ปักหมุด ปักษ์ใต้ : สงขลา – นราธิวาส – เบตง – สตูล – ตรัง

03 กุมภาพันธ์ 2565 | โดย ลุงเสื้อเขียว (3,542 เข้าชม)
แบ่งปัน:

โหยหาการเดินทางมาเป็นปี สบโอกาสดีๆ จึงเลือกปักหมุดที่ปักษ์ใต้ กับการท่องเที่ยว 5 จังหวัด สงขลา นราธิวาส ยะลา สตูล และปิดท้ายที่ ตรัง ทริปนี้ได้พี่เพอะ พี่ร่วมสถาบันการศึกษา ที่พาผมเที่ยวแบบไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ ไอ้เราก็ได้ที พาพี่แกแวะโน่นนี่นั่นตลอดทาง ไปดูกันครับว่า ตลอด 8 วัน ผมไปพบเจออะไรมาบ้าง

ทริปนี้ผมเลือกเดินทางโดยสายการบินนกแอร์ ไฟล์ทประมาณ 9 โมงกว่า แต่เนื่องจากตื่นเต้นที่จะได้เดินทางอีกครั้ง เลยมาถึงสนามบินดอนเมืองตั้งแต่ไก่โห่ เพราะกลัวคนเยอะครับ

กัปตันพาบินผ่านทางภาคตะวันออก มองเห็นเกาะต่างๆ หลายเกาะเลยครับ

ใช้เวลาบินประมาณ 1.30 ชั่วโมง ก็มาถึงท่าอากาศยานานาชาติหาดใหญ่โดยปลอดภัยครับ

พี่เพอะมารับที่สนามบินและพาไปเติมพลัง ก่อนที่จะพาผมตะเวนเที่ยวในสงขลา จุดหมายแรกอยู่ที่บ้านสวนพรนับพัน

บ้านสวนพรนับพัน เป็นที่พักสไตล์โฮมสเตย์ ที่รายล้อมไปด้วยไม้น้อยใหญ่ ให้ความร่มรื่น แถมยังมีลำธาร เพิ่มความสดชื่นและช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีครับ

นอกจากจะเป็นที่พักแล้ว ยังมีร้านอาหารไว้คอยให้บริการด้วย ใครที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถเข้ามาใช้บริการร้านอาหารได้ครับ

เพื่อนคนไหนกำลังมองหาที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ผมว่าที่บ้านสวนพรนับพัน เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

จากบ้านสวนพรนับพัน ไปต่อกันที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลาครับ

มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา หรือ มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดสงขลา เป็นมัสยิดที่ดูสวยงามมากครับ ด้านหน้ามีสระน้ำที่ทอดตัวยาวกว่า 200 เมตร โครงสร้างของอาคารมีขนาดใหญ่ตามสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม ภายในตกแต่งด้วยความพิถีพิถัน ทางเดินปูด้วยหินอ่อนทุกตารางนิ้ว ผมไปถึงตอนบ่ายแล้ว ด้านนอกอากาศร้อนมากๆ แต่เมื่อได้ก้าวเข้ามาด้านในมัสยิด ให้ความรู้สึกถึงความเย็น ความสงบ จนไม่อยากไปไหนต่อเลยครับ 

ช่วงเย็นๆ ที่นี่จะสวยงามเป็นพิเศษ ยิ่งในวันที่ฟ้าเปิด พระอาทิตย์จะตกด้านหลังมัสยิด แสงสีต่างๆ จะแข่งกันอวดโฉม ได้เห็นเงาสะท้อนน้ำของมัสยิด จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่จึงได้รับฉายาว่าทัชมาฮาลเมืองไทย เสียดายที่ผมยังมีโปรแกรมในสงขลาอีกหลายที่ เลยไม่ได้อยู่รอชมแสงสุดท้ายที่มัสยิดแห่งนี้ครับ

จากนั้นผมมุ่งหน้าสู่เกาะยอ ระหว่างทางมาสะดุดตากับพระนอนองค์ใหญ่สีทอง ซึ่งประดิษฐานอยู่ข้างทาง เลยต้องให้พี่เพอะช่วยจอดแวะกันสักเล็กน้อยครับ

พระนอนแหลมพ้อ เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่วัดแหลมพ้อ อยู่ใกล้เชิงสะพานติณสูลานนท์ฝั่งเกาะยอครับ องค์พระนอนองค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2537 ในลักษณะบรรทม ตะแครงเบื้องขวา หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย (หมอน) พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาหงายอยู่ข้างพระเขนย พระบาทซ้ายทับซ้อนพระบาทขวา ส่วนของพระบาทจะมีลวดลายภาพศิลปะของภาพมงคล 108 ประการที่สวยงามครับ เพื่อนคนไหนที่มาเที่ยวเกาะยอ ผมขอแนะนำให้มาไหว้พระขอพรองค์พระนอนแหลมพ้อเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองครับ

จากวัดแหลมพ้อ พี่เพอะพาขับรถขึ้นเขา ไปยังสำนักสงฆ์เขากุฏิ สำนักสงฆ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของเกาะยอเลยครับ ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์โบราณ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “เขากุฏิ” นั่นเอง 

องค์เจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังสีขาว ทุกๆ ปีชาวเกาะยอจะจัดบุญประเพณีแห่ผ้าขึ้นเขากุฏิเพื่อห่มองค์เจดีย์ นับเป็นประเพณีดีๆ ที่ชาวเกาะยอร่วมกันสืบสานมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันครับ 

ด้วยที่เจดีย์โบราณตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของเกาะยอ เวลาที่เรามองออกไปจะมองเห็นตึกรามบ้านช่องในตัวเมืองสงขลา เรียงรายไปบนแหลมที่ยื่นออกปิดกั้นทะเลไว้ ทำให้สงขลาเป็นเมืองสองทะเล คือมีอ่าวไทยเป็นทะเลนอก และทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลใน

จากเขากุฏิ ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันครับ การเข้าชมที่นี่มีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท ครับ

พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ศิลปหัตถกรรม ตลอดจนประวัติศาสตร์ โบราณคดี อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ โดยมีการใช้วัตถุของจริงร่วม 50,000 ชิ้นเลยครับ

 


ภายในพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยามีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง แถมยังมีอาคารจัดแสดงหลายจุดเลยทีเดียว เช่น อาคารนวมภูมินทร์ อาคารกลุ่มบ้านหลังคาบลานอ อาคารกลุ่มบ้านหลังคาปั้นหยา อาคารกลุ่มบ้านหลังคาจั่ว ลานบนอาคารนวภูมินทร์ โดยแต่ละอาคารก็จะมีการจัดแสดงที่แตกต่างกันออกไปครับ

เนื่องจากผมมีเวลาน้อย เลยเลือกเข้าชมเพียงอาคารเดียว คือ อาคารนวมภูมินทร์ครับ

 

 

 

 

 


ภายในอาคารนวมภูมินทร์ จัดแสดงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย เช่นโบราณวัตถุที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น รวมถึงโบราณวัตถุที่แสดงว่ามีการติดต่อระหว่างคนพื้นเมืองภาคใต้กับกลุ่มชนภายนอก เช่น จีน อินเดีย มลายู อาหรับ และกลุ่มประเทศทางตะวันตก ครับ  
สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ได้มีเพียงอาคารพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เท่านั้น แต่วิวที่เรามองออกไปด้านนอกนี่ซิ มันสวยงามจริงๆ ครับ

จุดแรก มองออกไปเห็นสะพานติณสูลานนท์ สะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเชื่อมเกาะยอ 2 ด้าน ระหว่างอำเภอเมืองสงขลา และ อำเภอสิงหนคร โดยสะพานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 940 เมตร และช่วงที่สอง 1,700 เมตร รวมเป็น 2,640 เมตร สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ

 

 

 


ต้องบอกเลยว่าสะพานแห่งนี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยเชื่อมต่อระหว่างตัวอำเภอสิงหนครและอำเภอเมืองสงขลาให้ไปมาหาสู่กันสะดวกมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้าที่จะมีสะพาน การเดินทางจากอำเภอสิงหนครไปยังเมืองสงขลา เส้นทางที่ใกล้สุดคือการนำรถขึ้นบนแพขนานยนต์ ถึงแม้จะใช้เวลาอยู่บนแพขนานยนต์ไม่นาน แต่ถ้าหากช่วงเวลาใดมีผู้คนสัญจรมาก ก็จะเสียเวลาในการต่อคิวเพื่อขึ้นแพขนานยนต์เป็นเวลานาน สำหรับรถใหญ่ เช่นรถบัสโดยสาร รถบรรทุกใหญ่ จะไม่สามารถใช้บริการแพขนานยนต์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้เส้นทางอื่นที่ไกลมาก ทำให้เสียเวลาในการเดินทางครับ

จุดที่สอง เราจะมองเห็นวิถีชีวิตของชาวเกาะยอ ซึ่งประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก มีทั้งการออกเรือไปจับปลา จับกุ้งตามธรรมชาติในทะเลสาบสงขลา รวมถึงการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง เป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตที่หาดูได้ยากแล้วครับ

 

 

 

 


ยามที่แสงอาทิตย์ย้อนแสงมา ทำให้ผิวน้ำดูระยิบระยับเหมือนมีคนเอากากเพชรไปโรยไว้ในทะเลสาบสงขลา ภาพกระชังปลาที่มองออกไป สวยงามราวดังกับภาพวาดเลยครับ

จากนั้นพี่เพอะพาขับรถลัดเลาะไปตามสวนยาง เส้นทางแคบและบางช่วงสูงชัน ปลายทางมาหยุดที่ แคมป์คานหลาว ซึ่งเป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในที่เดียวกันครับ

 

 


บนแคมป์คานหลาว หากมองออกไป เราจะเห็นเมืองหาดใหญ่ และฝั่งอำเภอนาหม่อมครับ และหากสังเกตดีๆ จะเห็นพระมหาเจดีย์ไตรภพไตรมงคล หรือ เจดีย์สแตนเลส ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเขาคอหงส์ด้วย ผมมาถึงที่แคมป์คานหลาวประมาณ 16.30 น. ซึ่งถ้าหากจะรอชมพระอาทิตย์ตก คงต้องรอกันอีกนาน ก็ถือซะว่ามาสำรวจพื้นที่ เผื่อช่วงเช้าพรุ่งนี้ผมมีแรงตื่น จะได้รบเร้าให้พี่เพอะพาขึ้นมาชมทะเลหมอกที่นี่ครับ สำหรับใครที่อยากจะมานอนดูดาวบนดิน บนฟ้า ตื่นมาชมทะเลหมอกได้เลย ก็สามารถขึ้นมากางเต็นท์ด้านบนได้นะครับ หรือไม่อย่างนั้นที่แคมป์คานหลาว มีที่พักไว้บริการด้วยครับ

ค่ำนี้ผมมาพักที่บ้านพี่เพอะในตัวเมืองหาดใหญ่ ครอบครัวพี่เพอะเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี คืนนี้ต้องรีบพักผ่อน เพราะต้องรีบตื่นแต่เช้าและต้องเดินทางกันอีกหลายร้อยกิโลครับ

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมแทบไม่อยากจะลุกเลย อีกอย่างมีฝนตกพรำด้วย ใจหนึ่งก็อยากนอนต่อ อีกใจก็อยากจะลุกไปดูทะเลหมอก แต่ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว เลยกัดฟันอาบน้ำแต่งตัว เพื่อไปชมทะเลหมอกบนแคมป์คานหลาว ในใจตอนนั้นก็ไม่ได้ลุ้นว่าจะต้องเห็นหมอกสักเท่าไร เนื่องจากดินฟ้าอากาศไม่ค่อยจะอำนวยสักเท่าไรครับ

และเป็นจริงอย่างที่คาด เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ไม่เห็นทะเลหมอกฟูๆ อย่างที่ตั้งใจ แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นสายหมอกบางๆ โผล่มาทักทายบ้าง

 

 

 

 


ถึงแม้ไม่เห็นทะเลหมอกฟูๆ แต่ก็ยังทันเห็นแสงไฟระยิบระยับที่สุกสกาวจากตัวเมืองหาดใหญ่อยู่ครับ แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ผมกำลังตั้งกล้องเพื่อจะถ่ายเจดีย์สแตนเลส ซึ่งกำลังเปิดไฟส่องสว่างอยู่ แต่พอตั้งกล้องเสร็จ วินาทีที่กำลังจะกดชัตเตอร์ ทันใดนั้น เจดีย์สแตนเลสก็ปิดไฟซะดื้อๆ ให้มันได้แบบนี้ซิ...

จากแคมป์คานหลาว พี่เพอะตีรถยาวไปยังจังหวัดนราธิวาส เพื่อไปเคลียร์งานให้หมด ก่อนที่จะไปยังเบตง ระหว่างที่พี่เพอะเคลียร์งาน ผมเลยไปตะเวนเที่ยวในนราธิวาสครับ

พี่เพอะส่งไม้ต่อให้น้องบรูสพาผมเที่ยว โดยเริ่มที่ประตูระบายน้ำบางนรา ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนรา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำเปรี้ยว ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่เพาะปลูกเป็นอย่างมาก นอกจากจะแก้ปัญหา 3 น้ำได้แล้ว ยังสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดซ้ำเติมในช่วงฤดูฝนอีกด้วยครับ โดยประตูน้ำแห่งนี้สร้างในแม่น้ำบางนรา

 

 

 


จากประตูระบายน้ำบางนรา ผมมุ่งหน้าสู่ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอเมืองนราธิวาส คืออยากจะบอกว่า มาที่นี่เราจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จาก 3 สัญชาติเลย นั่นคือ ไทย จีน และฮินดูครับ

ขอเริ่มที่จุดแรกก่อนเลย กับองค์พระพิฆเนศเมืองนราธิวาส เทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้เลื่อมใสศรัทธา องค์พระพิฆเนศประทับในท่านั่งลลิตาสนะ คือนั่งห้อยพระบาทข้างหนึ่ง สวมศิลาภรณ์ (มงกุฎ) ประดับด้วยโมเสกแก้วหลากสี ห่มพัตราภรณ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมแบบอินเดีย มีแท่นประทับอยู่บนดอกบัว

 

 


ผู้ที่ได้สักการบูชา ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพราะประติมากรรมพระพิฆเนศถือเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะ ความเมตตาและความสำเร็จ การสร้างองค์พระพิฆเนศองค์นี้ เป็นการสร้างที่เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาของชาวนราธิวาสครับ

ติดกับองค์พระพิฆเนศเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ศาลเจ้าแห่งแรกของชาวจีนในจังหวัดนราธิวาส เดิมเป็นศาลไม้เก่าแก่ อายุประมาณ 40 ปี ต่อมาคนไทยเชื้อสายจีนในนราธิวาสที่มีความศรัทธาต่อองค์เทพเจ้าจีนจึงได้สร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบพิธีมงคลต่างๆ และใช้เป็นสถานที่ที่กราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิต

สิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้พิเศษกว่าศาลเจ้าอื่นๆ นั่นคือศาลเจ้าโก้วเล้งจี่มีเจ้าที่หรือเจ้าศาลเป็นหัวมังกรคาบแก้ว ซึ่งมีลำตัวใหญ่ยาวมาก ซึ่งเชื่อกันว่าจะคอยปกปักรักษาดูแลลูกหลานชาวไทยครับ

 

 

 


ภายในศาลเจ้าได้จำลองรูปเหมือนองค์เทพเจ้าหลายองค์ เช่น พระยูไล เจ้าแม่กวนอิม พระอรหันต์จี้กง เทพเจ้ากวนอู องค์เห้งเจีย เจ้าพ่อเสือ นอกจากนี้บริเวณผนังมีการปั้นเป็นองค์เทพเจ้าต่างๆ ซึ่งเป็นการปั้นของช่างชาวจีนในสมัยก่อน โดยไม่ได้ใช้แม่พิมพ์ แต่เป็นการปั้นด้วยมือตามจินตนาการของช่างแต่ละคน ส่วนผนังภายนอกเป็นปูนปั้นที่บอกเล่าเรื่องราวของขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมจีนตามตำนานพงศาวดารจีนครับ

ถัดมาเป็นที่ตั้งของเขามงคลพิพิธ นับเป็นสถานที่มงคลของจังหวัดนราธิวาส ลักษณะเป็นโขดหินซ้อนเรียงกันขึ้นเป็นเนิน ด้นบนเขาประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง เช่น พระพุทธบาทจำลอง พระพุทธสังกัจจายน์ รูปหล่อหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่ปลุกเสกโดยหลวงปู่ทิม พระครูวิสัยโสภณ วัดช้างให้ นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์พังพระกาฬ จตุคามรามเทพ และรูปปั้นของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวด้วยครับ

 

 

 


มาถึงนราธิวาสแล้ว ถ้าไม่ได้เห็นเรือกอและ เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึงนราธิวาส ผมเลยให้น้องบรูสพาไปตะเวนหาเรือกอและสักหน่อย พอขับรถข้ามสะพานปรีดานราทัศน์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองโคกเคียน ก็เห็นเรือกอและจอดอยู่ริมฝั่ง เลยรีบลงไปแชะสักรูปสองรูป ภารกิจเป็นอันเสร็จสิ้น ได้เห็นเรือกอและสมใจครับ

 

 


น้องบรูสบอกว่าจุดหมายต่อไปคืออ่าวมะนาว ผมแอบตกใจ ถามสวนกลับไปว่า จะตีรถขึ้นไปที่ประจวบคีรีขันธ์เลยเหรอ บรูสหัวเราะ แล้วบอกว่า ที่นราธิวาสก็มีอ่าวมะนาวเหมือนกันครับ อ่าวมะนาวตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง เป็นชายหาดที่ยาวต่อเนื่องมาจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของปัตตานีเลยครับ

 

 


จุดเด่นของแนวชายทะเลอ่าวมะนาว ผมว่าอยู่ที่ต้นสนทะเล ที่ขนานทอดตัวยาวไปกับชายฝั่งทะเล สร้างความร่มรื่นเป็นอย่างมากครับ

ใกล้เที่ยงแล้ว เลยแวะไปรับพี่เพอะจากที่ทำงาน ไปหามื้อเที่ยงทานกัน พี่เพอะเลยพาไปที่ อ.ตากใบ เพราะผมรีเควชว่าอยากไปวัดชลธาราสิงเห เนื่องจากเวลายังไม่เที่ยง เลยแวะชมความสวยงามของวัดชลธาราสิงเหกันก่อนครับ

วัดชลธาราสิงเห เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 สิ่งที่ทำให้ผมอยากมาที่วัดนี้นั่นคือ ความสวยงามของสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัด แต่ละหลังจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สถาปัตยกรรมจะมีความผสมผสานระหว่างความเป็นพุทธ มุสลิม และ จีนครับ

วัดแห่งนี้มีความสำคัญอันทรงคุณค่าและเป็นศูนย์กลางด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น และยังเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ เนื่องจากเป็นโบราณสถานของชาวไทยพุทธที่รัฐบาลไทยได้หยิบยกเป็นเหตุผลอ้างอิงในการปกปันเขตแดนในปี 2441 ที่มีผลไม่ให้ดินแดนส่วนนี้ถูกผนวกเข้าในเขตประเทศมาเลเซีย ทำให้ประเทศไทยไม่สูญเสียเอกราชไปเป็นอาณานิคมของอังกฤษ วัดชลธาราสิงเห จึงได้รับสมญานามว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทยครับ

ภายในวัดมีอาคารสำคัญหลายจุดเลยครับ เริ่มที่พระอุโบสถ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เห็นว่าด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเขียนโดยพระภิกษุชาวสงขลา ซึ่งถ่ายทอดรูปแบบชีวิตวัฒนธรรมความเป็นอยู่ท้องถิ่นปักษ์ใต้ได้เป็นอย่างดี เสียดายที่อุโบสถปิด ผมเลยไม่มีโอกาสเข้าไปชมด้านใน

 

 

 


ใกล้กันเป็นที่ตั้งของกุฏิเจ้าอาวาส สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2475 ลักษณะเป็นอาคารไม้สองชั้นยกพื้นสูง ใต้ถุนโล่ง ผนังอาคารเป็นผนังไม้อย่างฝาปะกนทาสีฟ้า เหลืองและแดง สลับกับช่องหน้าต่างยอดมงกุฎครับ

 

 


ใกล้กันเป็นหอระฆัง (หอกลอง) มีลักษณะเป็นหอระฆัง 3 ชั้น หลังคาทรงมณฑป ฝาผนังหอระฆังชั้นบนเป็นฝาไม้ มีช่องหน้าต่างขนาดเล็ก มีลวดลายประดับคล้ายฝาผนังกุฏิเจ้าอาวาส ภายในมีระฆัง 2 ใบ มีจารึกบอกปีสร้าง ใบหนึ่งสร้าง พ.ศ.2460 อีกใบสร้าง พ.ศ.2533


อีกหอระฆังหนึ่งเป็นหอระฆังจัตุรมุข เดิมเป็นหอไตรกลางน้ำ เมื่อชำรุดจึงได้ย้ายมาสร้างบนบกและดัดแปลงเป็นหอระฆัง ลักษณะเป็นอาคารไม้สูง 2 ชั้น ยอดมณฑปมุงด้วยกระเบื้องดินเผาประดับช่อฟ้าและหางหงส์ครับ


กุฏิสิทธิสารประดิษฐ์ หรือกุฏิพระครสิทธิสารวิหารวัตร ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว ตัวอาคารเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง หลังคาเป็นทรงปั้นหยาซ้อนกันหลายชั้น มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ภายในมีภาพวาดฝาผนังเก่าแก่ที่งดงาม เดิมอาคารหลังนี้เป็นอาคารไม้ทั้งหลัง ต่อมากุฏิได้พังทลายลง ทางวัดจึงสร้างขึ้นใหม่ แต่รูปแบบค่อนข้างต่างไปจากเดิม เสียดายที่พิพิธภัณฑ์ด้านในปิด เลยไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งของมีค่าต่างๆ เลย

 

 

 

 


พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ประธานของวัด ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังก่ออิฐถือปูนบนฐานสี่เหลี่ยมทรงสูง แบบศิลปกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.2456-2462 แล้วเสร็จใน พ.ศ.2484 ครับ


หอพระนารายณ์ ใช้เป็นอาคารบรรจุอัฐิของโนรากอครับ สมัยที่โนรากอยังมีชีวิตอยู่ มักจะแสดงเป็นพระนารายณ์ เขาจึงได้สร้างหอพระนารายณ์ไว้บรรจุอัฐิของตนเอง ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน มีมุขด้านหน้าและมีประตูทางเข้า 3 บาน หลังคาทรงมณฑป 4 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา


ผมว่าวัดนี้เป็นวัดที่ทรงคุณค่ามากๆ พอได้ทราบถึงประวัติของวัดนี้แล้ว รู้สึกขนลุกจริงๆ อีกทั้งสถาปัตยกรรมแบบนี้ หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากที่นี่ วัดชลธาราสิงเห

ถึงเวลากินแล้ว มื้อนี้พี่เพอะพาไปที่ร้านอาหารโคกกลาง ในอำเภอตากใบครับ

เริ่มที่ผัดเผ็ดปลากะพง รสชาติจัดจ้าน กินเรียกเหงื่อดีจังครับ จานนี้ 140 บาท


เพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยแกงส้มปลากะพง เปรี้ยวได้ใจ จานนี้ 140 บาทครับ


ตามมาด้วยลาบปลาทับทิม ปลาทับทิมสด เนื้อหวาน ปลาทอดมาแบบกรอบนอกนุ่มใน น้ำลาบรสชาติดี จานนี้ 270 บาทครับ


ดับความเผ็ดร้อนด้วยผัดผักรวมมิตร จานนี้ 80 บาทครับ


มาคู่กับไข่เจียวกุ้งสับ จานนี้ 80 บาทครับ


บูดู ผักสด ผมเพิ่งจะเคยกินบูดูเป็นครั้งแรก ตอนแรกก็ไม่กล้ากิน แต่พอกินแล้ว หยุดไม่ได้จริงๆ ครับ จานนี้ 80 บาท


หมี่กะทิ เค็มๆ มันๆ หวานๆ อร่อยดีครับ จานนี้ 50 บาท


โดยรวมแล้ว รสชาติอาหารใช้ได้เลย ราคาสมเหตุสมผล มิน่าพี่เพอะนำเสนอร้านนี้มากๆ ครับ

อิ่มทั้งท้องกับอาหารอร่อยๆ อิ่มทั้งใจที่สมหวังได้ชมความสวยงามของวัดชลธาราสิงเห  จากนั้นคงต้องไปส่งพี่เพอะกลับไปทำงานเช่นเดิม ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย น้องบรูสเลยพาผมเที่ยวต่อ ยังวัดเขากงครับ

มีผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานกันว่า วัดเขากงสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.1100 ถึง 1300 สมัยเดียวกับพระบรมธาตุไชยา โดยมีการพบซากโบราณสถานอันเป็นส่วนประกอบของเจดีย์ พร้อมทั้งเศียรพระพุทธรูป รวมทั้งโบราณวัตถุต่างๆ มากมายเหลือเป็นหลักฐานปรากฏอยู่ สำหรับสิ่งที่น่าสนใจของวัดเขากง คือพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล พระพุทธรูปประทับนั่งประทานพร สร้างตามแบบพุทธศิลป์สกุลช่างอินเดียใต้ ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาลูกเตี้ยๆ ซึ่งเราสามารถมองเห็นองค์พระได้จากระยะไกล

 

 

 


พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล เป็นพุทธมณฑลแห่งเดียวของภาคใต้ครับ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ พุทธมณฑลในประเทศไทย นอกจากส่วนกลางที่ตั้งอยู่ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมแล้ว ยังมีพุทธมณฑลภูมิภาคอีก 9 แห่ง คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ สมุทรสาคร ลำปาง พะเยา นครพนม ขอนแก่น เพชรบุรี และ นราธิวาส ครับ  


นอกจากพระพุทธทักษิณมิ่งมงคลแล้ว ยังมีเจดีย์มหามายา ทรงระฆังเหนือซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ ภายในประดิษฐานพระพรหม บนยอดสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ครับ

หลังจากไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิตแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเคลื่อนทัพต่อ เพราะจุดหมายต่อไปอยู่ที่เบตงครับ ผมกลับไปรับพี่เพอะที่ทำงาน

ก่อนที่จะตีรถยาวจากนราธิวาสไปยังเบตง พี่เพอะพาไปจิบเครื่องดื่มเย็นๆ เรียกความสดชื่นกันก่อนที่ ปายนา นารา คาเฟ่กลางทุ่งนา จุดเช็คอินเมืองนรา ใครไม่มา...ถือว่าเอ้าท์

ปายนา นารา ให้บริการเครื่องดื่ม ของว่าง รวมถึงอาหารจานเดียว นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชมบรรยากาศแบบบ้านๆ กลางท้องนา คือจะบอกว่ามันดีงามพระรามแปดมากๆ สำหรับใครอยากจะเข้าไปสัมผัสความเป็นนาแบบใกล้ชิด จะต้องเสียค่าเข้าชมด้านใน 20 บาท แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะด้านในมุมถ่ายรูปเพียบ!!!

 

 


ด้านหน้ามีศูนย์เรียนรู้ ให้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยครับ

 


มุมสั่งเครื่องดื่ม ให้บริการทั้งกาแฟ ชา ชอคโกแลต ทั้งแบบร้อนและแบบเย็น นอกนั้นยังมีเมนู Italian Soda ราคาเริ่มต้นที่ 35 บาทครับ

 


สั่งเครื่องดื่มแล้ว แนะนำให้ขึ้นไปด้านบน ชมวิวสวยๆ ในบรรยากาศทุ่งนาครับ

 

 


มาช่วงอากาศร้อนๆ เจอเครื่องดื่มเย็นๆ เข้าไป หายเหนื่อยเลยครับ


สำหรับอาหารก็ราคาไม่แพง อย่างมาม่าต้มยำทะเลชามนี้ 50 บาท มีทั้งกุ้งตัวโตๆ 2 ตัว มีปลาหมึก ไข่ต้มยางมะตูม แถมเครื่องสมุนไพรต้มยำมาเต็ม สมราคาจริงๆ


ยำรวมมิตรทะเล 50 บาทเช่นกันครับ ผมชอบภาชนะใส่อาหารของที่นี่จัง มันให้บรรยากาศปลายนาจริงๆ


ของทานเล่นอย่างเฟรนฟรายชีส นักเก็ต ก็มีนะครับ ราคา 45 บาท สำหรับอาหารจานเดียว ราคา 40-50 บาท ครับ


บรรยากาศดีจริงๆ มองไปทางไหนก็เห็นมุมถ่ายรูปเก๋ๆ เต็มไปหมด เรียกได้ว่าต้องยกกล้องถ่ายภาพแทบทุกมุมเลยก็ว่าได้


ช่วงที่ผมไป เป็นช่วงก่อนที่ร้านจะงดให้บริการเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่เห็นว่าตอนนี้กลับมาเปิดตัวอีกครั้งแล้ว พร้อมกับเปิดโซนถ่ายภาพใหม่อย่างโซนญี่ปุ่นด้วยครับ  


ซุ้มไผ่นี้ เป็นทางเดินเพื่อจะเช้าไปชมด้านในครับ

 


นอกจากด้านบนแล้ว ยังมีมุมด้านล่างไว้บริการด้วย

 

 


ด้านในมีสะพานไม้ทอดยาวไปตามท้องนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสท้องนาอย่างใกล้ชิด บริเวณกลางท้องนา จะมีโครงอาคาร ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้อีกมุมครับ

 

 

 

 

 

 


ทุกๆ วันหยุด จะมีตลาดวิถีชุมชน มาตั้งขายของกันอยู่ด้านข้างร้านปายนา นารา ด้วยนะครับ เห็นว่านักท่องเที่ยวอาจต้องจอดรถไว้ด้านนอก แล้วต้องนั่งรถของปายนา นารา เข้ามาด้านในครับ

แนะนำเลยครับว่า มาเที่ยวนราธิวาสแล้ว ไม่ควรพลาดมาชมบรรยากาศแบบปายนา นารา ครับ


สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวนราธิวาส สามารถเผื่อเวลามานั่งกินลมชมบรรยากาศสบายๆ ระหว่างรอเวลาขึ้นเครื่องได้ เพราะที่นี่อยู่ห่างจากท่าอากาศยานนราธิวาสเพียง 10 กม. ครับ ปายนา นารา เปิดให้บริการทุกวัน ปิดเฉพาะวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 -19.00 น. ครับ

ถึงจะเป็นคาเฟ่กลางทุ่งนา แต่ถ้าได้มาแล้ว รับรองมีรูปสวยๆ ไปอวดเพื่อนๆ อย่างแน่นอน แนะนำว่าให้ปักหมุดไว้เลยครับ

จากนี้คงต้องทำเวลากันหน่อยแล้วครับ เพราะหนทางยังอีกไกล ผมใช้เวลาเดินทางต่ออีกราวๆ 3 ชั่วโมงครับ เพื่อมายังเบตง

เบตง เมืองที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาน้อยใหญ่ในเขตจังหวัดยะลา เมืองที่ถ้าไม่ตั้งใจมาก็คงจะมาไม่ถึง ด้วยเพราะเบตงไม่ใช่เมืองผ่าน และยังต้องนั่งรถลัดเลาะโค้งแล้วโค้งเล่าตามแนวเขา ทำให้เบตงเป็นอำเภอเดียวที่มีชื่ออำเภออยู่บนแผ่นป้ายทะเบียนรถแทนที่จะเป็นชื่อจังหวัดยะลา เหตุเพราะในสมัยก่อน การเดินทางเพื่อไปต่อทะเบียนที่ยะลาลำบากกว่าการเดินทางในสมัยนี้มาก แถมต้องเดินทางไกลถึง 140 กิโลเมตร กระทรวงมหาดไทยจึงให้อภิสิทธิ “เบตง” สามารถจดทะเบียนรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่เบตงโดดเด่นไม่เหมือนใครนั่นคือ เบตงมีหมอกให้ชมตลอด 365 วันกันเลยทีเดียว ด้วยความมีเสน่ห์ของเบตง ทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาสัมผัสเบตงกันอย่างไม่ขาดสาย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นเหมือนกัน สำหรับคืนแรกในเบตง ผมเลือกเข้าพักที ภูนภาแคมป์ปิ้ง ครับ

Punapa Gunung Silipat ภูนภาแคมป์ปิ้ง เป็นลานกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสทะเลหมอกสวยๆ หน้าที่พัก หรือหากใครต้องการความสวยงามที่ยิ่งกว่านั้น ก็สามารถเดินเท้าขึ้นเขาฆูนุงซีลีปัตด้วยระยะทางที่ผมว่าน่าจะสั้นที่สุดแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวคนไหนไม่มีเต็นท์ ทางภูนภาก็มีเต็นท์ไว้คอยให้บริการ พร้อมกับห้องน้ำรวมที่สะอาดและปลอดภัยครับ

ฆูนุงซีลีปัตเป็นจุดชมทะเลหมอกแบบ 360 องศา นับเป็นอีกหนึ่งจุดชมทะเลหมอกที่ไม่ควรพลาดถ้ามาเที่ยวเบตงครับ และยอดเขาแหลมๆ ที่เห็นในภาพ นั่นคือยอดฆูนุงซิลิปัต ซึ่งเราจะต้องเดินเท้าจากที่พักขึ้นไปในระยะทางประมาณ 800 เมตร

 

 

 


เราสามารถเดินขึ้นไปด้านบนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนนำทางครับ เพราะจะมีเส้นทางที่เห็นได้ชัดเจน สำหรับเส้นทางเดินก็จะมีความลาดชันพอสมควร บางช่วงก็จะมีเชือกให้จับเป็นระยะๆ ก่อนจะถึงยอดเขา จำเส้นทางดีๆ นะครับ ว่าเราขึ้นมาตรงจุดไหน ขาลงจะได้ลงได้ถูกจุด เพราะหากลงผิดเส้นทาง ปลายทางอาจจะไม่ใช่ที่ภูนภาก็เป็นได้ครับ


ยอดฆูนุงซีลีปัต เป็นจุดชมทะเลหมอกที่มีความสูง 607 เมตร จากระดับน้ำทะเล การขึ้นไปชมทะเลหมอกด้านบนทำได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น เส้นทางในช่วง 100-200 เมตรสุดท้าย ต้องอาศัยความใจกล้ากันสักเล็กน้อย เพราะเส้นทางจะเดินยากกว่าช่วงแรกๆ แต่ไม่ต้องกังวล เพราะมีเชือกให้ไต่ครับ แต่ละคนจะใช้เวลาเดินไม่เท่ากัน สำหรับผมใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 25 นาที ก่อนขึ้นก็แอบหวั่นๆ ว่าจะขึ้นมาไม่ถึง แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่เหนื่อยอย่างที่คิดครับ

 

 

 

 

 


การขึ้นมาชมทะเลหมอกด้านบน คงต้องพกดวงกันมาด้วย ถ้าคืนไหนมีฝนตกพรำๆ อาจจะเจอหมอกฟุ้งไปหมด ซึ่งผมเองก็เจอแบบนั้นเช่นกัน แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ยังไงก็ต้องขึ้นไปด้านบนครับ และคงต้องรอสักพัก จนกว่าจะมีลมพัดหมอกที่ลอยฟุ้งออกไป จะได้เห็นทะเลหมอกแบบปุยๆ ครับ

เมื่อมองย้อนลงไปด้านล่าง ยังพอมองเห็นจุดที่เราพักด้วยครับ


เมื่อลงมาแล้ว ก็ยังได้เห็นหมอกมาลอยอยู่ตรงหน้าที่พักด้วยครับ


สำหรับใครที่สนใจมากางเต็นท์ที่ภูนภา จะมีค่าบริการหัวละ 200 บาท แต่ถ้าใครไม่มีเต็นท์มา ก็สามารถมาเช่าเต็นท์ได้ โดยวันจันทร์-พฤหัสบดี ราคาเต็นท์ละ 600 บาท นอนได้ 2 คน ส่วนวันศุกร์-อาทิตย์ เต็นท์ละ 800 บาท นอนได้ 2 คนเช่นกันครับ โดยภายในเต็นท์จะมีฟูกขนาด 5 ฟุต มีหมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว รวมถึงโคมไฟส่องสว่างเล็กๆ เอาไว้แขวนให้ความสว่างภายในเต็นท์ครับ อ้อ ภายในเต็นท์ไม่มีปลั๊กไฟนะครับ ถ้าใครต้องการชาร์จแบต สามารถมาชาร์จบริเวณพื้นที่ส่วนกลางได้ครับ

นอกจากนี้ ถ้าช่วงเย็น ใครไม่ได้เตรียมอาหารมา สามารถโทรมาสั่งหมูไก่กระทะ ในราคาชุดละ 400 บาท หรือถ้าใครอยากจะกินปลานิลเผาพร้อมชุดผัก ก็สามารถสั่งได้ ในราคาตัวละ 400 บาทเช่นกันครับ แต่ถ้าใครเตรียมหมูกระทะมาเอง สามารถมาเช่าเตาปิ้งย่างก็ได้ ในราคาเตาละ 30 บาทครับ ผมเองสั่งมาทั้ง 2 เลย แต่ไม่ได้ถ่ายมาให้ชมกัน เพราะผมกินกันตอนค่ำแล้ว แสงน้อยเลยถ่ายออกมาไม่ชัดครับ สำหรับคนที่เตรียมอาหารมาเอง สามารถมาขอยืมจานชาม ช้อนส้อมได้ด้วยนะครับ แต่ต้องล้างเก็บให้เขาด้วย

สำหรับอาหารเช้ามีให้เลือก 2 แบบ แบบแรกเป็นเซตไข่กระทะ ไส้กรอก ขนมปัง พร้อมเครื่องดื่มชา กาแฟ ท่านละ 100 บาท อีกหนึ่งเซตเป็นอาหารพื้นเมืองเบตง จะมีซาลาเปาไส้หมูซึ่งใช้น้ำซีอิ้วสูตรเฉพาะของเบตง ก๋วยเตี๋ยวขาวทานคู่กับกระดูกหมู ข้าวเหนียวไก่ (คล้ายๆ บ๊ะจ่าง) ขนมจีบกุ้ง พร้อมเครื่องดื่มชากาแฟ คนละ 200 บาทครับ

 


ใครที่อยากจะมาชมทะเลหมอกบนยอดฆูนุงซีลีปัต ผมแนะนำให้มาพักกางเต้นท์ที่บ้านภูนภาครับ เพราะเราสามารถเดินเท้าจากบ้านภูนภาขึ้นไปบนยอดฆูนุงซีลีปัตได้เลย สำหรับเส้นทางที่มายังบ้านภูนภาก็ไม่ลำบากครับ รถยนต์ที่ไม่โหลดเตี้ย รถตู้ สามารถเข้ามาได้แบบสบายๆ


น้องจรและคุณแม่ ผู้ดูแลลูกค้า ให้บริการดีมากๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส คอยมาทักทายอยู่ตลอดเวลา หากสนใจลองโทรสอบถามได้ที่ 081-0933124 หรือผ่านทางข้อความเฟสบุคเพจ Punapa Gunung Silipat ภูนภาแคมป์ปิ้ง ได้นะครับ

หลังมื้อเช้า ก็ออกเดินทางกันต่อ สู่ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง

ท่าอากาศยานนานาชาติเบตง เป็นสนามบินแห่งใหม่ลำดับที่ 39 ของเมืองไทย รันเวย์มีความยาว 1,800 เมตร รองรับได้เฉพาะเครื่องบินพาณิชย์แบบใบพัดเท่านั้น ถึงยังไม่เปิดให้ใช้บริการ แต่นักท่องเที่ยวสามารถมาถ่ายภาพสนามบินเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้นะครับ นี่ถ้าสนามบินเปิดใช้เมื่อไร ผมว่านักท่องเที่ยวต้องแห่กันมาเที่ยวเบตงกันมากมายครับ

สนามบินเบตง จะใช้ไม้ไผ่มาเป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง ทั้งนี้เนื่องมาจากคำว่า “เบตง” ในภาษามลายู มีความหมายว่า “ไม้ไผ่” และในอดีต เบตงเป็นเมืองที่มีไม้ไผ่เป็นจำนวนมาก แต่ไม้ไผ่ที่นำมาตกแต่งสนามบิน เป็นไม้ไผ่ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งมาจากจังหวัดนนทบุรีครับ สำหรับการตกแต่งจะเป็นรูปโค้งมน เพราะได้แรงบันดาลใจจากเส้นโค้งของภูเขา สมกับที่เบตงเป็นเมืองที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาครับ

 

 

 


นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในอาคารได้ แต่ไม่สามารถถ่ายภาพด้านในได้นะครับ
จากนั้นไปต่อกันที่อุโมงค์ปิยะมิตรครับ

อุโมงค์ปิยะมิตรเป็นอุโมงค์ดินที่อดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายาสร้างขึ้น เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง แต่ต่อมาได้กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2519 ใช้หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง ในปัจจุบันได้อนุรักษ์และเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้ที่สนใจได้มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ครับ สำหรับการเข้าชม ผู้ใหญ่จะเสียค่าเข้าชมคนละ 40 บาท เด็กคนละ 10 บาทครับ


จากจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม เราต้องเดินเท้าขึ้นไปตามเส้นทางลาดชันที่มีการตกแต่งแบบสวยงามด้วยพันธุ์ไม้มากมาย ระยะทางไกลไม่ใช่ปัญหาอะไรมาก แต่เส้นทางที่ลาดชันนี่แหล่ะ เล่นเอาผมหายใจเป็นหมาหอบแดดเหมือนกัน ระหว่างทางก็เริ่มจะเห็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานจริงในสมัยนั้นครับ


ไฮไลท์ของที่นี่จะมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ปิยะมิตร ซึ่งจะรวบรวมของเก่าที่มีการใช้งานในสมัยนั้นมาสะสมไว้มากมายครับ


อุ๊ย ของบางสิ่งบางอย่างในตู้ ผมเกิดทันด้วยแหละ แถมที่บ้านก็ยังเคยมีใช้ด้วยครับ


แต่บางสิ่งบางอย่างนี่ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกันครับ

 

 

 


อีกหนึ่งไฮไลท์ก็คืออุโมงค์ ที่ถูกขุดเข้าไปในภูเขา อุโมงค์นี้ขุดเมื่อปี 2519 โดยใช้กำลังคน 45-50 คน ใช้เวลาในการขุดเพียง 3 เดือน มีทางเข้าออกอุโมงค์ 9 ทาง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ทาง ซึ่งจะเชื่อมต่อกันหมด อุโมงค์มีความกว้างประมาณ 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในสามารถจุคนได้เกือบ 200 คนครับ


ภายในอุโมงค์ก็จะทำเป็นห้องเล็กๆ แต่ละห้องก็จะมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป เช่น ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง สถานีวิทยุ ภายในอุโมงค์อากาศเย็นสบาย มีการติดไฟให้แสงสว่างตลอดเส้นทาง

 

 


ไฮไลท์สุดท้าย จะเป็นต้นไทรยักษ์ หรือชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่า ต้นไม้พันปี วัดโดยรอบได้ 60.8 เมตร สูง 40 เมตร ต้นไทรยักษ์นี้ ถูกจัดให้เป็นรุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมีด้วยครับ

 

จากอุโมงค์ปิยะมิตร ไปต่อกันที่สวนหมื่นบุปผา

สวนหมื่นบุปผาเป็นสวนไม้ดอกเมืองหนาวท่ามกลางขุนเขาของเบตง มีทั้งสวนแบบกลางแจ้งและในร่ม ที่นี่มีค่าบำรุงสถานที่คนละ 40 บาทครับ

สำหรับผม ที่นี่ยังไม่ค่อยเท่าไรเมื่อเทียบกับสวนอื่นๆ ที่เคยได้ไปชมมา แต่ที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเบตง ยังไงก็คงต้องแวะมา Check in กันสักหน่อย ถ้าไม่มา เดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องครับ

 

 

 


โรงเรือนปลูกเบญจมาศหลากสี จะอยู่ก่อนถึงจุดชำระค่าบำรุง ในความรู้สึกผม ดอกไม้ในโรงเรือนนี้ยังดูสดใสกว่าดอกไม้ในสวนด้านในอีกครับ

 


จากสวนหมื่นบุปผา ไปต่อกันที่  ปลานิลสายน้ำไหล

ปลานิลสายน้ำไหล หนึ่งเดียวในเบตง การเลี้ยงปลานิลที่นี่จะเลี้ยงด้วยระบบสายน้ำไหลธรรมชาติ โดยทำฝายกักน้ำและใช้แหล่งน้ำธรรมชาติจากภูเขาถ่ายเทตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องทำออกซิเจน จุดขายของปลานิลสายน้ำไหลคือ ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อแน่น ครับ โดยพันธุ์ปลาจะรับมาจากเพชรบุรี ในราคาตัวละ 1 บาท นำมาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ก็พร้อมออกจำหน่าย 1 ตัวจะมีน้ำหนักประมาณ 0.80-1.2 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 90-100 บาท

 

 

 

 


ปลานิลที่นี่น่าจะคุ้นเคยกับคนมากครับ ผมเดินไปทางไหน ปลาเหล่านี้ก็ผุดขึ้นตามที่ผมเดิน คงคิดว่าผมจะมาให้อาหารแน่ๆ เห็นภาพแล้วพาลนึกในใจว่า นี่ถ้าหากเราตกลงไปในบ่อ คงจั๊กจี๋แน่นอน เพราะปลาคงรุมตอดกันน่าดู 555

ติดกับบ่อปลานิลสายน้ำไหล เป็นที่ตั้งของร้านอาหารปลานิลน้ำไหลโกหงิ่ว อยากจะแนะนำว่าใครมาเที่ยวเบตงให้มาทานมื้อเที่ยงกันที่นี่ครับ เพราะท่านจะได้ทานปลานิลหลากหลายเมนูแบบสดๆ ตักจากบ่อปลากันเลยทีเดียว ถ้าสดกว่านี้ คงต้องกินแบบตัวเป็นๆ แล้ว ปลานิล 1 ตัวสามารถเลือกทำได้ 2 เมนู ผมสั่งแบบทอดกระเทียมและต้มยำไปครับ ปลาเนื้อแน่น หวาน อร่อยสมชื่อจริงๆ 2 เมนูนี้ ราคารวมกัน 550 บาทครับ
แต่ที่นี่ไม่มีไก่เบตงนะครับ คงต้องไปหาชิมกันในเมืองอีกที

 


นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่ขึ้นชื่อให้เลือกชิม อย่างผักน้ำผัดน้ำมันหอย ผักน้ำเป็นผักที่ขึ้นชื่อของเบตงครับ เป็นอีก 1 the must ที่จะต้องหาทาน จานนี้ 100 บาท


ผัดเผ็ดกบภูเขา บอกเลยว่ากบภูเขาน่องโตมาก รสชาติอร่อยด้วยครับ จานนี้ 200 บาท


ขาหมูซอสเปรี้ยว เมนูนี้ไม่ค่อยถูกปากผมสักหน่อย อาจเพราะผมเคยชิ้นกับรสชาติขาหมูภาคกลางซะเคยชิน พอมาเจอซอสเปรี้ยวแล้วไปไม่เป็นเลยครับ แต่น้องบรูสการันตีความอร่อย เพราะน้องกินคนเดียวเกือบหมดชาม (ใหญ่) ชามนี้ 280 บาทครับ


ตบท้ายด้วยไข่เจียวหมูสับ จานนี้ 100 บาท


สำหรับใครที่อยากจะมาชิมปลานิลสดๆ อาหารอร่อยๆ สามารถโทรสั่งจองโต๊ะล่วงหน้าก่อนก็ดีนะครับ เพราะแขกค่อนข้างเยอะครับ เบอร์โทรร้าน 073-299311 ครับ ร้านนี้ไม่มีไก่เบตงนะครับ

หลังมื้อเที่ยง ผมเดินทางต่อสู่บ่อน้ำร้อนเบตง

บ่อน้ำร้อนเบตงเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติกลางแจ้ง มีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน กินพื้นที่กว้างประมาณ 3 ไร่ครับ เห็นว่าอุณหภูมิของน้ำประมาณ 80 องศาเซลเซียส ทางท้องถิ่นได้ก่อสร้างสระขนาดใหญ่ เพื่อกักน้ำจากน้ำพุร้อนไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งแช่เท้าเพื่อผ่อนคลายกัน นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ต้มไข่ด้วย ใช้เวลาต้มราวๆ 10 นาทีครับ

 

 


จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอเบตง ผ่านป้าย OK BETONG เลยขอแวะเก็บภาพสักเล็กน้อย

ป้าย OK BETONG ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าเมืองเบตง บนถนนสาย 410 สร้างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งเคยได้เดินทางมาสัมผัสดินแดนใต้สุดแดนสยาม “เบตง”

 


จากนั้นไปกินเฉาก๊วยเบตง กม.4 เพื่อดับร้อนกันหน่อย อีก 1 the must ที่ห้ามพลาดครับ

ร้านเฉาก๊วยเบตง กม.4 ตั้งอยู่ในชุมชนฮากกา เป็นเรือนไม้อยู่คูหาแรกเลยครับ หาไม่ยาก

 


เฉาก๊วยร้านนี้เป็นร้านดั้งเดิมมาตั้งแต่รุ่นแรกที่มีการสืบทอดทายาทมาจนถึงรุ่น 4 แล้วครับ โดย “เฉา” แปลว่าหญ้า ส่วนคำว่า “ก๊วย” แปลว่า ขนม “เฉาก๊วย” จึงหมายรวมคือ ขนมที่ทำมาจากต้นหญ้า โดยทางร้านจะนำหญ้าเฉาก๊วยไปต้ม ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นจะกรองเอาเฉพาะน้ำ แล้วนำไปผสมกับแป้ง แล้วนำมาเคี่ยวต่ออีกครั้งให้เหนียวจนเข้าเนื้อ แล้วจะตักใส่ภาชนะ ตั้งพักไว้ให้เย็นจนเฉาก๊วยจับตัว แล้วจึงนำมาตัดจำหน่ายครับ

 

 


หากผมบอกว่าเฉาก๊วยที่นี่อร่อยมากๆ หลายคนอาจจะคิดว่าผมโฆษณาให้กับทางร้าน แต่ผมอยากให้เพื่อนๆ ได้มาลองชิมด้วยตัวเองครับ ผมสั่งทานในร้าน 1 ถ้วย ในราคาถ้วยละ 10 บาท และซื้อขึ้นไปทานบนรถอีก 1 ถ้วยใหญ่ ในราคา 20 บาท คืออร่อยดีงามมากครับ แต่ถ้าใครอยากจะซื้อเป็นของฝากก็สามารถนะครับ แต่จะต้องโทรสั่งล่วงหน้า จำหน่ายกิโลกรัมละ 60 บาทครับ นอกจากเฉาก๊วยแล้ว ที่นี่ยังมี “มี่ข้าวปัน” เป็นขนมถ้วยโบราณ กินกับกระเทียมเจียว และซอสหวานๆ ผมเองก็เพิ่งจะเคยลองทานครั้งแรกเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด ถ้วยละ 6 บาทครับ


มาเบตงทั้งที ถ้าไม่มาถ่ายรูปคู่กับป้ายใต้สุดสยาม มันก็จะยังไงๆ อยู่ เพื่อเป็นการการันตีว่าเราได้มายืนบริเวณจุดสุดท้ายของผืนแผ่นดินไทยทางตอนใต้จริง แนะนำว่าไม่ควรพลาดครับ ป้ายนี้จะอยู่บริเวณชายแดนปลายสุดของถนนสุขยางค์ ห่างจากตัวเมืองเบตงประมาณ 7 กม. เป็นแนวเขตแดนระหว่างอำเภอเบตง กับรัฐเปรัค มาเลเซียครับ

ผมมาต่อที่วัดพุทธาธิวาส ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ในตัวเมืองเบตง จุดเด่นของวัดนี้เห็นจะเป็น “พระธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ” สีทองอร่าม ที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล องค์พระธาตุเจดีย์นี้สร้างขึ้นตามศิลปกรรมแบบศรีวิชัยประยุกต์ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสพระชนมุครบ 60 พรรษา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธธรรมกายมงคลประยุรเกศานนท์สุพพิธานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยครับ

 

 

 

 

 


ทีแรกที่เห็นบันได ผมก็คิดจะไม่ขึ้นแล้ว เพราะยังตึงๆ ขาจากการขึ้นฆูนุงซีลีปัตอยู่เลย แต่เดินเพลินๆ ขึ้นไปแว๊บเดียว อ้าว มาถึงด้านบนแล้วซะงั้น 555

จากนั้นผมมาชมสนามกีฬาเบตง ซึ่งเป็นสนามกีฬากลางหุบเขา ขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ เป็นสนามกีฬาที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่สุดในประเทศไทย ผมว่าที่นี่เป็นสนามกีฬาที่บรรยากาศดีที่สุดในเมืองไทย เท่าที่ผมเคยเห็นมาครับ


ติดกับสนามกีฬาเบตง เป็นที่ตั้งของสวนสุดสยาม เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเบตงครับ สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ กลางเมืองเบตง จึงสามารถชมทัศนียภาพุมกว้างของเมืองเบตงได้ครับ  โดยรอบสวนจะมีประติมากรรมต่างๆ ประดับไว้มากมาย


สำหรับคืนนี้ ผมเลือกเข้าพักที่โรงแรมแกรนด์แมนดารินเบตง ผมคิดว่าเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดของเบตงแล้วครับ จริงๆ แล้วในเบตงมีโรงแรมให้เลือกมากมาย แต่ที่ผมเลือกที่นี่ เพราะผมมีจุดประสงค์ที่อยากจะถ่ายภาพมุมสูงเมืองเบตงครับ

 

 

 

 


ผมว่าโรงแรมนี้น่าจะดีที่สุดในเบตงแล้ว ถึงแม้สภาพอาจจะดูเก่าไปสักนิด แต่ก็ยังคงมีภาพความหรูหราให้ได้เห็นครับ ภายในห้องพักก็ถือว่ากว้างขวางเลยทีเดียว ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำด้วย และที่สำคัญ ผมได้เห็นวิวเมืองเบตงมุมสูงสมใจครับ

อีกหนึ่งข้อดีของโรงแรมแกรนด์แมนดารินเบตง คืออยู่ใจกลางเมืองเบตงเลยครับ เดินออกมาทางด้านข้างโรงแรม ซ้ายมือก็จะเจออุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ถ้าเดินมาทางขวามือสัก 100 เมตร จะเจอตู้ไปรษณีย์สูง-ใหญ่ที่สุดในโลก และหอนาฬิกาเบตงครับ

ในตัวเมืองเบตงเอง ก็มีแลนด์มาร์คและกิจกรรมที่ให้นักท่องเที่ยวได้ตามหากัน นั่นคือการถ่ายภาพ Street Art ครับ

Street Art ในเบตง จะกระจายอยู่ตามผนังอาคารบ้านเรือน ตามตรอกซอกซอย แต่ละภาพจะบอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต รวมถึงเอกลักษณ์ของชาวเบตง เพิ่มสีสันการท่องเที่ยวให้กับเบตงขึ้นอีกเยอะเลยครับ

 

 

 

 

 

 


เฉพาะละแวกโรงแรมที่ผมพักก็มีหลายจุดเลยทีเดียว ก็เดินตามหาพอหอมปากหอมคอครับ

แลนด์มาร์คสำคัญ คงต้องยกให้หอนาฬิกาแห่งนี้ อยู่คู่กับเมืองเบตงมาช้านาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์และเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง สร้างจากหินอ่อนขาวนวลจากยะลาครับ


ตั้งเคียงคู่อยู่กับหอนาฬิกา คือตู้ไปรษณีย์สูง-ใหญ่ที่สุดในโลก จริงๆ แล้วในเบตงยังมีอีกหนึ่งตู้ไปรษณีย์ที่สูงใหญ่กว่านี้ แต่ตู้นี้ถือเป็นตู้ต้นตำรับที่ใช้กันมานมนานแล้วครับ นอกจากจะเป็นตู้ไปรษณีย์แล้ว ด้านบนสุดของตู้ยังใช้เป็นลำโพงเพื่อใช้กระจายเสียงแจ้งข่าวสารให้กับชาวเบตงด้วย


ใกล้ๆ กันกับหอนาฬิกา ยังมี อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของเมืองไทย ที่ขุดทอดเป็นแนวโค้งให้รถวิ่งไปมา มีความยาวประมาณ 273 เมตร ช่วงค่ำๆ ถึงเช้า จะมีการประดับประดาไฟอย่างสวยงามครับ


ถึงเวลาที่รอคอย กับการถ่ายรูปมุมสูงเมืองเบตงบนโรงแรมที่ผมพัก ถึงแม้วันนี้แสงสุดท้ายอาจจะไม่สวยนัก แต่แสงสีที่เริ่มสว่างขึ้นตามร้านรวงต่างๆ ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผมได้ไม่น้อยครับ

 

 

 


มองเห็นยอดเขาทรงพิรามิดจากมาเลเซียด้วยครับ


เหลืออีกหนึ่งภารกิจที่ต้องทำ คือการกินไก่เบตงที่ร้านต้าเหยิน ร้านอาหารจีนชื่อดังกลางเมืองเบตง อยู่ไม่ไกลจากหอนาฬิกามากนัก ช่วงที่ผมไป ทัวร์ลงพอดี คนแน่นร้านไปหมดครับ มาเบตง ต้องมาลองครับ

ไก่สับเบตง ไก่เนื้อนุ่ม สมแล้วที่เป็น signature ของเบตงครับ


ปลาจีนนึ่งซีอิ้ว ปลาสด เนื้อหวานเลยทีเดียว


เคาหยก หรือหมูสามชั้นอบเผือก เพิ่งจะเคยทานครั้งแรกเหมือนกันครับ


หลังอาหาร เดินชมแสงสีสักนิดหน่อยครับ

 

 


โดยรอบของหอนาฬิกาจะมีสายไฟระโยงรยางค์เต็มไปหมด ช่วงค่ำๆ ก็จะมีนกนางแอ่นที่บินหนีความหนาวเย็นจากไซบีเรียมาเกาะอยู่เต็มสายไฟเลยครับ จะพบเห็นนกนางแอ่นได้เฉพาะช่วงค่ำๆ ของเดือนกันยายน-มีนาคมเท่านั้น ส่วนช่วงเช้า-เย็น นกเหล่านั้นจะบินออกหากินตามป่าเขาโดยรอบ และค่ำก็จะกลับมาพักอยู่ในตัวเมือง เป็นประจำแบบนี้ทุกวันครับ


ค่ำนี้ต้องรีบพักผ่อนครับ เพราะพรุ่งนี้ผมมีนัดกับหมอกที่อัยเยอร์เวงครับ

เช้าวันใหม่ ผมออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อไปชมทะเลหมอกที่อัยเยอร์เวง ต้องใช้เวลาเดินทางราว 45 นาทีครับ

การเดินทาง สามารถเข้ามายังจุดชมทะเลหมอกได้ 2 ทาง แต่ทั้งสองเส้นทางจะมาบรรจบพบกัน จากนั้นต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ และต่อรถสองแถวขึ้นไปยัง Skywalk โดยเสียค่าบริการขาขึ้น 20 บาท จากนั้นเดินเท้ากันอีกนิดหน่อย พอกระตุ้นการเต้นของหัวใจบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าใครอยากสบาย ก็สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้ ค่าบริการ 20 บาท สำหรับขาลงรถสองแถว 10 บาทครับ

ทะเลหมอกไหนๆ ที่ว่าสวยๆ คงต้องหลบชิดซ้ายให้ "ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง" ครับ จะบอกว่าที่อัยเยอร์เวง สามารถชมหมอกได้แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมี Skywalk ให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความตื่นเต้น ความหวาดเสียว ได้สัมผัสกับปุยหมอกอย่างใกล้ชิดด้วย บอกเลยว่าตั้งแต่ที่ผมได้ไปจุดชมทะเลหมอกดังๆ มา ที่อัยเยอร์เวงนี่ มาแรงแซงโค้งเลยครับ

 

 

 

 

 

 


ช่วงที่รอต่อคิวด้านบนเพื่อจะไปเดินบน Skywalk พื้นกระจก หากคิวยาว ผมแนะนำว่าให้ขึ้นไปบนหอคอยก่อนเลยครับ จะได้มุมมองเห็น Skywalk ลอยอยู่บนปุยหมอก เสียดายที่ผมไหวตัวช้า เมื่อขึ้นไปด้านบน หมอกก็เริ่มหายไปแล้ว นี่ถ้าไหวตัวเร็ว คงจะได้เห็นหมอกเต็มๆ มาคลอเคลียอยู่แถวๆ Skywalk มากกว่านี้ การชมทะเลหมอกบน Skywalk ไม่เสียค่าเข้าชมนะครับ การบริหารจัดการที่นี่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แนะนำว่าให้มาถึงแต่เช้า เพราะจะได้ชมแสงแรก รวมถึงช่วงที่พระอาทิตย์กำลังส่องแสงอ่อนๆ ย้อมสายหมอกจนเป็นสีทอง มันสวยเกินบรรยายจริงๆ ครับ

 

 

 

 


ยอดสีดำๆ ที่เห็น คือยอดฆูนุงซีลีปัต ส่วนยอดแหลมๆ 2 ยอด ด้านหลังยอดฆูนุงซีลีปัต เป็นยอดเขาของมาเลเซียครับ


มุมนี้มองเห็นจุดชมทะเลหมอกจุดแรกก่อนที่จะมีการก่อสร้าง Sky walk ครับ


ชมหมอกบน Sky Walk แล้ว ผมแนะนำให้เดินมาที่จุดชมทะเลหมอกจุดแรกด้วยนะครับ เพราะมองออกไปเราจะได้เห็นวิว Sky Walk แบบเต็มๆ ตาครับ

 

ก่อนจะอำลาเบตง ขอแวะอีก 1 สถานที่ นั่นคือน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ก่อนเดินทางก็หาข้อมูลมาเป็นอย่างดี  เห็นว่าน้ำตกสวยดี เลยปักหมุดไว้ในโปรแกรมด้วย สำหรับการเดินทางก็อาศัย GPS เหมือนทุกๆ ครั้ง แต่จุดนี้ GPS บอกถึงที่หมายแล้ว แต่เอ๊ะ ทำไมมันไม่เห็นเหมือนในรูปที่หาข้อมูลมาเลย พยายามมองหาเส้นทางเดินเท้าเข้าไปด้านใน ก็ไม่เจอ เลยเก็บภาพมาเท่าที่ได้ครับ

 


คงต้องโบกมืออำลาเบตงกันแล้ว จริงๆ แล้วเบตงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดเลยทีเดียว ทั้งการล่องแก่งและยังมีจุดชมทะเลหมอกอีกหลายๆ ที่ ผมมีเวลาอยู่ที่เบตง 2 วัน 2 คืน ยังเก็บสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่ครบเลยครับ ตอนนี้คงรอสนามบินเบตงว่าจะเปิดเมื่อไร หากเปิดใช้คงจะได้กลับมาเยือนเบตงอีกครั้งเป็นแน่ๆ คิดถึงฆูนุงซีลีปัต คิดถึงอัยเยอร์เวงเป็นที่สุด หากเพื่อนคนไหนกำลังสองจิตสองใจกับเบตง ผมว่ารีบๆ มาสัมผัสเบตงเถอะครับ แล้วจะบอกกับตัวเองว่า "รู้อย่างนี้ มาเบตงซะตั้งนานแล้ว"

วันนี้จุดหมายปลายทางของผมอยู่ที่บ้านพี่เพอะที่หาดใหญ่ครับ ระหว่างทางเลยขอแวะถ่ายภาพกับสะพานข้ามเขื่อนบางลางสักหน่อย จากจุดนี้มองเห็นทัศนียภาพบริเวณพื้นที่ที่เก็บกักน้ำของเขื่อนบางลางครับ

 

 

 


ไหนๆ เส้นทางก็เฉียดๆ เขื่อนบางลางแล้ว เลยขอแวะเข้าไปชมสักหน่อยครับ

เขื่อนบางลาง อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำปัตตานี อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเอนกประสงค์แห่งแรกของภาคใต้ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2524 เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว ยาว 430 เมตร นอกจากจะทำหน้าที่เก็บกักน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งประมงน้ำจืดแล้ว ยังใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วยครับ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือชมทัศนียภาพป่าฮาลา รวมทั้งเกาะแก่งเหนือเขื่อนบางลางได้อีกด้วย หากใครมีเวลา ลองไปนั่งเรือสำรวจธรรมชาติของป่าฮาลา ผืนป่าที่บริสุทธิ์ ที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้แปลกๆ ดูนะครับ

 

 

 


ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมกลับไปตั้งหลักที่หาดใหญ่อีกครั้ง คืนนี้นอนค้างที่บ้านพี่เพอะเช่นเดิมครับ

วันนี้ผมปักหมุดที่จังหวัดสตูลครับ

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ผืนดินของจังหวัดสตูลเป็นบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลเมื่อ 500 ล้านปีก่อน ที่อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตยุคเก่า เกิดเป็นแหล่งสร้างออกซิเจนให้กับโลกในช่วงเวลานั้น ต่อมามีการยกตัวของเปลือกโลกก่อให้เกิดเป็นเทือกเขาและถ้ำ ด้วยความโดดเด่นทางธรณีวิทยาทำให้จังหวัดสตูลได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศในเดือน พฤศจิกายน 2559 และต่อมา ยูเนสโก ได้ประกาศให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลก เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 นับเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งที่ 5 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครับ

โดยจุดท่องเที่ยวที่ผมวางแผนในสตูลทั้งหมด จะอยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีโลกทั้งหมด จุดหมายแรกอยู่ที่ถ้ำภูผาเพชร

การมาเที่ยวที่ถ้ำภูผาเพชร จะมีค่าเช้าชม 20 บาท/คน ค่ารถ 30 บาท/คัน (เก็บใบเสร็จไว้ให้ดีๆ เพราะสามารถใช้ได้กับน้ำตกวังสายทอง) จากนั้นจะเสียค่าบำรุงสถานที่ให้กับท้องถิ่นอีกคนละ 20 บาท และมีค่าเช่าไฟฉายอีกคนละ 20 บาท สำหรับไกด์ท้องถิ่น แล้วแต่เราจะให้ครับ


จากลานจอดรถ เราต้องเดินเท้าขึ้นไปยังปากถ้ำตามทางลาดชัน โดยเส้นทางจะเป็นขั้นบันไดราวๆ 300 กว่าขั้น ถามว่าเหนื่อยไหม ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าเหนื่อย 555

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปากถ้ำจะเล็กเพียงแค่คนลอดผ่าน แต่เมื่อได้ก้าวเข้าไปในถ้ำแล้วต้องร้อง OMG!! ภายในถ้ำมีขนาดใหญ่ม๊ากกก


ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเห็นว่าใหญ่ติดอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนะครับ มีเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ประดับประดาด้วยหินงอกหินย้อยที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ปั้นแต่งให้ออกมาหลากหลายรูปร่าง บางจุดเมื่อกระทบกับแสงไฟ เกิดเป็นแสงส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรต้องแสง อันเป็นที่มาของ “ถ้ำภูผาเพชร” ครับ

 


ภายในถ้ำจะทำสะพานไม้ และจะมีการติดไฟส่องสว่างให้เพียงบางจุดเท่านั้น ดังนั้นการเที่ยวชมในถ้ำ ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วย เพราะเส้นทางจะเป็นบันไดต่างระดับ หากมัวเดินชมความงามของหินงอกหินย้อยเพลิน อาจทำให้เดินพลาดได้ง่ายๆ และอีกสิ่งที่สำคัญคือการใช้บริการของไกด์ท้องถิ่น เพราะเส้นทางภายในถ้ำค่อนข้างวกวน เดินชมเองมีโอกาสหลงแน่นอนครับ

 


ภายในถ้ำมีโถงห้องมากมายกว่า 20 ห้อง แต่ละห้องก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองครับ อากาศภายในถ้ำค่อนข้างเย็นเมื่อเทียบกับถ้ำอื่นๆ ที่ผมเคยไปสัมผัสมา นอกจากนี้ยังพอจะมีลมพัดผ่านอยู่บ้าง

เมื่อไกด์ท้องถิ่นสาดแสงไฟฉายมาหยุดที่จุดนี้ เล่นเอาอึ้งกันเป็นแถวๆ ครับ ไกด์เล่าว่าได้ค้นพบภาพนี้หลังจากที่พระองค์ท่านสวรรคตไปได้ไม่นานครับ


ลานแสงมรกต ผมขอยกให้เป็นไฮไลท์ของถ้ำภูผาเพชรครับ ยามที่แสงสว่างส่องผ่านมายังปากถ้ำผ่านผนังถ้ำ จะเห็นเป็นสีเขียวมรกต นี่ซินะที่เป็นที่มาของคำว่า “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ลานนี้จะอยู่ด้านในสุดของถ้ำ เข้ามาเที่ยวในถ้ำแล้วแนะนำให้มาชมลานแสงมรกตด้วยนะครับ

 


ถึงแม้ด้านในถ้ำจะมีอากาศที่เย็น แต่ตอนนี้เหงื่อผมโทรมกายเลยครับ ออกจากถ้ำแล้วคงต้องหาสถานที่เย็นๆ นั่งพักผ่อนคลายร้อนแล้ว และสถานที่ที่ผมพูดถึงนั่นคือ น้ำตกวังสายทองครับ

น้ำตกวังสายทอง เป็นน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ที่ไหลลดหลั่นเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย ดูสวยงามเลยทีเดียว บางชั้นเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้มานอนแช่น้ำ ให้อารมณ์อ่างจากุชชี่ท่ามกลางธรรมชาติเลยครับ เจ้าหน้าที่เล่าว่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบกับชั้นหินปูนที่มีสีเหลือง จะเปล่งแสงอร่ามดังทองกันเลยทีเดียว

 


น้ำตกวังสายทอง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสตูลครับ บ้างก็มาปิกนิกริมน้ำตก บ้างก็พาลูกเล็กเด็กแดงมาเล่นน้ำคลายร้อนกัน

 

 


ต้นน้ำของน้ำตกวังสายทองมาจากการอัดและทะลักของน้ำในถ้ำใต้ภูเขา และทะลุออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่างๆ ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ดูร่มรื่นมากๆ ครับ

การเข้าชมที่นี่ มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 20 บาท รถคันละ 30 บาท แต่ถ้าหากว่าจ่ายค่าเข้าชมที่ถ้ำภูผาเพชรแล้ว ก็ไม่ต้องเสียค่าเข้าที่นี่ครับ อย่างที่บอกไว้ในตอนต้น เสียค่าเข้าถ้ำภูผาเพชรแล้ว เก็บหางบัตรไว้ให้ดีๆ เอามาแสดงที่น้ำตกวังสายทอง จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มครับ

จุดหมายต่อไปอยู่ที่ถ้ำเล สเตโกดอน การเข้าไปชมในถ้ำ จะต้องพายคายัคเข้าไป นับเป็นการเที่ยวที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย มีเหรอที่ผมจะพลาด แต่.... วันที่ผมไปนั้นเป็นช่วงน้ำตาย ทำให้ไม่สามารถเข้าชมด้านในได้ เสียใจหนักมาก เลยขอเก็บภาพที่ปากถ้ำไว้เป็นเครื่องคอยเตือนว่า สักวัน จะต้องมาล้างตาที่นี่ให้ได้ ใครที่จะมาเที่ยวที่ถ้ำเล สเตโกดอน สามารถโทรสอบถามได้ที่ 062-2988928 ครับ

ถ้ำเล เป็นถ้ำที่มีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร ถือเป็นถ้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สำหรับคำว่า “สเตโกดอน” คือชื่อช้างดึกดำบรรพ์ เนื่องจากมีการพบฟอสซิลของช้างสเตโกดอนในถ้ำแห่งนี้ นอกจากนี้ยังพบซากฟอสซิล ที่มีอายุโดยเฉลี่ยถึง 500 ล้านปี อีกมากมายภายในถ้ำนี้ด้วยเช่นกัน

 


จากนั้นผมมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เพื่อจะไปชมเขตข้ามกาลเวลาครับ ระหว่างทางเห็นป้าย “หินสาหร่าย” เลยแวะชมกันสักหน่อยครับ

หินสาหร่าย เป็นซากดึกดำบรรพ์ของสาหร่ายดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหิน มีลักษณะเป็นชั้นหินหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร วางซ้อนเรียงกัน มีการวางตัวของชั้นหินเอียงเทด้วยมุมเอียง 25 องศา แต่ละชั้นเมื่อสังเกตด้านหน้าชั้นหินจะเห็นโครงสร้างคล้ายรอยระแหงโคลนแบบลายตาข่ายร่างแห ขนาดช่องเปิดตาข่ายประมาณ 3-7 เซนติเมตร เนื้อหินในส่วนของพื้นที่ช่องตาข่ายมีลักษณะเป็นพื้นเรียบเว้าลึกลงไปและทำปฏิกิริยากับกรดเกลือเจือจาง ขณะที่ส่วนรอยต่อระหว่างพื้นที่ช่องตาข่ายมีลักษณะเป็นสันบางนูนขึ้นมา มีความหนาประมาณน้อยกว่า 1 เซนติเมตร มีสีน้ำตาลเข้มครับ

 

 


แล้วก็มาถึงเขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา การจะชมเขตข้ามกาลเวลา จะต้องเดินเท้าไปตามเส้นทางเดินเท้าเลาะเรียบริมทะเล ซึ่งสามารถเดินได้ 2 เส้นทางครับ คือ เส้นทางแรกเดินจากบริเวณที่ทำการอุทยาน ส่วนเส้นทางที่ 2 เข้าทางหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ภต.1 (เขาโต๊ะหงาย) สำหรับค่าธรรมเนียมในการเข้าชม คนละ 20 บาท ค่ารถ 30 บาทครับ

 

 


ช่วงที่ผมไป เส้นทางเดินจากที่ทำการอุทยานไปยังเขตข้ามกาลเวลา กำลังปรับปรุงเส้นทางเดินอยู่ ผมเลยต้องไปเข้าทางหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ ภต.1 ครับ โดยใช้เส้นทางมายังโรงแรมรอยัลฮิลล์ สตูล หลุดโรงแรมแล้วจะมีโค้งซ้ายหักศอก และจะเห็นหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ภต.1 (เขาโต๊ะหงาย) ขับรถตรงเข้ามาเรื่อยๆ หากเห็นลานจอดรถช่วงแรกๆ อย่าเพิ่งจอดนะครับ ให้ขับรถเข้าไปอีก ไม่อย่างนั้นจะเดินไกลพอสมควร สามารถขับรถไปจอดตรงสุดถนนได้เลย

 

 

 


เขตข้ามกาลเวลา จะเป็นบริเวณที่พบรอยเลื่อนของหิน 2 ยุค ที่มีอายุแตกต่างกันซึ่งมองเห็นสีของหินได้อย่างชัดเจนครับ เมื่อหันหน้าเข้าหาหน้าผา หินฝั่งซ้ายจะเป็นหินทรายสีแดงยุคแคมเบรียน อายุประมาณ 541-485 ล้านปี และหินฝั่งขวาจะเป็นหินปูนยุคออร์โดวิเชียน อายุประมาณ 485-444 ล้านปี มาจุดนี้เหมือนเราสามารถก้าวย่างข้ามกาลเวลาผ่าน 2 ยุค ได้เพียงก้าวเดียวครับ


ใกล้ๆ จุดจอดรถ จะมีทางลงหาด เพื่อไปชมหินหลากสีครับ ดูในภาพโฆษณาหินหลากสีบริเวณที่ทำการแล้วดูอลังการมาก แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าของจริงไม่ค่อยตรงปกสักเท่าไร เพราะภาพผ่านการปรุงแต่งเยอะ เอาเป็นว่าของจริงมันก็ไม่ได้หลากสีอย่างในภาพจริงๆ ครับ

สำหรับคืนนี้ ผมเข้าพักที่ เดอะ ละงูบูทิค ซึ่งอยู่กลางใจเมืองละงูครับ

เดอะ ละงูบูทิค เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี หากไม่ซีเรียสเรื่องที่พักริมทะเล การอยู่กลางใจเมืองทำให้สะดวกในเรื่องการเดินทางไปยังจุดต่างๆ รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ที่พักใหม่ สะอาดครับ

 


บริเวณลอบบี้ มีที่ให้นั่งพักผ่อนเยอะพอสมควร ในวันที่ผมไปบริเวณนี้ไม่เปิดแอร์ ไม่เปิดพัดลม ทำให้ค่อนข้างร้อนอบอ้าวครับ

 

 


ห้องพักมี 2 แบบ คือเป็นวิลล่า และแบบตึก ไปดูห้องแบบวิลล่ากันก่อน ห้องนี้พี่เพอะนอน พื้นที่ใช้สอยภายในวิลล่าค่อนข้างกว้างขวาง แต่ละวิลล่าจะอยู่ติดกับสระว่ายน้ำ วิลล่าทุกหลังจะมีมุมให้นั่งเล่นด้านนอกด้วย

 

 

 

 


ส่วนผมและบรูส นอนห้อง Standard พื้นที่กว้างขวางดีทีเดียวครับ

 

 

 


สำหรับมื้อค่ำ ผมไปใช้บริการที่ห้องอาหารของบารารีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่ติดหาดปากบาราครับ


เย็นนี้ได้กุ้งซอสมะขาม


หมึกนึ่งมะนาว


ปลากะพงทอดน้ำปลา


ปิดท้ายด้วยแกงป่าเนื้อสับครับ


ช่วงที่ผมไป ที่หาดปากบารา มีการจัดงานพอดี เลยได้เดินเที่ยวหาของกินเล่นต่ออีกนิดหน่อยครับ


เช้าวันใหม่ ก่อนที่จะออกไปเที่ยวกัน คงต้องเติมพลังกันก่อน ห้องอาหารจะอยู่ใกล้ๆ กับลอบบี้ครับ ราคาที่พักจะรวมอาหารเช้าด้วย โดยอาหารเช้าเริ่มสายไปสักนิด จะเริ่มเวลา 08.30 น.

 

 


อาหารเช้ามีให้เลือกตามที่เห็นครับ บริการแบบบุฟเฟต์

สำหรับวันนี้ ผมมีโปรแกรมลงทะเล โดยซื้อแพคเกจทัวร์แบบ one day trip ผมเลือกโปรแกรมปราสาทหินพันยอด โปรแกรมจะเริ่มช่วงสายๆ ประมาณ 08.30-09.00 น. จุดขึ้นเรืออยู่ใกล้ๆ กับท่าเรือปากบารา และจะปิดทริปราวๆ 14.00 น. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวการเที่ยวของแต่ละคณะ หากคณะไหนชอบเที่ยวแบบช้าๆ ซึมซับกับบรรยากาศ ก็สามารถใช้เวลาได้ราวๆ 4-5 ชั่วโมง โปรแกรมจะสลับตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง สำหรับเรือที่ใช้ในการออกทริปจะเป็นเรือหัวโทง ถ้าหากมีสมาชิกประมาณ 3-4 คน ก็สามารถใช้เรือลำเดียวโดยไม่ต้องไปรวมกับคณะอื่นครับ

สำหรับเรือนำเที่ยว สามารถหาบริษัทนำเที่ยวได้ทั่วไปตามเวปไซด์ต่างๆ ในราคา 750-800 บาท/คน ราคานี้จะรวมอาหาร 1 มื้อ น้ำดื่ม ค่าเข้าชมอุทยาน เรือคายัค และประกันการเดินทาง แต่ถ้าหากใครอยากจะได้ราคาต่ำกว่านี้สามารถติดต่อผ่าน “บังโด้” ได้ ที่เบอร์ 091-9855001 ได้เหมือนกับที่เพื่อนๆ ติดต่อผ่านบริษัททัวร์ทุกอย่าง ยกเว้นไม่มีประกันการเดินทางให้ครับ บังโด้เป็นทั้งไกด์นำเที่ยว ทั้งคนขับเรือ ด้วยประสบการณ์การนำเที่ยวตะรุเตามาหลายปี แต่เดี๋ยวนี้มารับทัวร์แบบใกล้ๆ ดังนั้นเรื่องข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ต้องห่วงเลยครับ อัดแน่นมาก ถ้าหากนักท่องเที่ยวอยากจะรู้อะไร สอบถามได้เลย

 


บังโด้ พามาแวะที่อ่าวโต๊ะบะเป็นจุดหมายแรกครับ มาถึงตอนที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมา สบายผมละ ถ่ายรูปสบาย

 


ไฮไลท์ของอ่าวโต๊ะบะมี 2 อย่างครับ อย่างแรกคือค้นหาซากฟอสซิลในยุคออร์โดวิเชียน ซากดึกดำบรรพ์ที่สุสาน “นอติลอยด์” จะเป็นสัตว์จำพวกหอย กลุ่มเดียวกับหมึก หมึกยักษ์ ลักษณะมีทั้งแบบกรวย แบบม้วนขดเป็นวง อายุประมาณ 470 ล้านปีครับ

 


ใกล้ๆ กับซากดึกดำบรรพ์ จะพบหัวใจสีน้ำเงินที่ปลายผา หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า หัวใจอันดามัน คือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยแท้ครับ เส้นทางที่จะเดินมาชมหัวใจอันดามัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้กับซากดึกดำบรรพ์ แต่ทางเดินค่อนข้างหวาดเสียวเพราะต้องเดินบนหินแหลมคม ใครใจไม่ถึงแนะนำว่าอย่าเดินไปครับ

 


ทริปนี้นอกจากจะได้บังโด้ มาเป็นผู้นำทริปแล้ว ยังมี กอวีมา ลูกสาวของบังโด้ มาช่วยดูแลสมาชิกในทริปด้วย ในช่วงวันหยุดเรียน เธอมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการดูแลลูกทริปมากๆ คอยเสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟเฉาก๊วยและขนมขบเคี้ยวอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลยครับ

 


นั่งเรือชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ ไม่นานนักก็มาถึงที่ถ้ำลอดพบรักครับ

 

 

 


บังโด้เล่าให้ฟังว่าถ้ำลอดพบรักเป็นหนึ่งในฉากภาพยนตร์เรื่อง “อุกาฟ้าเหลือง” ซึ่งหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล สร้างไว้เมื่อปี 2523 ครับ บังโด้เริ่มให้ผมพายคายัคเพื่อลอดถ้ำลอดพบรัก เมื่อลอดจากถ้ำลอดพบรักแล้ว กอวีมา พาพายต่ออีกนิดหน่อย เพื่อไปยังไฮไลท์ของวันนี้ นั่นคือ ปราสาทหินพันยอดครับ


การเข้าชมปราสาทหินพันยอด เราจะต้องพายคายัคผ่านช่องแคบระยะทางสั้นๆ เข้าไป เส้นทางไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลย แต่การเข้าไปด้านในง่ายๆ เราไม่ไป กอวีมา พาพวกผมพายคายัคลอดเข้าไปในหลืบถ้ำ ซึ่งดูตื่นเต้นและหวาดเสียว (คายัคล่ม) มากๆ คายัคหายไปในความมืด สักพักก็พบแสงสว่างที่ปลายทาง เผยโฉมของน้ำทะเลสีเขียวมรกต ในอ้อมกอดของปราสาทหินพันยอด เส้นทางนี้สร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างมาก


ปราสาทหินพันยอด สถานที่ท่องเที่ยวลับๆ กลางทะเลสีเขียวมรกต รายล้อมด้วยหินหน้าตาประหลาด ในยุคออร์โดวิเชียน ที่มีอายุมากกว่า 450 ล้านปี ลักษณะคล้ายปราสาทยอดแหลม ดูสวยงามแปลกตามากๆ ถ้าหากมาเที่ยวชมในช่วงจังหวะน้ำลง ด้านในปราสาทหินพันยอดจะมีชายหาดเล็กๆ ให้เดินเล่นด้วยครับ

 


ว่ากันว่าเมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้ถูกน้ำใต้ดินกัดเซาะจนทำให้ด้านล่างเป็นโพรง เมื่อหินปูนยกตัวขึ้นจากการกัดเซาะของธรรมชาติ จึงกลายเป็นเทือกเขาหินปูน ส่วนด้านบนก็ถูกน้ำฝนกัดเซาะจนบางลง และรับน้ำหนักไม่ไหว เลยยุบตัวลงกลายเป็นหลุมยุบ ทำให้เกิดเป็นยอดแหลมคมขึ้น ถ้ามองจากมุมสูงจะแลดูคล้ายปราสาทหินครับ

 


จากปราสาทหินพันยอด บังโด้พามาแวะทานมื้อเที่ยงกันที่ หาดนุ้ย ครับ

หาดนุ้ยอยู่ในชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูก เป็นหาดที่มีทรายขาวละเอียด นุ่มเท้ามาก เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบๆ ทั้งในทะเลและหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งชมธรรมชาติและเล่นน้ำได้ตลอดเวลาครับ

 


กอวีมา พาผมเดินไปชมโบราณสถานบ่อ 7 ลูกครับ ตำนานของโบราณสถานบ่อ 7 ลูก มีหลายตำนานมาก แต่ที่ กอวีมา เล่าให้ฟัง สรุปใจความได้ว่า มีชาวเลรอนแรมมาพักที่เกาะและได้ตั้งรกรากที่นี่ ได้ทำการขุดบ่อเพื่อหาน้ำจืดใช้ บ่อแรกที่ขุดพบว่าน้ำเค็ม จึงได้ขุดบ่อต่อๆ มา จนครบ 6 บ่อ พอขุดบ่อที่ 7 จึงพบน้ำจืด จึงได้ใช้กันเรื่อยมาครับ ลักษณะของบ่อแต่ละบ่อมีขนาดไม่เท่ากัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง


จากนั้นผมเดินย้อนกลับมายังหาดนุ้ยอีกครั้ง หาทำเลเหมาะๆ ร่มๆ เพื่อนั่งกินมื้อเที่ยงกันครับ มื้อเที่ยงนี้ บังโด้เตรียมแกงหอยใส่ใบชะพลู พร้อมไข่ดาวมาให้ ตอนแรกผมคิดว่า เป็นแกงหนวดปลาหมึกที่ตัดเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ใบชะพลู แต่บังโด้มาพร้อมกับคำเฉลย โดยยื่นหอย “อูหนำ” หรือ “หอยหวาน” มาให้ผมดู รสชาติแกงหอยนี่เผ็ดแต่รสชาติเด็ดได้ใจจริงๆ จากนั้นตบท้ายด้วยแตงโมหวานๆ ครับ

 

 


หลังมื้อเที่ยง นั่งเล่นต่อนิดหน่อย เพื่อรอน้ำลงครับ


จากหาดนุ้ยเมื่อมองออกไป เริ่มเห็นสันหลังมังกรโผล่ขึ้นมาชัดขึ้น บังโด้เลยรีบเรียกคณะของผมขึ้นเรือ เพื่อไปยังสันหลังมังกรก่อนที่จะมีทัวร์คณะอื่นมาลง


บังโด้บังคับเรืออ้อมเกาะ พาลัดเลาะไปเรื่อย มองออกไปจากเรือเห็นแนวทรายที่วางตัวทอดยาว แต่แนวทรายยังไม่โผล่มากนัก กอวีมา บอกว่านั่นคือหางมังกร ยามเมื่อคลื่นสาดซัดไปยังหางมังกร ดูเหมือนหางมังกรกำลังแหวกว่ายอยู่กลางทะเล ไม่นานนักเราก็มาถึงสันหลังมังกรแล้ว ยามนี้มีคณะผมเพียงคณะเดียวที่มายืนบนสันหลังมังกร

 


สันหลังมังกรหรือทะเลแหวก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ต้องมาให้ถูกที่ถูกเวลา ถึงจะได้เห็นครับ

ด้านปลายของสันหลังมังกรมองเห็นผาใช้หนี้ ตามตำนานเล่าว่ามีชายวัยกลางคนทำอาชีพประมง เป็นลูกน้องของเถ้าแก่จีน เขามีหนี้สินมาก ไม่มีปัญญาจะใช้หนี้ได้หมด จึงได้ปรึกษาเถ้าแก่เพื่อหาทางปลดหนี้ โดยพร้อมจะทำทุกอย่างที่สามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้ เถ้าแก่จีนจึงให้ไปกระโดดหน้าผา ถ้าหากกล้ากระโดดลงมาก็จะยกหนี้สินทั้งหมดให้ ชายคนนั้นจึงรับคำท้า แล้วกระโดดหน้าผาลงมา ผลปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดปลอดภัย หนี้สินที่ค้างอยู่ก็หมดไป

 


บนสันหลังมังกรเป็นที่อยู่ของฝูงปูทหารพระราชา เวลาเราเดินบนสันหลังมังกร ฝูงปูเหล่านี้ก็จะวิ่งหนีตายกันเป็นโขยง ดูเหมือนกองทัพปูกำลังยกทัพออกศึกเลยครับ

 


เป็นอันจบทริปด้วยความประทับใจครับ ทริปนี้สนุกมาก ได้มาในสิ่งที่อยากจะมา ที่สำคัญ จังหวะที่ไปถึงจุดเที่ยวในแต่ละจุด ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ทำให้ถ่ายภาพได้แบบสบายๆ ครับ


จากนี้ผมคงต้องอำลาเมืองสตูล เพื่อไปต่อยังจังหวัดตรังครับ

สำหรับคืนนี้ ผมวางแผนเข้าพักแถวหาดเจ้าไหม ระหว่างทางเลยแวะเที่ยวที่กันตังครับ

กันตังเป็นหนึ่งในเก้าอำเภอของเมืองตรัง ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ จะเรียกว่าเป็น OTOP เมืองตรังก็คงไม่ผิดนัก กันตังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นที่สุดของเมืองไทย หรือจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างชายหาด หมู่เกาะต่างๆ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เรียกได้ว่ามากันตังอำเภอเดียว เที่ยวได้ครบทุกรสชาติ ไปดูกันครับว่า เที่ยว”กันตัง” ยังไงให้ปัง..ปัง

ขอเริ่มด้วยสถานที่ท่องเที่ยวบนบกกันก่อน ที่นี่มีประวัติอันยาวนาน กับสถานีรถไฟกันตัง

สถานีรถไฟกันตัง เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2456 เป็นสถานีรถไฟสายสุดทางฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงกับท่าเรือค้าขายสินค้ากับต่างประเทศทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตัวสถานีรถไฟดูคลาสสิคมากๆ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาด้วยสีเหลืองมัสตาร์ดสลับกับสีน้ำตาล ลวดลายไม้สลักตามมุมเสาประดับด้วยไม้ฉลุ ซึ่งคงเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัย ร.6 ครับ

 

 

 


ภายในสถานีกันตังได้นำข้าวของเครื่องใช้ในอดีตมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วยครับ

 


ด้านข้างของสถานี มีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ “สถานีรัก” บรรยากาศน่านั่งเลยทีเดียว


สถานีรถไฟกันตัง เป็น 1 ใน 20 โบราณสถานของเมืองตรังครับ


อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองเก่า “กันตัง” คือการเดินเล่นชมอาคารบ้านเรือนเก่าๆ สไตล์ชิโนโปรตุกีส ครับ


นอกจากอาคารบ้านเรือนเก่าๆ แล้ว อีกหนึ่งเสน่ห์ของกันตังคือ ภาพ Street Art ที่วาดโดยศิลปินวาดภาพจิตอาสา ภายใต้แนวคิด วิถีกันตังคัลเลอร์ฟูล มีทั้งหมด 12 จุด ให้นักท่องเที่ยวตาม Check in ถ่ายภาพเก๋ๆ กันให้ครบทั้ง 12 จุด

 

 

 

 

 

 

 

 


แต่ละภาพจะซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยในเขตเทศบาลเมืองกันตัง ต้องค่อยๆ ตามหาแล้ว Check in ทีละจุด ผมเองก็เดินหาไม่ครบเหมือนกัน

ในอดีตกันตังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย โดยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำสำคัญมาตั้งแต่โบราณ เป็นจุดรวมผู้คนสองฟากฝั่ง ทั้งพื้นถิ่นและต่างแดน เดินไปในกระแสการค้ากับโลกกว้าง ปัจจุบันได้มีการสร้างคล้ายๆ หอประภาคารขนาดใหญ่ริมแม่น้ำตรัง ทำให้ผมสัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นเมืองท่าได้เป็นอย่างดีครับ


ภายในประภาคารเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง สร้างขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์เมืองกันตัง เป็นแหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เสียดายที่ผมมีเวลาน้อย เลยไม่ได้เข้าชมด้านในครับ

เยื้องๆ กับศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ทับทิมศาลเจ้าไหหลำ (เก๋งจิวโฮยก้วน) ครับ


ศาลเจ้าแม่ทับทิมศาลเจ้าไหหลำ (เก๋งจิวโฮยก้วน) เป็นที่ประทับของเจ้าแม่ทับทิมแกะสลักจากเมืองจีน อายุ 180 ปี ที่ท่านมาประทับที่เมืองกันตังคาดว่าน่าจะมีการส่งมอบจากเมืองจีนเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเมืองครับ

 


องค์เจ้าแม่ทับทิมมีการแกะสลักทีอ่อนช้อย นิ้วเรียวยาว เท้าเล็กเหมือนหญิงจีนโบราณ เชื่อกันว่าถ้าหากจ้องหน้าอธิษฐาน ถ้าท่านรับจะเห็นท่านกระพริบตาครับ

ด้านหน้าองค์เจ้าแม่ทับทิม มีแจกันที่ทำจากดีบุก 5 ชิ้น ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นแจกันธรรมดา แต่คนดูแลศาลเจ้าแห่งนี้มาช่วยชี้ทางสว่างให้ครับ


นอกจากนี้ยังพาผมชมเครื่องอิสริยยศ มีจำนวน 16 ชิ้น โดยในเมืองไทย จะมีเครื่องอิสริยยศเพียง 3 แห่ง คือ ที่อุตรดิตถ์ วัดเน่งเล่งยี่ และที่นี่ครับ


สำหรับด้านบนจะเป็นที่รวบรวมภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองกันตังครับ

 


ผมขอจบที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์กันที่ ต้นยางพาราต้นแรกของประเทศไทย โดยการนำเข้ามาของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2442 ท่านเป็นเสมือนบิดาแห่งยาง เพราะเป็นผู้ที่ได้นำต้นยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตังเป็นครั้งแรกครับ

จุดหมายต่อไป ผมมุ่งหน้าสู่บ้านเจ้าไหม บีชเฮาส์ ซึ่งตั้งอยู่บนชายหาดเจ้าไหมครับ

ห้องพักอยู่ติดทะเล ได้ยินเสียงคลื่นแบบเต็มๆ ภายในห้องพักถือว่ากว้างขวางดีครับ

 

 

 

 

 


เดินออกมาจากพื้นที่ของรีสอร์ท จะมีร้านอาหารแผงลอยเล็กๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วยครับ


หาดเจ้าไหม เป็นหนึ่งในชายหาดที่ขึ้นชื่อของกันตัง ชายหาดแห่งนี้ทรายเนื้อละเอียดและนุ่มเท้ามากๆ และสิ่งที่เป็นแลนด์มาร์ค ผมขอยกให้เขาลูกนี้เลยครับ ลักษณะคล้ายกระโดงฉลามมากๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับรีสอร์ทที่ผมพักเลยครับ

 

 


ช่วงเย็นๆ สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้บริเวณหน้าหาดเลยครับ

 

 

 

 


บรรยากาศยามค่ำในรีสอร์ทครับ

 


ค่ำนี้ผมฝากท้องไว้ที่ร้านจ๊ะแดง ซึ่งอยู่ติดกับรีสอร์ท สั่งอาหารจากร้านจ๊ะแดงแล้วให้มาส่งที่รีสอร์ทได้ครับ

ทะเลผัดผงกระหรี่ 150 บาท


หมึกชุบแป้งทอด 150 บาท


ปูนึ่ง


กุ้งทอดซอสมะขาม 200 บาท


ปลากะพงทอดกระเทียม


ส้มตำกุ้งสด


รสชาติอาหารพอได้ ราคาอาหารสมน้ำสมเนื้อครับ

เช้าวันใหม่ ตั้งใจมารอชมแสงเช้า แต่แสงโผล่มาเพียงนิดเดียวครับ

 


เช้านี้ ผมฝากท้องไว้กับห้องอาหารของรีสอร์ท ค่าที่พักรวมอาหารเช้าแล้วครับ

สำหรับเช้านี้ผมจะนั่งเรือเพื่อข้ามฝั่งไปยังเกาะลิบงครับ จากหาดเจ้าไหมสามารถมองเห็นเกาะลิบงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง

สำหรับการเดินทางข้ามไปยังเกาะลิบง สามารถนั่งเรือจากฝั่งที่ท่าเรือหาดยาว เวลาเรือออกจะไม่มีเวลาชัดเจน เอาเป็นว่าเรือเต็มถึงจะออก เรือ 1 ลำบรรทุกผู้โดยสารได้ 13 คน ค่าโดยสารคนละ 40 บาท แต่ถ้าไม่อยากรอจนเรือเต็ม สามารถเหมาลำได้ในราคา 520 บาทครับ บริเวณท่าเรือหาดยาวมีบริการรับฝากรถยนต์ในราคา 100 บาท/คัน/คืน ครับ

 


ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 20 นาที เรือจะมาส่งยังท่าเรือบ้านพร้าว เกาะลิบงครับ

บริเวณท่าเรือจะมีบริการรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง มีทั้งแบบเหมาขับเองหรือจะเหมาพร้อมคนขับก็ได้ ในราคา 700 บาท/วัน หรือถ้าใครมาน้อยคน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว สามารถเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เองจะสะดวกกว่าครับ


เกาะลิบง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตรัง เกาะที่หลายๆ คนตั้งใจมาชมพะยูน เพราะเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของพะยูน จึงไม่แปลกใจที่จะมีพะยูนมาปรากฏโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมกันอยู่เสมอ วิธีที่จะชมพะยูน ทำได้ 3 ทาง คือ หอชมพะยูนบริเวณปลายสะพานหลีกภัย, การเดินและปีนป่ายขึ้นบนยอดเขาบาตูปูเต๊ะซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุด มีโอกาสเห็นพะยูนมากที่สุด และวิธีสุดท้ายคือการเหมาเรือเพื่อมาชมพะยูนบริเวณใกล้ๆ กับเขาบาตูปูเต๊ะ


ผมมาถึงเกาะลิบงในช่วงสาย เลยวางแผนว่าจะเที่ยวให้รอบเกาะซะก่อนแล้วจึงเข้าที่พัก เลยตัดสินใจเหมาเรือเพื่อเที่ยวบริเวณเขาบาตูปูเต๊ะ และแหลมจุโหย ราคาเหมาเรือขึ้นอยู่กับการต่อรองนะครับ คนขับเรือเปิดราคาในราคา 2,000 บาท ผมต่อราคาได้ 1,500 บาท ครับ

จากท่าเรือ มองออกไปเห็นกระชังเลี้ยงกุ้งมังกรอยู่ใกล้ๆ

 


เรือจะค่อยๆ แล่นผ่านดงป่าชายเลน ลัดเลาะไปตามโค้งน้ำ บรรยากาศตอนนั้นสบายๆ แดดกำลังดี แต่ผมมาถึงสายไปสักหน่อยกับการไปชมพะยูน แถมช่วงที่ไปถึงน้ำเริ่มขึ้นบ้างแล้ว คนขับเรือเลยตรงดิ่งไปยังเขาบาตูปูเต๊ะเป็นจุดแรก


มองออกไปเห็นหอชมพะยูน บริเวณด้านปลายของสะพานหลีกภัย ด้านหลังของหอชมพะยูนมองเห็นเขาบาตูปูเต๊ะครับ

 


ณ เวลานี้จริงๆ ไม่เหมาะกับการชมพะยูนแล้ว น้ำเริ่มขึ้นทำให้น้ำเริ่มขุ่น ยากต่อการเห็นพะยูน แต่คนขับเรือก็ไม่ละความพยายาม วนเรือเพื่อหาพะยูนให้ผมอยู่เป็นนานสองนาน บางจังหวะคนขับร้องให้เรียกดู แต่ผมหันไปไม่ทัน ได้เห็นเพียงแค่เต่าทะเลที่โผล่ขึ้นมาหายใจเพียงเสี้ยววินาที

 


จุดหมายต่อไปมุ่งหน้าสู่แหลมจุโหย แหล่งอาศัยของนกทะเลและนกชายเลนที่อพยพหนีหนาวเข้ามาอาศัยอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม มีทั้งนกกวัก นกหัวโตขาดำ การจะมาชมนกที่แหลมจุโหย ต้องเหมาเรือมาเท่านั้นครับ

 

 

 


จากแหลมจุโหยมุ่งหน้าต่อสู่สันหลังมังกร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือบ้านพร้าว จริงๆ แล้ว เวลาที่เราข้ามจากฝั่งมายังเกาะลิบง ถ้าหากสังเกตดีๆ ก็จะมองเห็นสันหลังมังกรในระยะไกลได้เช่นกัน แต่ถ้าหากเหมาเรือมาชมพะยูนแล้วก็สามารถมาชมสันหลังมังกรแบบใกล้ๆ ได้ สันหลังมังกรแห่งเกาะลิบงจะปรากฏโฉมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นเป็นช่วงเวลาเท่านั้น นกบางส่วนจากแหลมจุโหยบินมาหากินบริเวณสันหลังมังกรด้วย หากมองด้านหลังออกไปจะเห็นหาดเจ้าไหมครับ

 

 

 

หลังจากขึ้นเรือ ผมเหมารถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างพาเที่ยวต่อ ก่อนอื่นขอเติมพลังกันก่อน ที่ จ๊ะไหนซีฟู๊ด อยู่ภายในจ๊ะไหนโฮมสเตย์ ร้านอาหารที่มองเห็นสะพานหลีกภัยอยู่ใกล้แค่เอื้อม ด้านปลายของสะพานหลีกภัยเป็นหอชมพะยูนครับ สำหรับโฮมสเตย์ที่นี่ คิดหัวละ 200 บาท/คืน ไม่รวมอาหาร ห้องพักจะเป็นพัดลม แต่บอกเลยว่ามานอนที่นี่จะได้สัมผัสลมทะเลอย่างใกล้ชิดครับ

 

 


มาที่เกาะลิบงแล้ว ไม่อยากให้พลาด “หมึกผัดดำ” ของเด็ดของดังของเกาะลิบง นอกจากนี้ยังมีไข่เจียวกรรเชียงปู ไม่ได้มาแค่ Topping กรรเชียงปูเท่านั้น แต่ในไข่ยังอัดแน่นด้วยกรรเชียงปูแน่นๆ ด้วยครับ เสริมทัพด้วยปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา ปูผัดผงกะหรี่ หอยชักตีนและหอยแครงยักษ์ลวก แล้วทางร้านยังแถมน้ำพริกไข่ปูมาให้ชิมด้วย ทั้งหมดนี้จ่ายแบงค์พันไป มีทอนครับ

 

 

 

 

 


นอกจากนี้ยังมีของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นกะปิจ๊ะไหน หรือน้ำพริกไข่ปูที่ทำกันใหม่ๆ ครับ

 

 


อิ่มท้องแล้ว ไปเที่ยวกันต่อครับ

ถนนหนทางส่วนใหญ่บนเกาะลิบงที่เป็นเส้นทางหลักจะปูด้วยอิฐตัวหนอน จะมีบางช่วงที่แยกไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังคงเป็นถนนดินแบบเส้นทางเดิมๆ มีบางช่วงต้องขึ้นและลงเนินด้วยครับ


จุดแรกขอแวะที่สะพานหิน อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่ห้ามพลาดหากมาเยือนเกาะลิบง ประติมากรรมทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลจนทำให้หินภูเขาทั้งก้อนเป็นช่องว่าง ดูคล้ายสะพานหิน ด้านบนสามารถเดินข้ามไปมาได้ หากมาถูกช่วงถูกเวลาอาจได้เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำผ่านช่องของสะพานหินด้วย แต่ปรากฏการณ์แบบนี้จะมีให้เห็นเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมเท่านั้น และหากมาในช่วงน้ำขึ้น น้ำจะขึ้นมาถึงหาดทรายด้านบนเลย จะเห็นการเป็นสะพานหินข้าม(น้ำทะเล) อย่างชัดเจนครับ

 

 

 

 


จากสะพานหินเดินเลาะเลียบชายหาดไม่ไกลนักจะพบน้ำตกโต๊ะเชะอยู่ติดชายหาดเลย น้ำตกโต๊ะเชะเป็นน้ำตกน้ำจืดขนาดเล็กที่ไหลลงสู่ทะเลครับ


จากน้ำตกโต๊ะเชะเดินเลาะเลียบชายหาดมาเรื่อยๆ จะมาพบกับหาดโต๊ะเกครับ

 


จากหาดโต๊ะเก นั่งมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างกันต่อสู่หาดทุ่งหญ้าคา คนขับรถเล่าว่าแต่ก่อนเส้นทางที่จะไปหาดทุ่งหญ้าคาเต็มไปด้วยหญ้าคา หาดนี้เลยถูกเรียกว่า หาดทุ่งหญ้าคา ปัจจุบันทุ่งหญ้าคากลายเป็นสวนยางไปหมดแล้วครับ หาดทุ่งหญ้าคา เป็นหาดที่ทอดตัวยาว เป็นอีกหนึ่งหาดที่ไม่ควรพลาดครับ


จากหาดทุ่งหญ้าคาไปต่อกันที่แหลมโต๊ะชัย ช่วงที่ผมไปถึงน้ำลงค่อนข้างเยอะ มองออกไปเห็นเขากระโดงฉลาม บริเวณหาดเจ้าไหมครับ

จุดหมายสุดท้ายของทริปคือหาดหลังเขา หรือ แหลมโต๊ะแก เป็นแหล่งปะการังชายฝั่ง นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นได้ที่หาดแห่งนี้ มองออกจากหาดหลังเขาไป จะมองเห็น เกาะเหลาสา ว่ากันว่าแต่ก่อนบนเกาะเหลาสามีกวางอยู่ เลยทำให้เกาะนี้มีอีกชื่อว่าเกาะกวาง จุดนี้สามารถมาชมพระอาทิตย์ตกได้ครับ และคืนนี้ผมจะพักที่หาดหลังเขา โดยเข้าพักที่ Andalay Beach Resort ครับ

 

 

 


Andalay Beach Resort เป็นอีกหนึ่งที่พักที่อยากจะแนะนำให้มาพัก บรรยากาศร่มรื่น ห้องพักดีงาม พนักงานมี Service mind มากๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ทำฟรีหลายอย่าง เช่น พายคายัค ปั่นจักรยาน สระว่ายน้ำริมทะเล รวมถึงแขกสามารถยืมอุปกรณ์ดำน้ำเช่นหน้ากาก เสื้อชูชีพ ไปดำน้ำที่หน้าหาดของรีสอร์ทได้เลย เพราะที่นี่อยู่ติดกับหาดหลังเขา ซึ่งเป็นจุดดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นครับ

Lobby จะอยู่แยกออกมาอย่างอิสระ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น การตกแต่งภายในส่วนใหญ่จะใช้ไม้และปูนเปลือยเป็นหลัก ทำให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ระหว่าง Check in จะมี Welcome Drink เป็นน้ำอัญชันมะนาว รสชาติหวานชื่นใจ เสิร์ฟพร้อมกับผ้าเย็นๆ เรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดีครับ

 

 

 


ไปดูห้องที่ผมพักกันครับ เป็นห้องภูผาแฟมิลี่ เป็นอาคารสองชั้น ห้องที่ผมพักอยู่ชั้นล่าง ด้านหน้าเป็นสระว่ายน้ำครับ


ด้านหน้าห้องพักแต่ละห้อง จะมีพื้นที่ให้นั่งพักหรือจะนั่งสังสรรค์ก็ได้


ภายในห้องพัก บอกเลยว่ากว้างขวางมากๆ บริเวณห้องหลักจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นเตียงขนาด King size และมีโซฟาไว้ให้นั่งเล่นด้วย ติดกันจะเป็นเตียงเล็ก 2 เตียง ตั้งอยู่ติดกันครับ

 

 


ห้องน้ำก็กว้างขวางไม่แพ้กัน แยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน ต้องบอกเลยว่าห้องพักสะอาดมากๆ ครับ

 

 


Complementary น้ำดื่ม 4 ขวด พร้อม Welcome Fruit ครับ

 


ดูห้องพักแล้ว ไปเดินดูบรรยากาศโดยรอบกันครับ


บรรยากาศภายในรีสอร์ทร่มรื่นมากๆ มองไปทางไหนก็เจอแต่พื้นที่สีเขียว ระหว่างเข้าพักยังแอบเห็นวรนุชเดินมาทักทายด้วย


สระว่ายน้ำมี 2 จุด จุดแรกจะอยู่ริมชายหาดครับ

 

 


อีกจุดคือหน้าห้องที่ผมพัก


ช่วงเย็นมานั่งริมทะเล ทอดอารมณ์ ฟังเสียงคลื่น มันมีความสุขมากจริงๆ

 

 


สำหรับมื้อเย็น ผมฝากท้องไว้กับทางรีสอร์ทครับ

 

 

 


รสชาติอาหารถือว่าถูกปากคนไทยครับ

ไปดูบรรยากาศในห้องอาหารกันบ้างครับ ตกแต่งสวยงาม มีทั้งแบบ indoor และ outdoor

 

 

 

 

 

 


สำหรับอาหารเช้ามีให้เลือกพอสมควร แต่พนักงานแนะนำว่าสิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับมื้อเช้ามี 2 อย่างคือ ขนมจีนและโรตี บอกเลยว่าขนมจีนดีงามสมราคาคุย ส่วนโรตีก็อร่อยครับ มีให้เลือกหลายเมนูเลย ทั้งโรตีกล้วย โรตีแบบบางๆ ที่กรอบมากๆ

 

 

 

 


Andalay Beach Resort เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่อยากแนะนำให้มาพักกันครับ ดีทั้งเรื่องห้องพัก บรรยากาศ ทำเลที่ตั้ง ที่สำคัญคือการให้บริการที่ดีมากๆ ครับ


คงต้องอำลาเกาะลิบงแล้ว คิดแล้วก็ใจหายครับ ผมประทับใจในอัธยาศัย และน้ำใจของชาวลิบง ประทับใจอาหารอร่อยๆ หากมีโอกาสคงต้องกลับไปเที่ยวอีกแน่นอนครับ

 


ผมมาปิดทริปที่น้ำตกอ่างทอง (แต่อยู่ในจังหวัดตรังนะครับ) น้ำตกอ่างทองอยู่ริมถนนสายตรัง-สิเกา เป็นน้ำตกชั้นเดียว ด่านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ บริเวณน้ำตกมีก้อนหินสีออกดำแกมเหลือง เวลาต้องแสงแดดทำให้น้ำดูเป็นสีทองจางๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกอ่างทอง ครับ

 


ทริปนี้ นับเป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมประทับใจ ได้ไปในหลายๆ ที่ที่ยังไม่เคยไป ได้เห็นน้ำใจไมตรีของคนในพื้นที่ ในช่วงนี้สถานที่บางแห่งในรีวิวนี้อาจจะมีการปิดเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ก่อนออกเดินทางคงต้องเช็คกันดีๆ นะครับ จะได้ไม่ไปเก้อครับ

ทริปนี้ต้องขอบคุณพี่เพอะ พี่หมี ที่ดูแลผมเป็นอย่างดีตลอดทั้งทริป ขอบใจบรูสที่พาเที่ยวนราธิวาส ขอบคุณรอยยิ้มและน้ำใจไมตรีของเจ้าถิ่นที่หยิบยื่นให้ผมนะครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

แสดงความคิดเห็น