให้ดินพังลงไป ในอดีตจะนำน้ำจากบ่อนี้ไปประกอบพิธีเมื่อมีพิธีกรรมที่สำคัญๆ ครับ

ไปกันต่อที่ วัดป่าสุทธาวาส วัดป่ากลางเมืองที่มีความร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะกับการมาปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมากครับ เป็นวัดที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระเลือกที่จะมาพักอาพาธ ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นสำนักเรียนสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ในสกลนครครับ

เนื่องจากวัดป่าสุทธาวาสเป็นสถานที่ในการละสังขารของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ทางวัดจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นขึ้น ภายในอาคารมีอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น บรรจุอยู่ภายในหุ่นขี้ผึ้งด้วย รวมทั้งจัดแสดงเครื่องอัฐบริขารมากมาย ตัวอาคารสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมแบบเรียบง่าย และดูใกล้ชิดกับธรรมชาติ อันเป็นการสะท้อนถึงการใช้ชีวิตของท่านตลอดทั้งชีวิตการอุปสมบทครับ

นอกจากพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นแล้ว ยังมีพระอุโบสถที่มีความงดงามแบบไทยๆ มีกำแพงแก้วรายรอบ ก่อสร้างขึ้นในสถานที่ที่เคยเป็นกุฏิที่ท่านมรณภาพ และยังเป็นที่ใช้ในการประชุมเพลิงพระอาจารย์ด้วย ภายในประดิษฐานพระประธานประจำวัดครับ

จากวัดป่าสุทธาวาส ผมมุ่งหน้าสู่อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติครับ

อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ ภายในมีบึงบัวขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้า โดยทางอุทยานได้ทำสะพานไม้สีแดงที่ทอดยาวเชื่อมต่อกันให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมบัวในบึงอย่างใกล้ชิด มีศาลาทรงไทยอยู่กลางบึงบัวสำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจครับ


จุดประสงค์ของการสร้างอุทยานบัวแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมบัวพันธุ์ต่างๆ กว่า 34 สายพันธุ์ เช่น บัวสาย บัวผัน-เผื่อน บัวฝรั่ง และรองรับการประชุมวิชาการบัวนานาชาติ เมื่อปี 2553 ที่จัดขึ้นที่วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนครครับ เห็นว่าอุทยานบัวแห่งนี้เป็นอุทยานบัวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วยนะครับ การเข้าชมที่นี่ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นะครับ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ปั่นจักรยานรอบบึงบัวด้วย โดยจะมีรถจักรยานให้เช่าปั่นชมบรรยากาศ รวมถึงมีร้านกาแฟให้เติมความสดชื่นด้วยครับ

เยื้องๆ กับอุทยานบัว เป็นจุดชมวิวบึงหนองหาน มีเหรอที่ผมจะพลาด

หนองหาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 123 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมเขตเทศบาลเมืองสกลนครกับอีก 10 ตำบลของอำเภอเมืองสกลนคร และ อ.โพนนาแก้ว เนื้อที่กว่า 77,000 ไร่ นับเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ สันนิษฐานว่าหนองหานเกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลก อันเนื่องมาจากการถูกชะล้างของชั้นหินเกลือใต้ดินจนเกิดโพรงขนาดใหญ่ และเกิดการพังทลาย ยุบตัวลงเป็นหนองน้ำในเวลาต่อมา

มาช่วงกลางวัน แดดมันก็จะเปรี้ยงขนาดนี้ ร้อนจนขนหัวลุกครับ ที่นี่เหมาะกับการมานั่งตากลมชมวิวช่วงพระอาทิตย์ตกดิน หรือมาวิ่งออกกำลังกายยามเช้าเป็นอย่างมาก

ไม่ไกลจากจุดชมวิวหนองหานเป็นที่ตั้งของชุมชนหมู่บ้านท่าแร่ ชุมชนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี จุดนี้ก็ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวสกลนครครับ

ปักหมุดบน GPS ไว้ที่ “โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล” เลยครับ รับรองไม่หลงและไม่ต้องไปถามทาง

หมู่บ้านท่าแร่ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนนับถือศาสนาคริสต์ จึงไม่แปลกใจเลยที่แถวนี้จะเห็นโบสถ์อยู่มากมาย อีกหนึ่งโบสถ์ที่น่าสนใจ ไม่แวะไม่ได้ นั่นคือ "โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล" โบสถ์ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายเรือ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของคริสตชนในหมู่บ้านนี้ เสียดายที่วันที่ผมไป ด้านในโบสถ์กำลังประกอบพิธีกรรม ผมเลยไม่มีโอกาสได้เข้าไปชมด้านในครับ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่มาถึงหมู่บ้านท่าแร่แล้วไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือการเดินชมบรรยากาศความสวยงามของบ้านโบราณที่มีอายุมากกว่า 100 ปี อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ในชุมชนท่าแร่ถูกสร้างขึ้นแบบตึกปูนทรงยุโรปในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสผสมเวียดนาม อาคารแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้ภูมิปัญญาช่างและประสบการณ์การก่อสร้างบ้านแบบก่ออิฐฉาบปูน ไม่มีช่างใดทำได้และไม่ค่อยพบเห็นที่ไหน ปัจจุบันเทศบาลตำบลท่าแร่ได้ใช้ตึกเหล่านี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางด้านสถาปัตยกรรมของบ้านท่าแร่ ใครอยากรู้ว่า “ตึกฝรั่งช่วงญวน” เป็นอย่างไร ลองไปเดินหาคำตอบที่หมู่บ้านท่าแร่ดูนะครับ

หากสังเกตดีๆ บ้านเกือบทุกหลังจะประดับประดาด้วยโมบายเป็นรูปดาว เพราะ“ดาว” คือ สัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซูเจ้า และทุกๆ ปีในช่วงวันคริสต์มาส จะมีการจัดเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส ที่หมู่บ้านท่าแร่แห่งนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า ตามตำนานที่เล่าว่า ในช่วงเวลาที่พระเยซูประสูตินั้น โหราจารย์ได้มองเห็นดาวลักษณะพิเศษดวงหนึ่งที่มีความสุกสว่างกว่าดาวทั่วไป ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงออกเดินทางตามแสงแห่งดวงดาว จนไปพบกับสถานที่ประสูติของพระเยซูเจ้าที่เมืองเบธเลเฮม ประเทศปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความเชื่อความศรัทธา การส่งมอบความสุขความรื่นเริง ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชนในช่วงเทศกาลคริสต์มาสด้วยครับ

สำหรับการเดินทางก็ไม่ยากเลยครับ ถ้าใครอยากเดินชมบรรยากาศช้าๆ ก็จอดรถไว้ที่โบสถ์อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล แล้วเดินออกทางประตูด้านหลังได้เลย ตลอดสองข้างทางมีบ้านเก่าๆ ให้ชมมากมาย

ผมมาปิดท้ายโปรแกรมเที่ยวในสกลนครที่หมู่บ้านท่าแร่ จากนี้ก็จะเป็นภารกิจตะเวนไหว้พระธาตุประจำวันเกิด 8 วัดในจังหวัดนครพนมแล้ว แต่ตอนนี้ภารกิจเหลือเพียง 7 วัดแล้ว เพราะผมได้แวะไปไหว้พระธาตุประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี ที่พระธาตุประสิทธิ์ไปแล้ว ช่วงที่ใช้เส้นทางจากหมู่บ้านต้มเกลือ-พิพิธภัณฑ์อาจารย์ฝั้น อาจาโร ครับ

เริ่มที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) ที่วัดพระธาตุมหาชัย ในเขต อ.ปลาปาก ครับ

พระธาตุมหาชัย เป็นพระธาตุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระอัญญาโกณฑัญญะ พระสารีบุตร พระอนุรุทธเถระ โดยรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระธาตุมหาชัย ในวันวิสาขบูชา ปี พ.ศ.2518 องค์พระธาตุมีลักษณะแตกต่างจากพระธาตุองค์อื่นๆ เพราะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ลักษณะคล้ายระฆังทอง รูปทรงที่เห็นในปัจจุบันคือพระธาตุองค์ใหม่ที่สร้างครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ครับ มีการสร้างลวดลายเป็นรูปเหล่าเทวดา ที่เชื่อว่ามีหน้าที่รักษาองค์พระธาตุให้รอดพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ วัดนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนา ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมและชาวอีสานทั่วไปครับ เชื่อกันว่าผู้ที่มานมัสการพระธาตุมหาชัย จะประสบแต่ชัยชนะในชีวิต จะเป็นนักประสานสิบทิศ โอภาปราศรัยดี ค้าขายคล่อง พูดจามีคนเชื่อถือ การกราบไหว้ช่วยเสริมบารมี ค้าขายร่ำรวยครับ

เสียดายวันที่ผมไปอุโบสถไม่เปิด เห็นว่าด้านในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงพุทธประวัติซึ่งมีลวดลายศิลปกรรมที่งดงามมากๆ เลยทีเดียว แต่ไม่เป็นไร นอกจากพระอุโบสถแล้ว สิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งในวัดพระธาตุมหาชัย คือพิพิธภัณฑ์พระสุนทรธรรมากร สร้างถวายโดยศิษยานุศิษย์  ด้านในพิพิธภัณฑ์มีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ รวมถึงลวดลายแกะสลักไม้ที่งดงามบนผนังรอบด้านครับ

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมตามหาคือพระพุทธรูปปางห้ามญาติที่สลักจากไม้ต้นสะเดาหวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดินหาอยู่นาน แต่หาไม่เจอ เลยไปถามแม่ค้าล๊อตเตอรี่ เธอชี้ทางสว่างไปที่หอพระเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆ กับพิพิธภัณฑ์พระสุนทรธรรมากร ที่ผมเดินผ่านไปผ่านมาอยู่หลายรอบนั่นเองครับ

จากพระธาตุมหาชัยผมไปต่อที่พระมหาธาตุเจดีย์โฆสปัญโญศรีพนมครับ

พระมหาธาตุเจดีย์โฆสปัญโญศรีพนม เป็นพระเจดีย์ที่ผู้ที่มีจิตศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาและในตัวของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ มีความประสงค์จะสร้างขึ้น ลูกศิษย์จึงได้ร่วมกันออกแบบและก่อสร้างเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของทุกคน ด้วยงบประมาณที่ประมาณไว้กว่า 600 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ โดยองค์พระมหาเจดีย์มีความสูงประมาณ 56 เมตร ลักษณะเป็นรูปทรงคล้ายเขาพระสุเมรุ ปัจจุบันองค์ประกอบด้านนอกแล้วเสร็จไปกว่า 80 % แล้ว สำหรับภายในแบ่งเป็น 6 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นชั้นที่เก็บสัมภาระต่างๆ ของผู้มาปฏิบัติธรรม ปัจจุบันก็ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ สำหรับชั้นที่ 2 เห็นว่าเป็นห้องปฏิบัติธรรมและนั่งสมาธิสำหรับพระสงฆ์ ชั้นที่ 3 เป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับฆราวาส ชั้นที่ 4 เป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ชั้นที่ 5 เป็นชั้นมหาสมบัติที่เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ที่เริ่มตั้งแต่สมัยทราวดี เชียงแสน อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ และชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุของหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ผมเห็นว่าด้านล่างยังไม่แล้วเสร็จ เลยยังไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปสำรวจในแต่ละชั้นครับ

ต้องยอมรับในความยิ่งใหญ่ของพระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้จริงๆ ครับ ประหนึ่งเหมือนยกภูเขาทองมาตั้งอยู่กลางพื้นที่กว้าง ที่มองเห็นได้ในระยะไกลเลย นี่ถ้าหากสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมเชื่อว่าที่นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของนครพนมเลยครับ

ไปต่อกันที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอังคารที่พระธาตุศรีคุณ ในเขตพื้นที่ อ.นาแกครับ

พระธาตุศรีคุณประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระธาตุศรีคุณ ถูกค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2340 และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2486-2490 วัดพระธาตุศรีคุณสร้างแบบเรียบง่าย นับเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง ส่วนบนของพระธาตุศรีคุณ มีลักษณะคล้ายๆ พระธาตุพนม ต่างกันตรงที่ชั้นที่ 1 มี 2 ตอน เป็นรูปสี่เหลี่ยม ประดับลวดลายปูนปั้น และชั้นที่ 2 สั้นกว่าพระธาตุพนม โดยรอบทั้งสี่ด้านมีพระพุทธรูปประทับโดยรอบ เพื่อคอยโปรดสัตว์โดยรอบที่อาจมาเหมือนศัตรูที่สามารถเข้ามาประชิดได้ทุกเมื่อทุกทิศทาง เปรียบเสมือนพระธาตุเป็นป้อมปราการที่คอยปกป้องรักษาพระสารีริกธาตุอันสำคัญ และมีพระพุทธรูปสี่ด้านเป็นทหารยาม ภายในพระธาตุบรรจุพระอรหันตธาตุของพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และพระสังกัจจายน์ เชื่อกันว่าผู้ที่มานมัสการพระธาตุศรีคุณ จะส่งผลให้เกิดเกียรติยศ ศักดิ์ศรีทวีคูณ และเสริมพลังนักสู้ให้มีจิตใจเข้มแข็งครับ

เยื้องๆ กับองค์พระธาตุ จะมีศาลาเล็กๆ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ หรือพระนอน ซึ่งแกะสลักขึ้นจากต้นกระท้อน อายุเกือบ 200 ปีเลยครับ

ไปต่อกันที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ และพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีวอก ที่พระธาตุพนม ในเขต อ.ธาตุพนม ครับ

พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครพนม และเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวอีสาน สร้างขึ้นเมื่อต้นพุทธกาล ประมาณ พ.ศ.8 ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเจริญรุ่งเรือง เป็นพระธาตุที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาของนครพนมมาตั้งแต่อดีตกาล องค์พระธาตุได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จนเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518 พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุและภัยพิบัติจากการเกิดฝนตกพายุพัดแรงติดต่อกันหลายวัน ประชาชนได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่สร้างครอบฐานพระธาตุองค์เดิม โดยรักษารูปแบบเต็ม ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ 23 มีนาคม 2522 ภายในพระธาตุบรรจุพระอุรงคธาตุของพระสัมสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังบรรจุของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้น ผมเองก็เคยมีโอกาสได้เข้าไปชมด้านในองค์พระธาตุมาแล้วหนึ่งครั้ง เสียดายที่ได้เห็นเพียงแค่ชั้นล่างเพียงชั้นเดียว ไม่ได้ขึ้นไปบนชั้น 2-4 เนื่องจากวันนั้นฝนตก แล้วการที่จะขึ้นไปด้านบนชั้น 2-4 ต้องปีนบันไดลิงขึ้นไป ซึ่งเกรงว่าจะเป็นอันตราย เพราะค่อนข้างลื่นครับ

ผมขอนำภาพบรรยากาศภายในองค์พระธาตุพนมมาให้ชมกันอีกครั้งครับ

จำได้เลยว่าเมื่อประตูไม้บานเล็กๆ เปิดเข้าไปยังด้านใน ผมเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ภาพเบื้องหน้าช่างงดงามยิ่งนัก งานศิลปะที่ประดับตกแต่งภายในองค์พระธาตุพนมทั้งหมดมี 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในซุ้มพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์นาค โดยเฉพาะองค์พระพุทธเจ้าเป็นงานจิตรกรรม คือปิดทองแล้วตัดเส้นด้วยสี ส่วนที่เป็นลวดลายคือซุ้มพระและลายส่วนประกอบเป็นงานประติมากรรม ส่วนตรงกลางองค์พระธาตุเป็นลักษณะคล้ายแท่นขนาดใหญ่ โดยรอบมีลวดลายประติมากรรมที่งดงามเช่นกัน ทางเดินโดยรอบค่อนข้างแคบ ผมเลยไม่สามารถถ่ายภาพองค์พระพุทธเจ้าที่อยู่บริเวณผนังทั้ง 4 ด้านมาให้ชมแบบเต็มๆ ได้

เชื่อกันว่าหากใครมานมัสการพระธาตุพนม จะได้อานิสงส์เสริมสิริมงคลแก่ชีวิตให้เป็นผู้มีบุญบารมี จะทำให้ผู้คนเคารพนับถือมาก และว่ากันว่าหากใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง จะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” ซึ่งผมเองก็น่าจะใกล้ๆ 7 ครั้งแล้ว แต่ผมว่าหากมีโอกาสมาสักการะองค์พระธาตุพนมเพียงครั้งเดียว ก็ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตแล้วครับ

ไปกันต่อที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ ที่พระธาตุเรณูนคร  ในเขต อ.เรณูนคร ครับ

พระธาตุเรณูนคร สร้างเมื่อราวปี พ.ศ.2460-2463 โดยจำลองมาจากพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนที่กรมศิลปากรจะเข้ามาบูรณะ แต่มีขนาดเล็กกว่า ภายในพระธาตุบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง และของมีค่าที่ประชาชนผู้ที่มีจิตรศรัทธาได้ร่วมบริจาคมา ต่อมาได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุครับ ที่ยกให้พระธาตุเรณูเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ เพราะมีความเชื่อว่าสอดคล้องกับลักษณะอ่อนช้อย สีสันนุ่มละมุนสบายตา แต่เปี่ยมไปด้วยความสง่างาม ตามรูปแบบศิลปะล้านช้าง เปรีบบดังอาชาไนยต้นพาหนะประจำพระจันทร์ นอกจากนี้ตัวของพระธาตุยังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศประจำของผู้ที่เกิดวันจันทร์ด้วยครับ เชื่อกันว่าหากใครมานมัสการพระธาตุเรณูนคร จะได้อานิสงส์ส่งผลให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์ครับ

ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานพระองค์แสน พระพุทธรูปศิลปะแบบลาวปางสมาธิ ที่มีพุทธลักษณะสวยงามมาก จนชาวเรณูนครยกให้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเรณูนครเลยครับ

ผมมาปิดโปรแกรมของวันนี้ด้วยการไปสักการะพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) ที่พระธาตุมรุกขนคร ในเขตพื้นที่ อ.ธาตุพนม ครับ

พระธาตุมรุกขนคร เป็นพระธาตุบริวารของพระธาตุพนมองค์ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาพระธาตุบริวารทั้งเจ็ดองค์ครับ  สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เนื่องในวโรกาสที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี องค์พระธาตุก่ออิฐถือปูนเป็นผังสี่เหลี่ยม ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็กกว่า ฐานพระธาตุกว้างด้านละ 20 เมตร สูง 50.9 เมตร ซึ่งความสูง 50 เมตร สื่อความหมายถึงการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และจุด 9 หมายถึงรัชกาลที่ 9 ครับ ด้านบนขึ้นไปบรรจุพระสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้จากการค้นพบซากปรักหักพังของพระธาตุในอดีต นอกจากนี้ยังบรรจุแก้วแหวนเงินทองมากมาย

อีกหนึ่งศาสนสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ นั่นคือ อุโบสถวัดมรุกขนคร เป็นอุโบสถที่สวยงามโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ ครองสิริราชสมบัติ ๕๐ ปี ของรัชกาลที่ 9 ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน ศาลเจ้าปู่ขอม พญานาค ๓ ตน และพระโพธิสัตว์กวนอิมครับ เชื่อกันว่าหากใครมานมัสการพระธาตุมรุกขนคร จะได้อานิสงส์ส่งผลให้มีแต่ความเจริญสุขสวัสดีครับ

เรียกได้ว่าวันนี้ใช้เวลาเกือบจะหมดวันแล้ว จากพระธาตุมรุกขนคร ผมตรงดิ่งเข้าที่พักในนครพนม คืนนี้ผมประหยัดที่พักได้ 1 คืน เพราะคืนนี้ผมเข้าพักที่บ้านพี่จอห์นและพี่น้ำครับ พี่ๆ ทั้งสองพาไปทานข้าว และมีเวลาพูดคุยกับพี่ๆ อีกเล็กน้อย ผมเลยขอตัวออกไปเดินชมบรรยากาศถนนคนเดินริมแม่น้ำโขงครับ

มาถึงค่อนข้างดึกแล้ว ร้านรวงต่างพากันเก็บร้านไปพอสมควร แต่ไม่เป็นไร ถือว่ามาเดินชมบรรยากาศชุมชนเก่าในยามค่ำคืนครับ

ผมออกปฏิบัติภารกิจกันแต่เช้า ยังคงเหลืออีก 2 พระธาตุ ภารกิจก็จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เช้านี้เริ่มที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันศุกร์ ที่พระธาตุท่าอุเทน เขตพื้นที่ อ.ท่าอุเทน ครับ

พระธาตุท่าอุเทน ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุท่าอุเทน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีเพียงถนนคั่นเท่านั้น ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนเป็นผังสี่เหลี่ยมคล้ายพระธาตุพนม มีขนาดเล็กกว่าแต่สูงกว่าพระธาตุพนม พระธาตุท่าอุเทนไม่ปรากฏประวัติการก่อสร้างที่แน่ชัด มีเพียงประวัติเท่าที่จารึกไว้ที่กำแพงพระธาตุว่า พระอาจารย์สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน ได้ชักชวนพระภิกษุสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาทั่วไป ร่วมกันก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2455 ภายในบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งพระอาจารย์สีทัตถ์ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง พระธาตุองค์นี้มีสิ่งที่ตรงกับเทพประจำวันศุกร์ คือพระธาตุหันไปทางทิศเหนือของพระธาตุพนม ตรงกับทิศประจำของพระศุกร์ เชื่อกันว่าผู้ที่มานมัสการพระธาตุท่าอุเทน จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์ เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามอรุณรุ่ง

บรรยากาศยามเช้าที่วัดพระธาตุท่าอุเทนดีมากๆ เลยครับ มองออกไปเห็นแม่น้ำโขง มีฉากหลังเป็นทิวเขาสูงยาวสลับซับซ้อน คลอเคลียด้วยหมอกขาวๆ เห็นแล้วไม่อยากจะไปไหนต่อเลย

แต่ผมจะนั่งแชเชือนไม่ได้ เพราะบ่ายนี้ผมต้องเดินทางกลับแล้ว และยังมีอีกหนึ่งพระธาตุที่ต้องตามเก็บให้ครบ นั่นคือพระธาตุนครนั่นเอง

ผมมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองนครพนม เส้นทางก่อนที่จะเข้าไปยังตัวเมืองต้องเลาะริมแม่น้ำโขง ประกอบกับช่วงที่ผมเดินทางเป็นช่วงเทศกาลวันออกพรรษาพอดี ผมเลยมีโอกาสได้เห็นชาวบ้านกำลังประดับโคมไฟอยู่บนเรือไฟขนาดใหญ่

นึกแล้วเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชมประเพณีไหลเรือไฟในปีนี้ ผมอยากจะเห็นเวลาตอนที่เขากำลังจุดไฟแบบใกล้ๆ ไม่เป็นไร ปีนี้ไม่ได้ดู ปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป คงต้องหาโอกาสมาชมแบบเต็มๆ ตาสักครั้ง

สายแล้ว ท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารเช้า เช้านี้ผมเลยเลือกไปกินอาหารเช้าที่ร้านปากหม้อศรีเทพ ร้านประจำที่จะต้องมากินทุกครั้งที่มาเที่ยวนครพนม

ร้านข้าวเกรียบปากหม้อศรีเทพ อยู่ในตัวเมืองบนถนนศรีเทพ ตรงข้ามโรงแรมศรีเทพ แม่ค้าจะมาทำข้าวเกรียบปากหม้อกันให้เห็นด้านหน้าร้าน

ข้าวเกรียบปากหม้อเป็นไส้หมูผัดกับต้นหอม ทานคู่กับน้ำจิ้มหวานๆ ใส่พริกสดตำ ความแตกต่างแต่ละเมนูของข้าวเกรียบปากหม้อศรีเทพจะอยู่ที่ตัวแป้งและการห่อ แต่ไส้จะเหมือนกันทุกเมนู จะแตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลยครับ

“ปากหม้อ” แป้งเป็นแป้งธรรมดา ห่อด้วยไส้ปกติ เมนูนี้ถือเป็นเมนูพื้นๆ ครับ

“ปากหม้อใส่ไข่” เป็นการผสมไข่ลงในตัวแป้ง ห่อเป็นทรงกระบอกคล้ายก๋วยเตี๋ยวหลอดครับ

สำหรับใครที่ชอบความแหวกแนว ต้องจานนี้เลยครับ ”ข้าวเกรียบปากหม้อ” เพิ่มความกรอบด้วยข้าวเกรียบที่จะนำมาห่อไว้บนตัวแป้งอีกที มีข้าวเกรียบให้เลือก 3 แบบ คือ ข้าวกล้อง งาดำ และ งาขาว เมื่อเคี้ยวไปจะมีทั้งความกรอบของข้าวเกรียบและความหนึบนุ่มของตัวแป้ง มันเป็นความแตกต่างที่ลงตัวมากๆ ถูกใจเมนูนี้ครับ

สนนราคาข้าวเกรียบปากหม้อแต่ละเมนูก็ไม่แพงครับ เมนูละประมาณ 30-35 บาทเท่านั้นเอง หากมากันหลายคน แนะนำว่าให้สั่งหลายๆ เมนูมาทานร่วมกันครับ

ผมจอดรถไว้หน้าโรงแรมศรีเทพ แล้วเดินเท้านิดหน่อยเพื่อแวะไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คของเมืองนครพนม นั่นคือพญาศรีสัตตนาคราช  

ด้วยความเชื่อเรื่อง “พญานาค” ที่มีต่อคนไทยมานานแสนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอีสานนั้นมีความเชื่อและศรัทธาต่อพญานาคเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าช่วงออกพรรษาจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ที่จะมีดวงไฟลึกลับผลุดขึ้นกลางลำน้ำโขงตลอดแนวทางภาคอีสาน เพิ่มการตอกย้ำความเชื่อและศรัทธาของชาวไทยรวมถึงชาวลาวเรื่องพญานาคไม่ให้จางหายไป

แม้แต่ประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนมเอง ก็มีความเชื่อมโยงกับพญานาค หากสืบสาวราวเรื่องถึงประวัติประเพณีไหลเรือไฟกันให้ลึกแล้วจะรู้ว่า ประเพณีไหลเรือไฟจัดเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที อันเป็นที่อยู่ของพญานาค พระพุทธเจ้าเสด็จไปฝั่งแม่น้ำนัมทามหานทีเพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพญานาคได้ทูลขอพระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้มาสักการบูชารอยพระพุทธบาท เลยสืบต่อเป็นประเพณีที่ดีงามต่อๆ กันมานั่นเอง  

องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร ตั้งโดดเด่นพ่นน้ำอยู่ริมน้ำโขง นักท่องเที่ยวและชาวนครพนมนิยมมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสายเลยครับ

จากองค์พญาศรีสัตตนาคราช ผมมาต่อที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ ที่พระธาตุนครครับ

พระธาตุนคร ประดิษฐานอยู่ภายในวัดมหาธาตุ ริมฝั่งแม่น้ำโขงเช่นเดียวกับพระธาตุท่าอุเทนครับ เป็นพระธาตุทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ 4.85 เมตร สูงประมาณ 24 เมตร ลักษณะตามแบบพระธาตุพนมองค์เดิม มีลวดลายอันวิจิตรบรรจงตระการตา รูปทรงตั้งบนฐานใหญ่ 2 ฐาน ต่อลดหลั่นกันตามลำดับ แต่ละฐานมีรูปประตูอยู่ตรงกลาง บนประตูเป็นรูปคล้ายบัวบาน มีรูปและลายต่างๆ ข้างประตูทำเป็นลายเครือไม้ดอกไม้ผล รูปพระราชาทรงช้างทรงม้า ต่อจากฐานใหญ่ทั้งสองขึ้นไปมีลักษณะแหลมเรียวขึ้นไปตามลำดับ  ตอนกลางในด้านทั้งสี่วิจิตรไปด้วยหมู่ดาวกระจาย (ดอกกระจับ) สูงถัดขึ้นไปทำเป็นรูปตู้หนังสือพระไตรปิฎกโบราณ ต่อขึ้นไปอีกทำเป็นรูปลักษณ์คล้ายกลีบบัว ที่ยอดสุดก็คล้ายดอกบัวตูม ต่อจากนั้นจึงเป็นฉัตรเจ็ดชั้น  ยอดฉัตรนี้มีลูกแก้วเจียระไน 1 ดวงอยู่สูงสุดยอด ฐานมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประตูอยู่ตรงกลางทุกด้าน เหนือซุ้มประตูมีรูปปั้นเทพนั่งขัดสมาธิประนมมือ (เทพพนม) ซึ่งเป็นเทพมเหศักดิ์พิทักษ์ พิทักษ์รักษาองค์พระธาตุ ภายในพระธาตุบรรจุพระอรหันต์สารีริกธาตุ พระพุทธรูปทองคำและของมีค่าต่างๆ

ด้านข้างพระธาตุ เป็นพระอุโบสถ ที่ด้านในประดิษฐานพระประธาน เชื่อกันว่าผู้ที่มานมัสการพระธาตุนคร จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้เสริมสร้างบารมีและมีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคนครับ

เป็นอันว่าภารกิจตะเวนไหว้พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 8 พระธาตุในนครพนม สำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจ ตอนนี้เสิร์ฟเมนคอสจบไปแล้ว ที่เหลือคือของหวานครับ

ของหวานแรก เริ่มที่วัดโอกาสศรีบัวบานครับ

วัดโอกาสศรีบัวบาน เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งของนครพนม สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร บริเวณกลางวัดจะมีหอประดิษฐานพระติ้วกับพระเทียมครับ

พระติ้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ สูงประมาณสองไม้บรรทัด มีอายุกว่า 1,300 ปี สร้างโดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร พ.ศ. 1328 ภายหลังเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าองค์พระติ้วถูกเพลิงไหม้ จึงมีการสร้างพระติ้วองค์จำลองขึ้นมา (พระเทียมไม่ได้บุทองคำแต่ลงรักปิดทองเปลว) ภายหลังกลับพบพระติ้วลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง จึงกลายเป็นพระพุทธรูปคู่แฝด คือ พระติ้ว (องค์ขวามือ) และ พระเทียม (องค์ซ้ายมือ) เดิมทั้งพระติ้วและพระเทียมประดิษฐานอยู่ที่วัดธาตุ แต่ภายหลังได้ย้ายมาประดิษฐานที่วัดโอกาสศรีบัวบานแห่งนี้เมื่อกว่า 250 ปีที่แล้ว

จากวัดโอกาสศรีบัวบาน ผมมุ่งหน้าสู่ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ เป็นหอนาฬิกาที่ชาวเวียดนามได้สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชาวนครพนม เมื่อคราวย้ายกลับบ้านเกิดที่ประเทศเวียดนาม เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามครับ

จากหอนาฬิกา ผมมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม แต่เสียดายวันนั้นพิพิธภัณฑ์ปิด เลยอดเข้าชมเลย แต่ไม่เป็นไร ขับเลยเลยไปนิดเดียวก็ถึงวัดนักบุญอันนา-หนองแสงครับ

วัดนักบุญอันนา-หนองแสง หากฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งนึกสงสัยว่าทำไมชื่อวัดดูแปลกๆ แท้จริงแล้ววัดนักบุญอันนา-หนองแสงเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่และสวยงามแห่งหนึ่งของนครพนมเลยครับ ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ.1926 เดิมตัวโบสถ์ถูกทำลายจากการถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มเมืองนครพนมในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน ซึ่งทำให้โบสถ์พังเสียหายยับเยิน ต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคริสต์สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ นึกภาพตามแล้วคงสวยงามมากๆ

จุดหมายต่อไปคือหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ หอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ลักษณะอาคารเป็นแบบเรอเนสซอง ดูคลาสิคมากๆ อาคารแห่งนี้ใช้แรงงานนักโทษในการก่อสร้าง เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนครพนมครับ
ณ เวลานี้ แรงหมด หมดแรง ข้าวเกรียบปากหม้อเมื่อเช้าถูกย่อยสลายเข้ากระแสเลือดไปหมดแล้ว คงต้องหามื้อกลางวันทานกันแล้ว ผมปักหมุดที่ร้านโชคดีติ่มซำ ซึ่งอยู่ห่างจากจากหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติเพียง 600 เมตรเท่านั้น

ร้านโชคดีติ่มซำ สาขานครพนม อยู่ตรงประตูทางออกศาลากลางจังหวัดนครพนมเลยครับ หาง่าย บรรยากาศในร้านสะอาดสะอ้าน การจัดวางโต๊ะแบบหลวมๆ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด บรรยากาศข้างนอกร้อนๆ มาเจอแอร์เย็นในร้านแบบนี้ ผมวางแผนนั่งแชเชือนในร้านยาวไปเลยครับ

จิบน้ำเก๊กฮวยเย็นแบบ Refill แก้กระหายวนไป ช่วยดับร้อนได้จริงๆ  

ผมเริ่มที่ชุดบักกุดเต๋ ช่วงที่ผมไปทาน มีโปรฯ เป็น Set บักกุเต๋+ผักสด+เห็ดเข็มทอง+คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย+ก๋วยเตี๋ยวหลอด สั่งแบบเป็นชุด ประหยัดไปได้เกือบ 30 บาทครับ สำหรับบักกุดเต๋ หอมเครื่องยาจีนมากๆ รสชาติกลมกล่อม ซี่โครงหมูตุ๋นนี้เปื่อยได้ใจมาก ส่วนก๋วยเตี๋ยวหลอดนั้น แป้งบาง ไส้เป็นไส้ สมราคาครับ

บะหมี่ซี่โครงอ่อนน้ำแดง บะหมี่เส้นแบน ราดด้วยน้ำซอสหมูแดง ทานร้อนๆ อร่อยเชียว แต่ชามเดียวเล่นตัดกำลังผมไปเยอะเลยครับ

ปลาราดซอสซีฟู้ด เนื้อปลานุ่ม ซอสรสชาติกำลังดี ไม่เผ็ดมาก เปรี้ยว+หวาน นำ ผมนี่นั่งซดซอสซีฟู้ดจนเกลี้ยงเลยครับ

ขนมจีบปูซอสผงกระหรี่ เมนูนี้ก็ดีงาม ผมเคยกินแต่ขนมจีบจิ้มจิ๊กโฉ่ว มาลองซอสผงกระหรี่ดูบ้าง บอกเลยอร่อยเอาใจผมไปเต็มๆ ครับ

อีกหนึ่งโปรแกรมที่ตั้งใจไว้ก่อนขึ้นเครื่องกลับ นั่นคือ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ แต่เนื่องจากเวลานี้หนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน แถมเจอแอร์เย็นๆ แล้ว เลยขอตัดโปรแกรมออกก่อน แล้วค่อยหาโอกาสไปเยือนในช่วงที่ผมจะมาชมไหลเรือไฟในโอกาสต่อไป ตอนนี้ขอนั่งพักอาศัยแอร์ในร้านยาวไปครับ

เป็นอันว่าทริปนี้ปฏิบัติภารกิจครบทั้ง 3 ภารกิจ ถึงแม้อาจจะไม่ค่อยสมดังตั้งใจนัก เช่น ที่หินสามวาฬไม่เจอหมอกเป็นก้อนๆ , ขึ้นไปไม่ถึงน้ำตกเจ็ดสี, ไม่ทันดูขบวนแห่ปราสาทผึ้ง, พลาดชิมอาหารท้องถิ่นของชุมชนบ้านท่าแร่, พลาดชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัผมจอดรถไว้หน้าโรงแรมศรีเทพ แล้วเดินเท้านิดหน่อยเพื่อแวะไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คของเมืองนครพนม นั่นคือพญาศรีสัตตนาคราช ด้วยความเชื่อเรื่อง “พญานาค” ที่มีต่อคนไทยมานานแสนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอีสานนั้นมีความเชื่อและศรัทธาต่อพญานาคเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าช่วงออกพรรษาจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ที่จะมีดวงไฟลึกลับผลุดขึ้นกลางลำน้ำโขงตลอดแนวทางภาคอีสาน เพิ่มการตอกย้ำความเชื่อและศรัทธาของชาวไทยรวมถึงชาวลาวเรื่องพญานาคไม่ให้จางหายไป แม้แต่ประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนมเอง ก็มีความเชื่อมโยงกับพญานาค หากสืบสาวราวเรื่องถึงประวัติประเพณีไหลเรือไฟกันให้ลึกแล้วจะรู้ว่า ประเพณีไหลเรือไฟจัดเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที อันเป็นที่อยู่ของพญานาค พระพุทธเจ้าเสด็จไปฝั่งแม่น้ำนัมทามหานทีเพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพญานาคได้ทูลขอพระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้มาสักการบูชารอยพระพุทธบาท เลยสืบต่อเป็นประเพณีที่ดีงามต่อๆ กันมานั่นเอง องค์พญาศรีสัตตนาคราช หล่อด้วยทองเหลือง มีน้ำหนักรวม 9,000 กก. เป็นรูปพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม กว้าง 6 เมตร ความสูงทั้งหมดรวมฐาน 15 เมตร ตั้งโดดเด่นพ่นน้ำอยู่ริมน้ำโขง นักท่องเที่ยวและชาวนครพนมนิยมมากราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสายเลยครับ จากองค์พญาศรีสัตตนาคราช ผมมาต่อที่พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ ที่พระธาตุนครครับ พระธาตุนคร ประดิษฐานอยู่ภายในวัดมหาธาตุ ริมฝั่งแม่น้ำโขงเช่นเดียวกับพระธาตุท่าอุเทนครับ เป็นพระธาตุทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ 4.85 เมตร สูงประมาณ 24 เมตร ลักษณะตามแบบพระธาตุพนมองค์เดิม มีลวดลายอันวิจิตรบรรจงตระการตา รูปทรงตั้งบนฐานใหญ่ 2 ฐาน ต่อลดหลั่นกันตามลำดับ แต่ละฐานมีรูปประตูอยู่ตรงกลาง บนประตูเป็นรูปคล้ายบัวบาน มีรูปและลายต่างๆ ข้างประตูทำเป็นลายเครือไม้ดอกไม้ผล รูปพระราชาทรงช้างทรงม้า ต่อจากฐานใหญ่ทั้งสองขึ้นไปมีลักษณะแหลมเรียวขึ้นไปตามลำดับ ตอนกลางในด้านทั้งสี่วิจิตรไปด้วยหมู่ดาวกระจาย (ดอกกระจับ) สูงถัดขึ้นไปทำเป็นรูปตู้หนังสือพระไตรปิฎกโบราณ ต่อขึ้นไปอีกทำเป็นรูปลักษณ์คล้ายกลีบบัว ที่ยอดสุดก็คล้ายดอกบัวตูม ต่อจากนั้นจึงเป็นฉัตรเจ็ดชั้น ยอดฉัตรนี้มีลูกแก้วเจียระไน 1 ดวงอยู่สูงสุดยอด ฐานมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประตูอยู่ตรงกลางทุกด้าน เหนือซุ้มประตูมีรูปปั้นเทพนั่งขัดสมาธิประนมมือ (เทพพนม) ซึ่งเป็นเทพมเหศักดิ์พิทักษ์ พิทักษ์รักษาองค์พระธาตุ ภายในพระธาตุบรรจุพระอรหันต์สารีริกธาตุ พระพุทธรูปทองคำและของมีค่าต่างๆ ด้านข้างพระธาตุ เป็นพระอุโบสถ ที่ด้านในประดิษฐานพระประธาน เชื่อกันว่าผู้ที่มานมัสการพระธาตุนคร จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้เสริมสร้างบารมีและมีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคนครับ เป็นอันว่าภารกิจตะเวนไหว้พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 8 พระธาตุในนครพนม สำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจ ตอนนี้เสิร์ฟเมนคอสจบไปแล้ว ที่เหลือคือของหวานครับ ของหวานแรก เริ่มที่วัดโอกาสศรีบัวบานครับ วัดโอกาสศรีบัวบาน เป็นวัดที่เก่าแก่อีกแห่งของนครพนม สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร บริเวณกลางวัดจะมีหอประดิษฐานพระติ้วกับพระเทียมครับ พระติ้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทำด้วยไม้ติ้วบุทองคำ สูงประมาณสองไม้บรรทัด มีอายุกว่า 1,300 ปี สร้างโดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร พ.ศ. 1328 ภายหลังเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าองค์พระติ้วถูกเพลิงไหม้ จึงมีการสร้างพระติ้วองค์จำลองขึ้นมา (พระเทียมไม่ได้บุทองคำแต่ลงรักปิดทองเปลว) ภายหลังกลับพบพระติ้วลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง จึงกลายเป็นพระพุทธรูปคู่แฝด คือ พระติ้ว (องค์ขวามือ) และ พระเทียม (องค์ซ้ายมือ) เดิมทั้งพระติ้วและพระเทียมประดิษฐานอยู่ที่วัดธาตุ แต่ภายหลังได้ย้ายมาประดิษฐานที่วัดโอกาสศรีบัวบานแห่งนี้เมื่อกว่า 250 ปีที่แล้ว จากวัดโอกาสศรีบัวบาน ผมมุ่งหน้าสู่ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ เป็นหอนาฬิกาที่ชาวเวียดนามได้สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชาวนครพนม เมื่อคราวย้ายกลับบ้านเกิดที่ประเทศเวียดนาม เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามครับ จากหอนาฬิกา ผมมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม แต่เสียดายวันนั้นพิพิธภัณฑ์ปิด เลยอดเข้าชมเลย แต่ไม่เป็นไร ขับเลยเลยไปนิดเดียวก็ถึงวัดนักบุญอันนา-หนองแสงครับ วัดนักบุญอันนา-หนองแสง หากฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งนึกสงสัยว่าทำไมชื่อวัดดูแปลกๆ แท้จริงแล้ววัดนักบุญอันนา-หนองแสงเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่และสวยงามแห่งหนึ่งของนครพนมเลยครับ ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ.1926 เดิมตัวโบสถ์ถูกทำลายจากการถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มเมืองนครพนมในสมัยกรณีพิพาทอินโดจีน ซึ่งทำให้โบสถ์พังเสียหายยับเยิน ต่อมาจึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคริสต์สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ แล้วแห่มารวมกันไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ นึกภาพตามแล้วคงสวยงามมากๆ จุดหมายต่อไปคือหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ หอสมุดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ลักษณะอาคารเป็นแบบเรอเนสซอง ดูคลาสิคมากๆ อาคารแห่งนี้ใช้แรงงานนักโทษในการก่อสร้าง เดิมใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนครพนมครับ ณ เวลานี้ แรงหมด หมดแรง ข้าวเกรียบปากหม้อเมื่อเช้าถูกย่อยสลายเข้ากระแสเลือดไปหมดแล้ว คงต้องหามื้อกลางวันทานกันแล้ว ผมปักหมุดที่ร้านโชคดีติ่มซำ ซึ่งอยู่ห่างจากจากหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติเพียง 600 เมตรเท่านั้น ร้านโชคดีติ่มซำ สาขานครพนม อยู่ตรงประตูทางออกศาลากลางจังหวัดนครพนมเลยครับ หาง่าย บรรยากาศในร้านสะอาดสะอ้าน การจัดวางโต๊ะแบบหลวมๆ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด บรรยากาศข้างนอกร้อนๆ มาเจอแอร์เย็นในร้านแบบนี้ ผมวางแผนนั่งแชเชือนในร้านยาวไปเลยครับ จิบน้ำเก๊กฮวยเย็นแบบ Refill แก้กระหายวนไป ช่วยดับร้อนได้จริงๆ ผมเริ่มที่ชุดบักกุดเต๋ ช่วงที่ผมไปทาน มีโปรฯ เป็น Set บักกุเต๋+ผักสด+เห็ดเข็มทอง+คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย+ก๋วยเตี๋ยวหลอด สั่งแบบเป็นชุด ประหยัดไปได้เกือบ 30 บาทครับ สำหรับบักกุดเต๋ หอมเครื่องยาจีนมากๆ รสชาติกลมกล่อม ซี่โครงหมูตุ๋นนี้เปื่อยได้ใจมาก ส่วนก๋วยเตี๋ยวหลอดนั้น แป้งบาง ไส้เป็นไส้ สมราคาครับ ผมเริ่มที่ชุดบักกุดเต๋ ช่วงที่ผมไปทาน มีโปรฯ เป็น Set บักกุเต๋+ผักสด+เห็ดเข็มทอง+คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย+ก๋วยเตี๋ยวหลอด สั่งแบบเป็นชุด ประหยัดไปได้เกือบ 30 บาทครับ สำหรับบักกุดเต๋ หอมเครื่องยาจีนมากๆ รสชาติกลมกล่อม ซี่โครงหมูตุ๋นนี้เปื่อยได้ใจมาก ส่วนก๋วยเตี๋ยวหลอดนั้น แป้งบาง ไส้เป็นไส้ สมราคาครับ บะหมี่ซี่โครงอ่อนน้ำแดง บะหมี่เส้นแบน ราดด้วยน้ำซอสหมูแดง ทานร้อนๆ อร่อยเชียว แต่ชามเดียวเล่นตัดกำลังผมไปเยอะเลยครับ ปลาราดซอสซีฟู้ด เนื้อปลานุ่ม ซอสรสชาติกำลังดี ไม่เผ็ดมาก เปรี้ยว+หวาน นำ ผมนี่นั่งซดซอสซีฟู้ดจนเกลี้ยงเลยครับ ขนมจีบปูซอสผงกระหรี่ เมนูนี้ก็ดีงาม ผมเคยกินแต่ขนมจีบจิ้มจิ๊กโฉ่ว มาลองซอสผงกระหรี่ดูบ้าง บอกเลยอร่อยเอาใจผมไปเต็มๆ ครับ อีกหนึ่งโปรแกรมที่ตั้งใจไว้ก่อนขึ้นเครื่องกลับ นั่นคือ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ แต่เนื่องจากเวลานี้หนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน แถมเจอแอร์เย็นๆ แล้ว เลยขอตัดโปรแกรมออกก่อน แล้วค่อยหาโอกาสไปเยือนในช่วงที่ผมจะมาชมไหลเรือไฟในโอกาสต่อไป ตอนนี้ขอนั่งพักอาศัยแอร์ในร้านยาวไปครับ เป็นอันว่าทริปนี้ปฏิบัติภารกิจครบทั้ง 3 ภารกิจ ถึงแม้อาจจะไม่ค่อยสมดังตั้งใจนัก เช่น ที่หินสามวาฬไม่เจอหมอกเป็นก้อนๆ , ขึ้นไปไม่ถึงน้ำตกเจ็ดสี, ไม่ทันดูขบวนแห่ปราสาทผึ้ง, พลาดชิมอาหารท้องถิ่นของชุมชนบ้านท่าแร่, พลาดชมพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลาดชมอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ทั้งหมดทั้งมวล มันคงเป็นมูลเหตุให้ผมต้องกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งซินะ แต่ครั้งหน้าจะต้องผนวกประเพณีไหลเรือไฟร่วมไปด้วย แต่เอาเถอะ มาเที่ยวบึงกาฬ นครพนม สกลนคร ออนซอนหลาย มากี่ทีก็ไม่มีเบื่อเด้อ.. ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับดนครพนม พลาดชมอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ทั้งหมดทั้งมวล มันคงเป็นมูลเหตุให้ผมต้องกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งซินะ แต่ครั้งหน้าจะต้องผนวกประเพณีไหลเรือไฟร่วมไปด้วย แต่เอาเถอะ มาเที่ยวบึงกาฬ นครพนม สกลนคร ออนซอนหลาย มากี่ทีก็ไม่มีเบื่อเด้อ..

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น