หมู่เกาะอ่างทอง มันดีกว่าที่คิด

18 พฤษภาคม 2564 | โดย Life for fun ไปมันส์กันเลยยย (2,814 เข้าชม)
แบ่งปัน:

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะเอาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง (เกาะวัวตาหลับ) จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาฝากกันค่ะ ซึ่งทริปนี้เป็นทริปเที่ยวภาคใต้ของเรา ซึ่งในทริปนี้ได้เวลามาทั้งหมด 11 วัน แต่ว่าเราเที่ยวไปแค่ 9 วัน เนื่องจากหมดแรงซะก่อน เราเริ่มต้นตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และจบที่สุราษฎร์ธานี อยากไปมากกว่านี้แต่เนื่องจากทริปนี้เราหมดแรงไปกับการดำน้ำ และการนั่งเรือ ทำให้เราตัดสินใจกลับบ้านเพื่อไปพักเอาแรงอีก 2 วัน ก่อนเริ่มต้นทำงานกันต่อไป ในกระทู้นี้จะขอมาแบ่งปัน ความสุขที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองกันก่อน เพราะเป็นสถานที่ประทับใจที่สุด และดีกว่าที่เราได้คิดไว้มาก ต้องบอกก่อนว่านี่เป็นอุทยานที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสมานอน ที่แรกก็คือภูกระดึงเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เพราะเราไม่ค่อยชอบเที่ยวแนวนี้เท่าไร แต่ที่นี่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดกันไปเลย หลังจากเกริ่นมายืดยาวมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
เราเริ่มต้นเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เกาะวัวตาหลับ จากเกาะเต่าเนื่องจากเราแวะไปนอนเกาะเต่ามาก่อน 2 คืน น้ำใสและสวยมากได้ไปดำน้ำเห็นทั้งเต่า และปลาฉลาม บรรยากาศดีมาก พักเรื่องที่เกาะเต่าไว้ก่อนเดี๋ยวยาว

 
 
 
เอาภาพที่เกาะเต่ามาให้ดูกันค่ะ เดี๋ยวจะมาเขียนเล่าเรื่องราวความสนุกที่นี้ให้อีกทีนะคะ
 

ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถข้ามเรือไปยังเกาะสมุย เพื่อไปหมู่เกาะอ่างทองได้จากเกาะเต่าเลย ใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่เราเลือกที่จะข้ามฝั่งกลับมาเอารถที่ท่าเรือลมพระยาก่อน เพื่อจะเอารถของเราข้ามไปยังเกาะสมุยด้วย (อันนี้ความคิดเดียวที่เรารู้สึกว่าคิดผิดมาก) จากเกาะเต่านั่งเรือมาท่าเรือลมพระยา ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชั่วโมง หลังจากลงจากเรือแล้วเราก็มายังรถทันทีเพื่อขับรถไปยังท่าเรือดอนสัก ซึ่งจากที่ดูแผนที่แล้วใช้เวลาในการขับรถไปท่าเรือประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่รถติดมาก ติดตลอดเส้นทาง เนื่องจากมีการทำถนนใหม่ตลอดเส้นทางที่เราใช้เดินทาง บางครั้งติดสลับกับหยุดนิ่งเลยทีเดียว ทำให้เรามีความคิดที่จะเปลี่ยนไปจังหวัดระนอง ไม่ไปแล้วเกาะสมุย หลังจากความคิดเราเปลี่ยนเราจึงจอดพักแล้วหาข้าวเที่ยงทานกัน ตอนประมาณสี่โมงเย็น เมื่อท้องอิ่มทำให้เรามีแรงสู้ต่อขึ้นมาอีกรอบ จึงตัดสินใจเดินทางไปยังเกาะสมุยต่อ และแล้วเราก็คิดกันขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้จองเรือ เราจึงเข้าไปจองในเว็บไซต์ ปรากฏว่าเต็มทั้งสองท่าเรือที่มี จึงโทรไปสอบถามได้รับคำแนะนำมาว่าให้ลองไปต่อคิวที่ท่าเรือดู เนื่องจากมีคนที่จองแล้วไม่ได้ไป และคิวสำหรับรถที่ไม่ได้จองอาจจะยังว่างอยู่ หรือถ้ามีรถเยอะจริงๆ อาจจะมีเรือเสริม เมื่อได้รับคำแนะนำดังนั้นเราจึงไปวัดดวงเอาข้างหน้า เราไปถึงท่าเรือประมาณห้าโมงเย็น สิ่งที่พบคือรถต่อแถวกันล้นท่าเรือออกมาประมาณ 40 คัน และหลังจากรถเราก็ยังมีรถมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเดียวที่จะทำให้เราได้รู้ว่าจะได้ไปหรือไม่คือการรอเท่านั้น ข้อดีของการรอคือ ระหว่างที่เรารอเราได้เพื่อนใหม่ที่จอดรถรอเรือแบบลุ้นๆ เหมือนกัน ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไป ส่วนใหญ่จะเป็นรถนักท่องเที่ยวที่มากจาก กทม. ทั้งนั้น รถค่อยๆ ขยับไปชั่วโมงละ  3-4 คัน ดูแล้วเราเริ่มหมดหวังที่จะได้ข้ามแล้ว แต่ก็มีพนักงานออกมาบอกว่าวันนี้รถเยอะจะมีเรื่อเสริมในรอบสองทุ่มซึ่งเป็นรอบสุดท้าย หลังจากนั้นพนักงานก็เริ่มนับรถที่จะสามารถไปได้ ซึ่งก็ไม่ถึงคันของเราอยู่ดี อีกแค่ 2 คันแค่นั้นเอง แต่พนักงานก็บอกให้เสี่ยงรออาจจะไปได้ก็ได้ ถ้าจัดรถดีๆ เราจึงต้องมาลุ้นกันอีกครั้ง และแล้วก็ถึงเวลานำรถขึ้เรือปรากฏว่ารถเราได้ไป และคันหลังเราอีกหลายคันเลย นับว่าโชคดีมาก แต่ก็มีรถที่ไม่ได้ไปนะ ต้องรอรอบใหม่พรุ่งนี้เช้าช่วงดีห้า หรือใครต้องการไปจริงๆ ก็จอดฝากรถไว้ที่นี่ได้ แล้วขึ้นเรื่อไปแต่คน หลังจากที่ได้ขึ้นเรือก็นั่งเรืออีกประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ทำให้เราถึงสมุยประมาณห้าทุ่ม และเข้าที่พักนอนหมดแรง เช้าวันต่อไปต้องเตรียมตัวนั่งเรือข้ามไปยังหมู่เกาะอ่างทองต่อไป
เช้าวันต่อมา 7.00 น. มีรถตู้ของทัวร์ที่เราจองไว้มารับที่โรงแรมไปส่งยังท่าเรือเพื่อเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งทัวร์ก็จะเป็นแบบไปเช้า-เย็นกลับ สำหรับใครที่จะไปนอนก็ให้กลับกับทัวร์ไนวันต่อไป นั่งเรือเกือบๆ สองชั่วโมงก็ถึงที่หมายของเรา

 
เมื่อถึงเกาะทางทัวร์ที่ไปก็นัดแนะเวลากลับ หลังจากนั้นเราก็ไปติดต่อห้องพักที่ได้จองไว้ล่วงหน้าแล้วจากทางเว็บไซต์ของอุทยาน หลังจากติดต่อเสร็จเจ้าหน้าที่ก็พาไปที่พัก ซึ่งที่พักที่เราจองจะเป็นบ้านหลังเล็กสำหรับพัก 2 คน ราคาหลังละ 600 บาท เมื่อเห็นภายในบ้านพักแล้วรู้กสึกว่าผิดกับที่คิดไว้มาก คือดีกว่าที่เราได้คิดกันไว้เยอะ ภายในบ้านแบ่งเป็น 3 ส่วน คือห้องนั่งเล่นที่มีโซฟาให้  1 ชุด ห้องนอนเป็นแบบเตียงคู่ มีพัดลมติดผนังให้  1 ตัว และห้องน้ำ จากที่อ่านรีวิวมาเห็นเค้าบอกกันว่าจะมีไฟให้ใช้ช่วง 18.00 - 23.00 น. แต่ที่เราไปพักตอนนี้มีตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว
 
 
หลังจากเข้าห้องเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็ออกมาเดินเล่นที่ชายหาด อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือที่นี่มีร้านอาหารไว้คอยบริการด้วย ประมาณบ่ายสามโมง คนก็เริ่มน้อยลง แต่ก็ยังมีอยู่บ้างเนื่องจากทัวร์ยังกลับกันไม่หมด เราก็เดินถ่ายรูปเล่นกันไปเรื่อยๆ จนเวลาประมารสี่โมงเย็นทัวร์กลับกันไปหมด ก็จะเหลือแต่เจ้าหน้าที่กับคนที่นอนพักเท่านั้น ช่วงวันที่เราไปก็มีคนไปนอนพักกันแค่ 5 คนเท่านั้น คนอื่นเค้านอนเต้นท์กันหมด มีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่นอนบ้านพัก ช่วงเย็นอากาศที่นี่ดีมาก เงียบสงบ เหมือนเกาะส่วนตัวสุดๆ
 
 
 
 
 
หลังจากถ่ายรูปเล่น นั่งชมบรรยากาศกันแล้ว ก็มีพี่เจ้าหน้าที่บนเกาะชวนเราขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวผาจันทร์จรัส ซึ่งความจริงเราตั้งใจว่าจะขึ้นไปพรุ่งนี้เช้า แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วพี่เจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าสวยเราก็ใจง่ายเดินตามเค้าขึ้นไป ใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมง บอกเลยว่าเหนื่อยมาก สำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายแบบพวกเรา วันๆ นั่งอยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ กว่าจะถึงพักแล้วพักอีก จนในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึง ต้องบอกเลยว่าพอขึ้นมาถึงแล้วหายเหนื่อยจริงๆ ข้างบนอากาศดีมาก ลมเย็นสบาย และที่สำคัญวิวที่อยู่ตรงหน้านั้นสวย แบบที่เราไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน ใครอยากเห็นพระอาทิตย์ตก แนะนำให้มานอนค้างที่นี่สักคืน แล้วคุณจะไม่เสียใจเลย สำหรับคนที่มาแล้วไม่ได้นอน ทางทัวร์ก็จะมีเวลาให้เที่ยวอยู่บนเกาะนี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ซึ่งรับรองเลยว่าคุณมีเวลาไม่เพียงพอสำหรับเก็บความสวยงามของที่นี่อย่างแน่นอน
 
 
ทางขึ้นจุดชมวิวผาจันทร์จรัส แค่เห็นขาก็หมดแรงแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจากที่เราดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นจนพระอาทิตย์ลับหายไปกับขอบฟ้าเรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมากินข้าวที่ร้านด้านล่างซึ่งตอนนั้นเราทั้งเหนื่อย และหิวมาก เลยสั่งอาหารไว้ก่อนและไปอาบน้ำ แล้วจึงกลับมากินอาหารที่สั่งไว้ ซึ่งก็เสร็จพอดี และวันนี้เราไม่ได้นั่งกินข้าวกันแค่สองคนเหมือนทุกๆ วัน เพราะว่าวันนี้เราชวนพี่เจ้าหน้าที่ที่พาเราขึ้นไปดูวิวสวยๆ ทานข้าวด้วยกัน ระหว่างนั้นเราก็คุยกันไปเรื่อย และได้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวธรรมชาติแบบนี้เพิ่มจากที่พี่เค้าแนะนำ ต้องบอกก่อนว่าเจ้าหน้าที่ที่นี่ทุกคนใจดีมากๆ จึงทำให้ประรู้สึกประทับใจกับที่นี่มากยิ่งขึ้น ตอนนี้เวลาประมาณสามทุ่ม เราจึงแยกย้ายกันเข้านอน ซึ่งตอนเช้าเราก็มีนัดกันไปชมถ้าบัวโบกกันต่อ ซึ่งก็เป็นที่หนึ่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่

อันนี้เป็นวีดีโอของเราค่ะ เก็บภาพบรรยากาศมาฝากค่ะ

วันนี้เราตื่นมาประมาณแปดโมงเช้า ซึ่งเมื่อคืนเรานอนหลับสนิทมาก เพราะว่าเมื่อวานเหนื่อยกับการเดินทาง และการเดินขึ้นจุดชมวิวมาทั้งวัน ประกอบกับเมื่อคืนประมาณดีสองมีฝนตกลงมาทำให้อากาศเย็นสบายมาก เมื่อเราอาบน้ำแต่งตัวกันเรียบร้อยแล้ว เดินไปถ่ายรูปเล่นหน้าหาดอีกนิดหน่อย เนื่องจากบรรยากาศยามเช้าที่นี่เงียบสงบมาก และยังไม่มีทัวร์เข้ามา จากนั้นเราจึงไปยังจุดนัดพบ ที่เราได้นัดกับพี่เจ้าหน้าที่ไว้เมื่อคืนเพื่อจะเข้าไปชมถ้ำกัน ซึ่งก็เช่นเคยเราต้องเดินขึ้นอีกแล้ว แต่ไม่สูงเท่าเมื่อวาน แต่ก็จะเดินลำบากกว่าหน่อย และดูจากทางเข้าแล้วก็เหมือนกับว่าจะไม่ค่อยมีคนเข้าไปสักเท่าไรนัก เมื่อลองถามพี่เจ้าหน้าที่ก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้ คือไม่ค่อยมีคนเข้าไปดูส่วนใหญ่จะขึ้นไปดูวิวที่จุดชมวิวผาจันทร์จรัสกันหมด การเดินทางไปยังถ้ำบัวโบกนั้นก็ต้องปีนไปตามหิน แต่ก็ไม่ชันมากมีเชือกให้จับไปตลอดทาง ตอนที่เราไปค่อนข้างจะลื่นนิดหน่อยเนื่องจากเมื่อคืนมีฝนตกลงมา ระหว่างทางขึ้นก็มีจุดให้ได้พักดูวิวด้วย

เราใช้เวลาขึ้นมาประมาณ 45  นาทีก็ถึงยังปากถ้ำ ซึ่งเมื่อมองเข้าไปก็เห็นหินงอก หินย้อย และแสงที่ส่องจากปากถ้ำเข้าไปยังในถ้ำ กระทบกับหยดน้ำที่หยดลงมาจากด้านบน บวกกับความรู้สึกที่เย็นสบาย ชวนให้เราอยากเดินเข้าไปดูด้านในต่อ เมื่อเดินเข้ามาก็เริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ และความมืดก็ทำให้เรารู้ว่าเราลืมเอาไฟฉายมา (เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะทำให้เราพลาดการชมความแวววาวของหินที่กระทบแสงไฟ) เราจึงต้องใช้แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือ ก็พอจะทำให้เราได้มองเห็นทาง แต่พี่เจ้าหน้าที่ที่พาเราเข้ามาบอกว่าถ้าเป็นแสงที่พุ่งออกจากไฟฉายจะสวยกว่านี้ และเจ้าหน้าที่ก็ยังบอกอีกว่า หินบางอันก็ตายแล้ว คือจะไม่งอก หรือไม่ย้อยเพิ่มลงมาแล้ว เนื่องจากเวลานักท่องเที่ยวเข้ามาชอบเอามือไปลูบ หรือไปจับกันทำให้หินตายไม่เติบโตอีกต่อไป

หลังจากที่เราชื่นชมกับความสวยงามของถ้ำบัวโบกเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางลงมาด้านล่าง ซึ่งถึงด้านล่างก็ประมาณ 11.00 น. บนเกาะก็กลับมาคึกครื้นอีกครั้งเนื่องจากเริ่มมีเรือทัวร์เข้ามาแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไปเก็บของ และคืนห้องพัก เพราะทางเรื่อทัวร์นัดเราไว้วันนี้ประมาณเที่ยงครึ่งเพื่อรับเรากลับ

ลำนี้คือเรือทัวร์ที่พาเรามาและรับเรากลับ

แต่ก่อนกลับเรือที่เป็นทัวร์ที่เรามาก็พาเราเที่ยวที่เกาะแม่เกาะเพื่อพาเราไปดูทะเลในต่ออีกที่ จากนั้นก็นั่งเรือประมาณชั่วโมงครึ่งเพื่อกลับมายังท่าเรือที่เกาะสมุย และมีรถตู้ไปส่งเราที่โรงแรม

 


จบแล้วค่า
นี่ก็คือสถานที่ท่องเที่ยวที่เราประทับใจที่สุดในทริปนี้ สถานที่สวยงาม เงียบสงบ บรรยากาศดี เจ้าหน้าที่บนอุทยานดูแลนักท่องเที่ยวอย่างดี และเป็นกันเองมากๆ

หากมีข้อผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ แล้วจะมารีวิวส่วนที่เหลือของทริปนี้อีกครั้งนะคะ
 

แสดงความคิดเห็น