ไปเมืองนอกทำไม? ที่เชียงใหม่ก็มี

02 มิถุนายน 2565 | โดย ลุงเสื้อเขียว (4,281 เข้าชม)
แบ่งปัน:
ทริปนี้ถือเป็นทริปกินบุญเก่าของตัวเอง คือเป็นทริปที่ตะเวนใช้ Voucher ที่พัก ที่ได้รับจากการที่ผมได้ส่งบทความแล้วได้รับการตีพิมพ์ลงนิตยสาร My World ซึ่งเป็นนิตยสารราย 2 เดือน ในเครือบัตรเครดิต KTC โดยถ้าหากบทความที่ส่งเข้าไปมีความน่าสนใจจนได้รับการตีพิมพ์ลงนิตยสาร เราก็จะได้รับ Voucher ที่พัก ให้ไปพักผ่อนกันฟรีๆ ครับ โดยในปีที่ผ่านมา บทความของผมได้รับการตีพิมพ์ถึง 5 บทความ ทำให้ได้รับ Voucher มา 5 ใบ โดย 3 ใน 5 ใบ เป็น Voucher ของโรงแรม Nimano Suite ซึ่ง Voucher 1 ใบ สามารถเข้าพักห้อง Deluxe Room พร้อมอาหารเช้า ได้ 2 คืน+รถเช่า AVIS อีก 1 วัน สรุปแล้วที่ Nimano Suite ผมสามารถเข้าพักได้ถึง 6 คืน รวมรถเช่าอีก 3 วัน และยิ่งไปกว่านั้น ทาง KTC ได้ให้รางวัลพิเศษสำหรับผมอีก โดยการมอบ Voucher ห้องพัก Grand Terrace Suite พร้อมอาหารเช้าที่ Onsen @ Moncham 2 คืน ถือว่าเป็นลาภลอยจริงๆ เพราะที่ Onsen @ Moncham นี่ ผมใฝ่ฝันที่จะเข้าพักมานานแล้วครับ สำหรับเพื่อนคนไหนที่อยากจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านบทความ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://bit.ly/mw-writer นอกจากจะได้มีผลงานเป็นที่ภูมิใจของตัวเองแล้ว ยังจะได้ Voucher ที่พักฟรีอีกด้วย สำหรับ Voucher ที่ได้ ไม่มีข้อสัญญาใดๆ ว่าหลังจากเขาพักแล้วจะต้องทำรีวิวให้เขานะครับ เพียงแต่ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว ผมจะทำรีวิวมาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ อยู่แล้ว
สำหรับแผนการเดินทางทริปนี้ ผมมีเวลา 5 วัน 4 คืน ซึ่งไม่สามารถวางแผนไปเที่ยวไกลๆ แบบวงกลมได้ เพราะข้อจำกัดเรื่องที่พัก โดย 2 คืนแรก ผมวางแผนเข้าพักที่ Onsen @ Moncham ก่อน และอีก 2 คืนที่เหลือ ผมเลือกที่จะเข้าพัก ที่ Nimano Suite เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบร้อนในวันที่ต้องเดินทางกลับครับ
จุดหมายแรก ผมมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่ริม ระหว่างทางแวะเที่ยวที่ปางช้างแม่สาเป็นจุดแรก ช่วงนี้ปางช้างแม่สาเปิดให้เข้าชมฟรีครับ ก่อนหน้าที่ Covid จะระบาดจะมีการเก็บค่าเข้าชม ผมเชื่อว่าก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่พอ Covid ระบาด ทำให้ที่นี่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ทำให้ขาดรายได้หลักไปเลย ที่ปางช้างก็ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อการอยู่รอด โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมฟรี แต่รายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือช้าง จะมาจากค่าอาหารที่นักท่องเที่ยวได้ซื้ออาหารเลี้ยงช้างครับ
สำหรับอาหารเลี้ยงช้าง จะมาเป็นตะกร้าเลยครับ ตะกร้าละ 100 บาท ภายในตะกร้าจะมีกล้วย มีอ้อย และคล้ายๆ กับก้อนข้าวเหนียวครับ

เมื่อเราให้อาหารช้างหมดแล้ว ควาญช้างก็จะสั่งให้ช้างขอบคุณ โดยการเอางวงมาโอบรัดเรา เห็นแล้วก็น่าเอ็นดูจริงๆ

พลายหนึ่ง ช้างพลายงายาว อายุเกือบ 40 ปีแล้ว พลายหนึ่งไม่หวงงาครับ ควาญช้างบอกว่าสามารถเข้าไปจับงาเพื่อความโชคดี จะได้โชคได้ลาภครับ

ใครที่ใช้เส้นทาง 1096 หรือมาเที่ยวที่อำเภอแม่ริม ผมอยากให้เข้าไปเยี่ยมชมปางช้างแม่สากันเยอะๆ นะครับ จะได้ช่วยต่ออายุ ให้ “ช้าง” สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยได้อยู่ดีกินดีไปนานๆ ครับ

เที่ยงนี้ผมฝากท้องไว้ที่ร้านฟักแก้วริมน้ำ ร้านอาหารริมถนนสาย 1096 ซึ่งเลยปางช้างแม่สาไปไม่ไกล จริงๆ แล้วละแวกนี้มีร้านอาหารริมลำธารเยอะเลย เดิมทีผมวางโปรแกรมไว้ว่าจะไปใช้บริการที่ร้านทับริมธาร แต่พอมาถึงหน้าร้านแล้วต้องเปลี่ยนแผน เพราะคนเยอะมาก มากจนไม่มีที่จอดรถ เลยต้องขับรถต่อไปข้างหน้า เห็นร้านฟักแก้วริมน้ำ พอจะมีที่จอดรถอยู่บ้าง เลยตัดสินใจฝากท้องไว้กับที่นี่ครับ

ร้านฟักแก้วริมน้ำเป็นร้านอาหารเล็กๆ ริมน้ำ ผมเลือกที่จะไปนั่งที่ริมลำธารเลยครับ โต๊ะที่นั่งจะคล้ายๆ เป็นแคร่ไม้ไผ่ ตั้งอยู่บนผิวน้ำ มื้อนี้ได้อาหารจานด่วนแบบง่ายๆ เพราะตอนที่ผมเดินลงมานั่ง ได้กลิ่นไข่เจียวที่โต๊ะอื่นสั่งมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง เลยจัดไปครับ เพิ่มเติมด้วยข้าวผัดกระเพาและส้มตำปูปลาร้าแซบๆ ครับ

จากร้านฟักแก้วริมน้ำ นั่งรถต่ออีกประมาณ 200 เมตร ก็มาถึง สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ การเข้าชมสวน มีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปีเข้าชมฟรี ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถขับรถเข้าไปด้านในสวนได้เลย โดยเสียค่านำรถเข้า (พร้อมคนขับ) 100 บาท ชำระเงินแล้ว เก็บบัตรไว้ให้ดีๆ นะครับ

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์พรรณไม้เป็นหมวด โดยปลูกให้อิงกับธรรมชาติมากที่สุด สำหรับจุดท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาที่สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ เห็นจะเป็น Canopy walkway ทางเดินลอยฟ้าบนยอดไม้ ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเราสามารถนำบัตรเข้าชมสวนที่ซื้อด้านหน้ามาแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ตรง Canopy Walkway เพื่อเข้าชมได้เลยครับ
ทางเดินลอยฟ้า มีระยะทางกว่า 400 เมตร สูงกว่า 20 เมตร โครงสร้างทำจากเหล็ก บางช่วงจะเป็นกระจกใส ให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์เบื้องล่างครับ ระหว่างทางก็จะมีป้ายบอกให้ความรู้เกี่ยวกับพรรณพืชต่างๆ รวมถึงสัตว์หายากในบริเวณนั้น และเมื่อมองออกไปจะเห็นดอยม่อนคว่ำหล้อง จุดที่ถือว่าสูงที่สุดของอำเภอแม่ริมครับ
อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือกลุ่มอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ โดยอาคารแต่ละหลังจะมีการจัดแสดงพรรณไม้แบ่งตามหมวดหมู่ เช่น ไม้ป่าดิบชื้น พรรณไม้น้ำ พืชทะเลทราย และอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ
จริงๆ แล้ว ด้านในยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ผมไม่มั่นใจว่าถ้ามีเวลา 2-3 ชั่วโมง เราจะสามารถชมสวนให้ครบทุกจุดได้หรือไม่ แต่ถ้าหากใครมีเวลาน้อยอย่างผม แนะนำว่าไม่ควรพลาด 2 จุดที่ผมแนะนำไว้ครับ
จากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ผมตรงเข้าสู่ Onsen @ Moncham เลย เพราะอยากจะใช้เวลาพักผ่อนที่นี่ให้นานที่สุดครับ

เพียงแค่จอดรถด้านหน้ารีสอร์ท ก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นบรรยากาศญี่ปุ๊น..ญี่ปุ่น บนม่อนแจ่มครับ



จากลานจอดรถด้านหน้ารีสอร์ท เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงลอบบี้แล้ว น้องๆ พนักงานต้อนรับอ่อนน้อมมากๆ การเข้าพักที่นี่ แขกที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ต้องแสดงหลักฐานการรับวัคซีนโควิดมาแล้วอย่างน้อย 2 เข็มนะครับ พร้อมตรวจคัดกรองด้วยการวัดอุณหภูมิตรงด้านหน้าลอบบี้ ถือเป็นการกรองแขกได้ในระดับหนึ่งครับ สำหรับพนักงานในรีสอร์ทเองก็เห็นว่าต้องฉีดวัคซีนขั้นต่ำ 2 เข็มเช่นกันครับ

จากนั้นน้องพนักงานจะนำ Welcome Drink พร้อมผ้าเย็นและดอกพุด มาเสิร์ฟ ตัว Welcome Drink มีรสหวานอ่อนๆ จิบแล้วรู้สึกเย็นชุ่มคอ รสชาติหอมติดคอ น้องพนักงานบอกว่าเป็นชาสมุนไพรสด 7 ชนิด โดยส่วนประกอบหลักๆ เป็นใบมินท์ ชาคาโมมายล์ ส่วนความหวานที่ผมสัมผัสได้นั้นมาจากหญ้าหวานครับ

จากนั้นน้องพนักงานก็พานำไปยังห้องพัก เพื่อแนะนำฟังก์ชั่นต่างๆ ในห้องพักให้ฟังครับ

น้องเล่าว่า เจ้าของโรงแรมเป็นผู้ที่รักในศิลปะ ดนตรี และดอกไม้ ป้ายห้องพักแต่ละห้อง เจ้าของโรงแรมจะเป็นคนออกแบบและลงมือเพ้นท์เองกับมือ แต่ละห้องก็จะมีลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ห้องที่ผมพักเป็นดอกซากุระครับ

ห้องที่ผมพักเป็นห้อง Grand Terrace Suite with Outdoor Onsen โครงสร้างหลักของห้องพักทำจากไม้เกือบทั้งหมด

ห้องพักกว้างขวางเลยทีเดียว เมื่อเดินเข้าห้องไป ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องน้ำ ส่วนด้านขวามือจะเป็นตู้เสื้อผ้า พื้นที่ถัดไปจะเป็นพื้นที่ของที่นอน ปลายที่นอนมีทีวีขนาดใหญ่เบิ้มเลยครับ ติดกับที่นอนเป็นพื้นที่สำหรับให้นั่งเล่น มีโต๊ะกลางแบบญี่ปุ่น พร้อมเบาะรองนั่ง รวมถึงมีมุมโต๊ะให้นั่งทำงานด้วย  ถัดออกไปก็จะเป็นระเบียงครับ

เครื่องปรับอากาศในห้องพักจะมีกระบวนการฟอกอากาศในตัวด้วย และทำงานได้ 2 ระบบ คือในช่วงที่อากาศหนาวเย็น เราสามารถเซตให้เป็นเครื่องทำความร้อนได้ หากช่วงไหนร้อนอบอ้าว ก็เซตให้เป็นเครื่องทำความเย็นตามปกติ ช่วงไหนที่มีฝุ่นควัน ก็สามารถเปิดเครื่องฟอกอากาศให้ทำงานได้ครับ


ฟูกที่นอนสไตล์เรียวกัง ผ้าห่ม หมอน หนา นุ่ม นอนสบายมากๆ ครับ นอกจากนี้ทางโรงแรมได้จัดเตรียมชุดยูกาตะ พร้อมรองเท้าแตะ ให้แขกได้ใส่ไปเดินเล่นถ่ายรูป หรือใส่ตอนที่จะไปออนเซ็น หรือไปทานอาหารด้วยครับ


สำหรับห้องน้ำ กว้างขวางเอาเรื่องเลยครับ โถสุขภัณฑ์ใช้ระบบแบบญี่ปุ่น น้องพนักงานรีบออกตัวเรื่องกระดาษชำระว่า ที่นี่ใช้กระดาษชำระแบบย่อยสลายได้ เนื้อกระดาษเลยอาจจะดูบาง หากนำกระดาษชำระใส่ลงไปในขวดน้ำแล้วเขย่า กระดาษชำระจะย่อยสลายจนหมด ที่น้องเขาต้องรีบออกตัวก่อน เพราะกลัวว่าผมจะเข้าใจผิดเหมือนกับแขกท่านอื่นๆ ที่เคยคอมเพลนว่าห้องพักราคาออกจะแพง แต่ทำไมใช้กระดาษชำระแบบบาง สำหรับอุปกรณ์แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หากลืมพกติดตัวมา สามารถโทรไปขอได้ครับ


สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่ก็ให้ความสำคัญ มีทั้งอุปกรณ์กันยุง สเปรย์ขจัดกลิ่น ลูกกลิ้งกำจัดขนต่างๆ บนเสื้อผ้า เตรียมไว้ให้พร้อม แถมยังมีร่มไม้ เป็นพร็อพสำหรับถ่ายภาพด้วยครับ

มินิบาร์ ในส่วนที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ รวมถึงของขบเคี้ยวอย่างถั่ว ผลไม้อบแห้ง ดื่ม/ทานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมมีเติมให้ทุกวัน สำหรับน้ำดื่ม ชา กาแฟ หากดื่มจนหมด สามารถขอเพิ่มได้ไม่จำกัดครับ

ที่พิเศษสุดของห้อง Grand Terrace Suite with Outdoor Onsen คือจะมีอ่างออนเซนแบบเอาท์ดอร์บริเวณระเบียงห้องพักครับ หากจะใช้งาน สามารถเรียกให้พนักงานมา Set up ดูแลเรื่องอุณหภูมิของน้ำได้ โดยใช้เวลา Set up ประมาณ 20 นาที ทางรีสอร์ทจะเตรียมกางเกงในบางๆ ไว้ให้ใส่ตอนแช่ออนเซนด้วย เผื่อแขกกลัวโป๊ครับ

สำหรับน้ำแร่ที่นำมาใช้ในรีสอร์ทเป็นน้ำแร่ใต้ดินที่ผุดจากตาน้ำ ตัวน้ำแร่จะเป็นสายเดียวกับน้ำแร่ออร่า เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์แบบเย็นที่ผ่านกระบวนการทำความร้อนให้มีอุณหภูมิความร้อนที่เหมาะสมสำหรับการแช่ ไม่มีการใช้ผงแร่ผสมแต่อย่างใด น้ำทุกหยดที่ใช้ในรีสอร์ทแห่งนี้จะเป็นน้ำแร่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในสุขภัณฑ์ ใน Shower ทำให้เวลาอาบน้ำจะรู้สึกว่าผิวลื่น ผิวพรรณดูสดใสครับ


ผมยังคงสาละวนกับการถ่ายรูปในห้องพัก สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตู พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วของน้องพนักงาน บอกว่านำ Welcome Snack มาเสิร์ฟครับ พอผมเปิดประตูห้องก็แอบตกใจเล็กๆ เห็นน้องสะพายตะกร้ามาด้านหลัง ก็อดสงสัยว่าจะมาเก็บชาในห้องผมเหรอ 555 น้องตอบว่าเป็นพร็อพที่ทางรีสอร์ทออกแบบมาให้ ตะกร้าสะพายหลัง สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนเหนือ นำมาผสมผสานกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นครับ

Welcome Snack เป็นขนม homemade ของทางรีสอร์ทที่เชฟทำเอง บรรจงใส่มาในกล่องพลาสติกใส ที่ห่อด้วยผ้า เสิร์ฟพร้อมอามะสาเก ซึ่งเป็นสาเกเย็น น้องบอกว่าเป็นการต้อนรับแขกเวลา Check in ครับ



เมื่อคลี่ผ้าออกมา จะมี ไดฟุกุ วาราบิโมจิ และบราวนี่ น้องบอกว่า วาราบิโมจิและบราวนี่เป็น signature ของที่นี่ครับ



วิวที่มองออกไปจากระเบียงห้องพัก มองเห็นโรงออนเซ็นอยู่ใกล้ๆ ครับ


ช่วงค่ำอากาศเย็นสบาย เหมาะอย่างยิ่งกับการแช่น้ำแร่มากๆ แช่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงพระจันทร์เต็มดวงด้วย ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนนั้นสวยงามมากๆ ครับ
 
 
ความคิดเห็นที่ 2
 
 
ไปเดินสำรวจบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ทกันบ้างครับ บริเวณนี้เดิมเคยเป็นบาร์ แต่ช่วงนี้ไม่เปิดให้บริการครับ


ติดกับบาร์เป็นที่ตั้งของเลาจน์ ชื่อ Ko Sake (โค-ซาเกะ) เป็นเลาจน์ที่ลูกค้าสามารถมานั่งดื่ม นั่งชิลล์ ได้ บรรยากาศเงียบสงบดีครับ


เดินลงบันได ขยับลงมาหนึ่งชั้น จะเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Mee Su Nam ห้องอาหารแบบ All day ให้บริการอาหารเช้าตั้งแต่ 07.00-11.00 น จากนั้นจะให้บริการอาหารกลางวัน ต่อเนื่องกันไปจนถึง Dinner เลย จะปิดให้บริการในเวลา 23.00 น. ครับ




มุมนี้ ดูยังไงมันก็คือ ญี่ปุ่น ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทคัทสึระ เมืองเกียวโต นำมาผสมผสานกับกลิ่นอายล้านนา มันเข้ากันได้อย่างลงตัวทุกซอกทุกมุมเลยก็ว่าได้ครับ

ผมจินตนาการไปว่า ช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบาน ที่นี่คงสวยมากๆ แต่ถึงแม้ว่าผมมาไม่ทันช่วงนั้น แต่ผมยังทันได้เห็นดอกเสี้ยว ซึ่งกำลังบานสะพรั่งเลย เพิ่มฟิลลิ่งความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปอีกครับ



โดยรอบของรีสอร์ทจะห้ามสูบบุหรี่ แต่ทางรีสอร์ทจะมีจุดสูบบุหรี่ให้ 1 จุด อยู่ใกล้ๆ ห้องฟิตเนสครับ

สำหรับห้องฟิตเนส จะอยู่หลังบานประตูไม้ ห้องอาจจะดูเล็กไปสักนิด แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะห้องพักที่นี่ มีเพียง 16 ห้อง ความใหญ่โตของห้องฟิตเนสก็คงไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โตมโหฬาร ถึงแม้ว่าห้องจะเล็กแต่อุปกรณ์การเล่นผมว่าเพียงพอเลยครับ น้องพนักงานบอกว่าถ้าหากต้องการจะใช้ห้อง แนะนำให้โทรมาแจ้งล่วงหน้า เพราะทางรีสอร์ทจะได้ทำการอบโอโซนฆ่าเชื้อโรคให้ก่อนที่เราจะใช้บริการครับ


ภาพมุมสูงต่างๆ ผมได้ขออนุญาตทางรีสอร์ทเพื่อถ่ายเก็บบรรยากาศแล้วนะครับ โดยผมแจ้งว่าผมจะนำไปเขียนลงคอลัมน์ของนิตยสาร My World ซึ่งทางรีสอร์ทอนุญาตให้ถ่ายได้ในช่วง 06.30-07.00 น. ครับ



สำหรับอาคารไม้หลังนี้เป็นโรงออนเซ็น และยังมีปลาคราฟฝูงใหญ่ให้ชมกันเพลินๆ ด้วย





ติดกับโรงออนเซ็น จะเป็นสวนหิน ซึ่งจะมีชิงช้าไม้ ตั้งเคียงคู่อยู่กับต้นสนเกรวิลเลีย กำลังออกดอกสวยงาม ผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นต้นสนเกรวิลเลียของจริงก็วันนี้แหล่ะครับ


ต้นซากุระที่เห็นมุมขวามือของภาพล่าง เป็นต้นซากุระที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ช่วงรีสอร์ทเปิดใหม่ๆ เห็นว่าปีนี้ออกดอกสะพรั่งเลยครับ

เนื่องจากที่นี่อากาศจะเย็นตลอดปี ต้นไม้ที่ปลูกในรีสอร์ทส่วนใหญ่จะเป็นไม้ดอก เช่นกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ทำให้เวลาออกดอก ดอกจะใหญ่และสวยงามครับ

ดอกเสี้ยวบานพรั่งเลยครับ




มื้อเย็นนี้ผมฝากท้องไว้ที่ห้องอาหาร Mee Su Nam


เย็นนี้ผมได้ Yakiniku  Kani miso พร้อมสลัดผักครับ


Kani miso เป็นมันปูปรุงรสแล้วผัดกับไข่ไก่ ซอสมิโซะ แล้วนำกลับมาใส่ไว้ในกระดองปู ท็อปหน้าด้วยไข่กุ้ง เวลาจะทาน ให้เอามาย่างบนไฟอีกนิดหน่อย รสชาติเค็มๆ มันๆ อร่อยมากๆ ครับ เมนูนี้ 350 บาทครับ


สำหรับ Yakiniky ผมเลือกเป็นหมูครับ เสิร์ฟคู่กับผักสด มาเป็นตะกร้าเล็กๆ พร้อมกับน้ำจิ้ม 3 ชนิดครับ ชุดนี้ 950 บาทครับ


ที่ชอบมากคือ Onsen Garden Salad ผักกรอบ สด น้ำสลัดเชฟปรุงรสเอง เป็นสตรอว์เบอร์รี่เข้มข้น รสชาติจัดจ้านมาก ทานแล้วสดชื่นจริงๆ เมนูนี้ 220 บาทครับ
น้องพนักงานบอกว่า ผักสลัดและรสชาติของสลัดจะเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดู ประมาณว่าฤดูนี้มีผัก ผลไม้ ท้องถิ่นอะไรเด่นๆ ทางเชฟก็จะนำมาจับใส่จานพร้อมคิดปรุงรสชาติใหม่ๆ ให้แตกต่างกันไป ผักและผลไม้ก็จะมาจากรอบๆ รีสอร์ทนี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหลวง หรือพี่น้องชาวม้ง


เครื่องดื่มเป็น Christmas tree และ Berry Boost ครับ


ปิดท้ายเป็นของหวาน กับ Warabi Panacotta ตัว Panacotta น้องพนักงานภูมิใจเสนอว่าส่วนประกอบหลักทำจากนมฮอกไกโด ท็อปด้วย Waranbi และสตรอว์เบอร์รี่ สำหรับซอสเป็นน้ำอ้อยเคี่ยว ผมทานแล้วรู้สึกได้ทั้งรสหวานของซอสน้ำอ้อยเคี่ยว ได้ความเปรี้ยวจากผลไม้ ได้ความละมุนของตัว Panacotta และความหยุ่นๆ ของ Warabi อร่อยดีครับ


บรรยากาศช่วงที่มีแสงว่าดีแล้ว ช่วงค่ำยิ่งดีเข้าไปอีก อากาศเริ่มเย็นลง แสงสีเริ่มสว่างไสวครับ

 

 


ภายในห้อง Ko Sake ยิ่งต้องแสงไฟยิ่งสวยงาม ผมชอบการออกแบบโคมไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนได้แวดล้อมอยู่ในดวงดาวครับ

 


บรรยากาศของห้องอาหาร Mee Su Nam ครับ

 

 

 


มุมนี้ปังมาก อยู่ข้างห้องอาหาร มีกองไฟเล็กๆ ให้ไออุ่นด้วย ผมนั่งเสพความเย็นอยู่เป็นนานสองนาน เพราะฤดูหนาวปีนี้ ทางภาคกลางแทบจะไม่ได้สัมผัสความหนาวแบบจริงๆ จังๆ เลย


ดึกแล้ว กลับไปแช่ออนเซ็นในห้องพักดีกว่าครับ

 

 

 

ปกติแล้วในโรงออนเซ็นจะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ทั้งจากกล้องและโทรศัพท์ แต่เนื่องจากผมได้แจ้งกับทางรีสอร์ทว่าจะนำภาพไปลงนิตยสาร ทางรีสอร์ทจึงอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ โดยให้เวลาผมในช่วง 06.00-06.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ปลอดแขกมาใช้บริการครับ


บริเวณนี้เป็นส่วนต้อนรับ เห็นว่าทางรีสอร์ทจะเปลี่ยนสีชุดกิโมโนที่ไปตามฤดูกาลด้วยครับ ภายในโรงออนเซ็นยังมีห้องสำหรับนวดด้วย แต่ช่วงโควิดนี้จะยังไม่เปิดให้บริการ แต่จะให้บริการเฉพาะลูกค้าที่จองมาเท่านั้นครับ

 


พื้นที่ส่วนกลางของโรงออนเซ็นครับ


โรงออนเซ็นที่นี่จะให้แช่ตามแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยแยกชาย-หญิงอย่างเป็นสัดส่วน  มีพื้นที่แต่งตัว ตู้ล็อคเกอร์ มีทุกอย่างเหมือนที่ญี่ปุ่นมี

 

 


การแช่ออนเซ็นในอ่างรวมนี้ ทางรีสอร์ทจะให้แช่สูงสุดได้ 6 ท่าน/รอบเท่านั้น ใครจะมาแช่แนะนำว่าให้จองคิวล่วงหน้าครับ

ขั้นตอนการแช่ออนเซ็น ขั้นตอนแรกคือทำความสะอาดร่างกาย เพื่อปรับร่างกายให้พร้อมลงออนเซ็น โดยเพิ่มอุณหภูมิของน้ำอาบให้ใกล้ 40 องศาเซลเซียส เมื่อทำความสะอาดร่างกายเสร็จแล้ว ก็ลงแช่ผ่อนคลายในบ่อน้ำร้อนประมาณ 10-15 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายครับ


จากนั้นก็ไปแช่ในบ่อน้ำร้อนด้านนอก อีกประมาณ 10-15 นาที

 


เมื่อครบเวลา ก็มาแช่ตัวในออนเซ็นน้ำเย็นในอ่างไม้ครับ


สุดท้าย แต่งตัว พักดื่มน้ำ ผ่อนคลาย เป็นอันเสร็จพิธี แต่ถ้าใครยังไม่หนำใจ ก็วนลูปแบบนี้อีกสัก 2 รอบครับ แต่การแช่ออนเซ็น ไม่ควรเกินวันละ 3 รอบ เพราะร่างกายจะสูญเสียแร่ธาตุและเหงื่อเยอะ อาจทำให้หน้ามืดได้

มาดูอาหารเช้ากันบ้างครับ อาหารเช้าให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-11.00 น ให้บริการแบบ Buffet A La Carte ครับ


โดยทางห้องอาหารจะแบ่งเมนูหลักๆ เป็น 3 หมวด หมวดแรกเป็น Japanese Style Breakfast ครับ

Grilled Salmon (ปลาแซลม่อนย่าง)


Teriyaki Saba (ปลาซาบะซอสเทริยากิ)


Grilled Saba (ซาบะย่างเกลือ)


Grilled Buta (หมูย่าง)


จริงๆ แล้วยังมีอีกหนึ่ง Set คือ ไก่ทอดคาราเกะ แต่ผมไม่ได้สั่งมา เพราะทานไม่ไหว เนื่องจากอิ่มครับ ภาพที่เห็นนี่ก็ทานกับเพื่อน 2 คน เป็นเวลา 2 วัน ครับ

โดยในแต่ละ Set จะเสิร์ฟพร้อม Japanses rice, Tamagoyaki, Miso, Pickled Seasonal vegetable salad และผลไม้ครับ

หมวดสองเป็น Eggs & Pancake Variety ครับ

เริ่มที่ Omelets


Scrambled


Egg benedict


นอกจากนี้ยังมีไข่ดาว ออมเล็ตไข่ขาว ไข่ดาวน้ำ ไข่ลวก เฟรนโทสด์ และแพนเค้กด้วย แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ผมไม่ได้สั่ง เพราะทานไม่ไหวเหมือนกันครับ

โดย Set ไข่ จะเสิร์ฟพร้อมไส้กรอก เบคอน Hash brown ครับ


หมวดที่ 3 คือ Healthy Living เมนูสุขภาพครับ

Japanese Congee (โจ๊กเสิร์ฟร้อนสไตล์ญี่ปุ่น) และ Grilled tofu (เต้าหู้ย่างราดซอสสไตล์ญี่ปุ่น) ครับ


Vegetable rolls (สลัดโรล) และ Egg white congee miso (โจ๊กมิโซะเสริฟพร้อมไข่ออนเซ็น)


นอกจากนี้ยังมี เบอร์เชอร์มูสลีผลไม้ ควินัวสลัดเสิร์ฟพร้อมอกไก่ ด้วยครับ

อาหารเช้าจัดว่าดีเลยครับ ทั้งวัตถุดิบและรสชาติ อร่อยมาก แถมมีเมนูให้เลือกเยอะเลย

หลังอาหารเช้า ผมมีโปรแกรมไปเที่ยวชมสวนส้มบนม่อนแจ่ม จริงๆ แล้วบนม่อนแจ่มมีสวนส้มหลายสวนเลยครับ ทั้งสวนป้างฮวา สวนของฉัน และอีกสวนที่ผมเลือกไปนั่นคือ สวนส้มจินจู จริงๆ แล้วทั้ง 3 สวน ก็อยู่ไม่ไกลกันเลย ยิ่งสวนส้มจินจูกับสวนป้างฮวา อยู่ติดกันเลยครับ

ด้านหน้าของสวนส้มจินจู มีที่จอดรถได้ประมาณสัก 10 คัน หากมาเที่ยวที่นี่ในวันธรรมดาสามารถนำรถขึ้นมาจอดที่หน้าสวนได้เลย แต่ถ้ามาในช่วงวันหยุด อาจจะต้องจอดรถไว้ด้านล่าง แล้วโทรแจ้งให้สวนส้มมารับไปครับ สำหรับการเข้าชมสวนส้มจินจู มีค่าเข้าชมคนละ 50 บาทครับ


สวนส้มจินจู เขาทำสวนส้มสายน้ำผึ้งธรรมดาๆ ให้กลายเป็นสวนส้มสไตล์เกาหลี มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูป แถมยังมีพร็อพสำหรับให้ยืมถ่ายภาพกันเพียบเลย มีทั้งตะกร้าหวาย รองเท้าบูท ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมผม รับรองถูกใจแน่นอน

 

 

 

 


จากสวนส้มจินจู ผมมุ่งหน้าสู่ถ้ำหลวงแม่สาบ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติขุนขาน ในอำเภอสะเมิงครับ
ถ้ำหลวงแม่สาบ เป็นถ้ำสองชั้น ชั้นล่างจะเป็นโพรงยาวตามแนวภูเขา ลึกประมาณ 150 เมตร ส่วนชั้นบนจะเป็นโพรง สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้ครับ


จุดที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ชั้นล่าง ภายในถ้ำไม่มีแสงไฟส่องสว่างนะครับ คงต้องพกไฟฉายไปเอง หรือถ้าใครไม่ได้พกไป สามารถเช่ากับเจ้าหน้าที่ได้ ในราคา 20 บาทครับ

 

 

 

 

 

 


ผมเองก็เที่ยวถ้ำมาหลายที่มากๆ บอกเลยว่าถ้ำหลวงแม่สาบนี้ไม่เหมือนถ้ำอื่นๆ ที่เคยไปเที่ยวมา ถ้ำนี้มีความพิเศษตรงผิวของผนังถ้ำจะเป็นหินเรียบลักษณะเหมือนโดนกัดเซาะจากอะไรสักอย่างจนเป็นหลุม ทั้งผนังและเพดานถ้ำ และที่พิเศษที่สุดเห็นจะเป็นลวดลายบนผนังถ้ำที่มีสีสันแตกต่างกัน เป็นแนวเรียงกันคล้ายกับม่านสีรุ้งเลยครับ นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมอยากจะมอบความเป็น unseen ให้เลยครับ

จากถ้ำหลวงแม่สาบ ผมเดินทางต่อสู่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อีกหนึ่งพิกัดถ่ายรูปที่ได้ฟิลเหมือนได้ไปเที่ยวแถบชนบทในทวีปยุโรป ที่ศูนย์วิจัยข้าวแห่งนี้เป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิต ตรวจรับรองระบบการผลิตข้าวสาลี จึงทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยพันธุ์ข้าวสาลี รวมถึงพันธุ์ข้าวอื่นๆ อีกหลากหลายสายพันธุ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ที่ศูนย์แห่งนี้จะเริ่มปลูกข้าวสาลีตั้งแต่ช่วงมกราคมจนกลายเป็นทุ่งสีเขียวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และข้าวจะเริ่มทยอยสุกจนเป็นทุ่งสีทองช่วงปลายๆ เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคม ใครมาช่วงนี้อาจได้เห็นทั้งทุ่งสีเขียวและทุ่งสีเหลืองทองพร้อมๆ กัน ส่วนช่วงปลายเดือนมีนาคมจะเป็นช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนเมษายน จากนั้นศูนย์วิจัยข้าวจะทำการหว่านเมล็ดปอเทืองแทนที่ครับ การเข้าชมที่นี่ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

สำหรับมื้อเที่ยง ผมกลับมาฝากท้องที่ Yama Ramen ร้านราเม็งเปิดใหม่ของ Onsen @ Moncham ที่เพิ่งเปิดตัวช่วงต้นปีนี่เอง ตัวร้านจะอยู่ติดถนนเลย ด้านหน้าร้านมีที่จอดรถให้พร้อมครับ วันจันทร์-พฤหัส ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น ส่วนวันศุกร์-อาทิตย์ ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ครับ

 

 


จุดรับ Order และจุดชำระเงิน อยู่ด้านหน้าร้านเลยครับ


พื้นที่นั่งทาน จะอยู่ทางปีกซ้ายและขวาของร้าน ส่วนตรงกลางจะเป็นครัวแบบเปิดครับ และด้านในสุดของพื้นที่นั่งทาน จะมีบันไดให้เดินขึ้นไปด้านบนได้ครับ

 

 


สั่งอาหารแล้ว สามารถมายืนชมเชฟทำราเม็งได้นะครับ


ราเม็งที่ Yama Ramen มี 3 น้ำ เริ่มที่ Tonkotsu Ramen รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูมากๆ โรยหน้าด้วยขิงดองที่นำเข้าจากญี่ปุ่นครับ


น้ำที่ 2 คือ Chouy Ramen ชามนี้ของเพื่อนผม เพื่อนบอกว่ารสชาติจะออกเบาๆ หอมหวานจากน้ำซุปผัก หน่อไม้ดองเห็นว่านำเข้าจากญี่ปุ่นเหมือนกันครับ


น้ำสุดท้าย คือ Miso Ramen ชามนี้แบ่งกันทานกับเพื่อน รสชาติจะออกเปรี้ยวๆ จากมิโสะครับ


จุดเด่นของราเม็งที่นี่คือ จะทำเส้น น้ำซุป หมูชาชู เองทั้งหมด ทั้งสามเมนูราคาชามละ 180 บาท แต่ถ้าใครกลัวไม่อิ่ม แต่ไม่อยากสั่ง 2 ชาม เหมือนผม สามารถสั่งแบบพิเศษได้นะครับ โดยชามพิเศษราคาชามละ 220 บาท ถามว่าชามธรรมดาใหญ่ไหม ตอบเลยว่าใหญ่ครับ ใครสายแข็ง และหิวๆ มา อาจจะต้องสั่งเบิ้ลเหมือนผม ตอนแรกผมก็กะจะสั่งแบบพิเศษแหล่ะครับ แต่คุยกับเพื่อนแล้ว สั่งแบบธรรมดามา 2 ชามดีกว่า จะได้ลองรสชาติของชาบูอีกแบบด้วย

ใครอยากจะนั่งทานราเม็งไป ชมวิวสวยๆ ไป ผมแนะนำให้เดินขึ้นบันไดไปด้านบนเลยครับ ด้านบนจะมองเห็น Onsen @ Moncham ได้แบบเต็มๆ ตา ผมมานั่งทานช่วงบ่ายกว่าแล้ว วันนั้นแดดก็แรงอยู่นะครับ แต่ว่าอากาศไม่ได้ร้อนตามแดด นั่งทานเสร็จแล้วไม่อยากลุกไปไหนเลย

 

 


ที่นี่ไม่ได้มีแค่ราเม็ง แต่ยังมีอาหารอื่นๆ อย่าง Salmon Roll และของหวาน อย่าง Green Tea Mousse cake และ Taiyaki ด้วยครับ

Green Tea Mousse Cake อร่อยมาก เนื้อมูสละมุน หอมกลิ่นชาเขียวมากๆ ชิ้นละ 89 บาท สำหรับ Taiyaki ก็อร่อยครับ กรอบนอก นุ่มใน 2 ชิ้น 49 บาทครับ


เนื่องจากเป็นครัวเปิด ผมเลยได้เห็นเชฟกำลังรีดเส้นและทำหมูชาชูพอดีครับ

 


รสชาติโดยรวมถือว่าดีครับ ทำให้หายคิดถึงญี่ปุ่นไปได้เยอะเลย

สำหรับช่วงบ่าย ผมเลือกที่จะไม่ออกไปไหนแล้ว ขอตักตวงความสุขอยู่ในรีสอร์ทดีกว่า

ส่วนมื้อค่ำนี้ ผมฝากท้องไว้ที่ห้องอาหาร Mee Zu Nam อีกครั้งครับ

เย็นนี้ ได้ Smoked Duck Breast Salad น้ำสลัดเป็นตัวเดียวกับ Onsen Garden Salad แตกต่างที่ใส่อกเป็ดลมควันเข้าไป เมนูนี้ 245 บาท เสริมด้วย Eihire (ครีบปลากระเบน) 120 บาท


Assorted Sashimi เนื้อปลา เนื้อหอย สดดีครับ แต่ติดที่ปลาหมึกหั่นเส้นเหนียวไป จานนี้ 790 บาท


Wagyu Don เพื่อนบอกว่าเนื้อหวาน นุ่ม Set นี้ 450 บาท


UNA Don เนื้อปลาไหลย่างออกมาได้ดีเลยครับ เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ หอมและหวานน้ำซอส Set นี้ 395 บาท


ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Mee Zu Mochi เสิร์ฟพร้อมผงถั่วฮินาโกะ และน้ำตาลอ้อย อร่อยดีทีเดียว เมนูนี้ 145 บาทครับ นอกจากนี้ยังมี Green tea Ice Cream กลิ่นชาเขียวเข้มข้นมาก เพิ่มรสชาติหวานเปรี้ยวด้วยสตรอว์เบอร์รี และบลูเบอร์รี เมนูนี้ 90 บาท


Cheese cake ก็อร่อยครับ เมนูนี้ 120 บาท สำหรับเครื่องดื่มเป็น Mango Passion ดื่มแล้วสดชื่นเลยทีเดียว แก้วนี้ 180 บาท ส่วน Berry Berry เพื่อนบอกเปรี้ยวดี แก้วนี้ 180 บาทครับ


หลังอาหารเย็น พอเข้าห้องไป น้องพนักงานได้นำข้าวซอยตัดมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมชาคาโมมายล์ครับ


สำหรับการเข้าพักที่ Onsen @ Moncham ของผม ผมประทับใจมากๆ เลยครับ ห้องพักดี น้องพนักงานทุกคนอ่อนน้อม มี service mind อีกสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจคือ ที่นี่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ในพื้นที่ได้เข้ามาทำงานในรีสอร์ท และยังมีการสนับสนุนคนในพื้นที่ ด้วยการซื้อผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ มาใช้ภายในรีสอร์ทครับ

ไม่ใช่ว่าผมได้ Voucher พักฟรีมา แล้วผมจะต้องมาเขียนเชียร์นะครับ แต่จำนวนแขกที่เข้าพักเต็มในวันธรรมดา คงจะเป็นเครื่องการันตีได้ น้องพนักงานบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเดิมๆ ที่เคยเข้าพักซ้ำๆ บ่อยๆ หลายๆ ครั้ง ในช่วงฤดูหนาว ห้องพักจะเต็มเกือบตลอด ส่วนฤดูอื่นๆ ลูกค้าจะเข้าพักประมาณ 80% ครับ

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักผ่อน หรือคิดถึงบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ผมแนะนำที่นี่เลยครับ มาแล้วจะได้ความสุขกลับไปอย่างแน่นอน และเนื่องจากห้องพักมีเพียง 16 ห้อง ทำให้ช่วงเทศกาลต่างๆ ต้องมีการจองล่วงหน้าประมาณ 5-6 เดือนครับ วางแผนกันให้ดีๆ เห็นว่าตอนนี้ทางรีสอร์ทกำลังจะสร้างห้องเพิ่มอีก 8 ห้องครับ

ออกจาก Onsen @ Moncham แล้ว จุดหมายแรกของวันนี้ อยู่ที่ Sixflowers Garden ครับ

Sixflowers Garden อยู่บริเวณทางขึ้นม่อนแจ่ม  การเข้าชมสวนดอกไม้นี้ มีค่าเข้าชมคนละ 60 บาท หางบัตรใช้เป็นส่วนลดเครื่องดื่มได้ครับ
ช่วงที่ผมมาเป็นช่วงปลายๆ ฤดูหนาวแล้ว ซึ่งแปลงดอกไม้ที่ได้เข้าชมในวันนั้น เป็นรุ่นที่ 2 แล้ว แปลงดอกไม้ในรุ่นแรกที่ผมเห็นผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ ดูสวยงามมาก ภาพของทุ่งดอกซิโลเซียหรือดอกสร้อยไก่ ที่มีการปลูกเป็นแนวโค้งคล้ายลูกคลื่น สลับสีสัน สีแดง ส้ม เหลือง ชมพู สุดลูกหูลูกตา แต่ในรุ่นที่ 2 ก็ยังพอมีดอกซิโลเซียหลากสีให้เห็นอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ Peak เท่ารุ่นแรก แนวโค้งลูกคลื่นของดอกซิโลเซียในรุ่นแรกกลายเป็นดอกคอสมอสไปซะแล้ว แต่เพียงเท่านี้ ก็ได้ฟิลเหมือนได้มาชมทุ่งทิวลิปที่เนเธอแลนด์แล้วครับ สำหรับทิวเขาที่เห็นเป็นทิวเขาดอยสุเทพครับ

 

 

 

 

 

 

 


มีคาเฟ่น่ารักๆ ไว้คอยให้บริการด้วยนะครับ


จาก Sixflowers Garden ผมมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่แตง เพื่อไปชมความสวยงามอลังการของวัดเด่นสะหรีศรีเมืองแกนครับ

วัดเด่นสะหรีศรีเมืองแกน ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ว่ากันว่าภายใต้เนินนั้นเป็นถ้ำศักดิ์สิทธ์ที่ชาวบ้านนับถือ จึงเรียกกันว่า “วัดบ้านเด่น” ต่อมาได้มีการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ ในลักษณะสถาปัตยกรรมไทยล้านนา ต่อมามีต้นโพธิ์ขึ้นมา ซึ่งทางเหนือเรียกต้นโพธิ์ว่า “เก๊าสะหลี” อีกทั้งที่ตั้งวัดอยู่ในเขตเมืองเก่าสมัยโบราณที่ชื่อว่า “เมืองแกน” ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นที่มาของชื่อวัดครับ


วัดนี้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ มีความวิจิตรตระการตามากๆ โดยท่านครูบาเทือง นาถสีโล เจ้าอาวาสเป็นผู้บูรณะวัดขึ้นมาใหม่ โดยท่านตั้งใจว่าจะให้วัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่งดงาม แฝงด้วยคติธรรม เพื่อเป็นการชักนำให้ผู้คนหันมาเข้าวัด ได้มาขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นสถานที่พักผ่อนทางจิตใจมากกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นภายในวัดจึงมีจุดที่น่าสนใจมากมายเลยครับ

วิหารพระเจ้าปันต๋น  หรือภาษากลางคือ พระเจ้าพันตน เป็นวิหารไม้หลังเล็ก แต่มีลวดลายสลักที่สวยงามตระการตา ภายในวิหารมีพระเจ้าเงินทันใจ องค์พระเป็นเนื้อเงินทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่บนฐานบุษบกลายรดน้ำสีทอง รายล้อมไปด้วยพระพุทธรูปจำนวนมาก

 

 


วิหารพระเจ้าทันใจ ลักษณะเป็นอาคารไม้ขนาดใหญ่ ซุ้มบันไดเป็นรูปปั้นพญานาคราชศรีสุทโธ ที่โอบรอบพระวิหารไม้สักไปจนถึงด้านหลัง ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจครับ

 

 


รูปหล่อพระครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล องค์สีทองอร่าม ผู้สร้างวัดบ้านเด่น ด้านหลังรูปหล่อเป็นมณฑปที่ประดิษฐานพระเศรษฐีนวโกฏิ

 


ถัดจากรูปหล่อพระครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล เป็นหอพระธรรม ลวดลายละเอียดอ่อน งดงามมากๆ ครับ

 


ถัดจากหอพระธรรม เป็นที่ตั้งของพระวิหารมาต๋าม ภายในประดิษฐาน พระแก้วเกล้าเจ้าบุญเรือง ซึ่งเป็นพระประธานที่มีสีเหลืองทองอร่าม มีพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ ประดิษฐานเรียงรายตามเสาพระอุโบสถ ด้านหลังพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ 12 พระธาตุประจำปีเกิด ที่จำลองมาจากพระธาตุประจำปีเกิดทั่วประเทศครับ

 


จริงๆ ยังมีอีกหลายส่วนเลยที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากแดดร้อนมากๆ จนต้องยอมแพ้ครับ


ขณะนี้ทางวัดได้สร้างพระพุทธรูปพระเจ้าต๋นหลวงต๋าคำ ซึ่งทำจากทองเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตัก 10 เมตร ความสูง 18 เมตร พระเนตรจะเป็นทองคำ น้ำหนักข้างละ 108 บาท ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระมหาวิหารที่กำลังสร้างขึ้นไปพร้อมๆ กัน คาดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือเลยครับ


สำหรับภาพมุมสูงของวัด ผมได้ขออนุญาตจากทางวัดแล้วนะครับ

จากวัดเด่นสะหรีศรีเมืองแกน ผมมุ่งหน้ากลับเมืองเชียงใหม่ ระหว่างทางแวะเช็คอิน คาเฟ่ที่กำลังมาเรง บริเวณแยกบายพาสแม่มาลัย-ปาย สักหน่อย เพราะเดี๋ยวจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง คาเฟ่ที่ผมกำลังพูดถึง คือ Air Diamond café & Hotel เป็นคาเฟ่แห่งเดียวในเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนเครื่องบินแอร์บัส A330-300 ที่ปลดประจำการแล้ว โดยรอบมีการจำลองบรรยากาศสนามบินด้วย มีทั้งอาคารเช็คอิน จุดรอขึ้นเครื่องบิน เก๋ไก๋เลยทีเดียวครับ การขึ้นไปชมด้านบนจะต้องซื้อตั๋วในราคา 120 บาท ตั๋วนี้สามารถนำไปแลกเครื่องดื่มบนเครื่องบินได้ โดยเครื่องดื่มของที่นี่จะเป็นผลิตภัณฑ์ของ Black Canyon ครับ คาเฟ่แห่งนี้เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ครับ

 

เมื่อเดินทางถึงตัวเมืองเชียงใหม่ ผมตรงเข้าที่พักที่ Nimano Suite ก่อนเลยครับ อย่างที่บอกในตอนแรก ผมมี Voucher ห้อง Deluxe Room พร้อมอาหารเช้า 2 คืน จำนวน 3 ใบ รวมแล้วผมสามารถเข้าพักที่นี่ได้ 6 คืน แต่จริงๆ ผมมีเวลาเพียงแค่ 2 คืนเท่านั้น ผมเลยประสานกับพี่อ้อย Finance Manager ตามเบอร์ที่อยู่ใน Voucher ว่าจะขอยุบรวม voucher 3 ใบ ให้เหลือ 1 ใบ โดยขอ Upgrade ห้องพักให้ดีขึ้น ซึ่งพี่อ้อยก็ให้ความเมตตา Upgrade ห้องพักจาก Deluxe Room เป็นห้อง Nimano Suite ซึ่งเป็น type สูงสุดของโรงแรมครับ (Nimano Suite > Mini Suite > Deluxe) เท่านั้นยังไม่พอ ยังให้อาหารเย็น 1 มื้อ รวมถึง Afternoon tea อีก 1 Set ด้วยครับ (ปกติ ถ้าแขกเข้าพักห้อง Nimano Suite 3 คืน ทางโรงแรมจะมอบ Afternoon Tea ให้ 1 Set) ต้องขอขอบคุณพี่อ้อยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

Nimano Suite ตั้งอยู่ในนิมมานซอย 5 ตัวโรงแรมเน้นการออกแบบให้เห็นถึงเส้นสายที่มีความโค้งมน บริเวณทางเข้าทำเป็นทรงซุ้มประตูโค้งสีขาว ตัดสลับกับสีเขียวของสวนรอบข้าง ประดับด้วยต้นโอลีฟโบราณอายุกว่า 300 ปีจากประเทศสเปน ซึ่งต้นโอลีฟเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและแหล่งพลังงานด้านบวก ทางโรงแรมเชื่อว่าจะมอบความรู้สึกดีๆ ให้กับแขกที่เข้ามาใช้บริการครับ
ด้านหน้าโรงแรม สามารถจอดรถได้เพียง 5 คัน แต่ทางโรงแรมก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาครับ ลูกค้าสามารถไปจอดรถในนิมมานซอย 7 แล้วนำใบเสร็จมาแสดงที่โรงแรม ทางโรงแรมจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าจอดรถให้ครับ

 


ลอบบี้ตกแต่งแบบเรียบแต่ดูหรู ในโทนสีขาวผสมผสานกับสีโรสโกลด์ มีการนำหินอ่อนเข้ามาเป็นส่วนประกอบร่วมด้วยครับ


ไปดูในห้องพักกันบ้าง พื้นที่ใช้สอยในห้องกว้างขวางเลยครับ ในห้องแบ่งพื้นที่หลักๆ เป็น 4 ส่วน ส่วนที่นอน ส่วนนั่งเล่น ส่วนแต่งตัว และห้องน้ำครับ เตียงนอนหนา นุ่ม นอนสบายมากครับ

 

 


มีโคมไฟพร้อมลำโพงบลูทูธ วางอยู่ที่หัวเตียงครับ


ติดกับเตียงนอน เป็นมุมสำหรับแต่งตัวและมุมนั่งทำงานหรือทานอาหารก็ได้ พร้อมตู้เย็นและมินิบาร์โดยมีฉากกั้นที่มีดีไซน์โค้งมน ตามคอนเซปของโรงแรมครับ

 


บริเวณปลายเตียง เป็นมุมพักผ่อน มีโซฟาขนาดใหญ่ พร้อมสมาร์ททีวีจอใหญ่เบิ้มเลยครับ

 


ในห้องน้ำมีทั้งอ่างอาบน้ำและ Shower ครับ

 


มินิบาร์ครับ

ภายใน Nimano Suite จะมี Olive Tree Cafe ให้บริการอาหารทุกมื้อ รวมถึงเครื่องดื่มและ Afternoon Tea ครับ โดยคาเฟ่จะอยู่ติดกับ Lobby และ สระว่ายน้ำเลยครับ สำหรับชื่อของคาเฟ่ ก็ตั้งตามชื่อของต้นโอลิฟที่อยู่ด้านหน้าโรงแรมนั่นเองครับ

ด้านข้างของโรงแรมทั้ง 2 ด้าน ถูกออกแบบให้เป็นสวนสวยสไตล์อังกฤษ ตกแต่งได้น่ารักเชียวครับ บอกเลยว่า มุมถ่ายรูปเก๋ๆ เพียบ

 

 

 

 

 


นอกจากจะมีสวนสวยแล้ว ยังมีสระว่ายน้ำในร่มด้วยนะครับ ผมไม่รู้หรอกว่าจะมีแขกมาว่ายน้ำกันเยอะไหม แต่รู้ว่ามีแขกมาถ่ายรูปเก๋ๆ ริมสระว่ายน้ำกันเยอะมากครับ

 

 

 


หลังจากเก็บของเข้าห้องพักเรียบร้อย ผมเลยลงมาใช้บริการ Afternoon tea โดยเลือกมุมข้างสระน้ำครับ

 

 

 

 


ถ้าหากสังเกตดีๆ แทบจะทุกมุม จะมีการดีไซน์ให้โค้งมน ไม่หนีคอนเซปโรงแรมเลยครับ

เสร็จจาก Afternoon tea แล้ว ยังพอมีเวลาเหลือ ขอไปไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลกันสักหน่อย โดยจุดแรกผมเลือกไปสักการะพระสิงห์ ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ถือเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรง หากได้มานมัสการจะเป็นมงคลสูงสุดทำให้อายุมั่นขวัญยืน มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไปครับ

เมื่อมาถึงวัด เราจะเห็นวิหารหลวงหลังใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานศิลปะแบบล้านนาและรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นในสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อปี พ.ศ.2467 ด้านในประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ (หลวงพ่อโต) ด้านหน้าวิหารมีอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย อดีตเจ้าอาวาสของวัดนี้ครับ

 

 


ด้านหลังของวิหารหลวง เป็นที่ตั้งของ 3 สิ่งสำคัญ หากเรียงจากซ้ายมือ จะพบกับพระวิหารลายคำ พระมหาเจดีย์ธาตุ และพระอุโบสถครับ
เริ่มที่พระวิหารลายคำ เป็นพระวิหารที่สร้างและตกแต่งด้วยศิลปะแบบล้านนาแท้ๆ และเป็นที่ประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน ภายในวิหารโดดเด่นด้วยจิตกรรมฝาผนังเรื่องสุพรรณหงส์และสังข์ทอง ซึ่งพบเพียงที่นี่แห่งเดียวครับ

องค์พระมหาเจดีย์ธาตุสีทอง หรือ พระธาตุหลวง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรงครับ

 

 


ติดกับพระมหาเจดีย์ธาตุเป็นที่ตั้งของอุโบสถ สิ่งที่ทำให้พระอุโบสถแห่งนี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ นั่นคือ พระประธานที่ตั้งอยู่ภายในกู่พระเจ้า ตั้งอยู่กึ่งกลางพระอุโบสถเลยครับ ญาติโยมสามารถนมัสการพระประธานได้ทั้งสองฝั่ง ผิดกับพระอุโบสถวัดอื่นๆ ที่พระประธานจะตั้งอยู่ด้านในสุดของวิหารหรือพระอุโบสถครับ


จากวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ผมเดินเท้าต่อเพื่อไปยังวัดพันเตา ความโดดเด่นของวัดพันเตา เห็นจะเป็นวิหารหลวงที่สร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง และยังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คงเอกลักษณ์ของล้านนาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด สถาปัตยกรรมของวัดพันเตาเป็นศิลปะแบบเชียงแสน มีโครงสร้างแบบกรอบยึดมุม เสา และฝาวิหารทุกส่วนเป็นไม้ โดยเฉพาะฝาวิหารมีแบบวิธีการสร้างพิเศษคล้ายกับฝาปะกนของศิลปะสมัยอยุธยา ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าปันเตา พระพุทธรูปศิลปะล้านนา ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหาร  ด้านหลังพระวิหารเป็นเจดีย์องค์ประธานของวัด ทรงระฆังบนฐานแปดเหลี่ยม สีเหลืองทองอร่าม ที่รายล้อมด้วยเหล่าเจดีย์ ว่ากันว่าเป็นวิหารที่สร้างจากหอคำหรือคุ้มเจ้าหลวงที่เหลืออยู่อย่างสมบูรณ์เพียงหลังเดียวครับ

 

 


ติดกับวัดพันเตาเป็นที่ตั้งของวัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นอารามหลวงแบบโบราณ มีการบูรณะมาหลายสมัยโดยเฉพาะเจดีย์ นับว่าเป็นพระเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในเชียงใหม่เลยครับ วัดเจดีย์หลวงมีสิ่งสักการะหลายอย่าง ได้แก่ เจดีย์หลวง อินทขีล ต้นยางกุมภัณฑ์ พระฤาษี

 

 


พระเจดีย์หลวงสร้างเมื่อปี พ.ศ.1934 โดยมีความสูง 80 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 56 เมตร ปรับรูปทรงเป็นแบบโลหะปราสาทของลังกา รูปลักษณ์ทรงเจดีย์แบบพุกาม ดัดแปลงซุ้มตรงสี่มุมของมหาเจดีย์ มีรูปปั้นช้างค้ำรายล้อมรอบองค์เจดีย์ รวม 28 เชือกครับ

แป๊บๆ หมดวันแล้ว คงต้องกลับเข้าที่พักแล้ว เย็นนี้ผมฝากท้องที่ Olive Tree Cafe ครับ

บรรยากาศใน Olive Tree Cafe ครับ

 

 

 


อย่างที่ผมเล่าไปในตอนแรก ผมได้ยุบรวม Voucher จากการเข้าพักได้ 6 คืน ให้เหลือเพียง 2 คืน ทางโรงแรมเลย Support อาหารเย็นมื้อนี้ให้ โดยได้เตรียมเมนูไว้ให้ผมแล้วครับ

ค่ำนี้ผมได้ สลัดผักรวมเสิร์ฟพร้อมอกไก่ย่างและไข่ต้ม และ สปาเก็ตตี้ซอสเห็ดทรัฟเฟิล กลิ่นของเห็ดทรัฟเฟิลนี่ตลบอบอวนอยู่ในปาก อร่อยเลยทีเดียว สำหรับของหวานเป็น Brownie with Sorbet พร้อมกับเครื่องดื่มเป็น Limelight และ Virgin Mojito ครับ

 

 

 

 


สำหรับมื้อเช้า จะเป็น Set ไข่ดาว แฮม ไส้กรอก สลัดผัก เสิร์ฟพร้อมครัวซอง ผลไม้ และโกโก้/กาแฟ ครับ

เช้าวันต่อมา ผมเปิดโปรแกรมที่ตลาดจริงใจ ตลาดเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรตัวจริง ซึ่งตลาดแห่งนี้เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 06.00-13.00 น. ภายในตลาดเน้นขายของคุณภาพเช่น ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ ซึ่งเกษตรกรนำมาขายกันเองเลยครับ

 

 


ผมประทับใจที่นี่อยู่อย่างหนึ่ง ภายในตลาดพยายามรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติกและภาชนะโฟมบรรจุอาหาร เลยทำให้ได้เห็นการใช้ถุงผ้า ใช้ตะกร้าหวายกันอย่างมากมาย


นอกจากนี้ยังมีของกินที่พร้อมทานหลากหลายมากๆ ผมเองยังอดใจไม่ไหว ได้มา 2-3 อย่างเหมือนกัน

 

 

 


เมื่อเลือกซื้อหาของกินเรียบร้อยแล้ว ทางตลาดจะจัดพื้นที่ โดยมีโต๊ะ เก้าอี้ ให้ได้นั่งทานกันด้วย แถมยังมีดนตรีสดบรรเลงเพลงให้ฟังด้วยครับ


นอกจากผัก ผลไม้ ของกินพร้อมทานแล้ว ที่นี่ยังมีโซนจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมด สินค้าพื้นเมือง มาขายกันอีกเพียบเลยครับ

 

 

 

 

 


นับเป็นตลาดที่น่าเดินมากจริงๆ หากใครมาเที่ยวเชียงใหม่ในวันเสาร์ อาทิตย์ อยากให้แวะมาเที่ยวชมดูครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ

จากตลาดจริงใจ ผมมุ่งหน้าสู่อำเภอดอยสะเก็ด โดยปักหมุดไว้ที่แม่กำปอง แต่ระหว่างทางแวะหาเครื่องดื่มเย็นๆ ทานกันก่อน ที่ Take a Walk เตวแอ่ว house and coffee คาเฟ่ริมลำน้ำแม่ลาย การเดินทางมาที่นี่ ใช่ว่าจอดรถปุ๊บแล้วจะถึงเลยนะครับ แต่เราจะต้องเดินเข้าไปตามทางเดินเล็กๆ ผ่านสวนเขียว ป่าไผ่ ลำเหมือง และเดินข้ามลำน้ำแม่ลายด้วยสะพานแขวน ตามคอนเซปชื่อร้าน เตว ที่แปลว่า เดิน และ แอ่ว ที่แปลว่า เที่ยว  


เราสามารถนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมกับซึมซับบรรยากาศได้หลายจุด มุมเด็ดๆ น่าจะเป็นริมลำน้ำแม่ลายครับ

 

 


สิ่งที่เป็นไฮไลท์ ที่ดึงดูดให้ผมมาที่นี่ คือบ้านฮอบบิท เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้ว รู้สึกเหมือนได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเที่ยวที่นิวซีแลนด์เลยครับ

 


คาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นในเรื่องสิ่งก่อสร้างที่สร้างจากไม้ อย่างเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น บ้านต้นไม้ที่สูงถึง 3 ชั้น บ้านทาร์ซาน นับเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ดีๆ ที่สามารถแวะก่อนที่จะไปเที่ยวที่แม่กำปองครับ


จุดหมายต่อไปอยู่ที่บ้านแม่กำปอง หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ทำให้ถนนหนทางที่ผ่านในหมู่บ้านแม่กำปองจึงแคบและชัน แถมที่จอดรถยังน้อยมากด้วย ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมาจอดรถที่วัดคันธาพฤกษา ผมเองก็เช่นกันครับ

วัดคันธาพฤกษา หรือวัดแม่กำปอง เป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นมาในช่วงที่มีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชุมชนแม่กำปอง วิหารเป็นไม้ทั้งหลัง หน้าจั่วหลังคาวัดสลักจากไม้สัก ลวดลายแบบล้านนา

 

 


สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของวัดนี้ อยู่ที่พระอุโบสถที่ตั้งอยู่กลางลำห้วยของสายน้ำแม่กำปอง กลางผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ครับ

 


ลักษณะสำคัญของหมู่บ้านคือ มีลำห้วยไหลผ่านหมู่บ้านหลายสาย ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาของห้วยแม่กำปอง ตั้งแต่ในอดีตบริเวณใกล้ลำห้วยจะพบดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีเหลืองแดงผสมกัน มีขนาดเล็ก ชาวบ้านเรียกชื่อดอกไม้นี้ว่า “ดอกกำปอง” ส่วนชื่อหมู่บ้านนั้นมาจากการที่นำเอาชื่อดอกไม้รวมกับชื่อแม่น้ำ “บ้านแม่กำปอง” จึงเป็นชื่อหมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน

 

 


เนื่องจากสภาพถนนแคบและสูงชันแถมยังไม่สะดวกเรื่องที่จอดรถด้วย หากใครต้องการไปเที่ยวยังจุดต่างๆ ของแม่กำปอง สามารถนั่งรถสองแถวได้ครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว นักท่องเที่ยวจะมาจอดรถที่วัดคันธาพฤกษา แล้วเดินลงมาทางด้านล่างเพื่อเดินเที่ยวในชุมชน ซึ่งจะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย จากนั้นจะเดินกลับไปที่วัดอีกครั้ง เพื่อนั่งรถสองแถวไปยังระเบียงวิวคาเฟ่ แม่กำปอง ซึ่งอยู่ด้านเหนือขึ้นไปครับ ค่ารถคนละ 20 บาท/เที่ยว ไป-กลับ 40 บาท/คน ครับ

ที่ระเบียงวิวคาเฟ่ เป็นทั้งโฮมสเตย์และคาเฟ่ ที่สามารถชมวิวมุมสูงของหมู่บ้านแม่กำปองครับ ช่วงที่ผมไป ฝนเพิ่งจะหยุดตกไปใหม่ๆ ทำให้เห็นหมอกปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้านแม่กำปองเลยครับ

 

 


เสร็จจากแม่กำปอง ผมวกกลับมาไหว้พระที่พระธาตุดอยสะเก็ดครับ

วัดพระธาตุดอยสะเก็ดเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนดอยสะเก็ด สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เป็นวัดประจำอำเภอดอยสะเก็ดด้วยครับ จุดที่น่าสนใจภายในวัดพระธาตุดอยสะเก็ดมีหลายอย่างเลยครับ

พระเจดีย์องค์ใหญ่สีทอง สร้างครอบองค์เก่าไว้ เป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ เป็นที่สักการะของชาวดอยสะเก็ด โดยทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ทางวัดจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงมาให้พุทธศาสนิกชนสรงน้ำครับ


ใกล้กับพระเจดีย์ มีต้นศรีมหาโพธิ์ ที่นำหน่อกล้ามาจากประเทศศรีลังกามาปลูกครับ ช่วงที่ผมไป ใบของต้นศรีมหาโพธิ์กำลังผลิใบเป็นสีชมพู สวยงามมากครับ

 


บนเขาอีกลูกหนึ่ง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาจักรพรรดิ (ปางโปรดพญาชมพูบดี) มีนามว่าหลวงพ่อพระเจ้าเศรษฐีเก้าล้านโกฏิ องค์สีเหลืองทองอร่ามครับ


เนื่องจากวัดพระธาตุดอยสะเก็ดตั้งอยู่บนเขา จึงทำให้สามารถชมวิวมุมสูงของอำเภอดอยสะเก็ดได้แบบเต็มตาครับ จากด้านหน้าของหลวงพ่อพระเจ้าเศรษฐีเก้าล้านโกฏิ มองออกไปเห็นองค์พระเจดีย์สีทองตั้งเคียงคู่กับพระวิหารจัตุรมุข นอกจากนี้ยังมองเห็นเขื่อนแม่กวงอุดมธาราด้วยครับ

 

 


หากใครผ่านมาทางอำเภอดอยสะเก็ด แนะนำให้ขึ้นมาสักการะองค์พระธาตุดอยสะเก็ด เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัวเองครับ

จากอำเภอดอยสะเก็ด ผมมุ่งหน้าสู่อำเภอสารภี เพื่อไปซึมซับกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอีกครั้งที่ Nekoemon Café Chiang Mai ซึ่งจะได้คนละบรรยากาศกับที่ Onsen @ Moncham ครับ

มาเที่ยวที่ Nekoemon Café Chiang Mai ที่เดียว เหมือนได้เที่ยวญี่ปุ่นถึง 4 บรรยากาศเลยครับ โดยด้านหน้าร้านจะมีเสาโทริอิสีแดงสด หนึ่งในเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นตั้งตระหง่านรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่


ติดกันเป็นทางเดินผ่านเข้าไปในสวนไผ่ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังเดินอยู่ในป่าไผ่อาราชิยาม่า แห่งเกียวโต สิ้นสุดทางเดินจะเป็นที่ตั้งของห้องอาหารต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ตกแต่งให้อารมณ์ทันสมัยในแบบฉบับของโตเกียว โดยของที่นำมาตกแต่งภายในร้านล้วนนำมาจากญี่ปุ่นทั้งสิ้น

 


บรรยากาศโดยรอบห้องอาหารจะตกแต่งสไตล์สวนสวยในแบบเมืองไซตามะ เสริมด้วยสะพานไม้สีแดงทอดข้ามลำธารเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกจำลองขนาดย่อม มีปลาคราฟแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ

 

 

 

 


และหากเดินลัดเลาะไปตามลำธารก็จะพบกับอาคารที่หลังคามุงด้วยหญ้าขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนได้มาเที่ยวที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะเลย


มาที่นี่อย่าลืมใส่ชุดกิโมโน ที่ทางร้านมีให้บริการเช่าทั้งของผู้หญิงและผู้ชายในราคาที่ไม่แพง เพิ่มความฟินไปกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นได้อีก
Nekoemon Café Chiang Mai เปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยด้านหน้ามีลานจอดรถได้กว่า 50 คันเลยครับ

จาก Nekoemon Café Chiang Mai ผมกลับเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ยังพอมีเวลาอีกสักชั่วโมงก่อนที่ฟ้าจะสิ้นแสง ผมเลยแวะไหว้พระที่วัดโลกโมฬีครับ

วัดโลกโมฬีเป็นวัดเก่าที่มีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว ภายในวัดมีพระวิหารไม้สักที่มีการแกะสลักลายแบบโบราณในสไตล์ล้านนา บริเวณหน้าบันประดับกระจกหลากสี ภายในประดิษฐานพระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ โดยบริเวณพระเมาลี มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วยครับ สำหรับประตูทางเข้าวัดมีขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐมีลักษณะโค้ง บริเวณซุ้มประตูมีลวดลายปูนปั้นที่ละเอียดอ่อนและงดงามทีเดียว ช่องประตูจะตรงกับพระวิหารไม้เลยครับ

 

 

 


ด้านหลังวิหารมีองค์พระเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ องค์พระเจดีย์ก่อสร้างด้วยอิฐทรงปราสาท มีประติมากรรมรูปเทวดาประดับตามมุมของเจดีย์

 


ไม่ไกลจากวัดโลกโมฬี เป็นที่ตั้งของ Versailles de Flore คาเฟ่สุดหรูในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Renaissance สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของคาเฟ่แห่งนี้เห็นจะเป็นอาคารทรงสูงที่ออกแบบให้เป็นพระราชวังแวร์ซาย ด้านในมีการตกแต่งด้วยโคมไฟห้อยระย้า ฝ้าเพดานมีการแกะสลักลวดลายปูนปั้นที่ดูอลังการงานสร้าง และประดับตกแต่งด้วยกระจกสีที่แสนวิจิตรตระการตา มีบันไดทางเดินวนถึงกัน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายรูปสุดคลาสิคในสไตล์ยุโรป ให้ได้เก็บภาพเอามาอวดเพื่อนๆ กันอีกเพียบเลยครับ คาเฟ่แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ครับ

 

 

 

 

 


ค่ำนี้ผมมาเดินเล่นที่ถนนวัวลาย ซึ่งทุกวันเสาร์ที่ถนนวัวลายจะมีถนนคนเดิน แต่สิ่งที่พิเศษมากกว่าการมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินแล้ว คือการได้มาเวียนเทียนที่วัดศรีสุพรรณครับ

วัดศรีสุพรรณ เป็นวัดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือน เพราะวัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่สร้างขึ้นจากแผ่นเงินครับ ที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนพระอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมลงไป โดยได้นำเอาโลหะเงินและดีบุกเข้ามาเป็นวัสดุหลักในการปฏิสังขรณ์ บวกกับฝีมือและภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องเงิน จึงทำให้พระอุโบสถหลังนี้เป็นพระอุโบสถเงินทรงล้านนาหลังแรกของเมืองไทยครับ

 

 

 

 


ผมเคยมาเยี่ยมชมพระอุโบสถเงินแห่งนี้แล้วครั้งหนึ่งในช่วงกลางวัน ก็ว่างดงามแล้ว ช่วงกลางคืนก็งดงามไปอีกแบบ เพราะมีการใช้ไฟส่องสว่างสลับสีสัน สวยงามมาก และทุกคืนวันเสาร์ เวลาประมาณ 2 ทุ่ม หลังจากมีการสวดมนต์ในพระวิหารแล้ว จะมีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถเงินด้วย หากใครมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินแล้ว แนะนำว่าให้มาสวดมนต์และเวียนเทียน เพื่อความเป็นสิริมงคลกันครับ

สำหรับวันสุดท้ายของทริปนี้ ผมมีเวลาเพียงครึ่งวัน คงตะเวนเที่ยวในแค่ในตัวเมืองเชียงใหม่เท่านั้น โดยจุดหมายแรกอยู่ที่วัดอุโมงค์

วัดอุโมงค์ เป็นอีกหนึ่งวัดที่สำคัญของเชียงใหม่ ออกแบบเป็นไปตามแบบพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ต่อมามีการสร้างอุโมงค์ขึ้นในบริเวณวัด จึงเป็นที่มาของชื่อวัดอุโมงค์ วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วยครับ ทุกๆ ที่จึงค่อนข้างสงบและร่มรื่นมากๆ

จุดที่น่าสนใจในวัดอุโมงค์ ผมว่าน่าจะเป็นอุโมงค์ใต้พระเจดีย์ 700 ปี ที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากวัดทั่วไป ภายใต้พระเจดีย์จะมีอุโมงค์ที่เชื่อมต่อกันถึง 4 อุโมงค์ แต่ที่ด้านหน้ากำแพงเราจะเห็นเพียง 3 อุโมงค์ เมื่อเดินเข้าไปในอุโมงค์เหมือนได้เดินย้อนกลับเข้าไปในอดีต เพดานอุโมงค์ปรากฏร่องรอยของภาพเขียนสีน้ำมัน ที่ดูชำรุดลบเลือนเป็นอย่างมาก

 

 

 

 

 


ด้านบนของอุโมงค์เป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่มีอายุเก่าแก่ของล้านนา รูปแบบของเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม ลักษณะเหมือนกลีบบัวซ้อนกันอยู่ ด้านบนมีปลียอด ซึ่งการสร้างเจดีย์ลักษณะนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบพุกามครับ


ผมว่าวัดอุโมงค์เป็นอีกหนึ่งวัดที่ไม่ควรพลาดชมหากมาเที่ยวเชียงใหม่ เพราะวัดในลักษณะนี้หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว การเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ยาก เพราะวัดอุโมงค์อยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ

ผมมาปิดทริปที่ บ้านข้างวัด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดอุโมค์ครับ

บ้านข้างวัดเป็นแหล่งช้อปปิ้งในบรรยากาศบ้านๆ ตั้งอยู่ในซอยวัดอุโมงค์ ภายในบริเวณจะมีบ้านกึ่งไม้ กึ่งปูนเปลือยแบบชั้นเดียวและสองชั้น สร้างให้เหมือนบ้านในสมัยก่อนแถมยังตกแต่งด้วยของเก่าดั้งเดิม ตั้งอยู่รายล้อมกัน โดยบ้านแต่ละหลังจะเปิดขายของแฮนเมด ของตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และอื่นๆ อีกมากมาย รับรองเลยว่าต้องถูกใจคนชิคๆ อย่างแน่นอนครับ  

 

 

 

 

 

 

 

 


นับเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจผมมากๆ มาเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ ได้มีโอกาสพักผ่อน ชาร์จแบตให้กับตัวเอง ได้มาสูดอากาศดีๆ ได้ตะเวนไหว้พระทำบุญ ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น แถมทริปนี้ยังทำให้ผมหายคิดถึงการเดินทางไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองลงได้เยอะเลย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่หลายแห่ง บรรยากาศไม่แตกต่างอะไรกับต่างประเทศเลยครับ หากเพื่อนๆ คนไหนคิดถึงบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ผมแนะนำให้มาเที่ยวเชียงใหม่แก้ขัดไปพลางๆ ก่อนครับ รับรองได้ฟิลเหมือนกันครับ

สุดท้ายนี้เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt/ ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น